MY Chinese Novels Listparnbewtch
เล่านิยายวาย : 黄金台 (BL)
  • ชื่อเรื่อง : 黄金台 อ่านว่า หวงจินไถ แปลว่า แท่นทองคำ (ชื่อสถานที่ในเรื่อง)

    ผู้แต่ง : 苍梧宾白 ชางอู๋ปินไป๋

    ยังไม่มีตีพิมพ์กับสนพไทย 

    นิยายจีนวายโบราณ ราชสำนัก นายเอกเป็นแม่ทัพ พระเอกเป็นหัวหน้ากองอารักขา จักรพรรดิขี้ระแวง





    เนื้อหาที่จะเล่าต่อไปนี้อาจมีสปอยล์ เขียนไว้ตั้งแต่ประมาณกลางปีที่แล้วไม่ได้เกลาคำใหม่ค่ะ



                 ฟู่เซิน นายเอกของเรื่องเกิดในสกุลทหาร ทั้งบิดาและท่านปู่ของเขาต่างก็เป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร
    บิดากับอาสิ้นใจอย่างมีเกียรติในสนามรบ วีรบุรุษสิ้นลมถึงสองคนไม่อาจหยุดยั้งการรุกรานของชนป่าเถื่อน ตำแหน่งนำทัพจึงถูกส่งต่อมาที่นายเอกซึ่งเป็นบุตรชายคนโต ราชสำนักผลักดันเขาเข้าสู่สนามรบพิชิตชนเผ่านอกด่าน พวกตงต้าร์และสกุลฟู่ต่างเป็นศัตรูที่มีความชิงชังฝังรากลึก การรุกรานครั้งนี้ก็ได้ความแค้นในอดีตเป็นแรงผลักดัน ดาบใครฟันผู้นั้นก็ต้องเป็นผู้ชำระล้าง ประโยคนี้ย่อมหมายถึงสกุลฟู่

                 ด้านฟู่เซินถึงจะรับบรรดาศักดิ์ตั้งแต่อายุยังน้อยแต่เขาก็เกิดมาเป็นผู้นำที่ฉลาดและเที่ยงธรรม นายเอกเคยอยู่ร่วมกองทัพพร้อมบิดากับอา ทุ่มเทกายใจเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ถึงแม้ตอนนั้นต้องนำทัพออกรบแนวหน้าก็ได้รับชัยชนะมามอบให้แผ่นดินบ้านเกิด ชายแดนของต้าโจวปลอดภัยภายใต้การบัญชาของแม่ทัพพิทักษ์ดินแดนอย่างฟู่เซิน


                 รัชศกต่อๆ มา เป่ยเจียง (ตอนเหนือของจีน) ถูกชนเผ่าตงต้าร์บุกรุกอย่างหนักอีกครั้ง ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของกองทัพอาชาเหล็กพิทักษ์ชายแดนแห่งเป่ยเยียนกับกองทหารรักษาการณ์หนิงโจวพร้อมด้วยถงโจวร่วมมือกันต้านชนเผ่าตงต้าร์ที่แม่น้ำอู๋ติ้ง ซ้ำยังขับไล่ออกไปไกลถึงเจ็ดร้อยหลี่ สร้างความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ให้แก่ผู้รุกราน


                 เป็นผลให้ในปีเดียวกันนั้น ตงต้าร์ขอจำนนยินยอมส่งบรรณาการสวามิภักดิ์แก่ต้าโจววันที่ 16 สิงหาคมทูตทั้งสองทำพิธี (สงบศึก) เสร็จสิ้น เป็นอันตกลงกันว่าจะต้องจ่ายส่วยประจำปีส่งยา ม้าทองและเงิน บลา ๆ นอกจากนี้พวกเขายังต้องส่งบุตรชายของข่านไปเรียนรู้มารยาทและความเหมาะสมของชาวจงหยวนที่เมืองหลวงอีกด้วย ภาษาชาวบ้านก็คือให้มาอยู่ในฐานะตัวประกันนั่นเองค่ะ ตามเสต้ปเนอะ


                 แล้วหลังจากนั้นก็มีคำสั่งจากราชสำนักให้นายเอกอารักขาคณะทูตตงต้าร์ไปยังเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าจักรพรรดิ สถานการณ์ชายแดนที่เริ่มมั่นคงทำให้นายเอกไม่จำเป็นต้องกังวลเลยสั่งผู้ใต้บังคับบัญชานำกำลังหลักกลับเป่ยเจียงก่อน ส่วนตัวเองจะทำหน้าที่เป็นผู้นำกองอารักขาคณะทูตเดินทางไปทางใต้ซึ่งเป็นเมืองหลวง 


                 ระหว่างทางขณะขบวนทูตกำลังผ่านช่องเขาจู่ๆ ก็ถูกกองกำลังปริศนาซุ่มโจมตีด้วยการจัดฉากให้ภูเขาที่ขนาบข้างทางพังทลายลง ตอนกำลังชุลมุนมีลูกธนูพุ่งแหวกฝุ่นเข้าหานายเอก แน่นอนว่าตำแหน่งแม่ทัพไม่ได้มาแค่ชื่อนายเอกรับรู้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์บนสนามรบที่พร้อมเหยียบประตูผีตลอดเวลาดึงสายบังเหียนม้าหลบแต่ก็ไม่พ้นถูกหินก้อนใหญ่ทับจนขาสองข้างพิการ (ต้องให้คนคอยพยุง หลัง ๆ เดินเองได้แต่เดินลำบากเลยเลือกนั่งรถเข็น) อีจักรพรรดิพิโรธมากออกราชโองการให้สอบสวนเรื่องนี้อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังมีรับสั่งปูนบำเหน็จแก้วแหวนเงินทองกับอนุญาตให้นายเอกดำรงตำแหน่งเดิมในขณะที่กลับเมืองหลวงเพื่อพักฟื้น 


                 ความวัวเพิ่งหายความควายก็เข้าแทรกค่ะ นอกจากจะถูกซุ่มโจมตีจนบาดเจ็บหนักขาสองข้างใช้การไม่ได้แล้วยังถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวง คือนายเอกเตรียมตัวจะลาออกจากตำแหน่งเพราะหลายคนไม่พอใจที่นายเอกยังมีอำนาจในกองทัพอยู่ คนเขาซุบซิบกันทั่วทั้งดีเลวพูดกันว่าถ้าแม่ทัพฟู่ฉลาดพอที่จะยอมรับความจริง กลับมาเมืองหลวงเขาคงสละตำแหน่งแม่ทัพให้คนที่พร้อมกว่าแลกกับความมั่งคั่งตำแหน่งที่สบายกว่าการต้องไปตระเวนรบอยู่แนวหน้าทำนองนี้


                 พอนายเอกเดินทางมาถึงจวนในเมืองหลวง สติน้อยนิดก็ถูกกลืนด้วยฤทธิ์ยาที่กินเมื่อช่วงบ่ายทันที ข่าวการมาถึงของฟู่เซินถูกส่งไปยังวังหลวงอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรมีใครไปเยี่ยมนายเอกตอนนี้ พวกคนใช้เลยปิดประตูใหญ่ ใครเล่าจะคาดคิดว่าไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังเจ้าของจวนหลับไปจะมีเสียงทุบประตูตึงตังลงน้ำหนักท่าทางเร่งด่วนดังขึ้น


                 เป็นชายกลุ่มหนึ่งสวมชุดสีดำขี่ม้ามีดาบห้อยอยู่ที่เอว คนรับใช้ชราเห็นก็หวาดกลัวสุดขีด ตอนนั้นเองชายร่างสูงท่วงท่าหน้าตาสง่างามผู้หนึ่งก็โผล่ออกมาจากคนกลุ่มนั้นหยุดอยู่ข้างหน้า เขาสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้ม แสงจันทร์และโคมไฟส่องสว่างบนใบหน้างดงามดวงตายิ้มแย้มเป็นประกายรับริมฝีปากบาง –เหยียนเซียวหาน มือขวากององครักษ์เสินอู่ (ชื่อของหนึ่งในกองทหารรักษาพระองค์ในสมัยราชวงศ์ถั งมีผู้นำสองคนแบบมือขวาและมือซ้ายของจักรพรรดิ) ควบตำแหน่งผู้ตรวจการหลวงกองอารักขาเฟยหลง (飞龙卫 ประมาณว่ามังกรทะยาน) 


                 เหยียนเซียวหาน พระเอกของเรื่องเป็นขุนนางที่มากอำนาจและอันตรายที่สุดในเมืองหลวงนอกจากนี้เขายังเป็นสุนัขล่าเหยื่อของราชสำนักเปรียบเสมือนหูตาของจักรพรรดิที่หลายคนพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า 
    ตาพระเอกก็แนะนำตัวเองอย่างสุภาพแต่น้ำเสียงของเขานั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งว่าตนทำตามคำสั่งของจักรพรรดิเชิญหมอมาตรวจดูบาดแผลของนายเอก จงหลีกทางเดี๋ยวนี้55555


                 ว่ากันว่าเหยียนเซียวหานกับฟู่เซินพบกันเมื่อใดมักจบลงที่การสู้รบตบมือ แม้แต่จักรพรรดิก็ไม่สามารถหยุดพวกเขาได้ หากเหยียนเซียวหานตัดสินใจจะแก้แค้นเจ้านายตนขึ้นมายามนี้จะทำอย่างไร คนใช้คิดแบบนั้นแต่ก็คัดค้านอะไรไม่ได้เมื่อเหยียนเซียวหานยืนกรานจะเข้าไปดูแปปนึงแล้วออกมา


                 พระเอกให้สมาชิกกองอารักขาคนอื่นรออยู่ที่ลานบ้าน คนใช้ชราเดินนำพระเอกกับหมอทหารคนหนึ่งชื่อเสิ่นอี๋เช่อมายังเรือนนอน ระหว่างที่กำลังถามว่าทำไมจวนถึงเงียบ อยู่ ๆ ก็มีเสียงบางอย่างหนัก ๆ ตกที่สูงลงพื้นดังออกมาจากห้องนอนนายเอก เพียงพริบตาผู้ตรวจการหลวงกองอารักขาผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งยืนอยู่ข้างกายชายชราก็ขยับอย่างรวดเร็ว (ห่วงแหละ ดูออก)​


                 นายเอกหลับไม่สนิทเพราะผลข้างเคียงของยาที่ทำให้มีอาการคล้ายผีอำ ตอนกำลังจะลุกขึ้นนั่งนายเอกลืมว่าตัวเองตอนนี้ขาพิการใต้เข่าลงไปไม่มีความรู้สึก จุดศูนย์ถ่วงไม่แน่นอนเลยเสียหลักหล่นจากเตียงนอนที่ไม่สูงมาก หน้าท้องกระแทกที่วางเท้าแล้วแผ่นหลังก็สัมผัสกับพื้นเย็น เป็นจังหวะเดียวกับเหยียนเซียวหานเตะประตูถลาเข้ามาประคองร่างนายเอกเอาไว้ในอ้อมแขน หัวของเขาพิงกับหน้าอกของบุคคลนั้น ใบหน้าของเขาแนบเสื้อคลุมผ้าสีน้ำเงินเข้มกลิ่นหอมไม้กฤษณากำจายลอยมาแตะจมูก คุณนักเขียนบรรยายชนิดที่ว่าดิฉันสัมผัสได้ พวกเขามีซัมธิงกันแน่ 


                 นายเอกถูกอุ้มมาวางบนเตียงนอน พระเอกถามไถ่อาการ ทั้งคู่พูดจากระทบกระทั่งกันเล็กน้อย นายเอกบอกว่าตอนอยู่เป่ยเจียงหมอทหารที่นั่นตรวจให้แล้วไม่ต้องรบกวนฝ่าบาทส่งหมอหลวงมาอีกรอบ แต่สุดท้ายพระเอกก็พูดจาเกลี้ยกล่อมว่าฝ่าบาททรงห่วงอาการบาดเจ็บของจิ้งหนิงโหว (เรียกนายเอกด้วยยศแสดงถึงความห่างเหิน) ดังนั้นวันนี้ขุนนางผู้ต่ำต้อย (หมายถึงตัวเอง)​ มาที่นี่ก็เพื่อคลายความกังวลใจของพระองค์ ไม่นึกกังขาทักษะการแพทย์อันยอดเยี่ยมของเป่ยเจียงทว่าการบาดเจ็บของท่านโหวนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ให้หมออีกสักสองสามคนมาตรวจอีกรอบจะเป็นอะไรไปงี้


                 จบประโยคนั้นนายเอกก็ลืมตาขึ้น ทั้งสองมองตากันเงียบเชียบพักใหญ่ ครู่ต่อมานายเอกก็ลดสายตาลงหวีผมยาว ๆ ของตัวเองพลางยื่นมือออกไปหาพระเอกให้ช่วยประคองตัวเองขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน แช้นนนนนยิ้มจนรีเทนเนอร์แห้งค่ะ5555 ถ้าตัวได้อ่านนะ จะเข้าใจฟีลเราเลย นายเอกเป็นพวกนิ่งแต่ลึก ๆ ก็หัวดื้ออะ อะ ถ้าตื๊อขนาดนี้แล้วจะทำไรก็ทำไปงี้ พระเอกยอมด้วยค่ะไม่ถือสาความ


                 แล้วไง อึ้งดิ ภาพตรงหน้าทำหมอทหารของกองอารักขานิ่งค้างไปแล้ว ฟู่เซินอาจนับได้ว่าเป็นคนแรกที่ชี้นิ้วสั่งผู้ตรวจการหลวงกองอารักขาเฟยหลงราวกับเป็นสาวใช้ส่วนตัว ระหว่างที่ปล่อยให้เสิ่นอี๋เช่อตรวจอาการจนเสร็จ นายเอกก็ให้ความร่วมมือตลอดอันที่จริงต้องบอกว่าเป็นพระเอกที่คอยพยุงร่างเลิกผ้าห่มให้ตรวจขา ดูแลไม่ปริปากบ่นหรือทำรุนแรงประชดเลยสักแอะ เสิ่นอี๋เช่อเห็นพระนายมีเรื่องจะคุยกันเลยขอตัวออกมาก่อน พออยู่สองคนนายเอกก็เผยว่าไม่ได้เป็นอุบัติเหตุอย่างที่รายงาน นักฆ่าตั้งใจยิงธนูใส่

                 นายเอกมีน้องสาวจากมารดาคนเดียวกันนามว่าฟู่หลิง มารดาของทั้งคู่เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อฟู่หลิงอายุสิบเจ็ดปี ถ้าเราจำไม่ผิดนะน่าจะอายุเท่า ๆ นี้.. นางก็แต่งเข้าเป็นพระชายาเอก (หวางเฟย) ขององค์ชายสาม ฉีอ๋อง แถมกำลังตั้งครรภ์


                 นอกจากนี้นายเอกยังมีแม่เลี้ยง (เมียคนที่สองของพ่อ) ที่มาจากสกุลฉิน นางให้กำเนิดบุตรสาวสองคน + บุตรชายหนึ่งคนชื่อฟู่ทิง บุตรสาวคนโตเข้าวังเป็นเหลียงตี้ สนมขององค์รัชทายาท (เหลียงตี้คือตำแหน่งพระชายารองในองค์รัชทายาท ตำแหน่งเหลียงตี้เป็นรองหวงไท่จื่อเฟยซึ่งเป็นพระชายาเอก) ลูกสองคนที่เหลือยังไม่โตมากเลยอยู่ในจวนกับมารดา คนพวกนี้ต่างปลาบปลื้มกับความโชคร้ายของนายเอกเพราะมันหมายความว่าพวกเขามีโอกาสที่จะได้ฮุบทุกอย่างรวมถึงตำแหน่งอำนาจของนายเอก นายเอกแยกมาอยู่คนเดียวนานแล้ว ฉินฟูเหรินและลูก ๆ นางอยู่ที่จวนหลักของพ่อนายเอก


                 มีข่าวลือแพร่กระจายทั่วเมืองหลวงว่านายเอกเป็นต้วนซิ่วสนใจบุรุษ ที่ต้าโจวรสนิยมความชมชอบแนวนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกนัก แต่เมื่อมันเกี่ยวข้องกับอำนาจทางทหารแล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องที่จะพูดเอาตลก (มีความเป็นมาค่อนข้างยาวค่ะนิยายจะมีบรรยายถึง)


                 ฟู่เซินเป็นคนเรียบง่าย ใช้ชีวิตเงียบสงบที่บ้าน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับญาติพี่น้องหรือเพื่อนคนใดดังนั้นนายเอกไม่มีทางรู้เรื่องข่าวลือเหล่านี้ ลูกน้องของนายเอก (ที่เป็นทหารจากเป่ยเจียง) เคยได้ยินข่าวซุบซิบแต่รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อและถูกปรุงแต่งมากเกินเลยพับจัดใส่หมวด “เรื่องไร้สาระ”​ ไม่ได้ให้ความสนใจอีกต่อไป กลับกันเหยียนเซียวหานที่ระมัดระวังตัวตลอดเวลาได้ยินข่าวลือนี้จากปากของกองอารักขาด้วยกันก็มีลางว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ จักรพรรดิไม่อนุญาตให้กองอารักขาลงไปยุ่งเรื่องคณะทูตตงต้าร์ถูกลอบโจมตีพระเอกเลยเลือกที่จะทำการสอบสวนลับ ๆ เป็นการส่วนตัว


                 พวกแม่ทัพระดับสูงของกองทัพภาคเหนือทุกคนเป็นสมาชิกของกองอารักขาเฟยหลงแต่สำหรับเหยียนเซียวหานซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการหลวงด้วยทำให้ยศสูงกว่าคนอื่น พระเอกลงมือสอบถามถึงที่มาด้วยตัวเอง ระหว่างที่กำลังถามแม่ทัพเว่ยอยู่กงกงก็เข้ามาขัดจังหวะพระเอกถูกจักรพรรดิเรียกตัว เมื่อไปถึงตำหนักก็พบว่าโอรสสวรรค์ไม่ได้อยู่เพียงลำพังองค์รัชทายาทก็อยู่ที่นั่นด้วย จักรพรรดิให้องค์รัชทายาทกลับได้ อีกฝ่ายยิ้มให้พระเอกก่อนจะโค้งคำนับและขอลาเป็นรอยยิ้มที่มองแล้วคิ้วกระตุก รอยยิ้มเยาะเย้ยและสมเพช


                 ในขณะนั้นเองนายเอกเจอกล่องไม้ยาวกล่องหนึ่ง พอเปิดออกก็พบลูกธนูชนิดเดียวกับที่เคยเกือบจะลากตนข้ามประตูผีในจวนเลยเรียกรวมคนรับใช้ทุกคนมาสอบถาม คนรับใช้คนหนึ่งกล่าวว่าคนจากสกุลฉิน (แม่เลี้ยงนายเอก) มาที่จวน นายเอกเลยปลดคนรับใช้ทุกคนในจวนออกหมดแล้ววางกำลังทหารของตัวเองแทนเพื่อความปลอดภัยสบายใจ


                 น้องสาวพระเอกมาเยี่ยมนายเอกความจริงทั้งสองอาจเรียกว่าเป็นพี่น้องกันเพราะสายเลือดก็ว่าได้เพราะนายเอกไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงต้องตระเวนรบแถบชายแดน ถึงอย่างไรพอเห็นสภาพพี่ชายนางก็อดเศร้าใจไม่ได้นางบอกฟู่เซินว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ นายเอกยินดีกับนางก่อนจะส่งกลับวัง คือต้าโจวมีความเชื่อว่าสตรีตั้งครรภ์ไม่ควรเข้าใกล้คนเจ็บคนป่วย


                 หลังจากนั้นพระเอกก็ส่งผู้คนไปเตือนนายเอกเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องนายเอกฝักใฝ่หลงหยาง และแล้วมรสุมลูกต่อไปก็มา จักรพรรดิประทานสมรสให้เหยียนเซียวหานกับฟู่เซิน (อย่างที่เคยกล่าวข้างต้นว่าชายชายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับต้าโจวที่นี่มีประเพณีภรรยาชาย อนุชายแถมการแต่งงานนี้ยังมีคนอยู่เบื้องหลังอีก ตั้งใจจะตัดกำลังนายเอกเอาให้จมดิน ทั้งขาสองข้างพิการ ทั้งแต่งงานกับผู้ชายไร้ทายาท) 


                 พระเอกอะพยายามปฏิเสธแต่ก็ล้มเหลว จักรพรรดิประสงค์ให้พระเอกเข้ายึดครองอำนาจกองทัพเป่ยเจียงของนายเอกด้วยวิธีการแต่งงาน เพื่อให้แน่ใจว่านายเอกจะไม่สามารถมีทายาทมาเป็นเสี้ยนหนามของราชวงศ์อีก นายเอกพอรู้ราชโองการก็เข้าวังคุกเข่าคัดค้านอยู่นานสองนานท่ามกลางสายฝนจนพระเอกทนไม่ไหวมาคุยกับนายเอกเพราะฝนตนหนักมาก พระเอกเห็นว่านายเอกไข้ขึ้นก็อุ้มกลับจวนตัวเองเรียกหมอชื่อดังมาตรวจวินิจฉัยหาทางรักษา เรื่องราวของทั้งคู่เลยมาบรรจบกันอีกครั้ง ประมาณนี้ นิยายจบดีนะคะไม่ต้องห่วง


    รูปจากเรดิโอดราม่า


                 ฉะหยุป 黄金台 เป็นนิยายวังหลวงขุนนางผู้ภักดีกับฮ่องเต้ที่หวาดระแวง พระเอกนายเอกแสดงท่าทางเป็นปรปักษ์และมักจะเชือดเฉือนกันด้วยวาจาอย่างมีชั้นเชิง ทั้งสองรู้จักกันมาก่อนความสัมพันธ์จะ ‘แตกหัก’ ด้วยเหตุผลบางอย่าง เส้นทางที่ต่างคนต่างเลือกเดินส่งผลให้มีความคิดไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่นัก 


                 ฟู่เซิน นายเอกเกิดในสกุลทหารสามชั่วรุ่น คนสกุลฟู่ล้วนสิ้นใจในสนามรบ อุทิศร่างกายและชีวิตแด่บ้านเมือง สร้างความดีความชอบสูงเทียมฟ้า วีรกรรมของพวกเขาถูกนำไปแต่งเป็นบทเพลงสรรเสริญ กล่าวกันว่าที่ต้าโจวยังเป็นต้าโจวมาถึงทุกวันนี้เพราะเลือดคนสกุลฟู่หล่อเลี้ยงทั้งสิ้น ‘ความภักดี’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ เกือบจะถูกสลักลงบนกระดูกกับเนื้อของเขา ที่เราค่อนข้างชอบเป็นพิเศษคงเพราะคำว่า ภักดี ของนายเอกนั้น คือ
    ภักดีต่อประชาชนหาใช่กษัตริย์ จิกกัดเรื่องผู้ปกครองที่หวาดระแวงขุนนาง ถึงจะผีบ้าผีบอแค่ไหนก็ไม่ชอบให้ใครขึ้นมาเป็นใหญ่กว่าตัวเองอยู่ดี นายเอกนิสัยกล้าได้กล้าเสีย มีเล่ห์เหลี่ยม เข้าใจโลกมากๆ ตีหน้าซื่อเก่ง ถูกจับใส่เกราะตั้งแต่ยังเด็กคิดว่าตัวเองไม่มีใครให้พึ่งพิงก็ต้องพึ่งพาตัวเอง ไม่งอมืองอเท้า


                 กลับกันเหยียนเซียวหาน พระเอกนั้นแลเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ชาติกำเนิดต้อยต่ำแถมยังนับขันทีเป็นพ่อบุญธรรมทำให้คนดูถูก เหยียบคนมากมายกว่าจะมายืนอยู่ตำแหน่งนี้ แรก ๆ ฮีเป็นคนประเภททำงานเพื่อความอยู่รอดในราชสำนักของตัวเองมากกว่า เพราะงั้นสิ่งเดียวที่ฮีเชื่อฟังคือประกาศิตของจักรพรรดิโดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือหลักการใด ๆ ไม่สามารถเข้าใจความหมายแท้จริงของคำว่า “สุภาพชนผู้มีเกียรติ” เหมือนเป็นเพียงสุนัขล่าเนื้อของราชสำนักที่ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้ามายุ่ง ขุนนางมองว่าพระเอกเป็นหมาซึ่งพระเอกก็ไม่ได้ชอบใจเท่าไหร่ เดี๋ยวมันจะมีอธิบายว่าทำไมฮีถึงเชื่อฟังจักรพรรดิขนาดนั้น 


                 ปณิธานเหยียนเซียวหานต่างจากฟู่เซินลิบลับ ถึงอย่างนั้นพระนายก็ไม่ได้ชิงชังพร้อมฟาดฟันกันอย่างที่ข่าวลือว่า พวกเขาแสดงความห่วงใยให้กันเสมอติดที่ว่ามากหรือน้อยจนแทบมองไม่ออกก็เท่านั้น เคมีพระนายดีตั้งแต่เริ่มต้นเลยค่า คือทั้งสองคนไม่ได้เพิ่งจะมารู้จักกันแต่เคยสนิทสนมกันมาระดับหนึ่ง แล้วพระเอกก็มีความรู้สึกที่ดีให้กับนายเอกด้วย เซียวหานเป็นสามีที่ดีมากคอยดูแลนายเอกตลอด 
    พออยู่ด้วยกันความรู้สึกของนายเอกก็เริ่มพัฒนาจากที่รู้สึกอยู่แล้วแต่เก็บซ่อนไว้มาเป็นลึกซึ้งยิ่งขึ้น


                 ละมุนแต่ก็หน่วงหลายหลุมอยู่นะ หวานอมขมเพราะความสัมพันธ์ที่ค้างคา อย่างที่ว่ามันมีปมที่ทำให้ทั้งสองคนบาดหมางกันเพราะงั้นช่วงแรกเวลาอยู่ด้วยกันเลยมีบรรยากาศขมุกขมัวหน่อย พระเอกแบกรับหลายอย่างจริง ๆ ถึงจะถูกพูดจาหมางเมินใส่หรือจะจิกกัดบ้างก็ยังยอมเป็นฝ่ายลงให้ก่อนซ้ำยังเทคแคร์นายเอกดีมากๆๆๆๆ 
    คอยแนะคอยชี้นายเอกว่าเนี่ย อย่าทำเรื่องไม่ได้แบบนั้นแบบนี้ เอ่อ ลับหลังพ่ออะ หนักกว่าเขาอีก ล้างผลาญเลยทีเดียว55555555 กับคนอื่นโหด ตีสองหน้าเก่ง กับนายเอกละมุนไปหมด จบpartคสพในอดีตจะเริ่มราบรื่นละแต่กว่าจะอุ่นเตียงต้องรอสักพัก พระเอกรอให้ยินยอมพร้อมใจ แรก ๆ คิดว่าตัวเองไม่คู่ควร มีชื่อเสียงด้านลบเยอะไม่เหมาะสมนายเอกที่เป็นคนดีศรีสังคมงี้555555 


                 สำนวนนักเขียนจัดว่าดีค่ะ เราชอบที่เวลาตัวละครพูด (โดยเฉพาะพระนาย) ดูมีชั้นเชิงชวนให้คิดไม่ต้อง lead นักอ่านไปทุกตัวอักษร ค่อย ๆ แทรกเนื้อหาป้อนข้อมูลเข้ามาแต่ช่วงแรกต้องแอบพักมานั่งทบทวนชื่อนิดนึงด้วย ชื่อรอง ชื่อบรรดาศักดิ์ฟาดป้าบป้าบป้าบจัดเต็มขนาดนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันค่าาา55555 เนื้อหาแน่นอยู่ เสียดายที่ความยาวเรื่องสั๊นสั้นไม่จุใจ จบห้วน ไม่ได้เขียนชะตากรรมของตัวประกอบที่ค่อนข้างจะมีบทบาทเพิ่มทิ้งไว้เป็นปริศนา แต่ยังไงก็อิ่มเอมความรักเอียนความเอาใจใส่ของพระเอก แนะนำเลย





    เรื่องอื่นที่เคยเล่าบ้างก็ http://minimore.com/b/ffhkT





      • ทั้งนี้รีวิวอันนี้ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นจากรสนิยมการอ่านส่วนบุคคลเท่านั้น สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบกับการตัดสินใจได้แต่ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้ทั้งหมด ถ้ามีพิมพ์ผิดหรือวกวนยังไงต้องขออภัยด้วยค่ะ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Yada Chinarak (@fb1015884262621)
ขอบคุณค่ะ รอแปลไทย