The Boy Who Never GrowsBUNBOOKISH
คำนำ
  • คำนำสำนักพิมพ์

    ตอนเป็นเด็ก ชอบคิดว่า เรามีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ในตัวเองมากกว่าที่คนอื่นคิด เราโตแล้ว เพียงแต่ร่างกายเรายังเด็ก และพวกผู้ใหญ่ทั้งหลายคงไม่รู้หรอกว่าภายใต้ร่างกายเล็กๆ นั้น มีความคิดจิตใจที่เติบโตไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

    แต่พอถึงวันที่เรียกตัวเองว่า ‘ผู้ใหญ่’ ได้เต็มปาก เรากลับเริ่มมองเห็น ‘ความเป็นเด็ก’ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความ ‘ไม่ (รู้จัก) โต’ ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยสายตาคู่เดียวกันนั้น เรากลับมองเห็นความเป็นเด็กในตัวคนอื่นได้ง่ายกว่าการมองหาความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเองเสียอีก

    ด้วยความที่โตมากับหนังสือวรรณกรรมเด็ก ‘เจนมานะ’ บอกอยู่เสมอว่าเขาอยากเขียนหนังสือเด็ก—หนังสือแบบที่เขาเคยอ่านมาตั้งแต่เด็ก

    แม้ The Boy Who Never Grows: เด็กไม่รู้จักโต จะเป็นผลงานเล่มที่สองของเขา แต่ก็ถือเป็นเล่มแรก ที่แม็กซ์ขอลงสนามการเขียนเรื่องยาวดูสักครั้ง

    มองด้วยสายตาแบบผู้ใหญ่ เราเห็นเด็กที่พยายามจะไม่คร่ำครวญว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ง่าย (แม้จะมีหลุดปากออกมาบ้างก็ตาม) เราได้เห็นการต่อสู้ระหว่างความฝันของเด็กอยากเขียน กับความจริงของนักเขียนที่ต้องต่อสู้กับความฝันของเด็กคนนั้นอีกที

    แม็กซ์ก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่พยายามทำอะไรยากๆ ด้วยแพชชั่นอย่างเดียวกับตอนที่เราก็เคยพยายามปั่นจักรยานสองล้อให้ได้ก่อนใคร เพื่อที่วันต่อไปจะได้เอาไปคุยอวดเพื่อนในห้องเรียนได้

    บางที ความพยายามทำเรื่องยิ่งใหญ่ก็มาจากแรงผลักดันแบบเด็กๆ ในตัวเรานี่แหละ

    มองด้วยสายตาแบบเด็ก เราเห็นผู้ใหญ่ที่ตั้งใจ ทุ่มเท และอดทน เวลาที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

    แม้ไม่รู้ว่า The Boy Who Never Grows: เด็กไม่รู้จักโต จะเป็นหนังสือที่ทำให้คนอ่านเปิดใจรับ ‘เจนมานะ’ ในบทบาทของนักเขียนเรื่องยาวเต็มตัวได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่าเขากำลังพยายามก้าวข้ามขีดความสามารถเดิมๆ ของตัวเอง

    หลังเขียนหนังสือเล่มนี้จบ เรารู้สึกได้ว่าเขาโตขึ้น

    BUNBOOKS

  • คำนำนักเขียน

    ผมเคยอ่านหนังสือเยอะกว่านี้

    ช่วงหนึ่งในวัยเด็ก ผมเคยอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละเกือบสองเล่ม เป็นสถิติที่ดีที่สุดของผม ถึงขนาดเฝ้านับวันว่าเมื่อไรหนอโรงเรียนจะปิดเทอม ผมจะได้จัดการกับกองหนังสือที่ซื้อหรือที่ยืมมาจากห้องสมุดให้หมด นั่นเป็นความสุขขั้นสุดยอดที่ผมสามารถโลดแล่นไปในจินตนาการและสรรสร้างสรรพสิ่งได้ดั่งใจ
    แต่แล้ววันหนึ่งผมก็หยุดอ่านเสียดื้อๆ

    อาจเป็นเพราะว่าผมโตขึ้นแล้ว ทำให้มีสิ่งที่ต้องทำเยอะกว่าเดิม มีเรื่องต่างๆ ที่ทำให้ไขว้เขว แต่ผมยังปักใจเชื่อเสมอ ว่าตัวเองนั้นคือหนอนหนังสือตัวจริง

    หลายปีให้หลัง ผมเริ่มรู้สึกกระดากปากเวลาที่ผมบอกว่าตัวเองอ่านหนังสือเยอะ เพราะแม้จะอ่านอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้แตะมาตรฐานที่เคยทำไว้ตอนเด็กๆ เลย ผมได้สูญเสียพลังวิเศษนั้นไป

    เช่นเดียวกับด้านอื่นๆ ในชีวิต ผมค้นพบว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมาก เปลี่ยนไปเป็นคนที่ผมไม่คิดว่าผมจะเป็น ซึ่งหากตัวผมในวัยเด็กมาเจอตัวผมในตอนนี้ ก็คงจะมีร้องยี้กันบ้าง—ใช่ ผมยอมรับว่าหลังๆ นี้ไม่ค่อยชอบตัวเองสักเท่าไร แม้จะเข้าใจดีว่าคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ภายในใจลึกๆ ของผมนั้นได้ซ่อนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งไว้ เด็กคนนี้พยายามตะเกียกตะกายหาที่ยืนบนโลกที่วุ่นวาย และพยายามเตือนผมถึงชีวิตที่เคยเรียบง่ายกว่านี้

    และผมก็เชื่อว่าคุณผู้อ่านทุกคนต่างก็ซ่อนเด็กเล็กๆ ไว้ในตัวเช่นกัน

    หนังสือเล่มนี้คือวรรณกรรมเกือบเยาวชน แด่ผู้ใหญ่ทุกคนที่เหนื่อยหน่ายกับการเติบโต มันทำหน้าที่จำลองสถานการณ์สุดโต่งในแบบกึ่งแฟนตาซี เพื่อให้คุณผู้อ่านได้ลองจินตนาการตามและตั้งคำถามกับความปรารถนายอดนิยม นั่นคือความต้องการที่จะกลับไปเป็นเด็ก

    แต่มันดีจริงหรือ เพราะแม้แต่ปีเตอร์แพนเองยังต้องยอมรับในการตัดสินใจของเวนดีที่จะต้องโตขึ้น

    ผมเริ่มเขียนเรื่องนี้ตอนอายุยี่สิบห้า ซึ่งเป็นปีที่โหดร้ายทารุณ ผมได้เรียนรู้หลายๆ สิ่ง สูญเสียหลายๆ อย่าง และหมดความเชื่อถือในตัวเอง

    ถึงอย่างนั้น หลังจากผ่านช่วงมืดมนไป สิ่งที่ผมได้รับกลับมานั้นยิ่งใหญ่กว่ามาก และหนังสือที่คุณถืออยู่นี้ก็เป็นผลผลิตจากสิ่งนั้น

    ผมจงใจไม่ใส่ชื่อหรือลักษณะใดๆ ให้กับตัวละครหลักที่ผมสร้างขึ้น จุดประสงค์คือไม่อยากแปะฉลากตีตราบนสิ่งที่แสนจะบริสุทธิ์เช่นนี้ ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะสามารถกอบกู้พลังแห่งความเยาว์วัยให้กลับคืนมาได้ ทั้งของผมเองและของทุกคน

    อย่างน้อยการเขียนหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้ผมกลับมาอ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังได้อีกครั้ง ก็อย่างที่ C.S. Lewis ได้กล่าวไว้ว่า

    “Someday you will be old enough to start reading fairy tales again.”

    เจนมานะ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in