The Boy Who Never GrowsBUNBOOKISH
01: นอนไม่หลับ
  • ผมนอนไม่หลับ ดวงดาวนอกหน้าต่างเรียกร้องให้ผมลุกขึ้น ผมดันบานหน้าต่างให้เปิดออก ลมเย็นยะเยือกของเดือนพฤศจิกายนแทรกเข้ามาในเสื้อยืดบางๆ ที่ผมใส่ ผมหันไปคว้าแจ็กเก็ตสีแดงที่แม่ซื้อให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสขึ้นมาสวม ช่างเป็นแจ็กเก็ตที่นุ่มเหลือเกิน เพราะข้างในเป็นขนแกะบุด้วยผ้าร่มอย่างดี แม้ข้างนอกจะมีรอยปุปะตรงนั้นทีตรงนี้ทีเหมือนเต็นท์ของพวกยิปซี เห็นเก่าอย่างนี้แต่อุ่นอย่าบอกใคร

    หิมะเริ่มก่อตัวแล้ว เดือนหน้าคงกองสูงเป็นฟุตแน่ๆ ผมจุดไฟตะเกียงและหยิบเครื่องบินของเล่นพลาสติกสีเทาที่ปีกหักไปหนึ่งข้างใส่กระเป๋า แล้วโรยตัวจากหน้าต่างด้วยเชือกที่ผูกไว้กับขาเตียง

    ฟุ่บ!

    รองเท้าบูตย่ำลงบนถนนที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน มือกำตะเกียงแก๊สไว้แน่น ขาสั้นๆ ของผมต้องทำงานหนักกว่าปกติท่ามกลางกองหิมะที่ไม่มีคนโกย ผมพยายามย่องอย่างแผ่วเบา ไม่อยากทำให้แม่สะดุ้งตื่นกลางดึก

    แต่เอาเข้าจริง... ถึงแม่ตื่นขึ้นมาก็คงไม่ว่าอะไร
  • แม่เป็นคนไม่ค่อยพูด เหมือนเธอพยายามหลีกเลี่ยงทุกโอกาสที่จะได้คุยกับใครก็ตาม บางทีก็รวมถึงผมด้วย หลายครั้งที่สายตาของแม่เหมือนจะสามารถมองทะลุตัวผมไปได้ราวกับผมเป็นแค่ควันจากกาน้ำชา แม้ว่ามองเผินๆ แล้วทุกอย่างเหมือนจะโอเค แต่ผมก็รู้สึกได้ว่ายังมีบางอย่างไม่ถูกต้อง

    บ้านเก่าๆ ของเราตั้งอยู่ริมทะเลสาบและห่างจากบ้านหลังอื่นๆ ไกลโข ความเงียบจึงเป็นเหมือนเพื่อนสนิทของเราสองคนแม่ลูก บางครั้งก็เงียบเสียจนผมแทบได้ยินเสียงกรีดร้องของเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน

    ทุกเช้าแม่จะลุกขึ้นมาเตรียมอาหารทิ้งไว้ให้ผมและออกไปทำงานที่โรงพยาบาล

    แม่เป็นพยาบาลฝึกสอนให้กับนางพยาบาลทุกรุ่นของเมือง คนในเมืองต่างรู้จักแม่เป็นอย่างดี ไม่ว่าใครก็ต้องมีอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งที่เคยโดนแม่ของผมทำแผลหรือฉีดยาเข้าให้

    มุมโปรดในบ้านของแม่คือที่โซฟาข้างเตาผิง ทุกเย็นแม่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน จ้องมองเข้าไปในกองไฟที่กำลังเต้นเร่าอย่างเริงร่า ทว่าแม่กลับนั่งเงียบนิ่ง ไม่ขยับ ไร้ซึ่งเสียงเพลงและเสียงพูดคุย ยากที่จะบอกได้ว่าแม่คิดอะไรอยู่ 
  • ในหัวของแม่คงจะมีอีกหลายพันล้านสิ่งที่เด็กอย่างผมไม่เข้าใจ ส่วนมุมโปรดของผมคือบนพรมข้างโซฟาที่เต็มไปด้วยหนังสือและกองของเล่น สำหรับเด็กคนหนึ่ง ผมนั้นถือว่ามีของเล่นมากมายเลยทีเดียว

    ผมเดินย่ำหิมะมาได้เกือบไมล์ ก่อนจะเจอถนนเส้นหลักของหมู่บ้าน แสงไฟสีส้ม แดง เขียว น้ำเงิน ขาว แข่งกันแสดงสีสันตลอดทาง บ้างก็มาจากต้นคริสต์มาสที่ถูกประดับประดาด้วยไฟอย่างสวยงามก่อนวันคริสต์มาสจะมาถึง บ้างก็มาจากรถยนต์ที่ยังแล่นอยู่บนท้องถนนสาดเข้าใส่กัน และแสงจากพระจันทร์ที่พาดผ่านลงมาล้อกับหิมะบนพื้นจนเป็นประกายระยิบระยับ

    ต้องยอมรับว่าควิเบกนั้นเป็นเมืองที่เหมาะกับเทศกาลคริสต์มาสที่สุดในแคนาดา และผมคงไม่แปลกใจหากจะมีรถลากเลื่อนหิมะพร้อมกับลุงอ้วนหนวดเฟิ้มท่าทางใจดีในชุดสีแดงสดบินมาจอดลงตรงหน้าตอนนี้ เสียดายที่ผมไม่เคยเจอซานต้าเลยสักครั้ง คงเป็นเพราะชื่อของผมไปอยู่ในรายชื่อเด็กซนแน่ๆ ก็เด็กดีที่ไหนจะไม่ยอมหลับยอมนอนแล้วออกมาเดินเล่นเตร็ดเตร่ตอนกลางคืนแบบนี้ แถมนี่ก็เลยเที่ยงคืน
    เข้าไปแล้ว ร้านรวงต่างๆ ก็พากันปิดหมด ผมจึงได้แต่เดินไปชะโงกดูของเล่นแสนแพงและผ้าพันคอผืนนุ่มที่เคยอยากได้ที่ร้านตรงหัวมุมถนน ก่อนจะขยับแจ็กเก็ตสีแดงตัวเก่งให้กระชับ แล้วเดินเลี้ยวซ้ายออกจากหมู่บ้านต่อไป
  • เส้นทางนี้เป็นทางลัดออกนอกเมือง น้อยคนที่จะสัญจรผ่านมาในเวลาหลังพระอาทิตย์ตกเช่นนี้ หนึ่งเพราะมันเป็นทางค่อนข้างเปลี่ยว และสองเพราะมันเป็นเส้นทางที่นำไปสู่สุสานเก่าประจำเมือง ผมเดินต่อไปได้สักพักก็มีเด็กโตสองคนปั่นจักรยานผ่านมา พวกเขาเอี้ยวคอมองผมเล็กน้อย ตั้งท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็คงประหลาดใจที่เห็นเด็กตัวเปี๊ยกมาเดินเล่นคนเดียวกลางดึกอย่างนี้ แต่แล้วพวกเขาก็ปั่นจักรยานผ่านไป

    ผมเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนสังเกตเห็นแสงไฟสีเหลืองนวลเพียงหนึ่งเดียวโผล่มาทักทายที่ปลายทาง เงาสลัวของต้นไม้ใหญ่รอบๆ ดูคล้ายสัตว์ประหลาดยักษ์รูปร่างพิลึกพิลั่น

    ผมมาที่นี่เป็นล้านๆ ครั้ง จนสามารถคลำทางต่อไปยังที่หมายได้แม้จะมีไฟเพียงดวงเดียวก็ตาม

    ผมปีนข้ามรั้วแล้วเดินเข้าไปภายในสุสานเหมือนทุกครั้ง จนมองเห็นต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านกลางสุสาน

    ใต้ต้นไม้นั่น—สวนแห่งความลับของผม

    และข้างๆ กันนั้นก็คือหลุมศพของผมเอง
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in