The Intern (2020)punchneverdie
ดวงดาว ดอกไม้ และเด็กๆ ・❀♡
  • เข้าสัปดาห์ที่ 3 ของการฝึกงาน (16.07.2563)
    เราพบว่ามีประโยคหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเรา

    — ดันเตกล่าวไว้ว่า "สามสิ่งที่ยังหลงเหลือจากสวรรค์ คือดวงดาว ดอกไม้ และเด็กๆ" —

    เราเห็นจริงแบบนั้นเลยล่ะ
    :-)

    /

    อันที่จริงแล้ว เราพูดเสมอว่าเราไม่ได้ชอบเด็ก ไม่ได้เป็นคนรักเด็กเลยด้วยซ้ำ
    แต่เป็นความรู้สึกเอ็นดูแล้วก็อยากจะใจดีด้วยเยอะ ๆ มากกว่า

    เรารับมือเด็กไม่ค่อยเป็น

    ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงหรือการเข้าหาเท่าไหนจึงจะพอดีกับเขา
    เราไม่รู้ว่าต้องช่วยถึงจุดไหนจึงจะพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป
    และที่สำคัญ เราไม่เคยสอนเด็กมาก่อน

    ทุกอย่างมันใหม่ไปหมดเลยจริง ๆ ล่ะ

    /

    การไปอยู่ช่วยห้องเตรียมอนุบาลในช่วงอาทิตย์แรกทำให้การตื่นไปทำงานเป็นเรื่องที่เรารอคอย
    เด็ก ๆ ในเตรียมอนุบาลส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูด แต่เต็มไปด้วยพลังงานที่ทำให้รู้สึกว่าการดูแลเขาไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออะไรเลย (แน่ล่ะว่าบางครั้งก็ยาก แต่ไม่มีความรู้สึกไม่อยากทำเลย)

    มีเจ้าหนูน้อยคนนึงที่ทำให้เราอยากตื่นเช้ามาโรงเรียนไว ๆ

    น้องมารีน

    น้องมารีนอยู่ในเตรียมอนุบาล เป็นเจ้าตัวจิ๋วที่จะเต้นได้ดีเสมอเพราะเจ้าหนูจำได้ทุกท่า 
    คุยกันรู้เรื่องแม้จะอายุแค่สองขวบกว่า ๆ 
    มารีนเป็นเด็กน้อยอารมณ์ดีที่กว่าจะได้เล่นด้วยกันก็ผ่านไปหลายวันแล้ว

    จะมีช่วงเวลาที่ต้องพาเด็ก ๆ ไประบายสี
    มารีนเป็นเจ้าคนเก่งที่ระบายเสร็จก่อนใครเพื่อน
    อย่างที่บอกว่าคุยกันรู้เรื่อง มารีนทำตามคำสั่งเสมอ ไม่ร้องไห้สักกะนิด
    พอระบายสีด้านหน้าเสร็จเขาก็มาระบายด้านหลังต่อ
    มารีนจุดแรง ๆ เราก็ร้อง 'อุ้ย!' แซวเขา ปรากฏว่าเขาชอบใจใหญ่เลยล่ะ
    หลังจากนั้นก็จุดไปเรื่อย ๆ ให้พี่พั้นอุทานจนเหนื่อย 
    เวลามารีนจุดเสร็จแล้วหันมามองหน้ารอปฏิกิริยาของเรานี่หัวใจไม่ไหวเลย
    ต้องแกล้งยื่นหน้าไปใกล้ ๆ แล้วส่งเสียงให้เขาหัวเราะคิกคัก

    ยอมเหนื่อยต่อก็ได้ถ้าหนูชอบใจ


    อันที่จริงเตรียมอนุบาลเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก
    หัวใจเราเหมือนโดนเหยียบจนส่งเสียงดังปิ๊บ ๆ อยู่ตลอดเวลา
    มีตอนที่น้องสกายงอแงกอดครูประจำชั้นไม่ปล่อย
    พี่พั้นมาถึงพอดี คุณครูเลยส่งสกายมาให้เพราะต้องไปทำงานต่อ
    กลายเป็นว่าสกายก็ขึ้นมานั่งตักเราแล้วกอดซบอกไปเรื่อย ๆ 

    โห้ หัวใจอ่อนยวบเลย

    เจ้าเด็กพวกนี้เหมือนพกชิ้นส่วนจากดวงดาวติดตัวมาด้วย
    ทำให้คนต้องตกหลุมรักง่าย ๆ แบบนี้เลย

    /

    ขณะเดียวกันเมื่อต้องมาสอนชั้นอนุบาลเต็มตัวก็กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ยาก

    ช่วงแรก ๆ เราเก้ ๆ กัง ๆ ไปหมดเพราะไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าควรจะช่วยเด็กถึงตรงไหนที่จะไม่ก้าวก่ายความคิดของเขา ไม่บีบบังคับเขา ไม่ตีกรอบจินตนาการของเขา

    รู้สึกผิดกับพี่ ๆ ในทีมที่พาเราไปดูการสอนเพราะเราช่วยเขาได้น้อยจริง ๆ ในช่วงแรก
    อาทิตย์แรกมันยากไปหมดสำหรับเรา (งอแงเนอะ แย่จัง ; - ;)
    โดยเฉพาะคลาสพิเศษเย็นที่ชิ้นงานยากกว่าการสอนในคลาสเรียนปกติและเป็นการสอนตัวต่อตัวด้วย
    มันก่ำกึ่งระหว่างทำตัวไม่ถูกและทำไม่เป็น
    เราไม่รู้จะเอาตัวเองไปวางตรงไหนดีในสถานการณ์ที่พี่ ๆ ทุกคนสอนเด็กเป็นกลุ่มของตัวเอง (สถานการณ์คือ ทุกคนสอนเด็ก 2-4 คน เป็นกลุ่ม อยู่ในห้องเดียวกัน เราเดินวนเพื่อช่วยดูแลน้องทั่ว ๆ)

    กระทั่งมีน้องคนนึงที่เราไปช่วยคุมตอนคลาสพิเศษเย็น
    น้องคนนี้พี่ ๆ บอกว่าสอนค่อนข้างยากเพราะถ้าไม่อยากทำเขาก็จะไม่ทำเลย แต่ขณะเดียวกันแน่นอนว่าผู้ปกครองทุกคนคาดหวังให้ลูกได้เรียนและมีผลงานกลับไป (ถ้าคิดออก--เหมือนเวลาพั้นไปเรียนและต้องทำงานส่งครูแม้จะขี้เกียจแค่ไหน แต่การไม่ส่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้) ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือช่วยกระตุ้นให้น้องทำงานตามคำสั่งของพี่ผู้สอน

    อาทิตย์แรกยากมากจริง ๆ 

    เราแทบจะช่วยกระตุ้นน้องไม่ได้เลยและไม่รู้ว่าการช่วยจะเป็นการก้าวก่ายเกินไปรึเปล่า ต้องเป็นพี่ผู้สอนที่ช่วยบอกว่าต้องทำยังไง พูดยังไง และทำอะไรเป็นสิ่งถัดไป

    จนมาถึงอาทิตย์นี้ ได้พบน้องคนเดิมอีกครั้ง

    วันนี้เขาดูอารมณ์ดีกว่าคราวก่อนมาก แต่ก็ยังยากตอนที่พยายามให้ทำตามคำสั่ง (แต่เข้าใจได้นะ เรายังเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา) กระทั่งผ่านไปสักพักเราก็ตัดสินใจว่ามาลองทำการทำงานครั้งนี้สนุกขึ้นดีกว่า

    เราเล่นกับเขา เล่นกับเขาเยอะมาก เล่นไปด้วยแต่ก็กลัวจะโดนดุไปด้วย แฮะๆ

    เล่นยังไง?

    ก็คือน้องโยนสีเล่น แบบไม่ระบายแล้ว จะโยนสีเล่น! พี่พั้นก็เลยโอเค งั้นเรามาเล่นด้วยกัน พอเขาโยนสีเราก็ยื่นไปรับ ให้ทายว่าอยู่มือไหนถ้าทายผิดต้องระบายสีต่อ น้องก็หัวเราะชอบใจใหญ่ เขาเอาไปโยนใหม่แล้วให้เราทายจากมือเขาบ้าง

    น้องเรียกเราว่า "คุณครูทำมั่ง คุณครูทำบ้าง" แบบนี้ใหญ่เลย 
    โอ้ย ไม่คิดว่าเขาจะคุยกับเราเลย ไม่คิดว่าจะยิ้มหรือหัวเราะให้เราด้วย
    จังหวะนั้นมันมีความสุขจริง ๆ นะ -- ทั้งที่ทำให้เขายิ้มได้ ทั้งที่ทำให้เขายอมระบายสีต่อจนเสร็จ
    มันรู้สึกดีมากจริง ๆ 

    พอระบายสีเสร็จก็ไปตกแต่งต่อ น้องทำตามคำสั่งแบบไม่อิดออด
    เขาหัวเราะยกใหญ่ตอนที่เราบอกว่าปั้นสำลีเป็นลูกชิ้นเลยเนี้ย!
    แต่ถึงจะปั้นเป็นลูกชิ้นทุกอันแต่ก็ยอมเอาไปติดในจุดที่บอก ช่วยกันทำจนงานเสร็จ
    แถมยังเดินตามต้อย ๆ จะมาเล่นด้วย ฮื่อ เจ้าหนู!

    ตอนสอนน้องมีจังหวะที่มือเขาเผลอมาโดนหน้าเราจนเราผงะถอยหลัง จากที่กำลังซน ๆ จะเล่นต่อเขาก็ชะงัก เราเปิดหน้าแล้วแต่เห็นเขามองอยู่เหมือนตกใจเลยแกล้งปิดหน้าทำท่าร้องไห้ แล้วอยู่ดี ๆ น้องก็เป่าฟู่ ๆ ผ่านแมสให้เราหายเจ็บ

    จังหวะนั้นกลายเป็นเราที่ตกใจเอง

    ครั้งแรกที่สอนน้องนิ่งมากจริง ๆ ไม่คุย ไม่อะไรเลย ไม่สนใจเราเลยด้วยซ้ำ
    แต่ครั้งนี้เป็นน้องเองที่ยื่นหน้ามาใกล้ ๆ มาโอ๋ ๆ คุณครูที่ (แสดงละครว่า) เจ็บ
    และช่วยทำงานด้วยกันจนเสร็จ

    ตอนนั้นปัญญ์ทำให้เรานึกถึงประโยค "สามสิ่งที่ยังหลงเหลือจากสวรรค์ คือดวงดาว ดอกไม้ และเด็กๆ"  ขึ้นมาเลยจริง ๆ

    วันนี้แม้จะเป็นพี่ผู้สอนที่คอยชี้แนะทุกอย่าง แต่การนั่งข้าง ๆ เขาแล้วช่วยให้ทำงานจนเสร็จเหมือนได้โอกาสสอนเขาจริง ๆ เราพบว่าการที่พูดคุยกันเยอะ ๆ และใจเย็นกับเขามาก ๆ ใช้คำพูดดี ๆ มันโอเคมากเลยจริง ๆ นะ เรายังไม่สมบูรณ์แบบหรอก ไม่ใกล้เคียงเลย แต่ก็จะทำให้ดีที่สุดกับการสอนเด็กทุกคนจริง ๆ

    ช่วงเวลานี้มันสำคัญกับจิตใจจริง ๆ นี่เนอะ
    อยากให้รู้สึกสนุกและมีความสุขกับการเรียนจริง ๆ

    ไม่รู้ว่าเจอกันครั้งหน้าปัญญ์จะยังสนุกกับการที่มีพี่คอยนั่งอยู่ข้าง ๆ แบบนี้มั้ย
    แต่สัญญาว่าจะพยายามทำให้ปัญญ์เอ็นจอยกับการเรียนมากที่สุด
    ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจบางอย่างที่เรามอบให้พี่โดยไม่รู้ตัว
    ขอให้เติบโตโดยไม่เจ็บปวดนะเด็กดี :-)



    เจ้าเด็กแฝดอีกคนที่อยู่ในคลาสพิเศษเย็น

    โกลด์ - โกลดี้

    โกลดี้มีแฝดชื่อไดม่อน เจ้าเด็กแฝดพูดเก่งมาก ๆ และทำงานไว
    เรามาช่วยครูผู้สอนดูแลน้องแฝด
    มานั่งข้าง ๆ โกลดี้และช่วยกระตุ้น คอยบอกว่าเขาต้องทำอะไรเป็นลำดับถัดไป
    หรือตรงไหนที่ควรจะเพิ่มเติมเพื่อให้ชิ้นงานออกมาดีขึ้น (เช่น โกลด์เพิ่มสีตรงนี้ดีมั้ย ไม่ให้เหลือช่องสีขาวมันจะได้ออกมาสวย ๆ เลยนะ!) อันที่จริงก็แทบไม่ได้คุยกันเท่าไหร่เลยเพราะเราต้องไปทำอย่างอื่นต่อ

    ไม่ได้หวังว่าโกลด์จะจำเราได้เลยล่ะ


    กระทั่งวันก่อน ตอนที่เดินสวนกันโกลดี้มองเราแล้วก็โบกมือให้
    รอบแรกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ คิดว่าเขาคงโบกมือให้ทุกคน
    กระทั่งรอบที่สองคือวันนี้ เราตั้งใจเดินผ่านไปเลยไม่ได้มองหน้าเขา
    โกลดี้ก็ส่งเสียงเรียก "คุณครูๆ"
    พอหันไปมอง โกลดี้ก็ยิ้มตาปิดแล้วโบกมือให้ใหญ่เลย

    โอ้โห้ เอาอีกแล้วนะหัวใจ ดีใจอีกแล้ว

    ไม่เคยอยู่ในจุดที่กล้าหวังว่าเด็กจะจำเราได้เลย
    อาจเพราะรู้ว่าไม่ได้อยู่ในบทบาทที่สำคัญสำหรับเขาขนาดนั้น

    พูดถึงตรงนี้ก็อยากจะเล่าให้ฟังว่าเราไม่เคยเรียกตัวเองว่าครูเลยเวลาคุยกับเด็ก ๆ
    เรากลัว กลัวมากเกินกว่าจะยอมรับว่าเราสามารถเป็นครูของเด็ก ๆ ได้
    แต่สอนพิเศษครั้งล่าสุดเจ้าปัญญ์เรียกเราว่าคุณครูยกใหญ่
    วันนี้โกลดี้ก็เรียกแล้วโบกมือให้
    ตอนไปสอนเจ้าเด็ก ๆ ในห้องเรียนก็เอางานที่เสร็จมาอวดด้วย

    awww how cute they are!

    การทำงานกับเด็กเหมือนย้ำเตือนเราอยู่เสมอว่าเด็ก ๆ น่ะ จดจำได้เก่งแค่ไหนและบริสุทธิ์เท่าไหร่
    ยิ่งย้ำเตือนให้เราใจเย็นและใช้คำพูดดี ๆ แจกจ่ายไปโดยไม่จำเป็นต้องหวง
    ช่วย สนับสนุน และผลักดัน 

    ให้เขามีความสุขกับการได้เลือกด้วยตนเอง
    และเสนอทางเลือกเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

    สำคัญที่สุดก็คือการให้เขาได้ลองทำมันด้วยตัวเอง
    เพื่อเรียน เพื่อรู้ เพื่อเติบโต


    /


    เด็กทุกคนมาจากสวรรค์ไม่ก็ดวงดาว

    เดินทางมาไกลมาก ๆ เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้
     
    หวังให้ทางข้างหน้าของเด็กทุกคนเป็นถนนหนทางที่ไม่ขรุขระเกินไปนัก

    และได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขเสมอนะ

    :-)♡❀




    ยิ่งทำให้รู้สึกว่าดีจังเลยที่มาฝึกงานที่นี่

    ดีใจจังที่เราได้พบกัน
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in