บุหลันดั้นเมฆpiyarak_s
บทที่ ๒๒
  • บ่ายวันนั้น เดือนไม่ต้องติดตามพระยาสุจริตวินิจฉัยไปศาลาว่าความ มีหน้าที่เพียงต้องลอกพระไอยการที่ค้างไว้ให้เรียบร้อย เด็กหนุ่มรู้ว่าที่ท่านเจ้าคุณสั่งเช่นนี้ก็เพื่อให้เขาสามารถติดตามเมฆไปสืบค้นความจริงเกี่ยวกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นที่ใต้ถุนเรือนให้เรียบร้อย และเคราะห์ดีที่เมฆไม่ต้องเข้าเวรหรือเข้าวังไปทำหน้าที่สืบเสาะความจริงเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างข้าราชการหรือมหาดเล็กภายในกรมวัง จึงสามารถอยู่เรือนได้ตลอดทั้งวันจนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้น แม้จะว่าง แต่เวลาที่มีเหลืออยู่ก่อนถึงวันรุ่งขึ้นก็มีค่านัก


    เหมือนเมื่อเช้านี้ ตลอดเวลาที่ดูแลเรื่องอาหารเพลของพระมหาสนจนเดินลงไปส่งท่านที่ท่าน้ำ เมฆยังคงสุขุมเยือกเย็น ดูไม่เป็นกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเรือนของตนเลยแม้แต่น้อย ทว่าในความสงบนิ่งนั้น เดือนสามารถสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นที่แรงกล้าในการแสวงหาความจริงของอีกฝ่ายได้ และนั่นก็ทำให้เขายิ่งตระหนักในความหมายของคำกล่าวที่พระภิกษุหนุ่มจากวัดบวรนิเวศวิหารฝากฝังเอาไว้ก่อนขึ้นเรือนว่าสำคัญมากเพียงใด 


    “ถ้าหากโยมเมฆมีความกังวลใดที่เห็นว่าฉันพอปลดเปลื้องหรือรับฟังได้ก็มาหาฉัน ไม่ว่างจะมาหาฉันก็พูดกับคนอื่นในเรือนบ้าง มีหลายคนช่วยกันคิด ดีกว่าเก็บไว้กลุ้มใจตามลำพัง” พระมหาสนกล่าวทิ้งท้ายกับสหาย และยิ้มให้อีกฝ่ายกับเด็กหนุ่มที่ยืนถัดออกไปด้านหลังก่อนบ่าวในเรือนพระยาสุจริตวินิจฉัยจะพายเรือไปออกจากท่าไป 


    “ท่านสนยังเหมือนเดิม” เมฆส่ายหน้าพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ท่านคงไม่ได้กล่าวสิ่งแปลก ๆ กับพ่อเดือนกระมัง”


    คำถามของคนอายุมากกว่าที่พูดเหมือนรู้ว่าบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงกล่าวสิ่งใดกับตนทำให้เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มเจื่อน 


    "พี่ไม่รู้ดอกว่าท่านกล่าวสิ่งใดกับพ่อเดือน แต่พ่อเดือนสามารถเชื่อถือคำพูดของท่านได้” เมฆกล่าว “อีกอย่าง ถ้าพ่อเดือนอยากเรียนภาษาฝรั่ง ก็ไปขอให้ท่านสอนได้ เพราะท่านสนเก่งทั้งมคธ ทั้งอังกฤษ หนังสือบางเล่ม พี่ก็หยิบยืมมาจากท่าน” 


    “ขอรับ” เดือนตอบได้เพียงสั้น ๆ เมฆคงไม่รู้ว่าสิ่งที่ยืนยันเกี่ยวกับตัวพระมหาสนนั้นมีบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และทำให้เดือนอดคิดถึงสายตาคมอย่างคนฉลาดของท่านที่มองมาเมื่อฝากฝังให้เขาดูแลเมฆไม่ได้ ใจหนึ่งก็กังวลหากท่านดูออกว่าเขารู้สึกกับเมฆอย่างคนพิเศษ แต่อีกใจหนึ่งก็โล่งอกที่ความห่วงใยของตนที่มีต่อเมฆนั้นจะเป็นประโยชน์กับอีกฝ่ายได้ 


    “แล้วเรื่องนายขำเล่าขอรับ คุณพี่จะทำอย่างไรต่อ” เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง หลังจากคนอายุมากกว่าชวนขึ้นจากท่าน้ำ


    “ก็ทำอย่างที่พ่อเดือนว่านั่นละ” ชายหนุ่มตอบ “เขาเป็นคนที่เราพบเมื่อคืนนี้ในบริเวณที่ใกล้กับของทำคุณไสยเหล่านั้นซ่อนอยู่ ย่อมแสดงว่าเขารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับของสิ่งนั้น แต่รู้มาจากใคร เมื่อใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไต่ถามเอาความจริงจากเขาได้มากน้อยเพียงใด”




    หลังรับประทานอาหารเที่ยง เมฆและเดือนลงจากเรือนใหญ่ไปยังสวนฝั่งที่พักของพะทำมะรงและผู้คุมทั้งหลาย พวกเขาหาตัวขำได้ไม่ยากนัก เพราะชายหนุ่มทำหน้าที่ตรวจตราข้าวของและอาหารที่ลูกเมียพ่อแม่คนต้องโทษนำมาส่งให้ เพราะบางครั้ง เมื่อมีการนำตัวมากักขังไว้ในตะรางใต้ถุนเรือนผู้พิพากษา ครอบครัวของผู้ต้องโทษบางคนก็ยกครัวตามมาด้วย ทำมาค้าขายหรือรับจ้างทำงานเพื่อนำเงินมาซื้อข้าวปลาอาหารมาส่งให้ญาติตน เพราะเฉพาะอาหารการกินของคนโทษทั้งหลายต้องเจียดมาจากเบี้ยหวัดของเจ้าของเรือน ถึงจะแจกจ่ายให้ได้ทั่วถึงแต่ก็มีข้อจำกัด ต้องอาศัยแรงนักโทษปลูกพืชผักทำสวนให้มีอาหารกินเติมไปได้จนกว่าจะพ้นโทษ หากใครมีญาติมาหาก็มีโอกาสที่จะได้กินอิ่มหรือกินอาหารที่ดีขึ้นกว่าที่ทำแจกเลี้ยงปากท้องกันไปแต่ละวัน 


    หน้าที่ของขำอาจดูไม่มีอำนาจและน่าเกรงขามเท่ากับพะทำมะรงที่เป็นผู้คุมนักโทษ แต่นับได้ว่าหน้าที่ของเขามีความสำคัญ เพราะเป็นด่านแรกที่พบปะกับญาติพี่น้องของนักโทษและมีโอกาสได้รับสินบน แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีเรื่องร้องเรียนหรือรายงานว่าขำบกพร่องในการทำหน้าที่ของตนเอง มีข้อเสียก็เพียงแค่เรื่องเป็นคนที่ชอบปลีกตัวไปอยู่ตามลำพัง อยู่ร่วมวงกับคนอื่นก็เป็นเหมือนไม้ประดับที่คนลืมเท่านั้น นอกนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่เป็นที่ให้สังเกตหรือเป็นพิรุธ


    “พ่อเดือน พี่วานหน่อยเถิด” เมฆกล่าว “พ่อเดือนตามขำมาพบพี่ที่เรือนพักของพวกผู้คุม พี่จะรออยู่ที่ชานเรือน” 


    “ได้ขอรับ คุณพี่” เดือนตอบ “แต่ถ้าเขาไม่ตามมาเล่าขอรับ” 


    “พี่เชื่อว่าเขาจะตามพ่อเดือนมา” 


    คำกล่าวของเมฆดูมีความมั่นใจอย่างยิ่ง แม้จะอยากถามเพิ่มเติม แต่เดือนก็ไม่อยากให้เสียการจึงตัดสินใจไปตามขำที่คุมนักโทษปลูกพืชผักอยู่ในสวนข้างเรือน


    “คุณพี่มีเรื่องจะสอบถามพี่ขำน่ะ ครู” เดือนเลือกที่จะบอกกล่าวแก่มั่นก่อน ซึ่งนั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะชื่อของเมฆนั้นก็ทำให้อีกฝ่ายหมดคำถาม และปล่อยให้คนในบังคับบัญชาของตนตามเด็กหนุ่มไปแต่โดยดี


    ในเวลานั้น เดือนสังเกตเห็นว่า แม้ว่าในตอนที่ตนไปตาม ขำก็ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงว่ามั่นซึ่งเป็นหัวหน้าพะทำมะรงจะเห็นและมีท่าทีสงสัย อีกทั้งยังดูไม่ตื่นกลัวเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านมา ทว่ากลับดูโล่งใจที่ได้รับรู้ว่าเมฆอยากสนทนาด้วยมากกว่าจะเป็นกังวลกับเรื่องที่ถูกเรียกพบเสียอีก


    เมื่อมาถึงสถานที่ที่เมฆรออยู่ ขำซึ่งเดินตามเดือนมาและรอให้เดือนนั่งลงก่อน ก็นั่งพับเพียบลงกับพื้น ยกมือไหว้บุตรชายของเจ้านาย 


    เหมือนที่เมฆกล่าวไว้แต่แรก ขำดูไม่ได้ตกใจกับการที่บุตรชายคนรองของพระยาสุจริตวินิจฉัยเรียกให้ไปพบ ท่าทีของเขาเหมือนมีอะไรในใจที่อยากเอ่ยมาแต่ต้น เพียงแต่นิ่งอยู่รอว่าอีกฝ่ายจะกล่าวกับตนว่ากระไร


    “เมื่อคืนนี้ไปทำอะไรที่ใต้ถุนเรือนข้า” 


    คำถามของเมฆไม่อ้อมค้อม ไม่มีเกริ่นนำ แต่น้ำเสียงที่เอ่ยราบเรียบเหมือนสีหน้าท่าทีที่สงบนิ่งเป็นปกติ
    “พูดมาเถิด ข้าไม่ทำอันใดเอ็งดอก ขอเพียงอย่าปดข้าก็พอ” 


    ประโยคหลังนั้นทำให้คนที่ก้มหน้ามองมือที่ประสานกันอยู่บนหน้าตักของตนเองอยู่เงยหน้าขึ้น


    “ถ้ากระผมพูดเท็จเล่าขอรับ”


    คำของขำเหมือนย้อนถาม และทำให้เดือนหันไปมองใบหน้าของคนอายุมากกว่าเพื่อสังเกตปฏิกิริยา แต่พบว่าอีกฝ่ายไม่เพียงแต่ไม่มีอาการขุ่นเคืองที่คนในบังคับของบิดามีท่าทีเหมือนไม่เคารพ กลับยิ้มน้อย ๆ กับคำกล่าวนั้น


    “พูดเท็จไป ข้าก็ไม่อาจรู้ได้ดอก อย่างมากก็ไม่ได้สิ่งไรขึ้นมา คงมีแต่บาปกรรมที่เกิดจากการมุสาที่จะตกแก่เอ็งคนเดียวเท่านั้น” ชายหนุ่มเอ่ย “ข้าเพียงแต่อยากรู้ความจริงที่เกิดขึ้นจากปากเอ็งมิใช่คำคนอื่น แต่ถ้าหากเอ็งไม่อยากพูด ข้าก็ไม่อยากเสียเวลาฟังคำที่เอ็งจะตอบอย่างเสียมิได้ จะไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ข้าก็ไม่ว่ากระไร” 


    “หากกระผมตอบตามจริง คุณเมฆจะเชื่อกระผมหรือไม่ขอรับ” 


    “เชื่อหรือไม่ ข้าก็ยังรับปากไม่ได้ อย่างน้อยก็จนกว่าจะได้ฟังเอ็งเล่า เวลานั้นข้าจึงจะบอกได้ว่าข้าเชื่อเอ็งหรือไม่” 


    ไม่ได้พูดเปล่า เมฆสบตากับขำตรง ๆ ฝ่ายหลังทนมองได้เพียงชั่วแวบก็ก้มหน้าลงมองมือของตนตามเดิม และเงียบไปเหมือนอยู่ในอาการใคร่ครวญอย่างหนัก แต่ใช้เวลาไม่นานนัก ขำก็พยักหน้าเหมือนเจรจากับตนเองได้ แล้วเงยหน้าขึ้นมองเมฆและเดือนด้วยกิริยาสุภาพไม่หลงเหลือเค้าของกิริยาท้าทายในทีเช่นก่อนหน้านี้


    “กระผมทราบมาจากแม่แย้ม คนรับใช้จากเรือนของท่านเจ้าคุณบิดาของคุณผิวขอรับ ว่าในวันแต่งงานของคุณเมฆมีผู้ไม่หวังดีนำของอัปมงคลมาฝังไว้ใต้ถุนเรือนหอ ตอนนั้นหล่อนยังเล็กจึงหวาดกลัว จนเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากทราบว่าคุณผิวล้มป่วยหลังคลอดบุตรสาว หล่อนจึงได้เล่าเรื่องดังกล่าวให้กระผมฟังและขอให้กระผมไปขุดสิ่งนั้นขึ้นมาขอรับ” 


    To be continued... 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
thank_you_thank (@thank_you_thank)
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะครับ
piyarak_s (@piyarak_s)
@thank_you_thank ขอบคุณที่แวะมานะคะ ตอนนี้ขอพักไว้ก่อน ถ้าได้ฤกษ์เขียนแล้ว จะมาต่อแน่นอนค่ะ
smile515903 (@smile515903)
อ๊ากกกกกกกกกก ตัดตอนได้ร้ายกาจมากค่ะ 5555555

รออ่านคำให้การ(?) เพิ่มเติมจากนายขำนะคะ /ลุ้นพอๆ กับน้องเดือนแล้ววววว
piyarak_s (@piyarak_s)
@smile515903 555555 จะบอกว่าตัดตอนได้น่าตีมากก็ได้ค่ะ
เดี๋ยวคราวหน้ามาฟังคำให้การของนายขำกันต่อนะคะ
Ornalin Eyck Pimsamsee (@fb2102545806457)
คลีพลิกใช่รึไม่เจ้าคะคุณพี่
พ่อเดือนช่วยคุณพี่ด้วยนะคะ
ช่วยเสร็จแล้วมาทางนี้ค่ะ อยากหอมหัวววววววววว
piyarak_s (@piyarak_s)
@fb2102545806457 พลิกไม่พลิก เดี๋ยวมีเฉลยค่ะะะะ

ว้าย น้องเดือนไปรับความเอ็นดูจากคุณพี่เขาหน่อยนะ ลูก ><