POPROCK ON MUSICPOPROCK
OASIS : SUPERSONIC | สว่างไสว ดุจพลุไฟ สูญสลาย เหลือเพียงควัน
  • repost
    09.11.2016


    เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนต์
    เหมาะสำหรับผู้ที่ชมภาพยนต์มาแล้ว



    "ตอนเพลง The Masterplan ดังขึ้น เราพยายามกลั้นน้ำตาไว้
    แม้จะไม่ได้มีสายสัมพันธ์อะไรทั้งสิ้นกับพี่น้องกัลลาเกอร์
    เอาเข้าจริงอาจเรียกได้ว่าอยู่บนความสัมพันธ์ของความเกลียดชังด้วยซ้ำ

    แต่ Supersonic ก็ได้สร้างสายสัมพันธ์บางอย่าง
    มันพาเราไปอยู่ร่วมในจุดที่มันเริ่มต้น ไปสู่จุดที่มันพังทลาย

    และแม้เราจะรู้ตอนจบดีอยู่แล้ว แต่เมื่อได้เห็นมันกับตาตัวเอง
    ว่าเรื่องราวเหล่านั้นมันไปถึงจุดที่พังพินาศลงไปอย่างไร
    เรายิ่งรู้สึกว่า มันแม่-งโคตรจะเศร้าเลย"






    SUPERSONIC

    นี่คือหนังสารคดีที่หยิบเอาชื่อแทร็คแรกที่พวกใช้เป็นเพลงเปิดตัวในฐานะวง Oasis มาตั้งเป็นชื่อสารคดีที่เล่าเรื่องประวัติวง Oasis วงร็อคจากเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งในประวัติศาสตร์ และหลายคนเชื่อว่าเป็นวงร็อคที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยรู้จักด้วย (ว่าไปนั่น!) หนังพาเราไปสู่จุดเริ่มต้นของวง ประวัติของสองพี่น้อง ครอบครัว เพื่อนพ้องวัยเด็ก นิสัย ความประพฤติ เหตุผลที่พวกเขาเข้าสู่โลกดนตรี และจุดพลิกผันที่ทำให้พวกเขากลายเป็นวงที่ดังที่สุดและดีที่สุดวงหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีของประเทศอังกฤษ





    แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นสารคดี แต่ผู้กำกับ Mat Whitecross ก็ได้แสดงฝีมือในการกำกับได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งการเลือกซีนเปิดเรื่อง บทพูดของสองพี่น้องกัลลาเกอร์ที่เลือกตัดมาเรียงต่อกันได้อย่างพอเหมาะพอดีจนเหมือนสองพี่น้องนี่กำลังคุยกับเราอยู่จริงๆ เหมือนเขาทั้งคู่กำลังพยายามอธิบายเรื่องราวไปทีละเล็กละน้อยว่า สุดท้ายแล้วมันไปจบลงด้วยบทสรุปแบบที่เรา (แฟนๆโอเอซิส) รู้ๆกันได้อย่างไร มันเป็นสารคดีของวงที่พาเราไปดิ่มด่ำกับช่วงเวลาอันรุ่งเรืองที่สุดของวง และมันไม่ใช่แค่การได้นั่งฟังเพลงฮิต แต่มันคือการได้ทำความรู้จักกับเพลงแต่ละเพลง และเอาเข้าจริงส่วนที่ทำให้เราซาบซึ้งไม่ใช่ว่า เพลงแต่ละเพลงมีแรงบรรดาลใจอะไรในการแต่งด้วยซ้ำ (เพราะโนลมันเฉลยมาแล้วว่า บางเพลงไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งเลย แต่งตอนเมายาทั้งนั้น!)


    แต่ความยิ่งใหญ่ของมันอยู่ที่ เพลงแต่ละเพลงนำไปสู่เรื่องราวอะไรบ้าง เพลงบางเพลงนำมาซึ่งความสูญเสีย เพลงบางเพลงนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง ในแต่ละเพลงของโอเอซิส มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสมอ และสุดท้ายที่ปลายทาง เพลงเหล่านั้นมันได้สร้างแรงบรรดาลใจที่ยิ่งใหญ่มากแค่ไหนให้กับคนฟัง




    Supersonic ใช้เทคนิคการนำเสนอหลายๆแบบ ทั้งฟุตเทจส่วนตัวที่วงถ่ายไว้ตั้งแต่ตั้งวงใหม่ๆ (ตั้งแต่ยังไม่ได้ชื่อวง Oasis ด้วยซ้ำ) กราฟฟิคสไตล์ Doodle, Collage ตัดแปะ รวมทั้งซีนสมมุติเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ตอนนั้นมันเกิดบ้าอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่ส่วนสำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นเสียงสัมภาษณ์ของสองพี่น้องกัลลาเกอร์ ที่ผลัดกันเล่าเรื่องจากมุมของตัวเองในเหตุการณ์เดียวกันที่ผ่านมาของวง สลับกับภาพที่พวกเขายังคงเป็น Oasis หนังพาเราไปดูความสัมพันธ์ของสองพี่น้อง ที่แม้จะไม่ได้รักกันปานจะกลืนแต่ก็ไม่มีใครรู้ใจพวกเขาสองคนไปกว่าที่พวกเขารู้ใจกันเอง


    "เราไม่เคยเถียงกันด้วยซ้ำ เอาจริงๆคือ แค่เรามองตากัน เราก็เถียงกันในใจอยู่แล้ว"
    นี่คือคำอธิบายที่ชัดที่สุดในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ที่เลียมเป็นคนพูดออกมา


    และแม้หนังจะเต็มไปด้วยคำหยาบคาย และพฤติกรรมอันไม่น่าเอาเยี่ยงอย่าง อันเป็นสไตล์ดิบถ่อยแบบคนวง Oasis ก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า สองพี่น้องบ้านี่เวลาเข้าขากันมันฮาโคตรจริงๆ และแม้หนังจะพยายามเล่าในมุมมองที่พยายามสื่อสาร ความเถื่อนถ่อยไม่สนโลกแบบโอเอซิส มากเท่าไหร่ หนังยิ่งเผยความเป็นเป็นคนธรรมดาของ เลียม และ โนล มากขึ้นเท่านั้น






    และนี่คือเรื่องราวของวง Oasis
    วงที่ชื่อวงถูกตั้งด้วยความรำคาญ เพราะเห็นคำคำนี้มันโผล่มาให้เห็นบ่อยเหลือเกิน



    DON'T LOOK BACK IN ANGER

    อาจพูดได้ว่า Oasis ดำรงอยู่ได้ด้วยความโกรธเกรี้ยว ความสัมพันธ์ในรูปแบบที่แม้จะไม่เรียกว่าเกลียดชัง แต่ก็ไม่สามารถเรียกมันว่าความรักใคร่ สองพี่น้องที่อายุห่างกันห้าปี ต่างคนต่างไม่เคยคิดว่าอีกคนจะเข้าสู่วงการดนตรีมาก่อน และพอทั้งคู่รู้ว่าต่างคนต่างชอบดนตรีเหมือนกัน วง Oasis เลยเกิดขึ้น

    พี่แต่ง น้องร้อง คู่พี่น้องในวงดนตรี ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ แต่นี่ไม่ใช่ใคร นี่คือ
    "เลียมและโนล กัลลาเกอร์"
    มันไม่มีพี่น้องที่ไหนจะเหมือนพี่น้องคู่นี้อีกแล้ว

    ทุกคนบอกว่า เลียม และ โนล ต่างกันอย่างสิ้นเชิง สองพี่น้องแทบไม่มีอะไรที่เหมือนกัน แต่สิ่งที่พี่น้องถือครองร่วมกัน คือ นิสัยโผงผางและความช่างแม่-งกับทุกๆเรื่อง พวกเขาไม่เคยแคร์สิ่งที่คนอื่นคิด หรือเรื่องที่คนอื่นเขียนถึง เลียมเล่าว่าเขาร้องเพลงเพื่อระบายความโกรธเกรี้ยวของตัวเอง ส่วนโนลก็เลือกที่จะระบายความโกรธเกรี้ยวต่อชีวิตวัยเด็กผ่านเนื้อเพลง โนลบอกว่าเขาเหมือนแมว ส่วนเลียมเป็นเหมือนสุนัข โนลมีโลกส่วนตัวสูง แต่เลียมอยากจะเล่นกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

    นอกเหนือจากความ ช่างแม่-ง ที่สองพี่น้องถือครองนิสัยเช่นนี้ร่วมกันแล้ว สิ่งที่ร้อยรัดสองพี่น้องไว้ด้วยกัน รวมทั้งสิ่งที่หล่อหลอมความเป็นโอเอซิสไว้ด้วย มันคือ ฟุตบอล



    อีกหนึ่งความเกลียดชังที่พวกเขามีร่วมกันคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (รวมไปถึงลิเวอร์พูลด้วย)

    สองพี่น้องคือฮาร์ดคอร์แฟนของทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นกองแช่งลิเวอร์พูล และเกลียดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสุดหัวใจ สิ่งที่ทั้งวงให้ความสำคัญกว่าเพลงของวงคือ ฟุตบอล ในบางครั้งที่วงมีคิวอัดเสียงตรงกับเกมพรีเมียลีก พวกเขาจะไม่มีกะจิตกะใจจะอัดเพลงกันเท่าไหร่ และอยากจะรีบอัดเพลงให้มันเสร็จๆไป เพราะจะได้รีบไปดูบอลสักที!

    หากแม้พวกเขาจะสามารถทะเลาะกันได้ทุกเรื่อง แต่นั่นไม่ใช่กับการดูฟุตบอลของพวกเขา เมื่อดูฟุตบอลพวกเขาจะเป็นทีมเดียวกัน พวกเขาจะเป็นซิตี้แฟน พร้อมจะกอดคอเชียร์ทีมรักไปพร้อมๆกัน ขณะเดียวกันอีกครั้งที่พวกเขาจะญาติดีกัน แบบที่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงสายสัมพันธ์นี้ได้เลยนอกจากพวกเขาเท่านั้น มันคือตอนที่พวกเขาได้ทำเพลงร่วมกัน ...




    นอกจากการนำพาวง Oasis ไปสู่การเป็นสุดยอดวงร็อคแอนด์โรลที่ดีที่สุดในโลก และ ความเป็นแฟนบอลซิตี้ อีกสิ่งหนึ่งที่พี่น้องกัลลาเกอร์มีเป้าหมายร่วมกันคือ การโค่นล้ม ฟิล คอลลินส์

    "พวกเราจะกำจัดฟิล คอลลินส์ให้ได้ นี่คือเป้าหมายเลย อย่างน้อยถ้าทำไม่ได้ตอนนี้
    ก็ต้องทำให้ได้ในยุคของเรา ถ้าพวกเราทำไม่ได้ จะถือว่าล้มเหลว"

    ฟิล คอลลินส์คือใคร?





    ฟิล คอลลินส์คือ ฟรอนต์แมนวง Genesis วงป็อปร็อคที่โด่งดังมากในยุค 80’s-90’s อาจเรียกได้ว่า Genesis เป็นตัวแทนของความเป็นดนตรีป็อป ในยุคนั้น ที่พี่น้องกัลลาเกอร์เกลียดเข้าไส้

    อันที่จริงไม่ใช่แค่พี่น้องกัลลาเกอร์เท่านั้น ฟิล คอลลินส์ และวง Genesis ยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเพลงที่พวกที่หลงไหลแนวดนตรีร็อค แอนด์โรล หรือ พวกนิวเอจไม่ใคร่จะชื่นชอบกันสักเท่าไหร่ เห็นได้จาก แม้แต่ในหนังเรื่อง Sing Street ยังมีการใส่บทพูดที่ดูถูกเพลงของวง Genesis ไว้ (ซึ่งน่าจะมาจากเทสต์ดนตรีของ จอห์น คาร์นี่ย์ ผู้กำกับชาวไอริชเองนั่นแหละ) แม้แต่นักเขียนอังกฤษชื่อดัง ขวัญใจวัยรุ่นแห่งยุค 90’s อย่าง Nick Hornby ยังสอดแทรกมุกตลกนี้ไว้ในงานเขียนตัวเองตอนเขาเขียน High Fidelity (1995) ที่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในร้านแผ่นเสียง ตัวละครในหนังสือยังเกลียดฟิล คอลลินส์และเพลงของเขาเหมือนกัน

    อันที่จริงนิตยสาร Rolling Stones เคยยกย่อง Phil Collins ไว้ว่าเป็นป็อปสตาร์ที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสอง รองจาก ไมเคิล แจ็คสันด้วยซ้ำ แต่สองพี่น้องกัลลาเกอร์ก็เกลียดเขาอย่างกับขี้

    สิ่งหนึ่งที่อาจเป็นส่วนที่บ่มเพาะความเกลียดของโนล ที่มีต่อฟิล คอลลินส์และวง Genesis คือ
    Genesis คือความโด่งดังของวงป็อป และ ฟิล คอลลินส์เป็นมือกลอง

    โนล ไม่เคยยกย่องคนเป็นมือกลอง




    เขาบอกว่า มือกลอง หรือ เสียงกลองเป็นตำแหน่งที่กากที่สุดในวง จะหาใครมาแทนก็ได้ทุกเมื่อ และมันแทบไม่จำเป็นด้วยซ้ำ ในตอนทำเพลงแทบไม่ต้องใช้เสียงกลองอัดจริงๆเลย พวกเขาใช้ดนตรีสังเคราะห์ตลอดทั้งเพลงก็ได้ กลองนี่เป็นตำแหน่งที่ไม่จำเป็นที่สุดในวง เอาลิงมาตียังตีกลองยังได้เลย

    นี่คือทัศนคติที่โนลมีต่อมือกลอง ซึ่งคุณไม่ต้องให้ค่าหรือราคาใดๆกับคำพูดของโนล (รวมทั้งเลียม) เพราะสองพี่น้องนี่ไม่เคยชื่นชมใครอยู่แล้วนอกจากตัวเอง คำพูดของโนล ทัศนคติต่อโลกของเขาอาจจะดูเลวร้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้โนลและเลียมจะปากเหม็นอมยาปากหมาอมเท้าขนาดไหน ดนตรีของพวกเขาก็เป็นอะไรที่ก้าวล้ำปากดีๆของพวกเขาไปแบบไม่เห็นฝุ่น


    แม้แต่เพลงของตัวเอง พวกเขายังเกลียดที่จะต้องเล่นเลย
    หลายคนคงพอเดาออก เพราะสองพี่น้องนี่บ่นแทบทุกครั้งเวลาที่แฟนๆเรียกร้องให้เล่นเพลงนี้
    เพลงนั้นคือ

    Wonderwall

    "ไม่ใช่เพลงที่ชอบที่สุด แต่ก็เป็นเพลงที่ดีนะ"
    โนลบอกไว้ในสัมภาษณ์ของเขาตอนหนึ่ง




    ใช่ มันคือเพลงที่ดังที่สุดเพลงหนึ่งของ Oasis นั่นแหละ เลียมเคยบอกว่า จะไม่ร้องไอ้เพลงนี้อีกแล้ว ทนมันไม่ได้จริงๆ หลังๆโนลเลยต้องมาร้องเอง และทุกครั้งเวลาที่โนลจะร้อง เขาก็จะบอกเสมอว่า มาฟังเพลงเนื้อห่วยๆเพลงนี้กัน Wnderwall ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่เลียมเกลียด Wonderwall อาจมาจากตอนที่ Oasis ไปทัวร์อเมริกา แล้วแฟนๆที่นั่นเรียกเขาว่า Mr.Wonderwall นั่นแหละ

    มิสเตอร์ วันเดอร์วอลล์ บ้านป้าง เอ็งสิ

    นอกจากความเกลียดที่มีต่อทีมฟุตบอลอริร่วมเมือง เกลียดเพลงบางเพลงของตัวเอง เกลียดนักดนตรีแนวอื่นๆ สองพี่น้องยังเกลียดเวทีมอบรางวัลเข้าไส้ และรางวัลทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษคงหนีไม่พ้น เวที BRIT AWARDS

    "ช่างหัว Brit Awards สิวะ"




    แต่หนึ่งในวลีสำคัญที่โนลเคยพูดตอนที่เขาไปรับรางวัลตามเวทีต่างๆ (ที่ไม่รู้จะไปทำไม ไปแล้วก็ไปด่าเขาซะงั้น) คือ Oasis จะยอมรับรางวัลจากสาขาที่มาจากการโหวตของแฟนๆเท่านั้น ส่วนไอ้รางวัลอื่นๆที่มาจากไอ้พวกกากๆกับพวกนักธุรกิจจัดมาให้น่ะ เอาไปยัดตูดยังดีกว่า แต่ในนามของวงที่สังกัดค่าย พวกเขาก็คงต้องรับรางวัลไว้ประดับบารมีวง รวมทั้งบารมีค่าย

    และเหนือความเกลียดทั้งหมดทั้งมวลที่หล่อหลอสองพี่น้องกัลลาเกอร์ มันอาจมีจุดเริ่มต้นมาจากพ่อแท้ๆของเขานั่นเอง พ่อที่ในหนังสารคดีของ Oasis กล่าวว่า ชอบทำร้ายแม่ และยังชอบทุบตีโนลจนปางตายหลายครั้ง เพราะถูกพ่อทุบตีตั้งแต่เด็ก ทำให้โนลมีบุคลิกเก็บตัว ขณะที่เลียมแม้จะไม่ถูกทุบตีแต่เขาก็เห็นภาพที่พ่อทำร้ายแม่บ่อยครั้งเลยมีบุคลิกเกรี้ยวกราดสลับกับร่าเริงสุดขีด

    โนลบอกว่า แน่นอนว่าชีวิตวัยเด็กมันส่งผลกับเราในตอนโตอยู่แล้ว และเขาไม่ปฏิเสธว่าที่นิสัยหรือจิตใจเขาเป็นแบบนี้ อาจจะมาจากเพราะโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้นนั่นแหละ




    "ได้โปรดอย่าหันกลับมาด้วยใบหน้าโกรธเคืองเช่นนั้นเลย"

    นั่นคือสิ่งที่แซลลี่บอกในเนื้อเพลง Don’t look back in anger

    "ถ้าเธอจะไป เธอก็ไป อย่าคิดห่วงกังวลคนข้างหลังอีก
    ไม่ต้องมองย้อนกลับมาในอดีตตรงนี้อีกแล้ว"

    จะว่าไปมันก็เหมือนกับชีวิตของทั้งโนลและเลียม
    พวกเขาก้าวพ้นความโกรธเกรี้ยวที่พ่อสร้างไว้มาไกลแล้ว
    ไม่มีค่าพอให้หวนกลับไปกังวลกับมันอีก
    โนลได้บอกเลียมไว้เช่นนั้นเช่นกัน



    หมายเหตุ :
    ในเนื้อเพลง Don’t look back in anger ท่อนฮุคจะร้องว่า
    And so, Sally can wait. She knows it’s too late as we’re walking on by

    Her soul slides away
. But don’t look back in anger.
    I heard you say
    แซลลี่เป็นชื่อสมมุติที่โนลใส่ลงไปในเพลงตามคำแนะนำของเลียม ที่ว่าในเพลงมันควรจะมีตัวละครผู้หญิงหรือคนรักอะไรทำนองนี้ดีกว่า โนลเลยใช่ชื่อแซลลี่เข้าไป ซึ่งเป็นชื่อใครก็ไม่รู้ที่เลียมพูดขึ้นมา





  • The Masterplan

    มันจะมีการแสดงสดเพลงนึง ใน youtube ชื่อคลิปบอกว่า มันเป็นหนึ่งในโชว์ที่สะท้านอารมณ์ที่สุดของ Oasis นั่นคือไลฟ์เพลง Don’t look back in anger เวอร์ชั่นที่ โนลร้องใน เวอร์ชั่น อคูสติค ที่ริเวอร์เพลท สเตเดี้ยม ประเทศอาร์เจนตินา ในปี 2009 เหตุเพราะ สีหน้าการแสดงในวันนั้นไม่เหมือนวันอื่นๆ เพราะโนลดูซาบซึ้งกับแฟนๆมากเสียจนคนคิดว่าเขาน้ำตารื้นๆด้วยซ้ำ (แฟนเพลงร้องเพลงตามด้วยเสียงดังก้องสเตเดี้ยมตลอดทั้งเพลง) จนตอนจบเพลงโนลต้องรีบเงยหน้าขึ้น เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลลงมาด้วยซ้ำไป (มโนกันไป) แต่ความสำคัญของไลฟ์นี้ไม่ได้มีแค่ สีหน้าสุด Priceless ของโนลที่หาดูได้ยาก มันยังเป็นทัวร์ครั้งสุดท้ายของ Oasis ด้วย




    ไม่กี่เดือนต่อมาพวกเขาก็ประกาศแยกวงกัน
    ไม่มี Oasis อีกต่อไป


    ย้อนกลับไปยังจุดที่มันเริ่มต้น โนลแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองตอนแม่บอกว่า เลียมมีวงดนตรี แถมมันยังเป็นนักร้องอีก เมื่อเขากลับมาร่วมวงกับน้อง โนลก็รับหน้าที่เป็นนักแต่งเพลงมาตลอด พี่แต่ง น้องร้อง ยังจำได้ใช่ไหม เลียมมีพรสวรรค์ในความเป็นเลียม ไม่มีใครแต่งตัวหรือเดินได้เท่เท่าเลียมเป็น ไม่มีใครร้องเพลงทอดเสียงได้มีเสน่ห์เท่าที่เขาทำ ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเอาพรสวรรค์การแต่งเพลงและความสามารถทางดนตรีสุดมหัศจรรย์ไปจากโนลได้เช่นกัน

    โนล ไม่มีทางเป็นได้อย่างเลียม
    เลียม เองก็ไม่มีทางเป็นได้อย่างที่โนลเป็น



    แต่มันอาจจะคล้ายกับตอนที่ เดฟ โกรลห์แห่งฟู ไฟเตอร์เคยผ่านมา เดฟ เป็นมือกลองมาตลอด เขาแต่งเพลงได้ เขามีโน๊ตเพลงเยอะแยะ แต่แล้วไงล่ะ เขาเป็นมือกลอง แถมเคิร์ทก็ยืนอยู่ตรงนั้น เดฟพึ่งจะรู้ว่าตัวเองร้องเพลงได้ก็ตอน เคิร์ทตายนั่นแหละ

    โนลก็เหมือนกัน โนลคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นแค่คนแต่งเพลง เป็นแค่คนเล่นดนตรี ร้องเพลงมันหน้าที่เลียม แต่แล้ววันนึง เลียมก็เกิดร้องเพลงไม่ได้ซะอย่างงั้น เพราะเสียงหายเนื่องจากร้องเพลงมาเยอะเกินไป นั่นทำให้ โนลต้องรับหน้าที่ร้องต่อจากที่น้องร้องทิ้งไว้กลางเวที

    ใครมันจะร้องเพลง และเข้าใจคีย์ในเนื้อร้องของเพลง Oasis ได้อีกนอกจากโนล

    โนลเริ่มหันมาร้องแทนน้องบางเพลง ช่วงที่เลียมร้องเพลงไม่ได้ แม้ปัญหามันจะเริ่มมาจากการที่เลียมร้องเพลงไม่ได้ และโนลเข้ามาช่วยแก้ปัญหา
    แต่สุดท้าย นี่มันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าตามมา เมื่อโนลมีเพลงใหม่ๆที่แต่งให้ตัวเองร้องมากขึ้น แน่นอนว่า เลียมยังเป็นนักร้องนำ โนลร้องคอรัสในบางเพลง แต่มันก็มีบางเพลงที่โนลแต่งมาเพื่อเป็นเพลงโซโล่ตัวเอง เลียมแกก็แค่ยืนเขย่าไข่อยู่ตรงนั้นพอนะ



    นั่นทำให้บางครั้งเลียมก็เกิดคำถามในใจ
    "เป็นนักร้องไม่ให้กรูร้อง จะให้กรูทำอะไร"




    หนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดที่โนลแต่งให้ตัวเองร้องในเวอร์ชั่น อคูสติค คือ The Masterplan มันเป็นเพลงที่มีเนื้อหาปกติทั่วไปตามสไตล์การแต่งเพลงของโนล มันพูดถึงการคว้าโอกาสที่เข้ามา และก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องหยุดคิด ชีวิตต้องไปต่อ ซึ่งในช่วงแรกๆเลียมจะยังมียืนเขย่า หรือนั่งเขย่าแทรมโบลีนอยู่ข้างๆโนลบ้าง แต่หลังๆเดี๋ยวเลียมมันก็อยู่ เดี๋ยวก็ไม่อยู่ ยิ่งช่วงหลังมีหลายเพลงที่เลียมปล่อยให้พี่ร้องแทน ทั้งที่เป็นเพลงที่เลียมร้องเป็นประจำ ซึ่งในช่วงหลังมันอาจเรียกได้ว่า โนลได้เท็คโอเวอร์วงโดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ แม้ตอนที่โนลยังไม่ได้รับหน้าที่ร้องเพลง เขาก็มีสิทธิ์ไล่ทุกคนออกจากวงได้อยู่แล้ว แม้แต่เลียมก็ตาม ตอนนี้โนลทำทุกอย่างได้หมดแล้ว ยังมีอะไรที่เขาทำไม่ได้กับ Oasis อีก?





    "หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่เปลี่ยนห่าเหวอะไรสักอย่างเดียว ผมจะยังทำแบบเดิม"

    กลับไปยังคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Oasis มันเกิดขึ้นในปี 1996 จำนวนผู้เข้าชมจำนวน 250,000 คน (2 รอบการแสดง) ด้วยอายุวงเพียง 3 ปี ไม่มีใครเข้าใจปรากฏการณ์ของ Oasis ในยามนั้นว่าพวกเขาก้าวมาถึงจุดนี้ได้เร็วขนาดนี้ได้ยังไง



    พวกเขาได้ข้อเสนอให้ขึ้นโชว์คอนเสิร์ตที่ Knebworth คำถามที่ตามมาคือ Knebworth เลยเหรอ? วันที่ได้ขึ้นโชว์ที่ Knebworth พวกเขายังไม่อยากจะเชื่อด้วยว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ นี่มันไกลเกินกว่าที่เคยฝันไว้มากๆ จากความฝันที่อยากหาเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ตัวเอง กับเลี้ยงดูแม่ มันมาถึงคอนเสิร์ตใหญ่ที่ Knebworth ได้ยังไง

    มันเป็นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดในยุค 90’s จำนวนยอดจองตั๋วคอนเสิร์ตคิดเป็น 4% ของประชากรอังกฤษ แต่พวกเขากลับเปิดรอบการแสดงเพียง 2 รอบเท่านั้น และมีคนเข้าชมเต็มความจุ ตั๋วจำนวน 250,000 ใบขายหมดอย่างรวดเร็ว สิ่งที่โนลภาคภูมิใจคือ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคดิจิตอล พวกเขาสามารถชักนำให้คนพวกนี้มาดูคอนเสิร์ตของพวกเขาได้เป็นแสนๆคน



    (ส่วนที่อาจจะสะใจสองพี่น้องเป็นอย่างยิ่งคือ Genesis ก็มาเล่นที่ Knebworth เหมือนกันในปี 92 แต่จำนวนผู้ชมนั้น Oasis ทำลายสถิติกระจุยกระจายคือ จำนวนคนมาชม Genesis ในคราวนั้นมีเพียง 90,000 แต่เดาว่า ณ จุดนั้น โนลกับเลียมมันไม่สน ฟิล คอลลินส์แล้วด้วยซ้ำ Knebworth เป็นที่จัดคอนเสิร์ตใหญ่ๆมากมายของอังกฤษในยุคนั้น คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสุดท้ายของ Queen ก็จัดที่ Knebworth เช่นกัน)




    ที่ Knebworth มันอาจเป็นคอนเสิร์ตครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Oasis รวมทั้งมันยังเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่สองพี่น้องกัลลาเกอร์ได้แชร์ความสำเร็จร่วมกันด้วยความสุขเต็มหัวใจ ในคอนเสิร์ตที่ใหญ่กว่าที่พวกเขาเคยฝันมาทั้งชีวิต เพราะนับจากนั้น รอยร้าวในความสัมพันธ์ของสองพี่น้องก็ยิ่งปริแตก

    จนกระทั่งไปสู่จุดที่ ไม่มี Oasis
    ไม่มีคำว่าพี่น้องสำหรับ โนล และ เลียมอีกต่อไป



  • ถ้าถามว่าที่ผ่านมาของประวัติศาสตร์วง Oasis มีเพลงไหนไหมของ Oasis ที่โนลแต่งให้เลียม โนลคงบอกว่าไม่มี แต่คนใกล้ตัวของพวกเขาต่างบอกว่า ที่จริงแล้วดูเหมือนว่า เพลง "Acquiesce" จะเป็นเพลงที่โนลแต่งตอนคิดถึงเลียม และมันหมายความว่าจริงๆแล้วพวกเขาต่างต้องการกันและกันมากแค่ไหน (แต่โนลไม่เคยยอมรับ แถมบอกพวกขี้มโนด้วยว่า พวกเมิงอย่ามั่ว!)

    และมันเป็นเพลงที่ดีมาก แต่โนลกลับแต่งมันเพื่อเอาไปไว้ในอัลบั้ม B-side ซึ่งในตอนแรกอลัน แมกกี้ โปรดิวเซอร์ของพวกเขาคัดค้านมาก เพราะมันดีกว่าที่จะเป็นเพลงใน B-side แต่ยิ่งอลันทักท้วงเท่าไหร่ โนลยิ่งอยากเอามันไปใส่ใน B-side (นี่แหละโนล) ในอัลบั้ม The Masterplan ที่วงออกตอนปี 1998 จึงมีเพลง "Acquiesce" เป็นแทร็คเปิด ทีแรกโนลแต่งให้เลียมร้อง แต่เลียมมันไม่ยอมร้องในตอนแรก และมันมีท่อนที่เลียมร้องไฮโน๊ตไม่ถึงด้วย โนลเลยต้องร้องเอง (ในเวอร์ชั่นอัดเสียง โนลว่าไว้งี้)




    และปิดท้ายด้วยแทร็ค The Masterplan นี่เป็นเพลงที่โนลบอกว่า ชอบที่สุดในชีวิตการแต่งเพลง
    เขาแต่งมันตอนอยู่ญี่ปุ่น ประเทศที่มีความทรงจำดีๆมากมากในสมัยที่พวกเขาเริ่มโด่งดัง





    "แน่นอนว่าที่ผ่านมา มันมีเรื่องดีๆมากกว่าเรื่องไม่ดีแน่นอน"
    เลียมพูดทิ้งท้ายไว้




    และเมื่อตอนที่เพลง The Masterplan ขึ้นในฉากสุดท้ายของหนัง
    เราก็ไม่ทางฟังเพลงนี้ด้วยความรู้สึกเดิมได้อีกต่อไป
    มันจะกลายเป็นเพลงบอกลาของ Oasis ไปตลอด
    เพลงที่อธิบายความหมายของการแยกทางกันของพวกเขา

    We’ll dance if they wanna dance
    
Please brother take a chance
    
You know they’re gonna go
    
Which way they wanna go
    
All we know is that we don’t

    Know how it’s gonna be

    Please brother let it be
    
Life on the other hand
    
Won’t make you understand

    We’re all part of the masterplan

    คว้าโอกาสนั้นไว้เถอะไอ้น้อง
    เราต่างไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
    ปล่อยให้มันเกิดขึ้น
    เราอาจไม่เข้าใจชีวิตได้ทั้งหมด
    แต่มันจะเป็นส่วนหนึ่งในแผนการณ์อันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน




    ..We’re all part of the masterplan
    ลาก่อน OASIS..



    bottom line _____________________________

    จบแล้ววววว
    ยาวอีกแล้วววววว

    ตอนออกมาจากโรงบอกเลยโกรธตัวเองมาก ร้องไห้ไปเยอะมาก
    นี่มาร้องไห้ให้หนังพี่น่องคู่นี้ได้ยังไง! ฮืออออออ คือจริงๆเราไม่ใช่แฟนเพลง OASIS ค่ะ
    ออกจะไม่ชอบพี่น้องกัลลาเกอร์ด้วย หลายเหตุผลทั้งเรื่องความปากจัดของพี่แก ทั้งเรื่องการดูถูกคนอื่น
    แต่เรื่องเพลงนี่ เถียงไม่ได้เลย คือ มีแทร็คที่ชอบหลายเพลงอยู่ ตอนไปดูกะว่าไม่อะไรๆหรอก
    ก็แค่ Oasis จะอะไรกัน

    ปรากฏว่า โอโห โคตรดีเลย ร้องไห้ตั้งแต่เริ่มเรื่อง คือบ้าไปแล้ว! นี่ยกประโยชน์ให้ผู้กำกับไปเลย
    กำกับดีมาก เลือกซีนมาดีมาก บทสัมภาษณ์อะไรออกมารวมกันแล้วดูดีไปหมด ยิ่งได้พวกบทพูดขยี้ๆนี่แบบ
    โอย พอได้แล้ว จะดึงพีคไปไหนนนนนน นี่ชอบ AMY ในระดับนึงแต่ไม่คิดว่าจะชอบ SUPERSONIC กว่า
    ปรากฏชอบจนอยากดูซ้ำเดี๋ยวนี้เลย ดีเกินไปแล้ว (นี่ฟีลลิ่งมาเต็มมาก ขนาดไม่ชอบพี่น้องกัลลาเกอร์นะเนี่ย)

    ขอบคุณที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ด้วยค่ะ และหากมีข้อผิดพลาดอะไรช่วยแก้ได้เลยนะคะ
    ตอนเขียนเกร็งเหมือนกัน คือไม่ใช่แฟนวงกลัวมั่วข้อมูล แต่พยายามเช็คแล้วนะ

    ฝากเพจที่อัพรีวิวหนังสองเดือน หนึ่งเรื่องไว้ตรงนี้ด้วยค่ะ 5555555555
    https://www.facebook.com/poprockonfilm
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in