My Book Reviews & TRANSLATIONSparnbewtch
เล่านิยายวาย : 武将观察日记 (BL)
  • ชื่อเรื่อง : 武将观察日记 อู่เจียงกวนฉารื่อจี้

    ผู้แต่ง : 非天夜翔 เฟยเทียนเย่เสียง

    สำนักพิมพ์ : 云南美术出版社 ฉบับจีนแผ่นดินใหญ่

    วันที่ตีพิมพ์ : 2017 เดือน 9

    ยังไม่มีตีพิมพ์กับสนพไทย

    สนพที่ได้ลิขสิทธิ์ Bodhi Publishing ประกาศวันที่ 02/04/2562


    และแล้วก็มาถึงวันที่ดึงยอดขุนพลแห่งสามก๊กออกมาอ่านสักที เย่ ตั้งใจจะอ่านนานแล้วแต่ไม่ว่างเลยงานราษฎร์งานหลวงต้องมาก่อน ก่อนอื่นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยสามก๊กที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปมีอยู่ 2 ชุด คือ 三國志 หรือ พงศาวดารสามก๊ก เป็นจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊ก ว่ากันว่า พงศาวดารสามก๊กฉบับเฉินโซ่วมีฐานะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ฉบับสมบูรณ์  ส่วนอีกชุด 三国演义 หรือ วรรณกรรมสามก๊ก ชุดนี้เป็นนิทานอิงเค้าโครงมาจากพงศาวดารสามก๊ก (ประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์) ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง 


    นิยายเรื่องนี้ได้หยิบยืมตัวละครและเนื้อหาแค่บางส่วนจากวรรณกรรมสามก๊กมา ขอออกตัวว่าเราเล่าโดยอ่านรวบยอดมาแล้วก็เล่าจากความคิดตัวเองเป็นภาษานิยายมีแทรกภาษาไม่เป็นทางการเล็กน้อยแล้วแต่อารมณ์ แต่ว่าตัวนิยายไม่ได้รวบรัดหรือบรรยายตามที่เราเล่านะคะ เผื่อมีคนเข้าใจไปอีกทางเลยดักคอก่อน 


    ปกนิยายฉบับจีนแผ่นดินใหญ่



    เนื้อหาที่จะเล่าต่อไปนี้ สปอยล์ หนัก มาก



    สนามรบจวี้ลู่ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของผิงเซียง มณฑลเหอเป่ยท่ามกลางความร้อนระอุของสงครามกลับมีเมฆดำทะมึนคล้ายฝนจะตั้งเค้าลอยอยู่เหนือหัวแต่เป็นช่วงเวลาเดียวกับฝ่ายปิ้งโจวพ่ายแพ้ ทัพกวนตงตามบุกประชิดทัพปิ้งโจวที่แตกพ่ายตอนที่ยังเป็นฝ่ายได้เปรียบชนิดกัดไม่ปล่อยเลยไม่มีใครให้ความสนใจ และแล้วหมู่เมฆสลัวมัวดืนเกิดวิปริตแปรปรวนสายฟ้าฟาดเปรี้ยง! พร้อมกับใครบางคนที่มาใหม่.. 

    และนั่นก็คือ ฉีหลิน (麒麟 แปลว่ากิเลน) นายเอกของเรื่องนั่นเอง ไอ้เจ้าน้องเนี่ยก็ถูกเปรี้ยงลงมาชนิดที่ไม่ยำเกรงหรือละอายต่อฟ้าดิน ร่างกายเปลือยเปล่าล่อนจ้อนคลานออกจากกองศพทหาร เขาค่อย ๆ ยืนขึ้นก่อนจะเผลอหลุดแหกปากตอนที่อาชาสูงสง่าพันธุ์ดีห้อตะบึงเข้าหา เกิดอกสั่นขวัญแขวน โป๊ก็โป๊จะให้วิ่งหนีม้าทั้งอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องวินาทีนั้นเหมือนทำอะไรไม่ถูกยัยน้องเลยมุดเข้ากองศพทหารที่พึ่งตายจากสมรภูมิเมื่อกี้นอนนิ่งไม่ขยับ ทำเนียนไป

    พักใหญ่ ๆ ก็ผงกหัวขึ้นสำรวจซ้ายขวาพอเห็นทางสะดวกก็ถอนหายใจโล่งจัดการแก้ผ้าทหารที่ตายมาใส่ปากพร่ำขอโทษขอโพยว่ามันจำเป็น พี่ชายโปรดเข้าใจน้องชายผู้นี้ยังมีภารกิจให้ทำ ขอพี่ชายทั้งหลายอวยพรด้วย แล้วก็ถอดเสื้อเกราะมาใส่ให้ตัวเองเหลือแต่รองเท้า รองเท้าที่ดี จะพาเราไปในที่ที่ดี อิน้องยึดเรื่องนี้แต่รองเท้าของศพที่จิ๊กเสื้อผ้ามาใส่ดูจะผ่านศึกมาหนักเลยยืนลูบคางมองหารองเท้าคู่ใจคู่อื่น ยังกะมาชอปปิงอะแต่นี่ศพลูกศพคนตายยถึงจะพึ่งตายก็เถอะ.. จนสายตาไปหยุดอยู่ที่รองเท้าบูทคู่หนึ่งกำลังจะถอดแต่ปรากฏว่า.. เท้าขยับ ลังเลเลยทีนี้ แล้วครึ่งตัวของนายทหารนายนั้นก็ถูกกองศพทับอยู่ ด้วยความที่น้องฉีหลินเป็นคนดีมีคุณธรรมเลยยืนรอให้นายทหารนายนั้นตาย เดี๋ยวนะลูก 

    ผ่านไปพักหนึ่งความอดทนก็หมด ไม่รอแล้ว! ย่อตัวลงจับขาแย่งรองเท้าบูทมันมาเลยละกันและแล้วระหว่างที่ไอ้เจ้าน้องมันฮึบกัดฟันดึงบูทออกจากทีนของนายทหารนายนั้นจู่ ๆ บูทที่กำลังจะหลุดจากทีนก็ถูกชักกลับ คนที่ควรจะใกล้ตายผุดลุกขึ้นมานั่ง จ้องมองด้วยนัยน์ตาแดงฉาน หัวขโมยจำเป็นน่ะเหรอ? นู่นตีลังกากลับไปหลายตลบแหกปากเรียกพระโพธิสัตว์ให้มาคุ้มครองแล้ว ฮ่า ๆ อิน้องที่ถูกจับคอห้อยต่องแต่งก็ร้องแรกแหกกระเชอออกแรงดิ้นเตะอากาศจนนักรบสูงเก้าฟุตศีรษะโชกเลือดตรงหน้าต้องบอกว่าไม่ได้จะฆ่าถึงกลับมาสงบเสงี่ยม พอเห็นฉีหลินนิ่งนายทหารนายนั้นเลยออกปากถามว่าทัพไหน กองไหน ฉีหลินไม่ได้ตอบคำถามแต่บอกให้ปล่อยตัวเองลงก่อนฟีลน้องมันประมาณใจเย็นจาพี่จ๋ามีอะไรค่อยคุยกันงี้อะถถถ ไม่รอช้าคุณพี่ทหารท่านนี้ก็ยิงคำถามมาอีกซึ่งฉีหลินที่พึ่งทะลุมิติมาไม่ถึงครึ่งวันก็ปัดไปว่าน้องชายผู้นี้พึ่งมาเป็นครั้งแรก (มาร่วมรบ) ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ยังไม่ทันจะได้พูดต่อก็มีกองทหารม้ากลุ่มหนึ่งมาสำรวจใครที่ยังไม่ตายก็จะฆ่าให้ตายเป็นการเก็บสนามรบของฝ่ายที่ชนะศึกสนามนี้ ฉีหลินเลยถูกพี่ทหารหิ้วเป็นหมากระเป๋าให้หลบหนีออกจากเขตสนามรบ พาดตุเลงตุเลงบนหลังม้า

    นายทหารนายนั้นถามน้อง เจ้าเป็นใคร จารชน? ฉีหลินปฏิเสธรัวแต่ดันพูดกำกวมเหมือนพูดกับตัวเองคนยืนขมวดคิ้วถามอีกรอบน้องมันขี้เกียจอธิบายที่มาที่ไปคือตอนแรกอะฉีหลินจะพูดว่าตัวเองมาจากอีกที่เดินทางข้ามเวลามาแต่ก็คิดว่าคนฟังคงไม่เข้าใจเลยเออช่างแม่งออกตัวก่อนว่าไม่ใช่จารชน ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยท่าน ถึงจะยังไม่รู้ว่าท่านเป็นใครก็เถอะ แต่ บลา ๆ พูดวกวนไปมาอีกแล้วนายทหารนายนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรแค่ถามหนึ่งคำถาม เจ้ารู้ว่าข้าคือใคร? น้องไม่ได้ตอบคำถามนี้ตรง ๆ อีกแล้ว แค่บอกตราบใดที่ท่านไม่ฆ่าข้า ดีกับข้า ให้ข้าวให้น้ำข้า ข้าสัญญาว่าจะช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ท่านชื่ออะไร ก่อนมาที่นี่ข้าน่ะนะท่องวรรณกรรมสามก๊กจนขึ้นใจไม่ว่าจะฉบับนู่นนี่นั่น พูดเป็นต่อยหอยจนพี่ทหารเริ่มรำคาญด่าด้วยคำที่ผู้ดี๊ผู้ดีไปรอบหนึ่งทำนองว่าให้เข้าเรื่องซักที 

    ฉีหลินเริ่มจริงจังวกกลับมาเรื่องที่นายทหารถามว่ารู้เหรอว่าข้าคือใครแต่น้องมันไม่รู้ไงเลยถามชื่อไป คนถูกถามเย้ย แอบเหยียดแลงมากแม่ ทหารยศเล็ก ๆ (กระจอก ๆ) อย่างเจ้าน่ะหรือสมควรจะถามชื่อเปิ่นโหว [1]เปิ่นโหวเป็นคำแทนตัวของคนที่มีบรรดาศักดิ์ชั้นโหว 侯  นายเอกก็สตั๊นไปสมองคำนวณว่าเปิ่นโหวไหนวะ คือหมายถึงพวกคำที่พ้องเสียงภาษาจีนกับคำว่าโหวน่ะค่ะน้องไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจอกับพวกขุนนางเร็วขนาดนี้พอตัดช้อยส์ที่เดาออกหมดเจ้าของตำแหน่งถิงโหว 亭侯 ก็พยักหน้ารับว่าถิงโหวอะถูกแล้ว ทีนี้นายเอกเลยโพล่งออกมาว่านึกออกแล้ว เจ้าคือหลี่ปู้ (ลิโป้เป็นชื่อฮกเกี้ยน นิยายเรื่องนี้เป็นจีนกลางถ้ามีลิขสิทธิ์เราคิดว่ามันควรจะถอดชื่อจีนกลาง) ชื่อรองเฟิ่งเซียน ใช่ค่ะ พระเอกเปิดตัวตั้งแต่บทแรกเลย พระเอกเรื่องนี้ก็คือลิโป้ ก่อนอิน้องจะแนะนำชื่อตัวเองเด๋อ ๆ ด๋า ๆ สวัสดีหลี่ปู้ ข้าชื่อฉีหลิน ฉีหลินที่มาจากฉี ฉีหลินที่มาจากหลิน ก็คือพยามจะบอกวิธีสะกดชื่อว่าตัว ฉี ตัว หลิน มาจากอะไรงี้แต่พ่อพระเอกเขาไม่เล่นด้วย เจ้าจะแซ่ไหนชื่ออะไร ไม่เกี่ยวกับข้า ชิม ๆ มันหยาบกว่านี้อะนะ.. 

    นายเอกเงียบมาคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาไหนของวรรณกรรม คิดไปคิดมาก็ถามหลี่ปู้ว่าเจ้าเคยเจอเตียวฉาน (เตียวเสี้ยน) หรือยัง คอนแกรทค่าทุกคน ลิโป้ยังไม่เคยเจอเตียนฉานนนนนนนนนนนนน เซิ้งรอบบ้านแล้วข่า น้องฉีหลินมาก่อน! ชะนีมาทีหลังง ยังมีถามด้วยนะว่าเตียวฉานใคร จารชนเรอะ *หรี่ตาไม่ไว้ใจ* แต่สวรรค์ พูดจบชายชาตินักรบสูงเก้าฟุตก็ค่อย ๆ ทรุดลง ฉีหลินมองดูซักพักพลิกซ้ายขวาหน้าร้อน ชีพจรเต้นเร็วอะไรก็ว่าไปสรุปความได้ว่าอนาคตยอดนักรบผู้ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคเป็นลมแดด...  แหงล่ะรบมา เลือดท่วม ตากแดด ขาดน้ำ

    พาหลี่ปู้ไปแถวริมธารวางร่างพิงกับต้นไม้ นายเอกช่วยปลดเกราะทีละชิ้น พวกทหารชั้นสูงหน่อยไม่ได้มีแค่เสื้อเกราะแต่มีทั้งเกราะส่วนบริเวณลำตัว แผงกำบังไหล่ บลา ๆ เหลือแค่รองเท้าขว้างออกไปด้านข้างก่อนจะถอดหมวกออกแล้วหยดน้ำใส่หน้า พออิพี่สำลักไอค่อกแค่กรู้สึกตัวปุ๊บก็มือไวบีบคอน้องตามสัญชาตญาณแต่พอเห็นว่าเป็นฉีหลินก็ลดการ์ดลง ก่อนหน้าน้องใส่หมวกเกราะแต่ตอนนี้ถอดหมวกออกแล้วผมนายเอกสั้น ปกติคนยุคนี้ผมยาวอะ พระเอกเลยคิดว่าเป็นศัตรู น้องก็ไม่ได้สนอะไรบิดเสื้อคลุมของหลี่ปู้บิดหมาด ๆ เช็ดตัวให้ มีบรรยายว่าลิโป้หุ่นเพอร์เฟ็กต์วีเชฟก็มาล่ำนมเป็นนมสมกับที่เป็นยอดนักรบ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนฉีหลินจะถูกส่งมาให้ทำภารกิจ (เห็นคำว่าภารกิจขอดักก่อนว่าไม่ใช่นิยายระบบเทือกนั้นนะคะเป็นอาจารย์ของนายเอก) สามก๊กเป็นยุคของวีรบุรุษผู้กล้าที่เกิดมาในยุคเดียวกัน เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ เกิดการห้ำหั่น หลังจากเลือกแล้วก็ต้องช่วยคนคนนั้นขึ้นครองราชย์ แก้ไขประวัติศาสตร์พร้อมกับอาวุธวิเศษสองอย่างที่อยู่ช่วงแขนซึ่งเวลาปกติขึ้นแค่รอยสัก

    ทีนี้หลี่ปู้ก็ถามฉีหลินว่าเจ้าชื่ออะไร อิน้องมันเคยกระดี๊กระด๊าเสนอตั— เอ้ย แนะนำตัวแล้วตั้งแต่ต้นอะแต่เป็นหลี่เกอเองที่ตัดบทน้องมันว่าชื่ออะไรไม่เกี่ยวกับข้าน้องฉีหลินเลยปัด ๆ ไปว่าตูชื่อ 小黑 (เสี่ยวเฮย) หรือเจ้าดำน้อย ปกติเป็นชื่อเรียกหมาแมวแต่นี่ก็เป็นโค้ดเนมของนายเอกเวลาเขียนบันทึกด้วยอะ บอกก่อนนะว่าไม่ใช่บันทึกแบบสมุดบันทึกนะ เวลาเขียนเสร็จก็จะจุดไฟที่นิ้วมือแล้วเผางี้ ตรงนี้แอบเขินอุแงถึงแม้ว่าถ้ามองอีกมุมมันจะแอบดูถูกนิด ๆ ก็เถอะ อีตาพระเอกได้ยินชื่อก็หึ ผิวเนียนขาวขนาดเนี้ยะเนี่ยนะเรียก ‘เจ้าดำน้อย’ อยากจะแหมเลยจ้ะ ระหว่างที่นอนนิ่งให้เขาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เนี่ยมองไปถึงไหนแล้วคะ 👀 พอถูกหลี่ปู้คาดคั้นเข้าเรื่องอิน้องเป็นใคร ชาวปิ้งโจวหรือเหลียงโจว? แซ่เฮย? พ่อแม่อยู่ไหนอิน้องก็ตอบไปส่งเดชว่ามาจากหิน.. ยังมาอ้างบุญคุณอีกนะว่าถ้าข้าไม่ช่วยเจ้า (ลิโป้) ก็คงเน่าเปื่อยอยู่ไหนซักแห่ง อยากจะหยิกแก้ม หลี่ปู้ก็ฉุนสิ ถามคำเลี่ยงคำจะตบรางวัลยังไงกำลังจะโต้วาทีกันปรากฏว่าอยู่ ๆ ฝนก็ตกห่าใหญ่ สองคน หนึ่งม้าพยายามหาที่หลบใต้เขาแต่ม้าดันดีดวิ่งหนีไปอีกทาง ด้วยความบังเอิญและโชคดีทางนั้นดันเป็นค่ายทหารของทัพหลี่ปู้พอดี อีพรี่หันหน้ามายิ้มเหี้ยมเรื่องที่ยังไม่ทันสะสางก็ไปคุยต่อกันที่ค่ายละกันแล้วฉีหลินก็ถูกหิ้วกลับมา ด้านหน้าค่ายมีทหารหลายนายต้อนรับหลี่ปู้ (สังเกตกันตั้งแต่ม้าวิ่งไปอะ) สั่งการเตรียมถอยทัพไปลั่วหยางเสร็จก็ถามหาเกาซุ่นพร้อมโยนเหมียวน้อยหน้าม่อยหางตกไปให้กำชับว่าพาไปอาบน้ำหาเสื้อผ้าหาอาหารให้กิน

    เสร็จแล้วก็มาที่กระโจมยืนรอครู่หนึ่งหลี่ปู้ก็อาบน้ำเสร็จพอดีท่อนบนเปลือยโชว์กล้ามเนื้อแน่น ๆ นมดุ๊กดิ๊กเดินมานอนเอกเขนกบนเตียง[2] ไม่รู้คำเฉพาะเรียกอะไรมันคือเตียงโบราณที่ค่อนข้างเตี้ยและยาวรูปภาพประกอบด้านล่าง อย่างเกียจคร้านมีแค่ผ้าห่มบาง ๆ ปิดส่วนล่างเห็นน้องกับเกาซุ่นยืนอยู่ก็(ไล่)ให้เกาซุ่นกลับไปพักที่กระโจม
    [2] เตียง น่าจะประมาณนี้

    เหลือแค่สองคนก็เรียกน้องว่า 凤凰 เฟิ่งหวง (แปลว่าหงส์ จ้า เสี่ยวเฮย เจ้าดำน้อยไม่เข้าเห็นเขาขาวหน่อยเรียกเฟิ่งหวง) ที่แขนคืออะไร อิน้องปากกระตุก อีตานมดุ๊กดิ๊กนี่ก็เรียกชื่อตูไม่เคยถูกซักทีเลยท้วง โหวเหยีย ข้าชื่อฉีหลิน แต่เถียงไปก็ถูกเอ็ดกลับ โหวเหยีียถามเจ้า น้องมันก็เกาหัวค่อย ๆ ยื่นมือทีี่มีรอยสักให้ดู อิเรานี่กรี๊ดคอแตกจินตนาการเกินกว่าตัวอักษรอีกรอบเพราะคำว่า "มานี่" ของหลี่เกอ น้องฉีหลินเคลื่อนกายไปใกล้ ณ ที่นี้คุณเฟยเทียนใช้คำว่า "มือใหญ่ของหลี่ปู้จับข้อมือของเขาไว้ นิ้วโป้งลูบเบา ๆ ที่หลังมือ (ตรงที่ลูบคือที่ปรากฏรอยสักแต่จริง ๆ แล้วมันเป็นที่เก็บอาวุธวิเศษอะ อิพี่ถามน้องน้องตอบเป็นอาวุธวิเศษของเซียน คนอย่างลิโป้ก็เหอ ๆ)พนมมือขึ้น คำจีนที่ใช้มันแอบพรและชวนกรี๊ดเหลือเกินแม่ คืนนั้นน้องก็นอนข้างเตียงกับหลี่ปู้น่ะแหละ หมายถึงนอนด้านล่างนะ ตัดจบแต่เพียงเท่านี้ตามอ่านต่อในเล่มเน้อ

    ฉบับจีนแผ่นดินใหญ่ความหนาก็จะประมาณนี้ ถ่ายไว้ซักพักแล้วขี้เกียจหยิบออกมาอีกรอบ
    ส่วนตรงนี้คือฉบับไต้หวัน


    จากที่อ่านดูแล้วสิ่งที่ควรรู้ก็น่าจะตัวละครนี้คือใคร ทำหน้าที่อะไร มีความสัมพันธ์ยังไงกับตัวละครนั้นประมาณนี้มั้ง.. เพราะอยู่ ๆ นักเขียนก็อ้างชื่อขึ้นมาเลย ยังไม่เจอเตียวฉานแล้วทำไมถึงเรียกตงจั๋วว่า “ตาแก่ตั๋วขี้โขมยเล่า” ถ้าคนเคยอ่านสามก๊กมาก่อนแล้วจำเรื่องราวได้จะอ๋อก่อนคนที่ไม่เคยอ่าน เก็ทว่าทำไมเพราะอะไรอยู่ ๆ นายเอกถึงคิดขึ้นมาแบบนี้ 

    ถามว่าจริง ๆ แล้วจำเป็นต้องมีความรู้เบื้องต้นมั้ย เราว่าไม่จำเป็นเท่าไหร่อะ ใครที่ไม่เคยอ่านสามก๊กเลยให้คิดซะว่าเป็นนิยายทั่วไปที่เดี๋ยวนักเขียนก็ป้อนข้อมูลมาให้เราเรื่อย ๆ เอง และสำหรับใครที่เคยอ่านแล้วเกลียดหรือรู้จุดจบลิโป้ก็แนะนำว่าให้ลบลิโป้คนนั้นออกซะเพราะนิยายเรื่องนี้จบแฮปปี้ มันจะมีช่วงหนึ่งที่นายเอกบ่นลงบันทึกประจำวันถึงอาจารย์ว่ามาโลกสามก๊กได้ xxx วันแล้วแต่ดูเหมือนว่าจะแตกต่างกับที่รู้มา เป็นเหมือนโลกคู่ขนาน เท่านี้ก็บ่งบอกแล้วว่ามันต้องมีความแตกต่างจากต้นฉบับ ตัวละครที่ถูกบรรยายว่าลูกสามพ่อ หยาบช้า นิสัยเสียแต่รบเก่งจะถูกเขียนออกมายังไงคงต้องให้สัมผัสเอง (สำหรับเราก็ค่อนข้างแย่นะนิสัยของพวกผู้ชายห้าว ๆ หน่อยหยิ่งทระนงตามประสาคนเก่งแต่ไม่ถึงกับอยากจะด่าถึงโคตรเหง้าเพราะลิโป้คนนี้มีน้องฉีหลินช่วยชี้แนะแนวทาง จะเป็นน้ำดับไฟให้เธอเอง ฮ่า ๆ ) 

    นายเอกตลกมาก เป็นพวกชอบปล่อยมุขสายฮาเงียบซึ่งพ่อพระเอกไม่เข้าใจซักอย่าง55555 พาลให้คุณท่านฟึดฟัดทำหน้าหงิกหน้างอใส่นายเอกกลับตลอด แต่เป็นคนที่เก่งนะ 

    เป็นนิยายที่บันเทิงอารมณ์อีกเรื่องแต่ยังไม่ถึงที่สุด พักนี้เราหมกอยู่กับนิยายเทพเซียนที่แต่ละเรื่องค่อนข้างสะเทือนใจดิ่งเป็นดิ่งดราม่าตับแตกพอกลับมาอ่านโลกของมักเกิล (ถึงจะมีอะไรเหนือธรรมชาติและแฟนตาสีมาปนบ้างก็เถอะ) ก็ทำให้รู้สึกว่ามันค่อนข้างไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าที่คาดหวัง ลางเนื้อชอบลางยา ช่วงแรกเราคิดว่ามันเร็ว ๆ เร่ง ๆ รวบรัดตัดฉาก เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง ลำดับเหตุการณ์ และปูความสัมพันธ์อยู่ในระดับที่ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดีมากถึงมากเท่าไหร่ถ้าเทียบกับตัวงานเรื่องอื่น ๆ ของคุณเฟยเทียน สิ่งที่ชื่นชอบมากก็คือการใช้คำและการบรรยายที่อ่านแล้วทำเราเขินตัวแตก ตามชื่อเรื่อง 武将观察日记 มีคำว่า 日记 ซึ่งหมายถึง บันทึกประจำวัน คำนี้สอดคล้องกับเนื้อหาในนิยายไม่ได้ตั้งชื่อไปส่งเดช (เช่นนังเอ้อร์ฮ่าที่ชื่อนิยายกับเนื้อหาไปคนละทิศละทาง...) จุดนี้เป็นเหมือนไดอารี่ส่วนตัวของนายเอกที่บันทึกเรื่องราวตั้งแต่ถูกส่งมาสอดส่องท่านแม่ทัพลิโป้ตั้งแต่เรื่องทหารกองทัพยันนมดุ๊กดิ๊กและเรื่องใต้ร่มผ้า แค่ก ๆ จบค่ะ




    ทั้งนี้รีวิวอันนี้ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นจากรสนิยมการอ่านส่วนบุคคลเท่านั้น สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบกับการตัดสินใจได้แต่ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้ทั้งหมด ถ้ามีพิมพ์ผิดหรือยังไงต้องขออภัยด้วยค่ะ ช่วงนี้เบลอมาก

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in