Today is not TomorrowJirattipat Tengamnuay
เมื่อฉันมาเฝ้าโฮสเทล (ตอนที่ 2)
  • 2 เมษายน 2563 

    เมื่อคืนวันที่ 2 เมษายน พยายามจะเขียนบล็อคก่อนนอน แต่อัพรูปไม่ได้ ลองหลายรอบก็ไม่ได้ก็ต้องมาลองตอนเช้า


    เรื่องราวของเราอาจไม่น่าสนใจ แค่คนอยู่ไปวันๆ แต่เบื่อๆ เหงาๆ เซ็งๆ อยู่คนเดียวก็เลยอยากหาไรทำ หนังสือที่หอบมาหนักมาก ที่จะเอามาอ่านก็ไม่ได้อ่าน วันนี้พวกพี่แม่บ้านไม่อยู่ไปทำความสะอาดที่อื่น เหลือเราเฝ้าโฮสเทลคนเดียว คือตอนที่รู้เมื่อวานพวกพี่เขาต้องไปตอนช่วงเช้าๆ กลางวันๆ และไม่รู้กลับตอนไหน แล้วเราต้องอยู่คนเดียวก็รู้สึกเหงาๆ และแย่ๆ กับชีวิตตัวเอง คือแต่ก่อนนู้นเคยทำกะกลางคืนก็อยู่คนเดียว แต่มีลูกค้าเดินไปมา แต่พอมาตอนนี้ เราเอา Notebook ลงมาเล่นที่เคาน์เตอร์ ก็เฉยๆ สบายๆ ดีอ่ะนะ นึกถึงพี่พนักงานต้อนรับคนอื่นที่มาเฝ้าโฮสเทลตอนช่วยก่อนปิดที่ไม่มีลูกค้าเลย เขาก็อยู่คนเดียวและอยู่กลางคืนนั่งดูหนัง ดูซีรี่ส์ไปฆ่าเวลา ของเราก็ดีที่เอา Notebook มาด้วย มาเขียน Blog คือจริงๆ แล้วถ้าพวกพี่แม่บ้านอยู่ เราไม่กล้าพิมพ์ข้างล่าง ตอนนี้เลยเอาลงมาพิมพ์ได้เพราะอยู่คนเดียว

    เรื่องที่เอามาเล่าๆ ได้หลังจากวันนี้คงไม่ค่อยมี เพราะการอยู่โฮสทลคนเดียว ไม่มีเรื่องใดใด ที่มี 2 วันคือพวกพี่เขาอยู่ก็มานั่งคุย เขาก็เล่าๆ ไรให้ฟัง พูดไรกันเลยมีอะไรให้เอามาพิมพ์ๆ ฆ่าเวลาไป

    วันที่ 2 เมษายน ตื่นมาตอน 7 โมงเศษ ก็ไม่แน่ใจลงไปตอนไหนหรือเราตื่นสายไป แต่เหมือนป้า ป. บอกเราลงไป 7 - 8 โมงได้เพราะไม่มีไร เสียงข้างนอกก็ดัง ก็คนมาขายของตอนเช้าแหละ คึกคัก เราแง้มผ้าม่านดูก็เจอคนมานั่งขายของ คือที่เห็นๆ ก็ขายได้แค่ตอนเช้าๆ ถึง 8 - 9 โมงก็เลิกขาย อันนี้คือพวกขายด้านข้างโฮสเทลนะ ส่วนตรงข้ามโฮสเทลและถนนที่ตัดผ่านหน้าโฮสเทลก็มีคนขายเรื่อยๆ อย่างที่เห็นชัดๆ หน้าโฮสเทลก็ขายตลอดแต่เช้าถึงเย็น นั่งกันไปเรื่อยๆ


    ลงมาตอน 7 โมงกว่าก็เจอป้า ป. นั่งอยู่ ปกติไม่เปิดแอร์ ประหยัด เปิดพัดลมนี่แหละ เราไปส่องๆ ดูริมหน้าต่างด้านข้างก็มีคนมาขายของอยู่เยอะตามปกติ แบกะดิน ชีวิตคนเราก็ต้องดิ้นรนกันต่อไปนั่นแหละ


    เมื่อวันแรกที่มาถามป้า ป. เรื่องซักผ้า ป้าก็เอากะละมังมาให้ก็ยังไม่ได้เอาขึ้นไป แต่วันนี้ต้องซักแหละ เพราะไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเยอะ อย่างป้า ป. ก็บอกซักทุกวัน วันละชุด เราก็กะซัก 2 วันครั้งเพราะต้องหอบไปตากที่ชั้น 6 


    ตอนนั่งพิมพ์ๆ บ่นๆ ฟังเพลงไปเรื่อยๆ แล้วมาสะดุดเพลงนี้ก็เคยฟังหลายรอบแล้วแหละ แต่ก็มีบางเนื้อเพลงเหมือนชีวิตตอนนี้เหมือนกัน

    "ไม่คิดว่าจะได้พบ
    ไม่นึกว่าจะเจอ
    เธอกับเขาที่ดูช่างเข้ากันเหลือเกิน
    ไม่รู้ว่าควรไปทัก
    หรือว่าฉันไม่ควรเข้าไป
    เพราะวันนี้ฉันและเธอไม่เหมือนเดิมคำว่ารักที่สองเราเคยมีวันนั้น
    แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยความเสียใจ
    และวันนี้ที่ต่างระหว่างฉันและเธอ
    คือเธอได้พบเจอคนที่ดี
    ดีใจด้วยนะ
    ที่เธอเริ่มต้นใหม่สักที
    ดีใจด้วยนะ
    ที่พบเจอความสุขสักทีต่างกันกับฉันที่ยังคงจมอยู่
    เหมือนว่ายังมีเธออยู่
    ฉันต้องการจะลืมมัน
    เหมือนที่เธอลืมฉันวันนี้"
    (ดีใจด้วยนะ - INK)

    มันทำให้เรานึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีต หรือคนบางคน และคำว่า "เริ่มต้นใหม่สักที" เราจะนึกถึงเรื่องงานเรา แบบเมื่อไหร่เราจะได้เริ่มต้นใหม่และมีความสุขสักที แต่ยากแหละ ไม่ได้อยากแบบดราม่าอีกแหละ แต่รู้สึกแบบนั้นกับความรู้สึกหนักหน่วง เครียด และหาทางออกไม่ได้ ไม่รู้ทำไง

    เรื่อง Covid-19 ก็ไม่รู้หลายคนอาจติดแต่ไม่มีอาการ ไม่รู้ตัว ไม่ได้ตรวจ ไม่รู้พอเรามีอาการแบบนี้ๆ ใช่มั้ย เราติดยัง แต่เป็นไปได้ไม่มีใครอยากเจ็บปวดเพราะทรมาน เสียเงินและอาจเป็นภาระคนอื่น

    ตอน 8 โมงกว่า ป้า ป. ก็เอาเงินไปฝากธนาคาร เราไปยืนมองตรงหน้าต่างด้านข้าง คนที่มาขายของก็เริ่มเก็บของกันบ้างแล้ว แต่ที่ยังนั่งขายก็ยังมีอยู่อีกเยอะ

    ตอน 8 โมงกว่า พี่ น. ก็เข้ามา ความจริงวันนี้ตื่นมา เบื่อๆ ง่วงๆ เพราะนอนพิมพ์เรื่องตัวเองถึงตี 3 ก็เลยไม่อยากออกไปเดิน - วิ่ง แต่พี่ น. เข้ามาพร้อมรองเท้ากีฬา บอกว่าความจริง 80 บาทแต่พี่เขาต่อเหลือ 60 บาทและความจริงรองเท้าขาด ก็เลยให้คนที่ขายช่วยเย็บรองเท้าให้...พี่ น. บอกให้เราลองใส่ ก็ใส่ได้ เพราะต้องใส่ถุงเท้าด้วย ก็ขอบคุณพี่เขา ตอนแรกที่บอกเมื่อวานนึกถึงหน้าราม คือ 120 มั้ง แต่นี่ได้มา 60 บาท ก็แบบพวกรองเท้ามือ 2 มือ 3 แหละหรืออาจพัง มีคนโยนทิ่้งถังขยะแล้วคนขายไปคุ้ยหาเจอเลยเอามาขายก็ได้ แต่เราไม่ได้อะไร ใส่วิ่งหรือเดินได้ก็พอ เพราะเรามาอยู่ตรงนี้แค่ 1 เดือน ไม่เอากลับ


    นั่งคุยกับป้า ป. เขาก็บอกว่าเมื่อเช้าดูข่าวมีแต่เพิ่มไม่มีลด ตอนแรกเราคิดว่าพวกค่าน้ำ ค่าไฟเหรอ? แต่ป้าบอกคนป่วย Covid-19 เราก็เลยบอกทำไมไม่เสนอข่าวแง่ดีบ้างคือจำนวนคนที่หายจากโรคนี้ ป้า ป. ก็บอกมีคนตายเป็น 10 เราก็บอก 12 คน แต่คนหายเป็นหลักร้อยประมาณ 300 - 400 คน ข่าวไม่นำเสนอแบบเน้นๆ บ้าง ป้าแกก็บอกอีกที่ดาราฮอลลีวูดเป็น เราก็บอกว่าใช่ ป้าแกก็เล่าอีกว่า เมื่อวานมีคนไปตรวจนั่นนี่ วันต่อมาเจอ แบบไม่แสดงอาการ...เราฟังๆ ก็คืออาจมาจากข่าวที่แกดูตอนเช้าๆ แหละมั้ง

    ป้า ป. แกก็นั่งดูคลิปในมือถือไป บางช่วงก็ให้เราดูคลิปด้วยอย่างในตลาดหนึ่งมีเสียงตามสายคือแจ้งเตือนให้ท้้งคนขายและคนซื้อใส่หน้ากากด้วย SAVE ตัวเอง 

    ป้าแกก็มีบ่นๆ อยากให้มีเจลขวดใหญ่สำหรับล้างมือ แต่มันไม่มีไง และพวกเราคงไม่มีเงินซื้อ แต่เราก็มีเจลหลอดเล็กๆ ของเราแหละ แม้ไม่ค่อยได้ใช้

    พี่ น. ก็เข้ามาเล่าเรื่องของเขา เพราะเมื่อคืนวันที่ 1 เมษายนมีเคอร์ฟิว ตำรวจมาไล่ตามเวลา พี่ น. ก็เล่าแบบตะโกนบอก "จับก็จับ จะอดตายแล้วโว้ย" คือติดคุกก็ติดไม่ต้องขายของ...เราก็บอกติดคุกยังมีข้าวกินฟรีนะพี่ 

    เราก็ออกไปส่องๆ รอบๆ โฮสเทล ดูพวกคนที่มานั่งขายของๆ รอบๆ บริเวณโฮสเทล


    พี่ น. บอกว่าเพื่อนเขาขายไข่เจียว 20 บาท ไข่ 2 ฟอง คือก็ถูกดีเพราะอย่างที่อื่น 30 - 40 บาท..30 บาทไม่มีหมูสับแต่ 40 บาทมี แต่ร้านนี้มีหมูสับ ผัก ไส้กรอกอะไรด้วย พี่เขาบอกว่าคนขายคนนี้เพิ่งมาขาย แต่ก่อนขายแบบรถเข็นที่สนามหลวงมั้ง แต่ตอนนี้ขายไม่ได้ คือจำไม่ได้ เลยไม่แน่ใจระหว่างโดนไล่ไม่ให้ขายมั้ย แต่พี่เขาบอกร้านนี้โดนร้านอื่นอิจฉา ขายถูก และใช้ข้าวหอมมะลิ เหมือนไปแย่งลูกค้าร้านอื่น เราก็บอกแล้วแต่การตั้งราคา แบบถูกขายได้เยอะ แพงขายไม่ได้ แต่จุดนี้ไม่ได้ใช้ได้กับของขายทุกอย่าง แต่ข้าวไข่เจียว คนซื้อก็ต้องการแค่ไข่ ราคานี้ได้ไข่ 2 ฟองก็ดีแล้วแถมมีใส่เครื่องนู้นนี่ได้อีก คุ้มกว่า


    เดินตามพี่นอมไปร้านเพื่อนเขาก็อยู่ไม่ไกลก็มีโต๊ะเล็กๆ วางของและกระทะ ก็มีให้เลือกเครื่องใส่ไข่เจียว อย่างหมูสับ, แครอท, หัวหอม, ไส้กรอก, แหนม และกระเทียม คนขายก็บอกข้าวหอมมีแต่แบบราคาถูก เราก็ถามลูกค้าเยอะมั้ย คนขายก็บอก ขายกันเอง แบบคนรู้จักพาลูกค้ามา ส่วนการทอดไข่คือ คนขายบอกให้พี่ น. ทำได้เลย พี่ น. ก็ทำ เราก็ยืนมองๆ ใส่แค่หมูสับเพราะเราไม่กินผัก ความจริงมีกล่องนึงเป็นไส้กรอก แต่คนขายดันบอกแครอท มันส้มๆ เหมือนกัน มองไม่ชัด ไม่ได้เปิดกล่องดู เพราะไส้กรอก เราก็ทานได้

    ซื้อข้าวไข่เจียวมา เราก็เอาไปนั่งทานตรงโซฟาคุยกับพวกป้าเขา เพราะเราใช้พัดลมใหญ่ตัวเดียวกัน จะได้เป่าไปทางเดียวได้ลมทั้ง 3 คน ไม่ได้เปิดแอร์ตอนนั้นตามนโยบายป้า ป. คือประหยัด เปิด 3 - 4 ชั่วโมงต่อวันพอ คุยเรื่อยๆ ไม่นาน พวกป้า ป. กับพี่ น. ออกไปประกันสังคมเรื่องการเลิกจ้าง พี่ น. ลังเลเอาบัตรประชาชนไปดีมั้ย ป้า ป. ถามเราไปราชการควรเอาไปมั้ย เราก็บอกเอาไปด้วยก็ดี 

    ความจริงก่อนหน้าจะไปซื้อไข่เจียว มีฝรั่ง 2 คนมายืนลังเลอยู่หน้าโฮสเทล ก็คงหาที่พักแต่แถวนี้คงปิดหมด แต่เขาก็เข้ามาถามเราอ่ะนะว่าค่าห้องเท่าไหร่ เราก็ลังเลอึกอักเพราะโฮสเทลปิดแล้วไง ก็เลยถามพวกพี่แม่บ้านว่าเอาไงดีจะเปิดห้องรับแขกมั้ยเพราะข้างบน เตียงเรายกขึ้นหมดแล้ว ฝรั่งก็บอกเขาต้องการอยู่ถึงแค่บ่าย 2 ของวันนี้ ตอนนั้นก็แปดโมงกว่าแล้ว เมื่อปรึกษาพวกพี่แม่บ้านแล้วก็เลยบอกราคาโปรโมชั่นก่อนที่โฮสเทลจะปิดไป เขาก็ขอลด เราก็หันไปถามพี่แม่บ้านว่าเท่านี้ได้มั้ย พี่แม่บ้านก็บอกเท่านี้แหละ เราก็บอกฝรั่งไป เขา 2 คนแบบคงเป็นแฟนกันก็เหมือนคุยๆ กัน เราก็ยืนมองไกลๆ แล้วหันไปบอกพี่แม่บ้านว่าเขาคงไม่เอาอ่ะ อาจแพง เพราะแค่ถึงบ่าย 2 โมง ราคานี้ สุดท้ายฝรั่งก็ไป เราก็ลังเลหรือว่าแพงไปแต่ลดได้เท่านี้จริงๆ อ่ะ พี่แม่บ้านก็บอกไม่เป็นไรเพราะเตียงมันยกขึ้นหมดแล้วไงทุกห้อง ยกเว้นห้องที่เรากับแม่บ้านอยู่ ถ้ามีแขกเข้าต้องไปเอาเตียงลงและปูเตียงใหม่ คือแม่บ้านต้องไปทำ และพอแขกออก ก็ต้องไปทำความสะอาดอีก อีกอย่าง โฮสเทลปิด ไม่มีลูกค้า แล้วจ้างคนมาเฝ้า แต่ค่าไฟ + ค่าน้ำก็มี แต่สุดท้ายฝรั่งก็กลับมาแล้วออกไปตอนเกือบบ่าย 2 โมง พี่ น. มาเล่าทีหลังว่าเจอฝรั่งคู่นี้เดินไปมาแต่เช้าแล้วแบบหาที่พัก แต่คงหาไม่ได้เพราะปิดกันหมด

    ตอนเที่ยงๆ ป้า ป. ก็เอาปลาทูมาให้ดู บอกแต่ก่อน 15 บาท แต่ตอนนี้ 25 บาท แต่เอาไปอุ่นไว้ก่อน เพราะจำที่เราพูดเมื่อวานได้ ที่เคยอ่านข่าวเจอพวกปลาทอดที่ทอดแล้ววางขายตามรถเข็น แล้วมีแมลงวันวางไข่ เจอหนอนอะไร เราเลยไม่ซื้ออะไรแบบนี้ทาน ถ้าพวกปลาทอดก็ซื้อในห้าง ทอดแล้วก็มีพลาสติกหุ้มอีกชั้น

    ตอนประมาณ 10 โมง ป้า ป. ก็เอาชามใส่องุ่นมาให้ทาน ความจริงเราไม่ชอบไรที่มีเมล็ดด้านใน แต่เขาชวนทาน เราก็ทาน ตอนทานๆ กัน 3 คน ป้าที่ขายลอตตารี่ก็มาเก็บเงินพี่แม่บ้านคนนึง ตอนพี่เขาไปหยิบเงินให้ เขาก็นั่งรอ ป้า ป. ก็บอกให้เขานั่งไกลๆ เขาก็บอกมีหน้ากากแล้วออกไปหยิบมา ป้า ป. ก็พูดไล่หลังแบบให้รออยู่ข้างนอกก็ได้แบบกลัว Covid-19 เราก็กินองุ่นไปเรื่อยๆ พี่ น. ก็เอาเงินมาให้ แต่ป้าลอตตารี่ก็ยังไม่ยอมไป พี่ น. ก็เดินหายไป ป้าลอตตารี่ก็คุย อย่าง 39 เนี่ย ตอนนี้ปิดไม่มีคนเฝ้า แล้วถามว่าเราปิดหรือยัง ป้า ป. บอกว่าปิดแล้ว แล้วเดินหายไป เราก็ไม่ได้คิดไรตอนนั้นก็นั่งกินองุ่นต่อ ป้าลอตตารี่ก็ถามว่าปิดยัง เราก็บอกปิดแล้ว แล้วเขาก็ถามว่ามีแขกมั้ย แบบฝรั่ง เราก็บอกไม่มี คือตอนคุย เราก็มองเขาบ้าง หลายทีเราว่าเขามองเราแปลกๆ สายตาที่เราไม่ชอบไงไม่รู้ เขาก็ยังถามย้ำเรื่องแขกฝรั่ง เราก็บอกปิดแล้ว ไม่มี เขาก็ถามเงินเดือนเราแบบได้เท่าเดิมมั้ย เราก็บอกลด ตอนนั้นป้า ป. เดินผ่านจากห้องรีดผ้าไปห้องล้างจาน พี่ น. ก็มองๆ เราเลยกล่าวเพิ่มว่าเราแค่ชั่วคราว ก่อนไปป้าลอตตารี่ก็ขอเข้าห้องน้ำ เราก็บอกได้แต่หันมองพี่ น. ... พี่ น. ก็พูดแบบเข้าได้ เขาก็เลยเดินไปเข้า ป้าป๊อกก็พูดตรงๆ ตอนเขาไปห้องน้ำว่ากลัว Covid-19 เราเลยไม่สูดหายใจตอนเดินผ่านเขาตอนเขาเดินออกจากห้องน้ำ

    ตอนป้าลอตตารี่เขาไปแล้ว ป้า ป. ก็บอกว่า เหม็นสาบ แบบโทรมลง เราก็เลยบอกขายลอตตารี่ไม่ได้มั้ง ป้าก็บอกกลัว Covid-19 เพราะไปนู้นไปนี่มาหลายที่ เราก็บอกที่ตรงนี้หน้าต่าง ประตูปิดหมด คงติดเชื้อกันทั้ง 3 คน พี่ น. เลยเดินไปเปิดประตูด้านหน้า ป้า ป. ก็เดินไปเปิดหน้าต่าง แบบเอาแดด ไอร้อนฆ่าเชื้อ เราก็บอกห้องน้ำอีก แบบไม่มีสเปรย์ฉีดฆ่าเชื้อ ป้า ป. ก็ไปหยิบสเปรย์ดับกลิ่นมาให้เราอ่านคุณสมบัติ เราก็พยายามอ่านๆ แต่ไม่มีว่าฆ่าเชื้อ พี่ น. ก็บอกใช้สเปรย์แบบยามฆ่าแมลง เราก็บอกคนเข้าต่อก็ตายหมด แต่สุดท้าย ป้า ป. ก็บอกเอายาฆ่าแมลงฉีดมั้ง คือไม่แน่ใจแต่ป้าแกเดินไปทางห้องน้ำ

    หลังป้า ป. กลับมา ก็พูดว่า ตอนป้าลุกหนี แต่เรานั่งคุยต่อเพราะเรากลัวเดี๋ยวไม่มีคนนั่งคุยกับเขา แบบเป็ยมรรยาท กลายเป็นพวกป้าเขาลุกหนีกันหมด เราคุยไป กินองุ่นไป ก็แค่ตอบคำถามที่เขาถาม  ป้า ป. บอกได้กลิ่นสาปเหมือนคนไม่ได้อาบน้ำ กลัว Covid-19 แบบแกอายุมากแล้ว คือพี่ น. หนีไปคนแรก เราก็แบบเราไม่รู้ เลยนั่งคุยอยู่คนเดียว ป้า ป. บอกเหม็นสาบแบบถ้าคนใต้คือ เหม็นสาบแบบผัวมันเอาได้ไง

    เราก็จะออกไปซื้อผงซักฟอก ป้า ป. ก็ให้กะละมังมา เราก็ถามป้าว่ามีแปรงซักผ้าให้ยืมมั้ย ป้าบอกเขาใช้มือขยี้ เราเลยงั้นใช้มือขยี้ แล้วออกไปซื้อผงซักฟอกพอ ตอนแรกก็คิดแพงมั้ย ไม่ได้ซื้อผงซักฟอกมานานแล้วจำราคาไม่ได้ แต่ราคาก็ประมาณ 10 - 12 บาท ก็ดูปริมาณกี่กรัมด้วย ซื้อแบบน่าถูกสุด 120 กรัม 10 บาท ก่อนไป 7/11 ป้า ป. ก็ซื้อมาม่ามา 2 ซอง บอกเรามาซื้อ 2 ซอง 10 บาท เราก็เลยบอกจะไปซื้อบ้าง


    เมื่อคืนก่อน ป้า ป. พูดเรื่องไฟห้อง 406 เปิดเอง แอร์เปิดเอง เราเลยกลัว เลยซื้อน้ำแดงไปไหว้ขอองค์พระพิฆเนศและขอเจ้าที่เจ้าทางเพื่อขออนุญาตนอนที่นี่ 1 เดือน ถ้าทำอะไรไม่ถูกแบบไม่ตั้งใจก็ขอโทษ


    ตอนเที่ยงๆ เราไม่รู้ทำไรก็นังหลับที่โซฟา แต่ร้อนมาก ตื่นมาก็ร้อน หงุดหงิด เลยเดินไปเปิดแอร์เอง ป้าป๊อกก็พูดแบบแอร์ไม่เย็น อากาศร้อน พัดลมที่เป่าตัวแกตอนกินข้าวในห้องรีดผ้าก็เอาไม่อยู่ คือตอนนั้นหงุดหงิด เราเลยไม่รู้ว่าแกพูดจริงหรือแกล้งพูด เพราะตอนสายๆ ที่ปิดแอร์ เหมือนป้า ป. บอกพี่ น. ปิดเอง...หลังอารมณ์เย็นเพราะแอร์ก็นั่งคุยกันเรื่อยๆ...พี่ น. ก็พูดลอยๆ แบบเงียบ เงียบจริงๆ ประยุทธเอ๊ย คือประโยคนี้ก็เคยได้ยิน แบบใน FB ก็มีคนโพสต์ป้ายหาเสียง เลือกความสงบจบที่ลุงตู่ คือตอนนี้สงบจริง รถก็น้อย ค้าขายก็เงียบ...ป้าป๊อกบอกว่าคนเมื่อวานที่ขายพระที่บอกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง เป็นคนที่ไว้ใจได้มีไรก็ช่วยคนนั้นคนนี้แบบกวาด พี่ น. ก็รู้จัก ให้มานอนด้านหน้าโฮสเทลได้ คนข้างบ้านก็ดี แบบรู้ไรเยอะ รู้นั่นนี่กว่าพวกป้าอีก เจ้าของแต่ก่อนมาก็ไปคุยกับข้างบ้านก่อน ไม่ได้เข้าโฮสเทลก่อน แต่ตอนนี้ตัวใครตัวมัน กลัวติดโรคกัน เราก็ขำ

    ป้า ป. ก็พูดถึงเรื่องผี แบบเมื่อคืนเรานอนหลับมั้ย เราบอกเพราะคิดถึงเรื่อง 406 เลยนอนกลัวขึ้นมา คือไม่ใช่ครั้งแรกมานอนค้าง ตอนนั้นมีงานขึ้นครองราชย์ พี่บางคนลาเพราะมาไม่ได้ ปิดหมด เราเลยมาทำแทนและค้าง แต่นอนสบาย เพราะไม่มีเรื่องผีวนเวียนในหัว ป้าแก็บอกเมื่อเช้าก็ลืมเรื่องนี้ เพราะเมื่อเช้าไปตากผ้า แล้วเดินเปิดห้องต่างๆ เพื่อให้แดดส่องเข้ามาฆ่าเชื้อ เราไม่มีสเปรย์ตอนนี้ไว้ฉีดฆ่าเชื้อ เราก็บอกพวกป้าว่าที่บอกไฟเปิด แอร์เปิด ทั้งที่ห้องปิดมานานแล้วเพราะโฮสเทลจะปิด ไม่มีแขกพัก ก็เลยไล่ปิดห้องจากชั้น 6 ลงมาเรื่อยๆ ตอนปิดมีใครลืมปิดไฟ ปิดแอร์มั้ย แต่มาคิดอีกที คีย์การ์ดไม่ได้ต่อวัน ไฟก็ไม่น่าเข้า ป้า 2 คนก็เงียบๆ ตอนเราพูด คือเราอาจดูโง่ๆ ตอนนั้นมึนๆ ป้า ป. ก็บอกเดี๋ยวดูใหม่ตอนขึ้นไปทำความสะอาดด้านบน แต่ตอนหลังคุยคือไฟรั่ว

    ป้า ป. ก็เล่าเรื่องผีต่อ แบบเจอมาตั้งแต่วันแรกที่เจอ เราก็สนใจเรื่องผีอ่ะ แต่กลัว ป้าแกก็เล่าแบบตี 3 - 4 เหมือนมีอะไรมาปลุก นอนหลับๆ ตื่นๆ แต่ที่นี่ไม่มีอะไร แต่แกไปที่อื่นก็เจอ เราก็บอกคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรแล้วแหละ ถ้าเจอไปทั่วแบบนี้ ป้า ป. ก็บอกคงมีอะไรเข้ามาไม่ได้อาจเพราะศาลเจ้าดังแถวนี้ เราก็ว่าอาจเพราะองค์พระพิฆเนศด้วยก็ได้ ป้า ป. ก็เล่าต่อห้องแกก็มีแบบเรียกชื่อแก เราฟังแกก็ไม่แน่ใจว่าอาจเป็นโรคคนแก่ก็ได้

    ป้า ป. เขาเล่าให้ฟังว่าแกอยากเป็นเชฟทําอาหาร คือได้เรียนคงดี เราก็บอกทำอาหารไม่ต้องจบสูงก็ได้มั้ง แบบแค่ทำอาหารเป็นก็ได้ แต่ก็แว่บนึกถึงเชฟที่จบเมืองนอก มหาลัยอ่ะแหละ ป้าแกก็บอกเรื่องภาษาอังกฤษแบบแขกสั่งเป็นภาษาอังกฤษ ตอนนั้นเราคิดในใจ เราจบปริญญา ยังโง่ภาษาอังกฤษ...ป้าแกเล่าว่าแต่ก่อนทำงานภูเก็ต ก็คิดว่าทำอีกปีคงได้ใส่ชุดขาวแบบเชฟ แต่ลูกค้าไม่มี เวลาทำอาหารก็ต้องให้คนรับออเดอร์บอกเพราะเป็นภาษาอังกฤษแต่แกทำอาหารได้หลายอย่าง อาหารฝรั่งทำง่าย แต่แกก็มีปัญหากับเจ้าของ แบบห้ามคุยแบบสนิทสนมกับลูกค้า ป้าแกก็บอกควรคุยได้แม้พูดได้พูดไม่ได้ หรือครั้งหนึ่งเอาแฮมชิ้นใหญ่มาสไลด์ เจ้าของก็บอกเยอะไปมั้ย ป้าแกไม่ไหวเลยขอเป็นพนักงานทำความสะอาดแทน ไปหางานใหม่ก็หาแบบพวกงานทำความสะอาด มานึกดู เหมือนตอนนั้นเราพูดแบบ บางคนโชคดีเกิดมามีเงิน บางคนเกิดมาจน ตอนนี้ก็ยังจน คือพูดถึงตัวเองอ่ะนะไม่ใช่ป้า โอกาส จังหวะชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน ป้าก็บอกว่าใช่ ป้าแกก็เล่าเรื่องชีวิตที่นู้นแบบไปตั้งวงกันและมีคนดูต้นทาง เรื่องสนุกก็อย่างขับรถขึ้นเขา

    ป้า ป. ก็เล่าชีวิตตัวเองให้ฟังสมัยเด็ก แบบพ่อตายตอน 5 ขวบ มีพี่น้อง 5 คนแต่พี่สาวคนโตตายตั้งแต่เด็ก แกไม่ได้เรียนหนังสือ รับจ้างหาบน้ำรอบละ 1 บาท 4 รอบ...แกเล่าเรื่องอยากเจอเปรตตอนเด็ก เราก็พูดแบบอยากรู้อยากลอง เพื่อนแกก็ชวนไปวัด อยู่จนเย็น หลวงพ่อก็บอก...กลับไปสู...ตอนกลับเดินผ่านดงไผ่ มีกองทรายเหมือนถูกปามาโดนหัว เราก็ถามแบบมีลมพัดมั้ย แกก็บอกไม่มี แกเล่าว่าตอนนั้นวิ่งกันกระเจิง...แกก็เล่าต่อว่า...ครั้งนึงไปรับจ้างกับแม่ได้ 12 บาท ตอนเดินกลับเจอไฟกลมๆ เหมือนดวงจันทร์ลอยๆ ผ่านต้นไม้ เราก็บอกกระสือ?...ป้าแกก็เล่าต่อว่าเคยเป็นลม ตื่นมา แม่ของป้าบอกว่าป้าตายไป 30 นาที ต้องให้เจ้าของที่เป่ากระหม่อม แม่แกตกใจร้องไห้ตอนนั้น..ป้าแกก็ถามเราเคยโดนผีอำมั้ย แกเคยโดนแบบไม่มีแรง  เราก็บอกคือขยับไม่ได้?...แต่ป้าแกฝืนลุกขึ้น...แล้วแกก็เล่าเคยกินกาแฟเบอร์ดี้กับยาคลายเส้นแล้วล้มลงไปเลย คนต้องเอาส่งโรงพยาบาล แกก็เตือนเราอย่ากิน เราก็นึกถึงคลิปที่เอาน้ำอัดลมกับเมนทอสมั้ง แล้วระเบิด

    ป้า ป. ก็ถามว่าเราไปวิ่งเนี่ยจะลดน้ำหนักหรือไร เพราะเหมือนพี่ น. ถามเราเรื่องกินข้าว แบบร้านไข่เจียวเพื่อนเขาเปิดถึงเย็น เราก็ถามถึงหกโมงกว่ามั้ย เราจะกลับมาซื้อหลังเดิน - วิ่งเสร็จ พี่ น. ก็บอกยังเปิดอยู่...เราก็บอกไปวิ่งแก้เบื่อ..พี่ น. ก็ขำนิดนึง...ป้า ป. ก็บอกแถวตรงนั้นมีเต้นๆ แบบแอโรบิคมั้งแต่เราไม่ชอบเต้นๆ เราบอกตอนเย็นวิ่งแถววัดพระแก้วคือสวย..ป้าแกก็บอกตอนนี้ใครจะวิ่ง เขาอยู่บ้านกันกลัว Covid - 19 เพราะเราบอกตอนเดินไปเมื่อวาน คนน้อย อาจเพราะคนอยู่บ้าน

    เรานั่งอ่านโพสต์ใน FB ไปเรื่อยๆ เจอข่าวอาจมีเคอร์ฟิว 4 ทุ่ม - ตี 4 แต่ต้องรอยืนยันตอนนายกประกาศก็เลยบอกพี่ น. .....ป้า ป. ก็เหมือนได้ข่าวนี้จากทางไลน์ เรามองพี่ น. เห็นเหมือนน้ำตาคลอๆ แต่อาจฝุ่นเข้าตาหรือไรทำให้ตาระคายเคือง หรือเราอาจมองผิดไปก็ได้ พี่ น. แกเล่าให้ฟังว่าได้ยินคนแถวศาลเจ้าดังๆ ใกล้ๆ ตรงนี้พูดว่า "ประยุทธผอม น่าสงสาร" เราก็บอกสงสัยพวกคนรวย คืออย่างเรานี่สงสารตัวเองเถอะ เขาเงินเดือนกี่แสน...ป้า ป. ก็บอกพวกครอบครัวเจ้าของเชียร์ประยุทธ เคยส่งคลิปคนด่าไปให้ แต่โดนส่งคลิปเบื้องหลังการทำงานอย่างเหนื่อยยากของรัฐบาลกลับมา เราก็บอกพวกคนรวยแหละ เขาไม่ได้มาลำบากไรแบบเรา คือชื่นชอบใครไม่ผิดหรอก และที่เราพูดแบบนั้นก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เพราะพี่และคุณป้าเขาก็ดีกับเรา แต่ครอบครัวเขามีคนนึงมีความเห็นตรงข้ามแต่ไปอยู่สวน เราก็บอกไปอยู่สวน คือสงบ พี่ น. ก็ขำคำว่า สงบ...อาจนึกถึงบิ๊กตู่อยู่....สงบจริงๆ ตอนนี้

    ป้า ป. ก็บอกให้พี่ น. แบบถ้าเคอร์ฟิวก็มาค้างที่โฮสเทลได้ เห็นแอบเหล่เรา เราก็ไม่ได้ไร เพราะเคยถามหลายครั้งหลังขายของเสร็จทำไมไม่ค้างที่นี่ พี่เขาบอกนอนที่นี่ไม่ค่อยหลับ

    ตอนบ่าย 3 กว่า...พวกป้าแกก็ขึ้นไปทำความสะอาดข้างบน ปิดแอร์ เราก็นั่งเฝ้าด้านล่างไป..ตอนพวกป้าขึ้นไปไม่นาน มีโทรศัพท์เข้ามา เรารีบวิ่งไปรับ แต่พอรับกลับวางสาย คือแอบคิดพี่เจ้าของโทรมามั้ย แบบส่องทางกล้องวงจรปิดแล้วไม่เห็นเราเลยลองโทรมาเช็คว่าเราอยู่มั้ย พอเราวิ่งเข้ามารับโทรศัพท์ก็คือเข้ามาให้เห็นในกล้องวงจรปิดเลยวาง คือคิดไปเองอ่ะนะ เพราะหลังจากนั้นไม่มีคนโทรเข้ามาอีก

    ตอนพวกป้าลงมาก็พูดเรื่องไปทำความสะอาดบ้านเจ้าของ ต้องนั่งรถเมล์ไป ต่อสองแถว และป้า ป. อาจกลับบ้านเสาร์ - อาทิตย์ แล้วเราก็อยู่คนเดียวไป ล็อคประตู เราก็ถามว่ากลับมาประมาณกี่โมง บางทีเราอาจออกไปข้างนอก พี่ น. ก็บอกออกทางหลังบ้านแล้วล็อคประตูหน้าไว้ก็ได้

    ป้า ป. ก็เล่าเรื่องราวเก่าๆ อย่างคนที่เพิ่งเอาจดหมายมาฝากเราให้เจ้าของคือร้าย แบบต่อหน้าพูดอย่าง ลับหลังทำอย่าง ไปบอกเจ้านายอีกอย่าง แบบประจบเก่ง แต่ตอนนั้นป้า ป. เพิ่งมา เจ้าของให้มาช่วยดู มาถึงก็วางท่าแบบตรงนี้เสร็จยัง ตรงนั้นเสร็จยัง และเอาคนตัวเองมาทำ ซึ่งทำไรไม่เป็น แต่ได้เงินเท่ากัน ตอนนั้นป้า ป. กับพี่ ป. ทำกัน 2 คน คนนี้ก็เอาหน้าเอาผลงานว่าตัวเองทำ วันๆ ชอบออกไปข้างนอก จนวันนึงโป๊ะแตก เจ้าของมาแต่ไม่เจอ ป้า ป. เลยใส่ว่าคนนั้นเป็นอย่างไร....ต่อมามีให้สลับวันกันทำ วันนึงมีแขกออก 5 ห้อง ป้า ป. ก็ให้เจ้าของดูว่าไม่ได้เปลี่ยนป้าปูที่นอนแค่รีดผ้าเก่าให้เรียบ เจ้าของก็มองหน้าแต่ยังไม่พูดไร ตอนตอนป้าแกพูด เราก็บอก..คืออยู่เป็น...หลายคนชีวิตไม่ต้องทำไรมากแค่อยู่เป็นก็พอ เห็นมาเยอะเหมือนกัน แต่ส่วนเรานี่คงทำไรไม่ได้เรื่องแถมอยู่ไม่เป็นมั้ง

    เราก็พูดถึง TAXI ที่แต่ก่อนหลายคันไม่รับคนไทย เน้นคนต่างชาติ ตอนนี้ไม่มีต่างชาติแล้ว ป้า ป. ก็บอกสมน้ำหน้า แต่ข่าววันนั้นคือ  TAXI เป็น 1 ใน 4 อาชีพได้เงิน 5,000 บาท 3 เดือนแน่นอนอ่ะนะ

    ป้า ป. ก็ส่งไลน์ต่อแบบเคอร์ฟิว แต่เราก็บอกไม่แน่หรอก แต่แม้ % เป็นไปไได้สูง คือเห็นใจพี่ น. อ่ะ เพราะต้องขายของตอนกลางคืน เจอเคอร์ฟิว 4 ทุ่ม - ตี 4 ก็ต้องมีเวลาขายน้อยลง

    เรานั่งดูโพสต์เรื่อยๆ ดูเว็บไปเรื่อยๆ เจอปิดสวนสาธารณะ เช็ครายชื่อคือเจอ "สวนสราญรมย์" เราก็บอกพี่ น. ว่าเพิ่งซื้อรองเท้ากีฬามา วันนี้ดันปิด แต่เราก็จะไปเดินๆ ดูก่อนเพราะซื้อมาแล้ว


    การออกไปเดิน - วิ่ง คือไวรัสอาจน่ากังวล แต่ก็อยากวิ่งแก้เครียด...ตอนเกือบ 5 โมงเย็น เราก็ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเตรียมไปวิ่ง หอบกะละมังขึ้นไปเพื่อแช่ผ้าด้วย


    ช่วงเกือบ 5 โมงครึ่งก็ลองเดินออกไปดูว่ามีคนมาเดินออกกำลังกายมั้ย เพราะวันแรกที่ไปก็เห็นอยู่บ้าง ใส่หน้ากากอนามัยพร้อมก็ออกเดินทาง...ระหว่างทางก็มีคนมาเดินออกกำลังกายบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง คนมาด้วยกันก็อาจใกล้กันบ้าง แต่เราไปคนเดียวก็เดิน - วิ่งคนเดียว



    เราก็เดินไปเรื่อยๆ มีเริ่มวิ่งตอนเลียบสวนสราญรมย์ คือเลยสวนสราญรมย์ไปด้านหลัง เราไม่เคยมา ก็เลยกะสำรวจไปเรื่อยๆ ระหว่างทางที่เดิน  - วิ่ง...เจอสะพานนี้ก็เลยเข้าไปอ่านข้อมูลแล้วเดินข้ามไป...อีกเหตุผลคือเราสนใจตึกสีเหลืองแบบโบราณตรงข้าม ดูสวยดีอยากเดินไปดูใกล้ๆ



    เดินต่อไปจะผ่านสุสานหลวงวัดราชบพิธ


    เดินไปตามทางเรื่อยๆ


    ตอนแรกก็จะเดินไปตามทางไม่ข้ามกลับไป แต่มองไปเห็นรูปปั้นหมู เลยงงว่าทำไม "หมู" ถึงมีรูปปั้น เลยสนใจอยากรู้เลยเดินข้ามสะพานกลับไป


    เดินข้ามสะพานก็เจอป้ายวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม คือเคยได้ยินชื่อแต่เพิ่งรู้ว่าอยู่ตรงนี้


    เดินมาดูถึงรู้ว่าที่นี่คือ สะพานปีกุน


    ส่วนรูปปั้นหมูที่เราเห็นคืออนุสาวรีย์หมู


    เดินไปเรื่อยๆ หันไปเจอตึกสวยๆ ฝั่งตรงข้าม คือ กระทรวงมหาดไทย


    เดินไปถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้ายที่จะนำเราเดินย้อนไปแถวถนนเลียบวัดพระแก้ว ก็วิ่งเหยาะๆ ไป เจอคนมาปั่นจักรยาน 3 คน ก็คือยังมีคนมาเดิน มาวิ่งและออกกำลังกายอยู่ แม้ไม่เยอะ คือปกติแถวนี้คนเยอะเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว


    เดินไปทางเลียบวัดพระแก้วจนถึง 4 แยกที่เมื่อกี้เราเลี้ยวเลียบสวนสราญรมย์ แต่รอบนี้เราเดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านวัดโพธิ์ เจออาคารสูงๆ สีขาวเหมือนหอนาฬิกา แต่ไม่เจอป้ายบอกว่าคืออาคารอะไร


    เดินต่อไปก็เจออาคารสูงสีแดง แต่อาคารนี้มีป้ายบอกคือ หอกลอง


    เดินตรงต่อไปก็เจอสิ่งที่น่าสนใจ คือการ์ตูนผู้หญิงใส่หน้ากากอนามัย


    MRT สนามไชย


    คูเมืองเดิม ไม่แน่ใจว่าตรงนี้คือปากคลองตลาดหรือเปล่า แต่อาจไม่ใช่ก็ได้


    สาย 60 มีมาถึงปากคลองตลาด แต่เพิ่งเห็นว่ามาจอดตรงนี้ปลายสาย


    ตอนแรกลังเลจะไปทางไหนต่อ แต่มองไปด้านซ้ายเหมือนวกไปแถววัดโพธิ์มั้ย? ไม่แน่ใจ แต่ฝั่งขวาเหมือนเป็นตลาดไม่ควรไป เราเลยตรงไป ก็มีคนตรงนั้นบอกเราว่าปิด 1 เดือน...เราก็ถามว่าผ่านไปได้มั้ย..เขาบอกว่าได้และพูดลอยๆ นึกว่าเราไปสวนสราญรมย์

    เดินผ่านศาลเทพารักษ์เจ้าพ่อหอกลอง


    สวนสราญรมย์...คือเดินไปมาเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ตรงไหนทะลุตรงไหนบ้างเพราะบางที่ได้เดินมาครั้งแรก


    เดินย้อนมาทางเดิมที่เมื่อกี้เดินผ่านมา..ผ่านสุสานหลวงวัดราชบพิธ...สะพานปีกุน


    เดินกลับโฮสเทลไปตามทางตอนนั้น 6 โมงครึ่ง


    ตามที่บอกพี่ น. คือแวะร้านไข่เจียวเพื่อนพี่ น. ก่อน 20 บาท พี่ น. เจียวให้เลยได้หมูสับเยอะ คือต้องขอบคุณพี่เขาด้วยจริงๆ 


    พี่ น. ชี้ให้เราดูด้วยว่าซื้อรองเท้ากีฬา 60 บาทมาจากร้านไหนก็คือร้านตรงข้าม แบกะดิน..ส่วนน้องอูฐนี้วางอยู่ใกล้ๆ ร้านไข่เจียว


    ตอนแรกพี่ น. ทอดไข่ แล้วให้เราทำเอง แต่เราอยากถ่ายภาพไข่เจียว เลยทำตะหลิวหลุดมือลงพื้น พี่ น. เลยเอาไปเช็คๆ ให้ เราก็บอกโดนความร้อนก็ฆ่าเชื้อเอง พี่ น. ก็มาทำต่อ 20 บาท


    เดินกลับใสโฮสเทล เจอป้า ป. อยู่ก็เลยไปนั่งคุยไป หม่ำไปตรงโซฟา


    ป้า ป. พูดถึง TV แบบเปิดไม่ได้ เราก็บอกให้ป้าลองดู ป้าก็ลองเปิดดู ก็ขึ้นแบบเส้นๆ ดูไม่ได้ พอจะปิดก็ปิดไม่ได้ เราก็ขึ้นไปปิด ปกติกดปุ่มหลัง TV ก็ปิดได้แต่อันนี้ปิดไม่ได้ แต่พี่ ป. ซึ่งออกไปแล้วเคยเปิดได้


    เราบอกต้องใช้รีโมท ก็ถามป้า ป. ว่ารีโมทบนห้องพักแขกใช้ได้มั้ย คือเหมือนรีโมทแอร์ที่เคาน์เตอร์ใช้ได้กับแอร์ที่ห้องพักแขก เราลองไปค้นลิ้นชักหารีโมท ก็เจอหลายอันแต่ไม่มีถ่าน ป้า ป. เลยไปเอารีโมทจาก 201 ลองเปิดดู ปรากฏว่าได้ แต่เปลี่ยนช่องไม่มีสัญญาณ เราก็บอกลองเปลี่ยนช่องดูอีก คือก็ได้ ป้า ป. ก็บอกต้องรอหน่อย คือตอนที่ TV ขึ้นเส้นๆ เราก็บอกห้อง 203 ก็เป็น แต่อาจเพราะเราไม่ได้ใช้นาน จำไม่ได้รีโมทไหนเปิด - ปิด หรือรีโมทไหนเปลี่ยนช่อง มี 2 รีโมท..ป้า ป. ก็บอกเดี๋ยวให้พี่ น. ดูให้พรุ่งนี้

    เราก็นั่งทานไข่เจียวดู TV กับป้า ป. ซึ่งป้า ป. ก็บอกอยู่คนเดียวก็ไม่น่าเบื่อ เราก็ทานไปเงยหน้าดูไป ก็เลยมาไอๆ ป้า ป. ก็มอง แอบคิดคือไข่มันแห้งแล้วเราต้องเงยหน้าดู เพราะโซฟาที่เรานั่งอยู่ใต้ TV เลยติดคอนิดนึง แต่ไม่ได้พูดไรออกไป ข่าวก็เสนอเกี่ยวกับ Covid-19


    พอเราทานข้าวไข่เจียวเสร็จ ป้า ป. ก็บอกจะขึ้นไปดู TV ในห้องให้ เราก็ขึ้นไปพร้อมกัน ตอนแรกก็ขึ้นเส้นๆ ป้าก็บอกคงต้องให้พี่ น. มาดูพรุ่งนี้ แต่ปรากฏป้าเขาแก้ไขได้ ก็ขอบคุณค่ะ


    ลงมาคุยกัน ดู TV อีกแป๊ป ก็ขึ้นนอน ป้าก็ล็อคประตู เอาโซ่พัน แล้วให้เราเอาสายพลาสติกพันรอบ 2 เราก็สังเกตมีลุงที่นั่งข้างนอกมองๆ เข้ามาคือมอง TV ที่เราดูกัน แต่เราก็ต้องปิดขึ้นนอนแหละ ความจริงป้า ป. ก็ถามว่าเราอยู่ต่อก็ล็อคด้วย แต่เราไม่อยู่คือบนห้องมี TV และเราจะอยู่ทำไม คือพี่ น. บอก ป้า ป. จะมาเอานาฬิกาไปซ่อม แต่คงติดขายของเลยไม่มา แต่เราก็ไม่อยากรอคนเดียวข้างล่างเพราะไม่มีไรทำ


    ขึ้นไปบนห้อง เราก็มีแอบส่องไปด้านนอก ตอนค่ำๆ คนก็ยังมีอยู่ แต่ดึกๆ คนก็หายไป เคอร์ฟิวแหละพยายามเขียน Blog แต่อัพรูปไม่ได้ก็ทำไรไม่ได้ หมอนข้างๆ ก็ไว้วางพระที่เอามา...นอนๆ รู้สึกปวดหน้าอก แอบคิดเป็น Covid-19 มั้ย หายใจไม่ค่อยออก เลยเอาสาบสิญจ์มาใส่ ก็อย่างที่หลายคนรู้ ไม่รู้ใครติดหรือไม่ติด แต่บางทีอาจเจ็บหน้าอกและตรงต้นแขน เพราะเรานอนคว่ำก็ได้ แบบพิมพ์นั่นนี่ ดูนั่นนี่จากคอมที่เราวางไว้บนเตียง


    ผ่านไปอีก 1 วัน คือมาถึงตอนจบของวันที่ 2 เมษายน....ต้องขอโทษทั้งป้า ป. และพี่ น. ถ้าเราเอาเรื่องไรมาเล่าๆ แบบบทสนทนา แต่ก็เหมือนบันทึกความจำกับสิ่งที่เราว่าน่าสนใจในช่วงชีวิตคน คือพวกป้าเขาคงไม่รู้ แต่เราอยากขอโทษที่เอาเรื่องเขากับบทสนทนาที่คุยกันมาพิมพ์ในนี้

    ตอนนี้เรามาอยู่โฮสเทล 3 วันแล้ว วันที่พิมพ์คือวันที่ 3 เมษายน เราคิดถึงเรื่องต่างๆ คนต่างๆ ที่เคยพบเจอแถวบ้านหรือที่อื่นๆ ในสังคมอันกว้างใหญ่....แต่ก็คิดถึงไป แต่เราไม่รู้ความคิด ความเข้าใจคนอื่น อาจไม่มีใครอยากดีหรืออยากยุ่งไรกับเราก็ได้ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่อื่นๆ.....คือในช่วงแย่ๆ เราก็อยากจดจำคนที่เคยเหมือนดีกับเราไว้ คนเราไม่รู้จะตายเมื่อใด เราก็พูดหลายรอบเจอทั้งคนที่ดีกับเรา เฉยๆ กับเราและไม่ดีกับเรา เราก็ทำเรื่องแย่ๆ มาเยอะ หรือเหมือนไม่สนใจหรืออะไร ก็มานึกๆ และเสียใจทีหลังแต่ทำไรไม่ได้ แต่ตอนนี้ที่แน่ๆ คือเราเครียดแหละ แต่อยู่ๆ ไป ยอมรับหลายอย่างเราพลาด ทั้งคิดพลาด ตัดสินใจพลาด คิดไม่ทัน โง่ ทำให้พลาดอะไรไปหรือชีวิตต้องเป็นแบบนี้ แต่อย่างน้อยตอนนี้ได้งานเฝ้าโฮสเทลชั่วคราว 1 เดือน ก็ดีกว่าไม่มีไรทำ เพราะใช้เงินซื้อไรกินทุกวันเพื่อดำรงชีวิต ก็ดีกว่าไม่มีรายได้เลย

    .............................................................................


    3 เมษายน 2563 

    ตั้งเวลาปลุกไว้เมื่อคืนแต่ตื่นเองได้ตามเวลา แต่ขี้เกียจลุก นอนแช่แป๊ปๆ ก็ต้องลุกมาเพราะไม่ได้นอนอยู่บ้าน เขาให้มาเฝ้าโฮสเทล 1 เดือน และวันนี้พวกป้าเขาต้องไปทำความสะอาดที่อื่น...ลุกมา อาบน้ำและซักผ้า เพื่อเอาขึ้นไปตากชั้น 6 คืออยากเอาไปตากก่อนพวกป้าเขาออกไป ยอมรับว่ากลัวผี ไม่อยากขึ้นไปคนเดียวแบบตอนไม่มีใครอยู่ในอาคารด้วย กลัว....ด้านนอกก็ค้าขายข้างทางเหมือนทุกวัน


    ซักผ้าปกติมี 2 กะละมังอาจจะดีกว่า แบบเปลี่ยนน้ำแช่น้ำ บีบผ้าจากกะละมังนี้ไปไว้อีกกะละมัง แต่นี่คือต้องวางผ้าบนพื้น แต่ก็พื้นห้องน้ำที่เราเพิ่งอาบน้ำแหละ ก็ดีกว่าไม่มีกะละมังซักผ้าเลย...ซักแล้วก็แบกกะละมังใบน้อยขึ้นไปชั้น 6 ระหว่างทางก็น่ากลัวนึกถึงเรื่องผีที่ป้า ป. เล่าที่เขาอยู่ชั้น 4 และ 5 และวันนี้ป้าแกไม่ขึ้นมาเปิดห้องรับแดด ก็เลยมืด..แบกไปถึงชั้น 6 ได้ก็โอเคแต่กลัวตอนลงอีก...ขึ้นไปก็เก็บห้องหมดแล้ว เตียงโดนยกขึ้นหมด..ก็เดินไปตากๆ...ก่อนขึ้นมา ป้า ป. ออกจากห้องพอดี ก็บอกเอาไม้หนีบหนีบด้วย เราก็โอเค แต่พอมาหนีบจริง หนีบไม่อยู่เพราะสายเชือกที่เอียง ที่ไม่เอียงคือตากผ้าปูที่นอนอยู่ ที่ไม่พอ ตากได้แค่กางเกง 2 ตัว ส่วนเสื้อ 3 ตัวออกมาราวด้านนอก 

    เดินลงมาอย่างหวาดหวั่นเพราะมืด แม้ไม่มาก แต่กลัวผี


    ตอนลงมาจะออกไป 7/11 หาของกินคือมาม่าแหละ ไม่มีเงิน ป้า ป. ก็บอกพี่ น .ขายของอยู่ ป้ารอพี่ น. ก่อนค่อยไป พอเราเดินออกไปด้านนอกก็มองหาพี่ น. อยู่ไหน เลยไม่ได้ดูพื้น เลยสะดุดล้มพื้นต่างระดับ มือถือกระเด็น...คนขายแถวนั้นถาม...เป็นไรมั้ย...เรารีบลุกขึ้นบอก..ไม่เป็นไรค่ะ....เพราะคนเยอะ ได้ยินเสียงแว่วตามหลังแบบอะไรของเขา...และมีอีกเสียง..แบบล้มบ่อย บลา บลา...ตรงนั้นอาจมีคนล้มบ่อยก็ได้..แต่เรารีบลุกเพราะคนเยอะและกลัวโดนหาว่าแกล้งล้ม ตอนนู้นเราออกมาเจอพี่ น. ขายของด้านข้าง เราเลยยิ้ม โบกมือให้ พี่เขาก็ยิ้มกลับ แต่เราได้ยินเสียงคนแถวนั้นพูดว่า...ยิ้มให้ใคร..แต่เราไม่ได้หันไปมอง...เดินกลับจาก 7/11 ก็รีบเดินกลับโฮสเทลไม่สนใจไร เดินไปส่องหน้าต่างด้านข้าง คนก็ขายของอยู่เต็ม สายกว่านี้ แดดไล่ก็ต้องเลิกขายของแล้ว


    เดินมาดู TV กับป้า ป. ข่าวก็เกี่ยวกับ Covid-19 เหมือนเดิม มีข่าวคนเอาเสื้อแดงแขวนหน้าบ้านด้วย เราเดินกลับจากเอามาม่าใส่น้ำร้อนวางทิ้งไว้ก็คิดว่าไล่ผีปอบเหรอ แต่ข่าวบอกความเชื่อแบบโบราณป้องกันโรคห่า


    ข่าวต่อไปก็ต่างชาติ แบบคนส่งพิซซ่าต้องวางพิซซ่าทิ้งไว้ระหว่างทางเดิน ตอนแรกคนสั่งจะโยนเงินที่ใส่ซองพลาสติกให้ แต่คนส่งแบบเดี๋ยวเขาหลบออกไป วางเงินไว้เดี๋ยวเขามาหยิบ คนสั่งก็เอาเงินไปวางแล้วเดินหนี คนส่งก็มาหยิบเงิน แล้วถามว่าเอาเงินทอนมั้ย คนสั่งบอกไม่เอา...ป้า ป. ก็เล่าว่าข่าวก่อนหน้านี้ ก่อนเข้าบ้านเอาน้ำมาราดๆ ข้างนอก เอาไรมาขัดๆ ตัวด้านนอกก่อนให้เข้าบ้าน เราก็บอกตายก็ตาย ไม่ตายเพราะโรคนี้ก็ต้องตายเพราะอย่างอื่น ป้า ป. ก็บอกอย่าตายแบบทรมานก็พอ

    ดู TV กับป้า ป. ไปเรื่อยๆ ป้า ป. ก็บอกรอให้พี่ น. ขายเสร็จก่อนค่อยไปทำความสะอาดที่นู้น....สักพักพี่ น. ก็กลับมา เหมือนมีคุยที่เมื่อคืนไม่มีคนรอ เพราะพี่ น. จะเอานาฬิกาไปซ่อม คือเรามีห้องของเราก็ไม่รู้จะอยู่ข้างล่างทำไมไง พี่ น. บอกโทรหาป้า ป. แต่ปิดเครื่อง ของเราไม่มีเบอร์...นั่งดู TV ด้วยกันไป คุยกันไป พี่ น. บอกขายได้ 50 บาทเอง แต่การเดินทางจะใช้บัตรประชารัฐค่ารถเมล์ นั่งสักพักมีสายเรียกเข้า ป้า ป. บอกคงไม่ใช่เถ้าแก่นะ ปรากฏว่าใช่คือตายยากจริงๆ โทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว เราก็พูดเล่นๆ สงสัยพี่เขาตื่นมารอพวกพี่ตั้งแต่ 6 โมงเช้าแล้ว...พวกพี่เขาก็ออกเดินทางไปตอน 9 โมงเศษๆ เราก็ทำตามที่โดนบอกมาเมื่อคืนทางไลน์ ให้แปะ "ปิดชั่วคราว" เลยพิมพ์และปริ้นต์มาแปะหน้าประตูเหมือนเดิม


    ส่วนประตูหน้า ล็อคแล้วเอาโซ่คล้องไว้อีกรอบ


    ขึ่นไปยก Notebook ลงมา แล้วนั่งพิมพ์เรื่องราวชีวิตตัวเองแก้เบื่อ ก็ไม่ได้น่าสนใจ หรือสำคัญไร อยากพิมพ์ก็พิมพ์ ทำที่ใจต้องการแม้ไม่มีใครอ่านหรือก็ยอมรับชีวิตเราน่าสนใจตรงไหน แต่เปิดแค่พัดลมไม่ได้เปิดแอร์ พอมาอยู่คนเดียวก็อยากประหยัดแอร์ 


    ตอนแรกว่าจะประหยัดกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เหลืออีกซอง แต่นึกถึงข้าวไข่เจียว 20 บาทเลยจะออกไปซื้อแบบไม่ผ่านประตูหน้า เพราะเอาโซ่คล้องไว้...ค้นกุญแจประตูด้านหลัง แต่พอออกไปจะเอาแม่กุญแจล็อคปรากฏติดผนังที่ไม่พอ พยายามใส่แม่กุญแจแบบลองเปลี่ยนด้านก็ไม่ได้ ก็เลยต้องล้มเลิก แต่ก่อนเอากุญแจไปเก็บก็มองหาตัวล็อคตัวอื่นบนประตู ก็เจอแม่กุญแจอันเล็ก แต่ต้องหากุญแจมาไข ก็เลยไปค้นในกล้อง เจอพวกกุญแจที่เหมือนเขียนสำหรับหลังบ้าน ก็เลยลองเอาไปไขดู ปรากฏดอกแรกเปิดได้เลย แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะล็อคแทนแม่กุญแจอันใหญ่ได้มั้ย ก็ต้องลองไขแม่กุญแจใหญ่ออกก่อน เลยต้องเดินกลับไปหยิบกุญแจอีกรอบมาไข...แล้วลองแม่กุญแจเล็ก คือคล้องได้ ก็เลยเอาไปคล้องปิดประตูด้านนอกได้โดยไม่ติดผนังกำแพง


    เดินไปร้านข้าวไข่เจียว แต่ราคาขึ้นเร็ว เมื่อวาน 20 บาทใส่เครื่องได้ ไข่ 2 ฟอง แต่วันนี้ฟองเดียว 20 บาท ถ้าใส่เครื่อง 30 บาท และคนขายไปซื้อข้าว ข้าวหมด เราเลยเดินไป 7/11 แทน ซึ่งอาหารแช่แข็งก็แพงปกติ ขึ้นราคาไปเรื่อยๆ


    นั่งทานไปเรื่อยๆ ก็มีพี่คนหนึ่งมาหน้าประตู ตอนแรกงงว่าใคร แต่มองๆ อ้อ พี่หลังบ้าน คนรู้จักพี่ น. ตอนแรกไม่อยากดึงโซ่ออก จะให้เขามาหน้าต่างข้าง แต่ก็ไปเอาโซ่ออกก็ได้ แล้วบอกเขาพี่ น. ไม่อยู่ไปทำความสะอาดบ้านเถ้าแก่ พี่เขาก็ฝากแกงให้พี่ น. และบอกเราทานด้วยก็ได้


    เราก็เอาจานมาครอบไว้ รอพวกพี่เขามา แล้วมาพิมพ์ Blog ไปเรื่อยๆ ตอนแรกคิดว่าพวกพี่จะกลับบ่ายๆ เย็นๆ ปรากฏบ่ายโมงเศษก็กลับมาแล้ว เหมือนป้า ป. ฝากพี่ น. ซื้อข้าวไข่เจียว แต่เราก็บอกพี่ น. เรื่องข้าวไข่เจียวขึ้นราคาเหมือนกัน พี่ น. ก็บอกวัตถุดิบแพงขึ้น

    ตอนมานั่งดู TV ด้วยกัน ป้าแกก็เล่าที่ไปทำความสะอาด แบบบ้านตามซอกก็ดูสะอาด แต่ผนังเอาซันไลน์เช็ดคือเห็นความต่างแต่คือในครัวทำอาหาร และทำงานด้านนอก แล้วพูดถึงค่ารถไป - กลับ เกือบ 30 บาทต่อวัน เราก็บอกแบบเสียค่ารถเพิ่มอีก...ป้าแกก็เล่าพอลงรถเมล์ก็ต้องเดินเข้าไป สองแถวไม่มี เดิน 2 km. ถามคนแถวบ้านคือรถเสีย ซ่อมบ่อยเลยเลิกขับ

    พี่ น. กลับมาก็บอกไปช่วยเขาทอดไข่เจียวแบบได้กินฟรี ส่วนเรา 20 บาทเท่าเดิม เมื่อกี้เจ้าของร้านไม่อยู่ไปซื้อข้าว แล้วพูดเรื่องขายของ แบบเคอร์ฟิว...2 ทุ่มก็ต้องกลับ รถเมล์หมด 3 ทุ่มครึ่ง...ป้า ป. มาดูแกงที่พี่หลังบ้านฝากมา พอเห็นเป็นแกงไก่ก็ไม่กิน พี่ น. ก็บอกให้เรากิน เราก็สงสัยมีไรหรือเปล่า ตอนแรกบอกหาร 3..ตอนนี้พอเห็นว่าเป็นไก่ โยนให้เรากินคนเดียว

    นั่งคุยกัน 3 คน แอร์เย็นมั้ง เราเลยหลับ นั่งโซฟาตัวนี้ทีไรต้องหลับตลอด หลายทีก็รู้แม่บ้านมองแหละ พอเราตื่น ป้า ป. ก็ปิดแอร์ พี่ น. หายไปแล้ว คงออกไปข้างนอก 

    นั่งดู TV กับพี่ น. ไปเรื่อยๆ เจอนักกีฬาคนนึงมาโพสต์แบบอยู่บ้านทำไรบ้าง เราก็บอกทำแบบนี้ได้ต้องรวย มีเงินเก็บหรือยังได้รับการซัพพอร์ต ถ้าเรามีเงินแบบเขาก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกันแหละ พี่ น. ก็เห็นด้วย คือไม่ต้องดิ้นรนไรแบบเรา


    นั่งดู TV ไปเกือบ 5 โมงเย็น พี่ น. ก็ออกไปขายของ เราก็จะออกไปเดิน - วิ่ง เลยขึ้่นไปเก็บผ้าชั้น 6 แล้วลงมาอาบน้ำเปลี่บนชุดเพื่อออกไปข้างนอก...ขึ้นไปก็เจอเสื้อ 3 ตัวไหลมากองรวมกันซะงั้น แต่จับๆ ดูคือแห้งก็โอเคแหละ


    ส่วนที่ยังไม่แห้งคือ ถุงเท้า ที่ดันตากในห้อง คือมันชิ้นจิ๋ว ก็เลยตากในห้อง ปรากฏไม่แห้ง แต่รองเท้ากีฬาที่ 60 บาท เราไม่กล้าใส่ตรงๆ โดยไม่มีถุงเท้า เลยเอาลงไปเป่าไดร์สให้แห้ง แต่ไม่แห้งหรอกแค่พอใส่ได้ เป่ามาก เดี๋ยวเขาว่าเปลืองไฟ เสียงดังด้วย ป้า ป. ดู TV อยู่


    ออกไปตอน 17.35 น. ใส่หน้ากากอนามัยเรียบร้อย ก็ไม่แน่ใจมีคนมาออกกำลังกายมั้ย แต่เดินๆ ออกไปดูก่อน...ระหว่างทางก็เจออีกากำลังแย่งถุงพลาสติกอยู่ น่าสนใจดี



    แดดก็กำลังสวย


    ผ่านศาลหลักเมืองก็แวะไหว้ขอพรจากด้านนอก ขอให้หางานได้เร็วๆ ผู้ใหญ่เมตตา และสักวันคงพบรักแท้มั้ง ชนะศัตรูและอุปสรรคด้วย

    เดินไปตามทาง ถนนก็โล่งเหมือนวันก่อน แต่มองไปรอบๆ ก็มีคนมาเดิน มาวิ่ง และปั่นจักรยานนะ


    เดินๆ ไปดันเจอปัญหากับรองเท้าด้านซ้าย เหมือนมีไรแปลกๆ กับพื้นรองเท้า แต่ก้มๆ ดูไม่เจอไร แบบพื้นรองเท้าจะแยกกัน แต่เดินๆ ไปจากข้างเดียวเป็น 2 ข้าง และข้างขวานี่แหละที่เราเห็นว่าพื้นรองเท้าด้านล่างมันจะหลุด หยุดยืนเลยแบบทำไง ตรงนี้ริมถนนใหญ่และไม่มี 7/11 ไว้ซื้อกาวตราช้าง แต่ต้องฝืนเดินต่อไป จนเจอที่หลบมุมแถวทางเลี้ยวไปสวนสราญรมย์ที่มีคนกวาดขยะ 2 คนนั่งอยู่ ลองหงายรองเท้าดูคือพื้นรองเท้าสีแดงด้านล่างหลุด 2 ข้าง จะดึงออกทิ้งก็ไม่ใช่ หงุดหงิดมาก เลยถามคนกวาดขยะ...7/11 ที่ใกล้สุดอยู่ไหน เขาบอกเดินไปท่าเตียนแล้วเดินย้อนไป คือถ้า 7/11 อันนั้นเรารู้ เดินไกลมาก ตอนมาทำบุญวัดแถวนี้ วัดโพธิ์มักเป็นที่สุดท้ายที่มา และต้องเดินไปซื้อน้ำ 7/11 ตรงนั้นเพื่อราคามาตรฐาน...เราเลยถามคนกวาดขยะมีกาวมั้ย เขาบอกไม่มีและหัวเราะ บอกให้มาวิ่งใหม่พรุ่งนี้ เราก็หันไปมา เจอคนวิ่งมาไกลๆ คือคนนี้เขาวิ่งกลับไปมา....ก็ทำไรไม่ได้ก็เดินต่อเลี้ยวไปเลียบสวนสราญรมย์เพื่อเลี้ยวกลับไปทางที่ตรงไปโฮสเทลได้ ตอนเดินก็ภาวนาอย่าให้มันพลิค แล่บ หรือไรก่อนเราไปถึง 7/11 หรือโฮสเทลแล้วกัน คือซื้อมา 60 แต่กาวตราช้างที่แปะคู่นู้นและต้องมาแปะคู่นี้ เกือบที่เราจะซื้อคู่ใหม่แบบถูกๆ ได้เลยอ่ะ แต่ตอนนี้ไม่รู้ไปหาซื้อที่ไหน ร้านก็ปิด ถึงไม่ปิด เราก็ไม่รู้แถวนี้ที่ไหนมีรองเท้ากีฬาขาย และเราออกจากโฮสเทลนานๆ ไม่ได้ที่จะไปค้นหารองเท้า เบืื่อ หงุดหงิด เสียแต่เงิน


    เดินๆ ไปก็เจอ 7/11 ที่เคยมาซื้อน้ำ ก็เลยแวะหาซื้อกาวตราช้างแปะรองเท้า ตอนแรก เดินวนๆ หาไม่เจอ เลยถามพนักงาน และขอพนักงานแปะในร้านนั้นเลย และทำกาวหยด เป็นคราบ ตอนแรกลังเลจะขอไม้มาถูดีมั้ย แต่ไม่ได้ หรือเอาทิชชู่ชุบน้ำเช็คก็ไม่ได้ ตอนออกจากร้านก็ลองแตะๆ คือแห้งแล้วแหละ กลัวโดนด่าไล่หลังตอนพนักงานร้านทำความสะอาด


    เซ็งมาก คือพี่ น. ก็อุตส่าห์หามาให้แหละ ให้คนขายเย็บให้ แม้ช่วยอุดหนุนคนแถวนั้นด้วย แต่รวมๆ เนี้ยซื้อคู่ใหม่ถูกๆ ได้ ไม่รู้ใช้ไปจะมีไรหลุดอีกมั้ย แบบยอมซื้อคู่มือ 1 ก็ได้...ตอนออกจาก 7/11 ว่าจะเดินต่อ แต่เวลาไม่ได้เพราะต้องกลับประมาณ 18.30 น. ต้องแวะซื้อข้าวไข่เจียว 20 บาทด้วยบอกพี่ น. ไว้แล้วว่าตอนเดินกลับจะแวะซื้อ

    ตอนแวะกด ATM ก็คิดนั่นนี่ เผลอกด 10,000 บาท รีบกดยกเลิกรัวๆ เพราะเงินไม่ถึง ขาดไปอีกหลายๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พันเลยจร้า....แวะไปถึงร้านข้าวไข่เจียวก็ถามคนขาย 20 บาทหรือเปล่าคะ คนขายก็บอก 20 บาทคือใส่แค่หมูสับแหละ มากน้อยแล้วแต่ คนขายก็บอกให้เรารอที่โฮสเทลได้เดี๋ยวเอาไปให้


    แวะ 7/11 ซื้อน้ำขวดใหญ่ 2 ขวด 20 บาทจาก 28 บาท แล้วเดินกลับโฮสเทล..ป้า ป. ก็ดู TV อยู่


    แป๊ปนึง ข้าวไข่เจียวก็มาส่ง 20 บาท..ป้า ป. บอกให้กินแกงไก่ด้วย เราก็ถามทำไม่ไม่กินกัน...ป้า ป. เหมือนหลุดแบบเห็นตอนทำไก่...แล้วเงียบ...เราก็ยิ่งสงสัย...ก่อนป้าแกจะบอก กินไก่มาเยอะ ตอนเช้าก็กินเลยไม่อยากกิน...เราเลยเลาะๆ เศษเนื้อไก่จากกระดูกมานิดๆ หน่อยๆ แล้วเลิกสนใจ....ก็จะทิ้ง...ถามหาถุงพลาสติกแต่ไม่มี..ถามป้าก็ไม่มี..7/11 ก็ไม่มีถุงแล้ว จะไปเททิ้งถังขยะใหญ่ด้านนอกก็ไม่ได้..ก็แอบหงุดหงิดแบบต้องมีไรแน่ๆ..แต่ก็เอาข้าวไข่เจียวไปนั่งกินที่โซฟาและดู TV ไป


    นั่งดูข่าวก็มีแต่ Covid-19...ข่าวก็รายการสภาพถนนที่ต่างๆ แบบโล่ง..และการตั้งด่าน...แบบอีก 3 ชม. ก็ถึงเวลาเคอร์ฟิวแล้ว...เราดูๆ ไปเห็นรถคันหนึ่งโดนเรียกตรวจ เลยพูดกับป้า..."คันนี้ ซวยสัด โดนโบก" ขับผ่านไปตั้งหลายคัน คันนี้ดันโดนเรียก


    มีการไปสัมภาษณ์วินมอไซด์...เขาก็บอกปรับเวลา วิ่งถึง 3 ทุ่ม หรือรถตู้...ที่มีให้เว้นที่...เราก็บอกป้า...ขาดทุน...ป้าบอกจาก 14 ที่นั่งเหลือครึ่ง..เราบอก 13 ที่นั่ง....ข้างหน้าได้แค่ 1...ส่วนหลังสุดเหลือ 3 ที่...แต่สรุปขาดทุน นึกถึงรถตู้คันที่กลับบ้านวันอังคาร...ได้ 4 คน แล้วไปจอดรอหน้าซอยออกถนนใหญ่อีก เราก็เหล่ดูเวลา คือ 4 ทุ่ม เพิ่มอีก 5 บาท เงินไม่มี...คนขับก็จอดรอหาลูกค้าแหละ บ่นไม่มีเงิน เราก็ไม่มีโว้ย แต่สุดท้าย แกสอยไปได้ 5 - 6 คน แล้วระหว่างทางก่อนเราลงอีก 4 คน ก็เยอะนี่หว่า

    ประมาณทุ่มเศษๆ ป้าแกบอกไม่ไหวแล้วจะหลับ เราขึ้นล็อคประตูด้วย เราก็บอกขึ้นด้วย คือเราจะอยู่ทำไมคนเดียว TV บนห้องเราก็มี ป้าแกเลยล็อคประตู เราก็แว่บไปส่องๆ หน้าต่างข้าง ก็ยังพอมีคนขาย คนเดินไปมาบ้าง แต่ก็เงียบๆ ....ตอนขึ้นมา ป้าแกก็ถาม ไม่เอาแกงไก่ขึ้นมาด้วย เราก็บอกไม่กินแล้ว ไม่ชอบกินผัก ไม่มีถุงพลาสติกด้วย ก็คือวางไว้ตรงนั้นก่อน ค่อยจัดการพรุ่งนี้ ป้าแกก็เออออ คือเดี๋ยวหาถุงพลาสติกมาใส่ทิ้งพรุ่งนี้



    ล็อคเรียบร้อย....ป้าบอกอาจกลับบ้านเสาร์ - อาทิตย์ คือเราต้องอยู่คนเดียวก็ไม่รู้ทำไงก็ต้องอยู่ไป


    ขึ้นห้องไปก็มีส่องๆ ไปด้านนอกก็เงียบๆ ทั้งที่แค่ 1 ทุ่ม เราก็แช่ผ้าเตรียมซัก และมานั่งพิมพ์เรื่อยเปื่อยเหมือนที่ทำตอนนี้ ถือว่าทำแก้เบื่อ ไม่ต้องคิดมาก แบบใครจะอ่าน พิมพ์ทำไม เล่าทำไม ชีวิตประสาทกินพอแล้ว ไม่ว่ากี่ครั้งก็พูดย้ำ ในชีวิตเจอทั้งคนที่ดีกับเรา เฉยๆ กับเราและทำเราประสาทกิน คิดมาก ทุกข์ แบบรู้จักเรา?  หรือรู้ได้ไง เราคิด เราเข้าใจอะไร ก็สาปส่งจองเวรจองกรรมไป ส่วนคนที่เคยดีกับเราก็ระลึกไว้ในใจ ส่วนตกงานก็ตกงานดั่งเดิม หายาก ยิ่งสภาวะแบบนี้ เตรียมตัวตายได้เลย เงินก็ใช่ว่ามี แต่ไม่อยากคิดไรมาก ส่วนเรื่องหัวใจ ปกติอกหัก ชอบข้างเดียว และเหมือนไม่สนใจใครหรือไร บางทีคนเรา คนอื่นๆ มีสังคม มีคนเยอะแยะ ก็มีทั้งดี ไม่ดี ไม่อยากประสาทแดร๊กเพิ่มกับความคิด คำพูดและความเข้าใจคน ชีวิตไม่มีไรดีขึ้น เครียด คิดมาก ประสาทกิน....บางทีคนเราคิดถึงใครก็ได้แค่คิดถึงแหละเครียดเรื่องงาน เงินมากกว่าจะเอาตัวรอดไง แต่ยอมรับหลายๆ อย่างเราทำพลาด หรืออาจใช้แต่อารมณ์ ความคิด เรื่องแย่ๆ ในอดีตมาทำให้ตัวเองมีชีวิตแบบนี้ ย้อนไปแก้ไขไม่ได้ แต่บอกตัวเองสันดานแย่ เราก็เจอคนแย่ๆ ในชีวิตทำงานมาเยอะเหมือนกัน รวมถึงการสัมภาษณ์งานด้วย ประสาทกิน....ในชีวิตของเราที่แย่ๆ โดนเข้าใจผิดมาเยอะแหละ ก็ชีวิตเราก็ไม่ใช่เรื่องตลกของใครด้วย...หลายอย่าง ใครไม่เจอเอง ไม่มีวันรู้ แต่แย่ เราก็เจอคนแย่ๆ ในชีวิตทำงานมาเยอะเหมือนกัน รวมถึงการสัมภาษณ์งานด้วย ประสาทกิน....ในชีวิตของเราที่แย่ๆ โดนเข้าใจผิดมาเยอะแหละ ก็ชีวิตเราก็ไม่ใช่เรื่องตลกของใครด้วย...หลายอย่าง ใครไม่เจอเอง ไม่มีวันรู้...หลายๆ อย่างในชีวิตพลาดเพราะตัวเองจริงๆ

    ใกล้ตีหนึ่งครึ่งแล้ว พยายามไม่คิดไรมาก ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างน้อยเดือนนี้ยังมีรายได้บ้าง แม้ไม่มาก แต่ดีกว่าไม่มีเลย ที่ทำก็แค่อยู่ๆ เฝ้าๆ ไปตอนนี้..เดินไปเปิดม่านมองออกไปนอกหน้าต่าง เงียบมาก หมดไปอีก 1 วันของชีวิต...สุดท้ายก็ต้องขอโทษป้า ป. และพี่ น. แม้พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเราเอาเรื่องที่พบเจอแต่ละวันมาพิมพ์ๆ ไม่ว่าจะมีใครหลงเข้ามาอ่านหรือไม่...เราก็ต้องขอโทษพวกพี่ 2 คนไว้ก่อน....แม้สิ่งที่เขียนไม่ได้มีไรบ่งชี้ไปในการเลวร้าย หลอกลวง ใส่ความ แค่เรื่องเล่าๆ ที่ฟังมาแล้วเอามาบันทึกต่อ แต่ต้องขอโทษไว้ตรงนี้ด้วย...


    หลายอย่างเราไม่รู้จะทำไง จะทำไงให้ดีขึ้น ทำไรไม่ได้สักอย่าง พูดไรไม่ได้สักอย่าง หลายอย่างเราติดแค่ความรู้สึก ความทรงจำ เหมือนคือสิ่งที่มีตัวตนแต่ไม่มีตัวตน...แค่คนบ้าๆ คนนึงที่ไม่มีทางออกให้ตัวเองตอนนี้
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in