เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
SOMETHING TO WRITEphoiys5
Internship & Professor
  • มักมีคนบอกว่า "ช่วงเวลากลางคืนก่อนนอนมักจะเป็นช่วงที่ความคิดของมนุษย์หลั่งไหลมากที่สุด"
    เรียกได้ว่าเป็น Prime Time ในการตกตะกอนความคิด นั่งนึก นอนนึก ระลึกถึงชีวิตของตัวเอง

    ง่ายๆ คือ ฟุ้งซ่าน นั่นแหล่ะ

    เหมือนกับตอนนี้ที่กำลังนั่งพิมพ์เล่าเรื่องอยู่

    01:01 น.

    กำลังเงียบมากทีเดียว
    .
    .
    .

    เชื่อว่าในชีวิตของทุกคนน่าจะต้องได้เจอใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตส่วนหนึ่ง ไม่มากก็น้อย
    และอาจจะมีสักคนที่ทำให้เรารู้สึกว่า

    ชีวิต ณ เวลานั้นกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล


    ช่วงกลางปีที่แล้ว (2017)
    ด้วยหลักสูตรการเรียนของคณะที่มหาลัยมีการบังคับให้ไปฝึกงานภาคฤดูร้อนเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม
    ทำให้ได้มีโอกาสไปฝึกงานกับบริษัทหนึ่ง ที่ถ้าเอ่ยชื่อออกไปให้ใครฟัง
    ทุกคนจะตอบกลับมาเป็นคำสั้นๆ "ห๊ะ?" โดยอัตโนมัติ

    ตอนแรกที่ได้ยินชื่อก็ห๊ะแบบคนอื่นเขาเหมือนกันนั่นแหล่ะนะ

    "ใครๆ ก็อยากฝึกงานกับบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียง มีเครดิทดีๆ เป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไป"
    เพื่อเอาประสบการณ์ตรงนั้นมาใส่ในประวัติชีวิตตัวเองให้ดูดีมากขึ้น

    แต่ไม่ใช่กับเราว่ะ
    ใครๆที่ว่า ไม่ได้นับเราเป็นหนึ่งในนั้นด้วยแหะ

    จะบอกว่าไม่อยากฝึกงานกับบริษัทใหญ่ๆ ก็ดูจะเป็นการโกหก
    ยื่นเอกสารไปนะ แต่เขาไม่รับ ก็ไม่รู้จะทำยังไง
    เลยต้องหาที่อื่นที่พอจะทำได้ เอาแค่ผ่าน ให้จบไปก็พอ

    เพราะเวลาจะหมดแล้ว

    "ช่วยกูด้วย! กูกำลังจะไม่มีที่ฝึกงาน"
    เป็นเสียงจากความคิดในหัว

    แต่ต้องทำตัวนิ่งๆ ไว้เหมือนไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมาก
    ที่ไหนได้ หึๆ กำลังจะบ้าตายแล้วโว้ยยยยยยย!

    และอยู่ดีๆ ก็ได้รู้จักคนคนหนึ่งผ่านการเล่าเรื่องจากรุ่นพี่
    คนคนหนึ่งที่ว่าเป็นอาจารย์พิเศษที่มาสอนที่สาขา
    ซึ่งอาชีพจริงๆ ของเขาก็ทำงานเกี่ยวกับด้านที่เรากำลังเรียนอยู่นั่นแหล่ะ

    เลยติดต่อขอฝึกงานด้วยแบบงงๆ
    และก็ได้ฝึกจริงๆ

    กว่าจะได้เอกสารตอบรับฝึกงาน ใจจะขาด
    เกือบเป็นคนท้ายๆ ในเซคเลยมั้ง ที่มีที่ฝึกงาน

    ด้วยความที่มันเริ่มต้นด้วยความงงๆ หลายอย่างก็ดูสับสนไปหมด
    อย่างแรกเลยคือบริษัทที่ไปฝึกกับคนคนนั้น
    ขอเรียกว่าอาจารย์ละกัน

    คือบริษัทพูดตรงๆ เลยคือพูดชื่อไปก็ไม่มีใครรู้จักเลย แม้กระทั่งตัวเราเอง
    แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรเท่าไหร่ ช่างมัน

    มาโฟกัสกับอาจารย์คนนี้เลยดีกว่า

    ได้ยินรุ่นพี่เล่าเรื่องเกี่ยวกับอาจารย์แกมาเยอะ ทั้งความเก่งกาจ ความโหด ความกวน
    ถูกไซโคมากเยอะพอสมควร

    ทำให้เกิดความประหม่าตอนที่พบกันในช่วงแรกๆ
    ก็แค่ช่วงแรกเท่านั้นแหล่ะ

    มันเป็นการฝึกงานที่ไม่เหมือนการฝึกงาน

    ในหัวของทุกคนมักจะคิดว่า
    การฝึกงาน คือ การต้องไปยืนถ่ายเอกสาร ชงกาแฟ ยกของ เดินตามพี่เลี้ยงในแผนก
    หรือจะเป็นการช่วยจัดการงานเล็กๆ น้อยๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

    แต่สำหรับที่บริษัทแห่งนี้ กับคนคนนี้ ที่เราเรียกว่า "อาจารย์"
    มันคือการย้ายห้องเรียน

    "ผมจะเข้ามาเฉพาะวันอังคารกับวันพฤหัสนะ จะมาสอนพวกคุณ"

    ใครมันจะไปรู้วะว่า ไอ่คำว่า "สอน" ของแก
    คือ สอนหนังสือ
    ไม่ใช่สอนงาน
    ...

    งงดิ่ งงชิบหายเลย

    แล้วก็ต้องมานั่งเรียนหนังสือกับเขาล่ะ เลคเชอร์กันมันส์ดิ่

    สมุดที่คิดว่าจะมีแต่คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่รู้ความหมายที่ได้จากการอ่านเอกสารฆ่าเวลา
    กลายเป็นสมุดที่ตอนนี้มีแต่ความรู้อัดแน่นเต็มไปหมด

    ไม่เต็มได้ไง ก็อาจารย์แกเล่นคิดอะไรออกก็พูดมาเลย ตั้งตัวทันที่ไหน จดอะไรได้ก็จดดิ่
    จดหมดทุกอย่างยกเว้นประวัติชีวิตแกที่เล่ารีรันแทบทุกครั้งที่เจอกันแหล่ะ 5555555

    แซวๆ นะอาจารย์



    อาจารย์เป็นคนที่มีแนวคิดต่างจากผู้ใหญ่หลายคนที่รู้จัก
    ผู้ใหญ่ส่วนมากชอบคนเก่ง เรียนได้เกรดสูง ถือเป็นเรื่องปกติ (ปลงแล้ว)
    แต่อาจารย์กลับมองว่าคนเก่งที่เรียนได้เกรดสูงๆ มักจะเป็นคนที่อีโก้สูง ทำงานร่วมด้วยยาก
    เลยมองว่าคนที่ได้เกรดกลางๆ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปเหมาะที่จะทำงานในแบบที่แกกำลังทำอยู่

    ไม่รู้ว่าพูดถนอมน้ำใจกันรึเปล่า แต่บอกเลยว่ารู้สึกดีมากที่ได้ยินความคิดนี้จากแก

    อาจารย์สอนเนื้อหาความรู้ที่เราไม่ได้เรียนในห้องเรียน
    เป็นความรู้ที่เฉพาะทางที่เจาะลึกสำหรับงานด้านนี้ รวมถึงความรู้ทั่วไปที่ถูกประยุกต์เข้ากับการทำงาน
    ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของการเล่าประสบการณ์ในการทำงานตลอดหลายสิบปี

    อาจารย์ Assign งานแรกให้ทำ 1 งาน ไม่มีการสอนงาน ไม่มีการบรีฟใดๆ
    "กลับไปอ่านงานเก่าของรุ่นพี่คุณที่ผมสอน ถ้าไม่เข้าใจก็ค่อยมาถาม" แกบอกแค่นั้น

    งมสิ่ครับ จะเหลืออะไร
    มันเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองหนักที่สุดเท่าที่เคยทำมา
    ไม่เคยต้องมานั่งอ่านและทำความเข้าใจอะไรขนาดนี้เลย
    กว่าจะจับจุดได้ กว่าจะทำให้มันเข้าที่เข้าทางได้
    ใช้เวลาไปเกือบเดือนเต็มๆ

    และตอนที่ทำงานเสร็จ หลังจากที่ส่งไปบอกเลยว่าเซียนมาก คล่องสุดๆ ถ้าให้ทำอีกก็ทำ เพราะสนุก
    แต่ใครจะรู้ว่างานที่ทำตอนนั้นจะกลายเป็นโปรเจคจบปี 4 ตอนนี้ล่ะวะ
    ก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ออกจากปวดหัวด้วยซ้ำ

    อาจารย์สั่งงานเพิ่ม! สั่งชนิดที่ว่า คิดอะไรได้ก็สั่งให้ทำ เหมือนตอนที่แกสอนเลย
    สั่งกราด เยอะมาก แต่ก็บ้าจี้ทำส่งไป

    ทุกงานที่ส่งไม่มีการตรวจ ไม่มีการให้คะแนน ไม่ฟังกูพรีเซ้นต์ด้วย มองงานอย่างเดียว
    ขอบคุณค่ะอาจารย์...คอมเม้นต์งานสักนิดก็ดีนะคะ อยากได้ feedback

    ตลอดสองเดือน ที่นับๆ วันไปทำงานจริงจะได้ประมาณ 40 วัน
    สี่สิบวันที่ใช้เวลากว่าครึ่งไปกับการทำงานที่อาจารย์สั่งมา
    ที่เหลืออีกครึ่งก็หมดไปกับการนั่งเรียน อ่านเอกสาร ค้นคว้าข้อมูลนิดๆ หน่อย
    รวมถึงการอู้งานด้วย

    การฝึกงานไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรเลย

    กลับกันทำให้เราได้รู้จักบริษัทเล็กๆ ที่มีบทบาทในวงการที่เกี่ยวกับสิ่งเราเรียน
    ได้ความรู้นอกห้องเรียน ได้ความเข้าใจใหม่ที่เคยเข้าใจผิดๆ มาตลอด 3 ปีเต็ม
    ได้เจอบุคคลที่น่านับถือที่สุดอีกคนหนึ่ง

    อาจารย์เป็นคนน่าทึ่งในความสามารถอันเก่งกาจ ที่ฟังดูเหมือนจะโม้ แต่ก็เป็นเรื่องจริง
    เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อย
    ถ้าเทียบกับคนที่ประกอบอาชีพเดียวกันในวัยเดียวกัน

    เป็นคนที่ทำตัวเป็นเหมือนนินจา มีที่ทำงานไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง
    ในแวดวงจะเปรียบเทียบคนแบบนี้เป็น "มือปืน"
    เก่ง แต่ไม่ออกหน้า บางครั้งก็ไม่ระบุชื่อ ดูลึกลับดี

    อาจารย์ที่ตอนนี้เป็นที่ปรึกษาร่วมโปรเจค
    เป็นเหมือนที่พึ่งทางใจของกลุ่มเวลามีปัญหา
    ที่บางครั้งเอาอะไรไปปรึกษาก็ไม่ได้คำตอบกลับมา

    อาจารย์ที่ตอนนี้เป็นเหมือนคนจุดประกายบางอย่างให้ความคิดเรา
    ทำให้เราอยากทำอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น มีเป้าหมายไม่เหมือนกับคนทั่วไป
    เหมือนจะเป็นคนที่คอยชี้ทางให้ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น

    หลายอย่างที่อาจารย์พูดหรือเล่ามันติดอยู่ในหัว เอาออกไม่ได้ ทิ้งไม่ได้
    เหมือนเป็นสิ่งเตือนใจ เตือนสติตลอดเวลา
    บางทีก็เหมือนยา

    อาจารย์ไม่ใช่ไอดอลของเรา ไม่ได้มีความคิดที่อยากจะเดินตามรอยอะไรขนาดนั้น
    แต่สิ่งที่เราได้เห็นได้สัมผัสส่วนหนึ่ง ทำให้เราอยากลองที่จะใช้ชีวิตแบบนี้บ้าง

    อยากเป็นมือปืน

    อยากร่วมงานกับแกว่ะ
    ต้องทำยังไง 55555555

    คิดออกแค่นี้จริงๆ
    .
    .
    .

    มีคำพูดของอาจารย์ที่บอกซ้ำๆ หลายครั้งและจำขึ้นใจ
    "การที่คุณจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ชีวิตคุณต้องมี 3 อย่าง คือ..."

    "หนึ่ง คุณต้องมีงานที่ดี"
    "สอง คุณต้องมีเทรนเนอร์ที่ดี"
    และ "สาม คุณต้องมีไอดอลที่ดี"

    ยังบอกไม่ไม่ได้ว่าชีวิตเราเจอสามอย่างที่ว่ารึยัง
    แต่ที่แน่ๆ คือ เรามีอย่างที่สองแล้ว ก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน
    และหวังว่าอย่างที่หนึ่งเราจะมีเร็วๆ นี้

    ส่วนอย่างที่สาม
    ก็คงต้องปล่อยให้เวลาและหน้าที่การงานอนาคตให้คำตอบก็แล้วกัน.

    02:42 น.
    25 มกราคม 2561













Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in