Europe First TimeKanSiri
อาหารยุโรปที่คุ้นเคย (หรอ?)
  •                 หากจะจินตนาการว่า อาหารที่พวกเราจะเจอในยุโรปทุกมื้อนั้นจะเป็นเหมือนการเจออาหาร  อิตาเลี่ยนแบบบ้านเราตามร้านอาหารในเมืองไทยแล้วล่ะก็.....หนูคิดผิดแล้วล่ะจ่ะแม่มะลิน้อย เพราะเรื่องต่อไปนี้มันคือเหตุการณ์ Culture Shock เบาๆเกี่ยวกับการกินในยุโรปก็ว่าได้เป็นการเปิดเผยความจริงของอาหารอันเลวร้าย (ประมาณหนึ่ง)

                    ตื่นเช้ามาวันแรกของการทำงานใน Suwalki นั้นก็ดูเหมือนวันเรียบง่ายวันหนึ่งในชีวิต จะต่างกันก็แค่ไม่ได้อาบน้ำก็เท่านั้นเอ๊งง (เสียงสูง) งานที่นี่เริ่มตอนประมาณ 9 โมง แต่โรงเรียนเปิดจริงๆตั้งแต่ 6 โมงเนื่องจากเป็นโรงเรียนเด็กเล็กผู้ปกครองของเด็กๆ (ที่น่ารัก) ทั้งหลายก็จะต้องมาฝากเด็กไว้ที่นี่ แล้วก็ไปทำงานต่อก็ดูเป็นเรื่องปกติอะเนอะ

                    นอกจากปัญหาเรื่องแสงอาทิตย์ที่ขึ้นตอนตี 4 แล้ว เสียงเด็กก็เป็นอีกอย่างที่ทำให้ผมหลับได้ไม่สนิทนัก หลับๆตื่นๆเป็นช่วงๆ (แต่ไม่เป็นหลินฮุย ตึ่งโป๊ะ) หลังจากลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันแต่งตัวแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารมื้อเช้าของพวกเรา แต่! ไม่ต้องห่วงนะ ผมได้เตรียมตัวทำการบ้านมาแล้วอย่างดี (มั่นใจสุด) อาหารเช้าฝรั่งจะมีอะไร๊ ขนมปังทาแยม ซีเรียล นม น้ำผลไม้มันต้องเป็นอะไรเทือกๆนี้แน่ๆ กินได้แน่นอน
                    แต่ความคิดนี้กำลังจะถูกทำลายลงอย่างช้าๆเมื่อครูคนนึงยกหม้อมาให้

                    เธอบรรจงตักอาหารหน้าตาที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีลงในชามทีละใบๆ

                    จะว่ามันคุ้นมันก็คุ้นแหละ จะว่าไม่คุ้นมันก็ไม่คุ้นเออยังไง.....

                    คืออย่างงี้ในชามที่พวกเราเห็นนั้นสามารถบอกได้เลยว่ามันคือเส้นพาสต้าดีๆเนี่ยแหละ......

                    จะผิดก็แต่มันเสือกไปแช่อยู่ในนม! ใช่นม! มันคือพาสต้าแช่นม (อ่านไม่ผิดครับท่านผู้อ่าน)

                    สรุปมันคือพาสต้าที่เราต้องกินกับนมหน้าตาของมันดูซิมเปิ้ลๆ ดูไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร แต่รสชาตินี่สิ โอโห....แม่คุณใครเค้าสั่งเค้าสอนให้กินพาสต้ากับนมเนี่ย มันไม่ได้มีความเข้ากันเลยนะโว้ย และมื้อแรกที่นี่ของผมก็เป็นประการนี้แหละกินไปน้ำตาไหลพรากๆ ขอบคุณ ชีวิตนี้รู้เลยว่ากูต้องกินเพื่ออยู่

                    นอกจากพาสต้าซีเรียลพาสต้านมสดหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เพิ่งได้กินไป ก็มีอาหารเช้าอีกหลายมื้อที่ทำเอาผมอยากจะบ้วนทิ้งอยู่หลายรอบเหมือนกันยกตัวอย่าง พาสต้าในน้ำเบอร์รี่ (พาสต้าในนมถือว่าเชี่ยแล้ว มาเจออันนี้มันคือที่สุดแห่งความโหดเหี้ยม) น้ำซุปรสชาติแปลกๆออกแนวเปรี้ยวๆเหมือนซุปบูด ขนมปังทาเนยกับแตงกวาดองแต่ละอย่างแค่อ่านชื่อแล้วก็คงจินตนาการรสชาติได้ไม่ยาก ฮ่าๆ  โชคดีที่ว่าหลายมื้อก็ยังกินได้ไม่มีปัญหา อาหารเช้าแบบยุโรปสไตล์มันทำให้อดนึกถึงอาหารเช้าในเมืองไทยไม่ได้จริงๆ กินไปก็นึกถึงข้าวไข่เจียวบ้านเราไป (ดีจริงๆ)

                                                              (พาสต้าน้ำเบอร์รี่อันขมขื่น)

                    สำหรับค่าเงินในโปแลนด์นั้นหน่วยของเงินมีชื่อน่ารักๆว่า สโลตี้ ซึ่ง 1 สโลตี้จะมีค่าประมาณ 8-9 บาทเราขอตีเป็น 10 บาทไปเลยคิดง่ายดีขี้เกียจคิดยุ่งยากอาหารในยุโรปนั้นหลายๆคนคงคิดว่ามันแพง ซึ่งเราว่ามันถูกแค่ครึ่งเดียวเพราะอย่างอาหารในฝรั่งเศส ถ้าหาร้านอาหารบ้านๆ ราคาจะตกจานละ 7-12 ยูโร (1 ยูโร ประมาณ 38-39 บาท) หรือแม้กระทั่งในโปแลนด์เองจานนึงจะตกประมาณ 14-17 สโลตี้คูณออกมาเป็นเลขสวยๆ มันก็อาจจะฟังดูแพง แต่เมื่ออาหารมาเสิร์ฟถึงโต๊ะแล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้น้อยๆอะ บางทีก็อยากจะถามพนักงานเสิร์ฟว่า ให้คนหรือควายกินครับคือแม่งใหญ่เยอะมาก ขนาดไซส์ที่ว่าเล็กที่สุดแล้ว ผมยังกินแทบไม่ไหวเลย ดังนั้นพอผมกินอาหาร 1 จานหมด มันก็จะอิ่มไปครึ่งวันเลยนะ (ทำให้ผมรู้สึกว่าถึงมันจะแพงแต่เราก็ได้เยอะดี) แล้วเรื่องนี้มันก็อาจจะเป็นการไขปมปริศนาว่าทำไมคนยุโรปถึงตัวใหญ่ มึงดูมันกินแต่ละจานสิ ไม่ตัวใหญ่ก็ให้มันรู้ไปเลยสิเออ ถ้าจะแด๊กกันขนาดนี้


                                                  (พิซซ่าอันใหญ่ยักษ์กินคนเดียวไม่มีทางหมด)

                    ที่ Suwalki นั้นนอกจากคนที่ไปรับผมที่สถานีแล้ว ผมยังได้รู้จักเพื่อนๆเพิ่มมาอีกห้าหกคนได้แก่คินก้า, คอนราด ลูกสาวและลูกชายของโฮส โดมินิกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของคินก้า และญาติๆที่น่ารักทั้งหลายของโฮสส่วนในเรื่องกิจกรรมในห้องเรียนก็ไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ โฮสน่ารักมากและลูกๆของโฮสก็ช่วยเราจัดการงานในโรงเรียนทำให้ทุกอย่างมันราบรื่น ทุกอย่างดูลงตัวทำให้เรารู้สึกว่าการมาทำงานที่นี่นั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเราโชคดีมากที่ถูกเลือกให้มาอยู่Suwalki
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in