Let’s have Minimore fun!minimore
#PostItWar อวสานมหึมาสงคราม Pixel Art กระดาษโพสต์อิท โดยพนักงานออฟฟิศในนิวยอร์ก!
  • ใครจะไปล่วงรู้ว่ากลางนิวยอร์กจะเกิดการต่อสู้ขึ้น... นอกจากในภาพยนตร์เรื่อง The Avengers, Captain America : Winter Soilder และอีกหลายเรื่องที่แมนฮัตตันกลายเป็นเป้าหมาย แต่ศึกครั้งนี้ คนนิวยอร์กเป็นผู้ก่อขึ้นเอง! โดยประชาชนที่ทำงานบนตึกริมถนน Canal Street ! และอาวุธของพวกเขาก็คือไอเดียกับกระดาษ!

    *กรุณาจินตนาการเป็นเสียงบรรยายของมอร์แกน ฟรีแมน*


    แล้วพวกเขาก็ไม่ได้ทำเครื่องบินกระดาษพุ่งใส่กัน วางใจได้ (มันก็ไม่น่ากลัวรึเปล่าน่ะอันนั้น) มินิมอร์เฝ้าดูสงครามนี้มาพักหนึ่ง...ตั้งแต่ช่วงที่มันเริ่มต้นขึ้น คิดในใจเลยว่า เฮ้ย สนุก ทำไมคนเราถึงเอาโพสต์อิทมาต่อกันแล้วแปะบนกระจกไปทักทายตึกข้างๆ เหนื่อยเหรอ? เบื่อเหรอ? หรือยังไง แล้วคนตึกข้างๆ เบื่อเหมือนกันเรอะถึงเล่นตอบ แล้วไม่เปลืองกระดาษหรือไง ทำแล้วได้อะไร!

    ก่อนจะไปตัดสินหรือสงสัยอะไรเขาเราไปดูกันก่อนดีกว่าว่าเขาทำอะไรกันไว้บ้าง


    เพราะคำว่า Hi คำเดียวเลยเนี่ย เรื่องมันถึงใหญ่ขนาดนี้

    ภาพจาก @freshasthedayshewasborn (โอ้โห ชื่ออินสตาแกรมยังเก๋)


    ถามทีเดียว ตอบมากี่ที่ล่ะนั่น! แล้วตอบกันหลากหลายเหลือเกินนะ

    ภาพจาก @VinVox


    (งาน ADELE ก็มา เห่ลโหล่ว ฟรัม ดิ อ๊าเต้อร์ ซ้ายด์)


    มันคงไม่เกิดอะไรมากนัก ถ้าบริษัทที่ทำงานอยู่ในสองตึกนี้ดั๊นนนน เป็นเอเจนซี่สายโฆษณาและงานสร้างสรรค์กันทั้งนั้น ในย่าน TriBeCa (ไทรแบก้า) ของแมนฮัตตันนั้นได้ชื่อว่าเป็นย่านคนรวย มีคนดังมากมายซื้ออพาร์ทเมนต์อยู่ย่านนี้ แล้วบน Canal Street และใกล้เคียงก็เป็นที่ตั้งของบริษัทสายครีเอทีฟหลายบริษัทเลยด้วยล่ะ อย่างบริษัทที่เข้ามาร่วมเกมนี้ก็จะมี Havas Worldwide (นี่เลยคนก่อหวอด..) Horizon Media, Cake Group, Biolumina and Harrison ,Star และบริษัทที่เป็นตัวแทนขายภาพถ่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Getty Images ก็เอากับเขาด้วย!

    กลายเป็น #canalnotes หรือ #postitwar (บางคนก็ใช้ #postitwars) กิจกรรมเหล่านี้เรียกความสนใจจากผู้คนในนิวยอร์กและสำนักข่าวได้อย่างดีเลย (แต่คนเล่นไม่สนใจหรอก สนแค่การโต้กลับของตึกตรงข้าม ใช่มั้ย?)


    (ชอบที่บอกว่าเป็นอะไรที่ได้เรื่องได้ราวที่สุดของวัน ฮ่าาา)


    แรกๆ ก็เป็นแค่คำพูดอยู่หรอก แล้วก็มีแค่สีเหลือง หรือสีที่สำนักงานของเบิกมาใช้ จืดๆ แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...ภายหลังการมาถึงของสิ่งนี้


    (ภาพจาก @slou20)

    บริษัทผู้ผลิต Post-it ออกโรงมาด้วยตัวเอง! พร้อมกระเป๋าโลหะดั่งกระเป๋าใส่อาวุธสงครามในหนัง เมื่อเปิดมาก็เจออาวุธ(?)หลากสีที่พร้อมจะให้บริษัททั้งหลายประหัตประหารกันทางไอเดียแล้ว! มินิมอร์ชอบคู่มือการสร้างพิกเซลอาร์ทมาก นี่ฝ่ายกราฟฟิคฝ่ายอาร์ทของโพสต์อิททำงานเร็วไปมั้ยอะ

    ด้วยสีสันที่เพิ่มขึ้น งานศิลปะแนวพิกเซลอาร์ทจากกระดาษโน้ตก็เลยถือกำเนิดขึ้น! มินิมอร์ขอประมวลภาพคร่าวๆ ให้ดู แน่นอนว่าเลือกอันที่ตัวเองชอบมา (อ้าว..)


    ภาพหัวใจสีม่วง เพื่อเป็นการรำลึกถึงนักร้องในตำนานที่เพิ่งล่วงลับไป Prince ผลงานที่น่ารักของ @NNNTweets ที่ชอบอันนี้เพราะมีการแปะกระดาษบิดเข้าโค้งจนกลายเป็นเหลี่ยมคล้ายกับเพชรทรงหัวใจเลย เท่!


    งานภาพการ์ตูนก็มีเยอะเลย แต่มินิมอร์ชอบสองแม่ลูกจาก เดอะ ซิมป์สัน! ไม่ใช่เพราะชอบการ์ตูนเรื่องนี้อย่างเดียว แต่ชอบเพราะจะมีการ์ตูนกี่เรื่องในโลกนี้ที่มีร่างกายเป็นคนแล้วใช้โพสต์อิทสีเหลืองสร้างพิกเซลอาร์ทได้ *น้ำตาไหล* ภาพนี้โดยคุณ @kBostley 



    ถ้าใครอยากรู้ว่าพวกเขาจริงจังกันขนาดไหน ลองไปดูคลิปในทวิตเตอร์ของ @HorizonMedia กันได้เลย นี่คือเกณฑ์คนมาทำอย่างจริงจัง *กับเรื่องงานตั้งใจขนาดนี้มั้ยลูก*

    แต่ที่รู้สึกว่าอลังการงานสร้างที่สุด คือบริษัท Maxus USA ที่เอาโพสต์อิทมาสร้างเป็นงานศิลปะระดับโลก ผลงานของ Van Gogh ที่ชื่อว่า The Starry Night



    และสงครามครั้งนี้ก็ได้ปิดฉากลง โดยบริษัท Havas ที่เป็นคนเริ่ม ได้ทำภาพ mic drop (แปลว่า จบ!) แล้วมีคนใจดีไปทำเป็นภาพเคลื่อนไหวให้ด้วยอีกแน่ะ!

    ในกรณีที่ไมค์ไม่ดร็อป กดดู ที่นี่ นะ

    แม้สงครามบน Canal Street จะจบไปแล้ว แต่เรื่องราวยังไม่สิ้น... เพราะจากการติดตามทวิตเตอร์ของ Post-it ผู้ผลิตกระดาษโน้ต มินิมอร์พบว่าได้มีงานศิลปะเช่นนี้ที่เมืองอื่นๆ รวมถึงต่างประเทศก็มีคนทำด้วยเหมือนกัน! ถ้าใครสนใจไปติดตามต่อได้ที่ @Postit ได้เลย

    หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะสงสัย ทำไปทำไม? ทำแล้วได้อะไร? เปลืองกระดาษนะเว้ย!

    แรกๆ เขาก็แค่เบื่อๆ เลยหาอะไรสร้างสรรค์ทำ แต่เมื่อมันกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้น...การละเล่นก็กลับกลายเป็นการสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้ เพราะ Post It War เข้าร่วมแคมเปญบริจาคเงินให้กับทหารผ่านศึก!


    (ภาพจาก @kBostley)

    เห็นไหมว่ากระดาษแผ่นสี่เหลี่ยมที่ดูไม่มีอะไรเล้ย นอกจากเอาไว้จดและแปะลงบนที่ต่างๆ มันยังสามารถกลายเป็นงานศิลปะที่สั่นสะเทือนหน้าที่การงานโลกได้ มาจากสาเหตุสำคัญ...ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ยังไงล่ะ 

    มินิมอร์เชื่อว่าไม่ว่าอะไรมันก็กลายเป็นเรื่องที่มีชีวิตชีวาได้ ขนาดชาวนิวยอร์กที่ทำงานอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม หน้าคอมพิวเตอร์ ในเมืองที่มีแต่ตึกสูงและมองเผินๆ มีแต่ความเย็นชายังสามารถทำเรื่องสนุกได้ ถ้าเราไม่ลืมหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยไฟของความสร้างสรรค์ รับรองว่าเราต้องเปลี่ยนวันซึมเซาให้สดใสขึ้นได้แน่ แม้จะไม่มีพระอาทิตย์ก็ตามที จริงไหม? 

    (ไม่ ทุกคนบอกไม่มีพระอาทิตย์น่ะดีแล้ว เพราะร้อนมาก)


    คราวหน้ามินิมอร์จะเอาเรื่องสนุกสนานที่ผู้คนได้สรรค์สร้างมาอีก! เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ ได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ กันให้เพลิดเพลิน!


    ขอบคุณข้อมูลจาก

    adweek.co
    themuse.com
    nytimes.com 
    nbcnews.com
    campaignlive.co.uk  
    onairwithryan.iheart.com
    boredpanda.com
    ny1.com 


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in