บุหลันดั้นเมฆpiyarak_s
บทที่ ๒๑
  • หลังจบการสนทนา เดือนออกมาจากห้องหนังสือในเรือนใหญ่กลับไปหาพระยาสุจริตวินิจฉัยเพื่อดูว่าท่านมีสิ่งใดจะใช้สอยหรือสั่งสอนเรื่องการงานตามปกติ ส่วนเมฆยังคงนั่งทำงานในส่วนของตนอยู่ที่เดิมระหว่างรอพระภิกษุที่นิมนต์มาด้วยเหตุพบสิ่งอัปมงคลใต้ถุนเรือนจะมาถึงและเตรียมตัวสำหรับการเข้าเฝ้าฯ เรื่องราชการในช่วงบ่ายพร้อมกับบิดา 


    เดือนกำมือทั้งสองของตนระหว่างตรงไปยังหอนั่งซึ่งเจ้าคุณบิดาของเมฆใช้เป็นที่รับแขกและทำงานของตนเองมากกว่าอยู่ในห้องเงียบ ๆ ตามลำพัง ไออุ่นจากมือของเมฆที่กุมมือของเขาเอาไว้ระหว่างที่บอกกล่าวเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการแต่งงานของตนกับแม่ผิวให้ได้รับรู้ยังคงหลงเหลือให้รู้สึก ไม่จางหายไปโดยง่าย 


    แต่ไหนแต่ไรมา เมฆไว้ใจเดือนเสมอ คราวนี้ก็เช่นกัน


    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่... เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่เดือนไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะเกี่ยวพันกับหลายฝ่าย
    แม้เมฆเพียงแต่เผยความอึดอัดในใจที่ต้องทนเก็บไว้ตามลำพังมาเนิ่นนาน มิได้คาดหวังว่าเดือนจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นไปได้เด็กหนุ่มก็อยากทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อช่วยคนที่เขานึกถึงและห่วงใยในทุกห้วงคำนึง รวมไปถึงคู่ชีวิตที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกันมากับอีกฝ่ายมาหลายปีและเป็นผู้ที่เขานับถือในน้ำใจอีกคนหนึ่งด้วย 


    “มีข่าวคราวคืบหน้าอะไรอีกบ้างไหม พ่อเดือน” พระยาสุจริตวินิจฉัยถาม เมื่อเดือนเข้าไปหาท่านในห้องทำงาน แม้เมฆจะบอกกล่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้แล้ว แต่เด็กหนุ่มก็พอจะเดาใจของผู้อาวุโสสูงสุดในเรือนได้ว่า เป็นห่วงบุตรชายคนรองและสะใภ้อยู่มาก และเหตุที่ถามก็เพราะร้อนใจอยากทราบเรื่องที่เมฆอาจเลือกบอกคนอื่นแต่ไม่บอกตนเพื่อความสบายใจ นับว่าท่านอ่านใจบุตรชายคนเองขาดด้วยประสบการณ์ในฐานะบิดาและตุลาการ


    “ยังไม่มีขอรับ” เดือนนั่งลงกับพื้น หลังโต๊ะเตี้ยสำหรับนั่งทำงานของตนเอง มองเลยไปถึงเอิบ ทนายหน้าหอของท่านเจ้าคุณที่เข้ามานั่งเกือบพร้อมกัน “คุณพี่รอสนทนากับคุณสนที่ให้คนไปนิมนต์มาอยู่ขอรับ หากได้ความอย่างไรแล้ว คุณพี่บอกว่าจะเข้ามากราบเรียนท่านเจ้าคุณด้วยตนเอง” 


    ฟังความแล้ว บิดาของเมฆก็มองเดือนนิ่งอยู่พักหนึ่ง จึงพยักหน้ารับทราบ เริ่มสั่งงานแก่ทนายและสั่งสอนเรื่องกฎหมายกับการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีแก่เดือนต่อไป พร้อมนัดแนะเดือนให้เตรียมตัวติดตามไปฟังการว่าคดีที่จะเกิดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้าด้วย


    ตลอดเวลาครึ่งวันนั้น เดือนยอมรับว่าตนเองไม่มีสมาธิกับงานคัดลอกตัวบทพระไอยการที่ได้รับมอบหมายเท่าใดนัก เขียนแล้วหยุดอย่างไม่มีเหตุผลอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ใช่แค่เดือนเพียงผู้เดียวที่ตกอยู่ในอาการเช่นนั้น เพราะไม่ว่าตัวผู้เป็นใหญ่ในเรือนหรือเหล่าทนายที่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเรือนของเมฆก็ต่างจดจ่อกับงานของตนน้องกว่าปกติ เพราะเมื่อมองออกไปยังหอนั่งที่ใช้เป็นที่รับแขกที่มาปรึกษาราชการในช่วงสาย เขาสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านเจ้าคุณและทนายหน้าหอที่คอยรอรับใช้อยู่ในที่นั้นด้วยคอยมองไปทางเรือนของเมฆอยู่เป็นระยะ


    “พ่อเดือน” พระยาสุจริตวินิจฉัยเอ่ยเรียก หลังจากกลับเข้ามาในห้องทำงานเมื่อแขกที่มาปรึกษาความเรื่องราชการกลับไปแล้ว “ไปดูทางเรือนพ่อเมฆให้ลุงหน่อยเถิด”


    เดือนเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่กำลังคัดอยู่ 


    “ประเดี๋ยวค่อยกลับมาคัดหนังสือต่อ” 


    ประโยคนั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด แต่คนฟังก็รู้ได้โดยทันทีว่าคนพูดร้อนใจอยากรู้เต็มที 
    “ขอรับ” เด็กหนุ่มรับคำ ขยับผ้าที่พาดบ่าอยู่ให้เรียบร้อย ยกมือไหว้ แล้วลุกขึ้น คลานผ่านอีกฝ่าย และลุกขึ้นก้าวเท้าข้ามธรณีประตู เดินไปยังเรือนของบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงโดยไม่ชักช้า 


    กลางเรือน ในบริเวณที่แม่ผิวและน้องสาวของเมฆนั่งร้อยดอกไม้อยู่กับบ่าวไพร่ไม่มีใครอยู่แล้ว เพราะถึงเวลาเข้าครัว โดยเฉพาะเมื่อต้องทำอาหารถวายเพลพระที่นิมนต์มาเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับเหตุที่เกิดขึ้น เมื่อจะไปทางชานเรือนเพื่อลงไปหาบุคคลที่ท่านเจ้าคุณให้หาก็พบกับทนายของเมฆที่เพิ่งล้างเท้าและขึ้นบันไดมาบนเรือนพอดี 


    “คุณเมฆกำลังถามถึงคุณเดือนอยู่ทีเดียว” แช่มกล่าว ท่าทีโล่งใจ แต่ยังคงดูไม่ใคร่สบายใจนักอยู่นั่นเอง “เวลานี้ คุณเมฆยังสนทนากับท่านสนอยู่ข้างล่าง คุณเดือนลงไปสมทบเถิด”


    เดือนไม่ได้กล่าวตอบ เพียงแต่พึมพำรับ และตามแช่มลงเรือนไปหาบุคคลที่ยังคงอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน
    หลวงพี่สนหรือพระมหาสนมีรุ่นราวคราวเดียวกับเมฆ บวชเรียนมาด้วยกัน แต่พระสนตัดสินใจบวชไม่สึกและมุ่งสู่ทางธรรมมาจนถึงวันนี้ แต่เมฆก็ยังไปมาหาสู่สนทนาธรรมและหารือเรื่องทางโลกอยู่เป็นประจำ บางครั้งก็ชวนเดือนไปด้วย เด็กหนุ่มจึงมีความคุ้นเคยกับพระภิกษุผู้เป็นเพื่อนของเมฆดีพอควร และรู้ว่าพระมหาสนรูปนี้ไม่เชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถาเครื่องรางของขลังหรือไสยศาสตร์ไม่เหมือนกันที่เดือนบอกแก่คนอื่นในเรือนว่าเป็นผู้มีวิชาความรู้ในทางนั้น ที่เมฆเจาะจงตัวนิมนต์มาก็เพื่อปรึกษาอย่างอื่นมากกว่าจะให้มาปัดเป่าความอัปมงคลให้หายไป


    เมื่อลงไปถึง เดือนคุกเข่าลงกราบพระสน ก่อนจะลุกขึ้นยืนร่วมวงสนทนาที่มีเพียงภิกษุและฆราวาสแต่เดิมเพียงแค่สองคน เพราะเมฆสั่งให้คนอื่นกลับไปทำงานของตนเสีย ไม่ใช่เพียงแค่ไม่ให้เสียเวลา แต่เพื่อให้ตนสามารถพูดคุยปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสะดวกปากสะดวกใจโดยไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะนำความไปขยายให้เสียเรื่อง 


    “พ่อเดือนยังอายุน้อย แต่ก็เป็นคู่คิดของกระผมมาหลายเรื่องนัก จึงอยากให้มาร่วมฟังด้วย” เมฆอธิบายแก่พระที่เคยเป็นเกลอเก่ากันมานาน ก่อนหันไปหาคนอายุน้อยกว่า “ขอบใจนะ พ่อเดือนที่มาได้จังหวะพอดี พี่กำลังจะให้แช่มไปขออนุญาตคุณพ่อว่า ขอตัวพ่อเดือนออกมาหารืออยู่ทีเดียว” 


    “ขอรับ” เดือนตอบรับได้เพียงเท่านั้น


    คำพูดของเมฆเรียบง่ายและเป็นคำพูดที่เดือนได้ยินอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้ตกประหม่าอยู่พอควรอยู่ดี เพราะเป็นการพูดต่อหน้าคนอื่นที่เดือนเพิ่งเคยรู้จัก และยิ่งไปกว่านั้นคือ สายตาของพระมหาสนที่ดูช่างสังเกตและดูเหมือนว่าให้ความสนใจกับเขาอยู่ไม่น้อย


    “เมื่อเช้านี้ โยมเดือนเห็นสิ่งของอัปมงคลเหล่านั้นแล้วคิดว่าอย่างไร” 


    คำถามนั้นทำให้เดือนอดเหลือบมองไปยังเมฆไม่ได้ และเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าให้ตอบไปตามที่เข้าใจ จึงค่อยพูดออกมา แต่เขาก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นคำตอบที่ตรงกับสิ่งที่ท่านอยากทราบหรือไม่ 


    “เหมือนเป็นของที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา ไม่เหมือนของที่มีคนนำมาวางไว้ใหม่ขอรับ” เด็กหนุ่มกล่าว “กระผมไม่ทราบว่า ของสิ่งนั้นอยู่มานานเท่าใดแล้ว แต่เมื่อดูจากสภาพ ก็คิดว่าคงจะถูกฝังไว้นานพอดู”


    เขาเห็นท่านสนสบตากับเมฆ แต่สีหน้ายังคงไม่บอกความคิดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย 


    “แล้วโยมคิดว่า ใครเป็นคนทำเช่นนี้กับเรือนของโยมเมฆ” 


    “ไม่ทราบขอรับ” เดือนตอบตามตรง “กระผมไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะไม่ทราบอะไรเลย”


    เป็นครั้งแรกที่เดือนเห็นพระมหาสนยิ้มน้อย ๆ “ไม่คิดว่าเป็นคนที่โยมเดือนกับโยมเมฆเห็นเมื่อคืนหรือ”


    น้ำเสียงและท่าทีที่เป็นมิตรมากขึ้นทำให้เดือนค่อยคลายใจลงได้บ้าง และยิ่งรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นเมื่อเห็นรอยยิ้มของเมฆที่กำลังมองมายังตนเองและรอฟังคำตอบอย่างเชื่อมั่น 


    “นายขำเป็นคนใหม่ เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน ไม่มีเหตุบาดหมางกับใคร หากเขาเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการนำของอัปมงคลนั้นมาสู่เรือนคงยากจะเป็นไปได้ แต่ในกรณีที่เขาเป็นผู้ขุดขึ้นมา กระผมก็ยังสงสัยอยู่ เพียงแต่ไม่ทราบเหตุผลว่า หากเป็นเขากระทำจริง เขาจะทำเช่นนั้นไปด้วยเหตุใด และเขารู้ได้อย่างไรว่ามีของอัปมงคลนี้อยู่ใต้ถุนเรือน”


    “แล้วโยมคิดว่าจะต้องกระทำสิ่งไรจึงจะได้ความจริงในข้อนี้” 


    “สอบถามจากตัวนายขำเองขอรับ” เดือนกล้าตอบสิ่งที่ตนคิดอยู่มากยิ่งขึ้น “อาจต้องให้คุณพี่เป็นผู้สอบถามเขาด้วยตนเอง หากเป็นกระผมแล้ว เขาคงไม่ยอมพูดความจริง”


    “ก็ไม่แน่ดอก บางที เขาเห็นว่าเป็นเด็กอายุน้อยอาจกล้าหาญโกหกจนตกหลุมพรางของตนเองก็ได้” พระมหาสนกล่าว และหันไปทางสหายเก่าแก่ “โยมเมฆเห็นว่าอย่างไร” 


    “มีเหตุผลด้วยกันทั้งสองอย่างนั่นละ ท่าน” มหาดเล็กหนุ่มกล่าวยิ้ม ๆ “กระผมคิดว่าจะสอบถามนายขำด้วยตนเอง และจะให้พ่อเดือนไปร่วมฟังด้วย เท่าที่สังเกต นายขำดูไม่ใช่คนประเภทใจอ่อนขาอ่อนกับไม้แข็ง แต่ไม้นวมนี่แล น่าจะได้ผลชะงัดนัก มีพ่อเดือนไปช่วยจดช่วยจำ ทำให้เขาวางใจก็น่าจะได้ความจริงบ้างไม่มากก็น้อย” 


    “เอา โยมเมฆว่าดี ฉันก็ว่าดี” พระภิกษุหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเมฆว่า “ถ้าโยมเมฆคิดอย่างนี้ไว้แต่แรกแล้ว ก็ไม่ต้องลำบากให้คนนิมนต์ฉันมาจากวัดบวรมาถามความเห็นก็ได้ เพราะโยมรอบคอบอยู่เป็นทุน ฉันเสียอีกที่ใจร้อนกว่า”


    “ท่านก็ล้อกระผมเล่นอีกแล้ว” เมฆหัวเราะ “ถ้าไม่นิมนต์ท่านมา ใครจะสวดไล่อัปมงคลไปจากเรือนกระผมเล่า”


    “พระวัดไหนก็ทำได้” พระมหาสนแย้งแบบไม่จริงจังนักเพื่อหยอกอีกฝ่าย


    “แต่ไม่มีพระรูปไหนเข้าใจสิ่งที่กระผมคิดเท่าท่านดอก” ชายหนุ่มว่า “อีกอย่างหนึ่ง ก็อยากให้ท่านพบและได้พูดจากับพ่อเดือนดูสักหนว่า คนที่กระผมเชื่อใจนักเป็นคนอย่างไร”


    “เข้าใจแล้ว” พระภิกษุกล่าว ใบหน้าของท่านที่หันมาทางเดือนแตกต่างจากเมื่อครั้งที่พบกันก่อนหน้านี้มาก เป็นสีหน้าที่แสดงความเมตตาและเชื่อมั่นในบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจตนพอควรแล้ว 


    “โยมเมฆกับโยมเดือนขึ้นไปบนเรือนเถิด ประเดี๋ยวฉันจะสวดพระพุทธมนต์สักสองสามบทแล้วจะขึ้นไปรดน้ำมนต์ให้คนบนเรือนจะได้สบายใจ ไม่กังวล ใช้คนไปบอกให้ผู้ติดตามฉันที่รออยู่ในเรือที่ท่าน้ำเอาบาตรน้ำมนต์ขึ้นมา” 


    หลังจากที่สั่งความแล้ว เดือนก็ไหว้ลาหลวงพี่สนและเดินตามเมฆขึ้นเรือนไป แต่ทว่าพระภิกษุยกมือขึ้นห้ามว่าอย่าเพิ่งไป และให้เข้ามาใกล้ ๆ 


    “โยมเมฆเป็นคนอ่อนโยนแต่ใจเด็ดนัก เมื่อปักใจจะแสวงหาความจริงและความเป็นธรรมแก่ผู้ใดแล้ว เขาจะไม่หยุด อย่างไรเสีย ฉันรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับโยมเดือนมาก เมื่อพูดแล้วเขาจะฟัง ดังนี้ ฉันก็ขอฝากเกลอเก่าคนนี้กับโยมเดือนด้วย”



    To be continued... 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
smile515903 (@smile515903)
หลวงพี่สนดูเป็นพระที่คูลๆ นะคะ น่าเลื่อมใสค่ะ
ในส่วนของเรื่องราวอื่นๆ ขอติดตามตอนต่อไปนะคะ ยังเดาทางอะไรเพิ่มไม่ได้เลยค่ะ

ขอบคุณนะคะ
piyarak_s (@piyarak_s)
@smile515903 ขอบคุณเช่นกันค่าา
baebpimry (@baebpimry)
ตอนนี้คาดเดาอะไรไม่ถูกเลยค่ะ ตั้งแต่บทนำยันบทที่21 คนอ่านคิดไม่ออกเลยจริงๆ นับถือคนเขียนมากเลยนะคะ ทั้งเนื้อเรื่องทั้งเซตติ้ง อ่านแล้วรู้เลยค่ะว่าต้องทำการบ้านมาอย่างดีแน่ ตอนนี้เอาใจช่วยให้น้องเดือนกับพี่เมฆไขคดีกันได้นะคะ ส่วนเรื่องความรัก แงแอ ดูยังไงก็คนรักกันน่ะค่ะ เกรงใจก็แต่แม่ผิวเท่านั้น ที่เหลือมันคือสถานะที่เขารู้กันชัดๆ ฟฟฟฟฟฟฟฟ
piyarak_s (@piyarak_s)
@baebpimry แง ที่รู้สึกว่าคาดเดาไม่ถูก เพราะยังไม่มีอะไรเลยก็ได้นะคะ ><
55555 สำนวนสมัยนี้คือ มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าเป็นอะไรกันสินะคะ
Ornalin Eyck Pimsamsee (@fb2102545806457)
ท่านมหาผู้นี้ ‘เฉียบ’ เหลือเกินนะเจ้าคะ
มองขาดมากเหลือเกิน

ลูกเดือนของคุณแม่เลิ่กลั่กแล้วนะคะจุดนี้ มีคนดูอาการคุณพี่ออกอีกแล้วค่ะ
piyarak_s (@piyarak_s)
@fb2102545806457 ท่านมหาบอกว่ามองจากคนละฝั่งคลองก็มองออกแล้ว มีคนมองออกมากกว่าหนึ่งแล้วล่ะค่ะ 555