Today is not TomorrowJirattipat Tengamnuay
เมื่อฉันมาเฝ้าโฮสเทล (ตอนที่ 3)
  • 4 เมษายน 2563

    เบื่อ...เหงา...เซ็ง...ชีวิตหาทางออกไม่ได้...เดือนหน้าก็ไม่มีรายได้แหละ...มาเฝ้า 1 เดือน...เวลาเราบ่นๆ...ก็คงมีอีกหลายคนที่เผชิญปัญหา เรื่องทุกข์ เรื่องงาน เงิน ชีวิตส่วนตัว...แต่เราก็ไม่ได้ไรกับใคร...ก็ขอบ่น พูด ระบายในพิ้นที่ส่วนตัวของเราแล้วกัน แม้ทำไรไม่ได้ อยู่ในสังคม เรื่องประสาทกินมันเยอะ

    คิดถึงเรื่องบางอย่างแถวบ้านหรือพื้นที่อื่นๆ หลายอย่างทำให้เราก้าวเดินต่อไปไม่ได้ หลายอย่างคือการตอกย้ำว่าเราทำผิดพลาดเอง แล้วต้องมาเสียใจทีหลัง หลายอย่างเราไม่รู้จะทำยังไง และหลายอย่างคือเรื่องที่ทำร้ายใจและความคิดเรา จากคำพูด, ความเข้าใจ และความคิดคนอื่นที่เป็นแง่ไม่ดีที่ทำร้ายเรา แต่เราลืมไม่ได้ และอยู่ในความคิดเราตลอด แต่เราก็ไม่รู้ความคิดและความเข้าใจคนอื่นจริงๆ เพราะไปอะไรมาก เหมือนเราไปยุ่งไรกับคนอื่น ทั้งที่เขาๆ อาจไม่อยากให้เรายุ่งไรด้วยก็ได้....แต่หลายทีมาคิด คือเราพลาดจริง ส่วนใหญ่เหมือนไม่สนใจใครและอะไรเท่าไหร่ มาคิดได้ทีหลัง คือไม่มีใครสนเราหรอกถ้าเราจะเฉยเมย แต่ก็ขอโทษย้อนหลังในใจแล้วกัน

    ฟังข่าว Covid-19 มีแต่ข่าวนี้ตลอด ฟังแล้วเครียด ไม่ใช่เครียดเพราะไวรัส คือคนเรากลัวตาย กลัวเจ็บป่วยแรงๆ แต่คนเราก็ต้องตายทุกคน ตัวเลขน่ากลัว แต่ต้องมองจำนวนคนหายป่วยด้วย และโรคอื่นๆ จากไวรัส คนตายกี่คนต่อปีเมื่อเทียบกัน สิ่งที่เรากลัวคือสมมติปิดเมือง ปิดนู้นนี่ ปิดธุรกิจ สัก 3 - 6 เดือน เราตายแน่ๆ คือไม่อดตายก็ฆ่าตัวตาย นี่แหละที่เราเครียด เพราะเราหางานประจำไม่ได้ แม้แต่งานอื่นๆที่เรามาเฝ้าโฮสเทลคือเราไม่รู้ความคิดเจ้าของ เพราะเราไม่ได้ทำไร หรือเขาให้เราทำไรเพราะบอกแค่มาเฝ้าและมาอยู่เลย 30 วัน เราก็ถือว่าเขาช่วยๆ ให้เรามีรายได้แม้นิดนึงแล้วกัน เพราะเราหางานไม่ได้

    วันที่ 4 เมษายน...ก็ตื่นเช้าเหมือนเดิมเพราะเหมือนมาทำงานก็ตื่น 7 โมงเช้าเศษๆ ข้างนอกเสียงดังพอประมาณเหมือนเดิม แง้มผ้าม่านดูก็ค้าขาย ไม่รู้เริ่มขายกี่โมง น่าจะหกโมงเศษไปจนถึง 9 - 10 โมงเช้าที่แดดไล่หรือมีเทศกิจมาไล่


    อาบน้ำ ซักผ้าแล้วขึ้นไปตากที่ชั้น 6 เหมือนเดิมคือตอนเดินขึ้นไปต้องผ่านชั้น 3 - 5 ซึ่งมืด แอบคิดเรื่องผีที่ป้า ป. เคยเล่าให้ฟังว่าฝันถึง แต่ก็พยายามไม่คิดเดินไปตากผ้าที่ชั้น 6 


    ตอนที่พิมพ์อยู่ก็ฟัง Overview ประจำวันที่ 5 เมษายนไปด้วย..ฟังแล้วเครียดเรื่องเศรษฐกิจ แบบถ้าต้องปิดกิจการต่างๆ นานๆ หลายเดือน เศรษฐกิจไม่ฟื้น คือเราตกงาน หางานยากมาตลอดไง และยิ่งเจอแบบนี้คือหาไม่ได้แน่ๆ ตายอย่างเดียวและอายุเยอะแล้วด้วย หลายอย่างในชีวิตที่ผิดหวังหรือทำพลาดเอง ชอบนึกถึงที่ทำงานเก่าๆ  2 - 3 ปีก่อน แบบไม่น่าออก อย่างที่ที่ทำมา 2 ปี แต่เขาอาจยินดีที่เราออกก็ได้ คือโง่มาก หรืออีกที่ที่เขาก็ให้โอกาสเราแก้ตัว แต่เราดันทำพลาด หรือหลายๆ โอกาสที่เราพลาดเอง และหลายๆ การสัมภาษณ์งานที่เจอคนทำเราประสาทกิน แบบพยายามถามให้ได้แบบเขารู้ว่าเราน่าจะทำมากี่ที่ บลา บลา  หรือทำแบบหยิ่งยโสกดคนอื่นดูโง่ลงไป แต่เราก็ตอบไม่ดีด้วย แต่ไปสัมภาษณ์มาแล้วไม่ได้ๆ ก็ไม่อยากสนใจไรมาก เคยพูดออกไปตรงๆ ทำนองนี้ คนสัมภาษณ์ก็บอกเหมือนก็นี่คือเหมือนการนำเสนอตัวเอง แต่เขาไม่เคยเจออย่างเราก็ไม่รู้ไงว่ารู้สึกไง เจอมาเยอะแบบเอาประสบการณ์ตัวเองตัดสินและทำเป็นรู้ดีเรื่องคนอื่น แต่ไม่ได้รู้จริง แต่ทำเป็นรู้จริงและฉลาดให้ได้ ก็หางานไม่ได้แหละ แถมความประสาทกินมานั่งคิดมาก บั่นทอนตัวเอง หรือคนในสังคมที่บางทีปากดี ปากมาก ทำหน้าทำตาเชิดหยิ่ง ก็ไม่รู้ผีควายเข้าสิงหรือไง แต่อดีตแหละ ส่วนในปัจจุบันไม่รู้เมื่อไหร่เราจะตายห่าไปสักที จะติด Covid-19 แต่ไม่ใช่จะตายอ่ะนะ คนหายเยอะกว่าคนตาย แต่เป็นภาระหมอและพยาบาลให้โดนด่าอีก หรือไปแพร่เชื้อคนอื่นก็โดนด่าเช่นกัน คือตายไปคนเดียวอย่าเป็นภาระให้คนอื่นเงี้ย

    ลงมาก็มาส่องหน้าต่างข้างก็เห็นคนขายของปกติ และเห็นพี่ น. ขายของอยู่ด้วย ส่วนใหญ่เห็นแต่คนขาย คนซื้อไม่ค่อยมี


    ฟัง Talking Thailand ขณะที่พิมพ์...ชอบประโยค..."อยู่บ้าน หยุดเชื้อ  แคมเปญที่ทำได้เฉพาะคนบางกลุ่ม คนยากจน ใช้แรงงานแลกเงิน หาเช้ากินค่ำ จะทำได้อย่างไร มีแต่คนรวยไงที่ได้เปรียบ"... 

    แกงไก่ยังตั้งบนโต๊ะ ไม่มีถุงพลาสติกไว้ทิ้ง เหมือนเมื่อวานโยนให้เรากิน เราว่าต้องมีไรแย่ๆ พวกพี่ถึงไม่ยอมกิน เราก็เลยปล่อยๆ ทิ้งไว้ 


    ฟังๆ แบบคนทำงาน ทำงานไม่ทันจากรายการที่ฟังตอนพิมพ์....คือน่าอิจฉาเนอะ แต่เราไม่มีงานทำแหละ และคงหางานที่ทำแล้วไปรอดไม่ได้ ก็ไม่รู้อยู่ไปทำไม แต่ก็ยังอยู่ อิจฉาคนว่างอยู่บ้าน ไม่มีไรทำ เต้น TikTok หรือทำอาหาร คือต้องมีเงินเก็บหล่อเลี้ยงหรือบริษัทให้ทำงานอยู่บ้านนั่นแหละ

    เราก็เปิด TV ดู ก็ไม่มีไรน่าอยู่ ข่าวก็ไม่มี ป้า ป. ก็หายไปทำความสะอาดด้านบนมั้ง


    เราชอบถ่ายรูปเก็บความทรงจำ แม้ดูน่ารำคาญสำหรับคนอื่น และที่พิมพ์ก็เหมือนบันทึกความทรงจำ ก็เรื่องน่าเบื่อ ไร้สาระ แค่เรื่องคนคนนึงที่อยู่ไปวันๆ ไม่มีไรทำ

    ความจริง เราคิดว่าวันนี้พวกพี่ไม่ต้องไปทำความสะอาดที่อื่น เราก็ง่วงๆ พิมพ์ Blog ถึงตี 2 - 3 เพราะอยากพิมพ์ เลยหลับๆ...พี่ น. ก็บอกโดนเทศกิจไล่ แล้วถามเราทานข้าวยัง ร้านไข่เจียว เพื่อนพี่เขาเปิด เราก็บอกเดี๋ยวไป...ประมาณ 8 โมงกว่า พี่ น. มาสะกิดๆ ขา บอกไปแล้ว เราเลย...โอเคๆ รับรู้ เราก็เลยอยู่เฝ้าโฮสเทลคนเดียว ก็ไม่ได้ไรนะ ตอนแรกที่พวกพี่เขาบอกต้องไป เราก็เหงาๆ อยู่คนเดียวเพราะคุยๆ กันตอนว่าง แต่พอมาวันนี้ เฉยๆ เราก็ใช้เวลาส่วนตัวของเราอยู่คนเดียวไป

    เราก็ขึ้นไปเอาหนังสือจากบนห้องลงมาอ่านไปเรื่อยๆ ตอนแรกว่าจะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เหลืออีก 1 ซอง แต่เปลี่ยนใจออกไปซื้อข้าวไข่เจียวร้านเพื่อนพี่ น. ที่ราคา 20 บาท แต่พอไปถึงไม่มีคนขายอยู่ เจอแต่คนแถวนั้น ซึ่งไม่กล้าถามใคนสักคน น่ากลัว ผู้ชายร้านข้างๆ ร้านไข่เจียวก็ด่าๆ...มีทั้งโรค มีทั้งฆวย จับไปรวมกัน...ว่าจะกลับตัวเป็นคนดีแล้ว...ผู้หญิงคนนึงก็โผล่ออกมาจากผ้าที่ขึงๆ คือคนเดียวกับที่เราเจอเมื่อวันสองวันก่อนที่ขายของข้างร้านไข่เจียวนี่แหละ ไม่รู้อาบน้ำบ้างมั้ย แต่ไม่ใช่เราวางตัวสูงส่ง อุ้ย เหนือกว่าคนอื่น เพราะเราก็คนกากๆ ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้นั่นแหละ..แต่เราถือว่าเรายังดีที่ยังมีน้ำให้อาบ...ตอนที่เราไปต่างประเทศตอนที่เรายังมีงานทำ...เราถาม 2 อย่างที่ต้องมี น้ำอุ่นและปลั๊กไฟ เพราะต้องชาร์จแบตและอาบน้ำเช้าและเย็นทุกวัน คือประเทศที่เราไป น้ำเย็นคือเย็นมากจริงๆ อาบไม่ได้ บางจุด จำไม่ได้ต้มน้ำมั้ยหรืออย่างไร คือน้ำอุ่นหมดคือหมดต้องรอก่อน พอเขาบอกน้ำอุ่นพร้อม ต้องรีบไปอาบก่อน.....นึกถึงตอนนั้น เราก็ไม่รู้อนาคต...คือโง่ไง ไม่ยอมกอดงานที่ตอนนั้นมีทำไว้แน่นๆ


    เดินหมุนไปมา คนแถวนั้นก็มอง เราก็ไม่รู้ถามใคร เจอลุงคนนึงมอง จำได้แหละเมื่อวานนอนเตียงผ้าใบอยู่แถวร้านไข่เจียว ลุงแกมองๆ แต่เราก็ไม่ได้ถาม ไม่กล้าถามใครนั่นแหละ จนลุงเขาพูดลอยๆ...คนขายไปไหน...แล้วถามเราว่ามาซื้อไข่เจียว..แบบเรามาซื้อบ่อยๆ...เราก็บอกใช่...เลยบอกลุงแกไว้แทน ว่ารู้จักพี่ น. ให้บอกคนขายว่าโฮสเทลนี้...ลุงแกก็บอกเดี๋ยวบอกคนขายเอาไปให้...เราก็ขอบคุณแล้วกลับ  โฮสเทล

    วันนี้พวกป้าเขาไม่อยู่ เราก็ไม่ได้ลักไก่เปิดแอร์อะไร เปิดพัดลมเป่าๆ แล้วนั่งเล่นมือถือและอ่านหนังสือที่โซฟาไปเรื่อยๆ เหมือนชีวิตไม่ทำไรนั่นแหละ...สักพักคนขายก็เอาข้าวไข่เจียวมาส่ง


    ประมาณ 10 โมงเศษ เจ้าของก็มา เอาผ้ามาให้ป้า ป. รีด และมอบหน้ากากอนามัยแบบผ้าให้เรา 1 ผืนแบบที่ให้พี่ น. และอาจจะป้า ป. ด้วย เราก็ขอบคุณ.....พี่เขาก็ให้เราไปดูที่เขาวางเหมือนขายกางเกงหน้าโฮสเทลแต่ไม่ใช่หน้าประตูหลักแต่อีกช่องนึง คือถ้าเจอ ให้เราบอกว่าห้ามวาง เราก็รับปากแต่ก็หาคนขายไม่เจอ ไม่รู้ใครเหมือนกัน พี่เขามาแป๊ปเดียวแล้วก็ไป เราก็อยู่คนเดียวไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม

    อากาศร้อนมาก แต่ไม่เปิดแอร์ กลัวเดี๋ยวพวกพี่เขากลับมาจะหาว่าเราใช้แอร์เปลือง แต่พัดลมตัวใหญ่ลากมาอาจไม่โอเค เลยขอยืมลากพัดลมเล็กของป้า ป. มาเป่าแทน เพราะวางอยู่แถวนั้นพอดี แล้วนั่งอ่านหนังสือที่ซื้อมานานแต่อ่านไม่จบสักที


    อ่านหนังสือไป มองข้างนอกไป ดูคนนั่งขายของ ชีวิตคนด้านนอก คนเดินไปมา 


    ประมาณบ่าย 3 โมงเศษ พวกพี่เขาก็กลับมา ตอนที่อยู่คนเดียวก็มองนาฬิกา เมื่อวานพวกพี่กลับมาประมาณบ่ายโมงเศษ วันนี้งานอาจเยอะขึ้น เราก็อ่านหนังสือ ฟังเพลงฆ่าเวลา แต่ตอนที่พวกพี่กลับมา ป้า ป. แปลกไป ไม่รู้ไม่พอใจไรเรามั้ย แบบไม่พูดด้วย ตอนมานั่ง 3 คน แกดูข่าวคนแขวนเสื้อแดงหน้าบ้านป้องกันโรค เราก็พูดว่าที่เมื่อวานดูข่าวไง แกก็ไม่สนใจตอบ คุยกับพี่ น. แค่ 2 คน แต่ก็ได้ยินแกเปรยๆ มีแต่ติดเชื้อเพิ่ม....เราก็ไม่ไร ไม่คุยก็ไม่คุย แล้วแต่ เราก็อ่านหนังสืออีกแป๊ปก็ออกไปซื้อน้ำชา 5 บาท และต้มมาม่าไปนั่งกินที่เคาน์เตอร์....ส่วนแกงไก่ ป้าแกก็บ่นๆ แต่พี่ น. เอาไปทิ้งและคืนจานคนหลังบ้านที่เอามาให้อ่ะแหละ เราก็หาถุงพลาสติกไม่ได้ และแกเองอ่ะที่โยนจะให้เรากิน เราว่าที่พวกพี่ 2 คนไม่ยอมกินทั้งที่ตอนแรกจะกิน ต้องมีอะไรแน่ๆ เพราะป้าแกหลุดมา...เห็นตอนการทำไก่...แล้วเงียบไป ตอนเราดึงเศษไก่จากกระดูก แอบพูดในใจ มีไรกับไก่ เรากินไปแม้นิดเดียว ขอผลตกสู่ป้า 2 คนนี้ด้วย


    เกือบ 5 โมงเย็น พี่ น. ก็ออกไปขายของ เราก็ขึ้นไปเก็บผ้า และจะออกไปเดิน - วิ่งข้างนอก แต่เวลาเหลือเลยเล่นมือถือจน 17.30 เลยลงไปด้านล่างเพื่อเจอว่าประตูหน้าล็อค สงสัย ป้า ป. อยู่ข้างบนเลยล็อคประตูหน้าไว้ก็จะขึ้นไปถาม แต่เห็นห้องที่จะตรงไปประตูหลัง เปิดไฟ เลยเดินไปดูที่ประตูหลัง ปรากฏล็อคจากด้านนอก แปลว่าป้า ป. ออกไปด้านนอก เลยโทรไลน์หา แกบอกซื้อน้ำขิง แบบเห็นเราไม่ลงมาก็เลยออกไป...เราก็เลยบอกว่ารอได้ แต่ผ่านไปเกือบ 20 นาทีก็ไม่กลับมา โทรหาแกอีกว่าอยู่ไหน อีกนานมั้ย....แกก็บอกคนเยอะ รออีก 2 คน..เราถามว่าอีกกี่นาที...แกก็บอกไม่ได้...เราก็ไม่รู้ทำไง..เราบอกขอเปิดล็อคประตูหน้า..แกก็บอกล็อคได้ก็ล็อคเลย..แต่ประตูหน้าเราไม่รู้มีกุญแจมั้ย คือทำไรไม่ได้เลยวางสาย แต่ส่งไลน์ไป...คืออย่าว่าเราสารเลวเลยนะคะ จะรออีก 5 นาทีและขอเปิดล็อคประตูหน้า...รอจนครบ 5 นาที เกือบ 6 โมงเย็น..คือเรามีเวลาเดิน - วิ่งถึงประมาณ 6 โมงครึ่ง...เราเลยตัดสินใจเปิดล็อคประตู แล้วถ่ายรูปประตูจากด้านนอกส่งไลน์ให้แกดู...แต่เราก็ไม่ได้ไปไหนไกล...เดินๆ ไปไม่ไกลแถวซอยร้านไข่เจียว เจอพี่ น. นั่งอยู่ แบบคนขายของแบกะดิน....เราเลยเดินไปนั่งกับพี่ น. แล้วพูดเรื่องป้า ป. แต่ความจริง พี่ น. ไม่ได้ฟังเท่าไหร่ แต่บอกจะไปเฝ้าให้ที่โฮสเทล แต่ป้า ป. เดินมาพอดี เราคิดในใจ เมื่อกี้บอกไม่รู้อีกนานมั้ย เรามานั่งกับพี่ น. แป๊ปเดียว เดินกลับมา...เราก็มองๆ ว่าป้าแกเข้าโฮสเทลไปแล้วก็เลยลาพี่ น. แล้วเดินต่อไป...ไม่ทันพ้นซอย...ป้า ป. ก็โทรมาว่าแกจะขึ้นนอนแล้ว ให้ไปเอากุญแจประตูหลังจากพี่ น. เราเลยโทรหาพี่ น. แต่ไม่ติด เลยส่งข้อความไปว่าป้า ป. ให้มาเอากุญแจกับพี่ เพราะป้าจะขึ้นนอนตั้งแต่ยังไม่หกโมงเย็น...ก็เหมือนพูดไม่ดีแต่โมโหมากเพราะปกติเราออกไปเดิน - วิ่งตอนประมาณ 17.30 น. ทุกวัน แล้วป้าดันไม่อยู่ เหมือนเอาแต่ใจ แต่เรามีเวลาแป๊ปเดียว ส่วนป้านี่สงสัยกลัว ไวรัส Covid-19 มั้ง แบบเราออกไปทุกวันแม้แป๊ปเดียว...แต่ในใจ..กลัวได้ แต่คนตายมีทุกวันที่ตายเพราะสาเหตุอื่นๆ คนเราต้องตายทุกคนไม่ว่าด้วยสาเหตุใด หรือเราอาจไม่มีความหวังใดในชีวิตก็ได้เลยไม่สนใจไรมากมาย.....แต่ชีวิตเราตอนนี้เหมือนมีแค่ป้า ป. กับพี่ น. ในสังคมแคบๆ ของเรา งานไม่มี เงินไม่มี ชีวิตดีดีตามที่ต้องการก็ไม่มี แต่ไม่ถึงจบลงด้วยการเป็นคนเร่ร่อนอ่ะ อาจฆ่าตัวตายหรือติด Covid-19 ไปก่อนก็ได้....

    แสงวันนี้สวยเหมือนเดิม แบบหกโมงแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะตก


    เดินผ่านศาลหลักเมืองและวัดพระแก้วก็หยุดไหว้ขอพร แบบให้หางานให้ได้ ให้เราหาเงินได้ สมหวังในเรื่องบางอย่างที่อาจเป็นไปไม่ได้และขอให้เราอย่าติด Covid-19...คือเราก็ไม่รู้เราติดยังหรือยังไม่ติด แต่ถึงติดก็ไม่ได้มีอาการไรมาก หรือยังไม่ติดก็ดีแค่นั้น


    ตอนเราออกมาก็สงสัยเหมือนทุกวัน ยังมีคนมาเดิน มาวิ่งหรือมาปั่นจักรยานมั้ย แต่ก็ยังมีอยู่ หลายคนด้วย เราก็โอเค คืออยู่ๆ มาเดินคนเดียวก็แปลกๆ ไง แต่รู้สึกไม่รู้คิดไปเองมั้ย ตำรวจเยอะขึ้น หรือปกติอาจเยอะแบบนี้ก็ได้ เราไม่ได้อยู่แถวนี้ไง เพิ่งมาอยู่ไม่กี่วัน


    เดินผ่านวัดโพธิ์ เราก็หยุดไหว้ขอพรเรื่องงาน เงิน เรื่องส่วนตัวเหมือนเดิม


    นั่งฟังเพลงตอนพิมพ์ ตอนนี้คือเพลง "คนไม่มีแฟน"..แต่เราชอบประโยค..."ฉันเหมือนคนโชคร้ายที่โดนสาปไว้ ให้พบแต่ผิดหวัง"...หมายถึงทุกเรื่องอ่ะ..งาน...เงิน...ส่วนตัว...แต่ว่าปลงๆ ไป ทำไรไม่ได้..หลายอย่างเราทำผิดพลาดไปเอง...โง่...คิดช้า หรือเฉยชาเกินไป...เราไม่ชอบยุ่งหรือต่อสู้ไรกับใครด้วย

    เดินไปตามทางเรื่อยๆ เจอศาลตรงนี้ ไม่แน่ใจศาลมั้ย แต่ไม่เคยข้ามไปดูสักที เดินผ่านมาหลายวันแล้ว


    เดินไปตามทางเรื่อยๆ ไม่แน่ใจข้ามฝั่งไปคือปากคลองตลาดมั้ย..แต่ก็เดินตามทางแบบวนๆ กลับที่พัก


    ด้านหลังสวนสราญรมย์


    ตอนแรกจะเดินไปตามทางเรื่อยๆ แต่มาถึงสะพานนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งข้ามสะพานไป ก็เลยเดินข้ามสะพานไปบ้าง ชอบตึกสีเหลืองตรงนี้อยู่ดี สวย แต่แถวนี้ตึกโบราณเยอะ


    กิจกรรมยามว่างของหลายคนคือการตกปลา


    เพลงนี้ก็โดน.....ในเรื่องงาน และชีวิตตอนนี้

    "ใครบอกเธอว่าฉันเหงา
    ใครบอกเธอฉันท้อแท้
    ฉันเหมือนคนอ่อนแองั้นหรือ
    (ไม่ได้อ่อนแอ แต่เหงาและท้อแท้จริง)
    ไม่เคยจะเหงา
    เพราะฉันมีตัวฉันเองดูแล 
    คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง
    (ไม่เหลือไรสักอย่างในชีวิต แต่พ่ายแพ้จริง แต่ไม่อยากประสาทแดร๊-กกับเรื่องงานสักเท่าไหร่
    แบบเราก็ไม่ได้ดีหรอก แต่ประสาทกินจริง ทั้งคนและงาน แม้แต่ตอนแค่ไปสัมภาษณ์ก็ประสาทกิน ห่าเหวไรไม่รู้ แต่คงไม่มีใครเข้าใจเราเพราะไม่จำเป็นต้องเข้าใจ)"
    (ก็เลิกกันแล้ว - เบิร์ด)

    6 โมงกว่าก็เดินกลับมาแถวโฮสเทล...ก็มาเอากุญแจประตูหลังบ้านจากพี่ น. พี่เขาก็ยืนแถวรถเข็นขายพวกปิ้งๆ เราเลยขอไปนั่งด้านหลังที่นั่งกับพี่เขาก่อนเราไปเดิน - วิ่ง แล้วมองป้า ป. เดินกลับมาตอนเย็น

    ตอนไปนั่งก็ใส่หน้ากากอยู่ แต่คนนั่งข้างๆ ห่างไปไม่มาก ดันถือถุงพลาสติกที่มีบุหรี่อยู่ ควันเลยลอยเข้าหน้าเรา และเข้าหน้ากาก เขาหันมองๆ เราแล้วลุกไป เราก็ถอดหน้ากากออกเพราะเหมือนควันติดหน้ากาก ใส่ไปก็ได้กลิ่นบุหรี่


    สักพักพี่ น. ก็มานั่งข้างๆ แล้วคุยกับคนแถวนั้นที่มาขายของเหมือนกัน พี่เขาบอกจะเก็บของประมาณทุ่มเศษๆ เพราะรถเมล์จะหมด เมื่อวานก็คันสุดท้าย วันนี้อาจซ้อนคนรู้จักไปรอรถเมล์...นั่งไปเรื่อยๆ พี่ น. ก็ถามกินไข่เจียวมั้ย เราบอกกิน พี่เขาก็เลยนำไปร้านไข่เจียวเพื่อนเขา 20 บาท แล้วทอดให้


    เราเอามานั่งทานที่เดิมที่นั่งเมื่อกี้ พี่ น. ก็คุยกับเพื่อนที่ขายของแถวนั้นไป เราก็มองคน มองรถที่ผ่านไปมา คิดถึงเรื่องเก่าๆ ผู้คนที่เคยพบเจอที่เหมือนเคยดีต่อกันแถวบ้านหรือพื้นที่อื่นๆ แต่ก็ได้แค่นึกถึง แต่บอกมีคนเหมือนดีกับเรา ก็มีคนเฮี้ยกับเราปะปนกันไปตามสภาพสังคมมนุษย์ เราก็เฮี้่ยนะ ไม่ได้คนดีไร ชีวิตเลยมาจุดจบแบบนี้ก็ได้มั้ง


    เราก็ถาม พี่ น. ขายได้มั้ยวันนี้ พี่เขาก็บอกขายไม่ได้...ตอนเช้ามาแต่เช้าก็ขายไม่ได้...เราก็ถามทำไมไม่ค้างที่โฮสเทลแบบเปิดห้องนอนได้...พี่เจ้าของไม่ว่า..พี่ น. ก็บอกเจ้าของไม่ว่าไรหรอกแต่พี่เขาไม่นอน แต่มีโอกาสคงมานอน...คือถ้าพี่เขานอนที่นี่ก็ขายของได้ดึกขึ้น....


    ประมาณทุ่มเศษๆ คนก็ทยอยเก็บของกลับบ้าน หลายคนก็ขายมาทั้งวัน...ความจริงเราก็เบื่อๆ นะ ไม่มีอะไรทำ อยากจะบ้าตายก็ความผิดหวังในชีวิตตัวเอง อยากตายก็หลายครั้งแต่ไม่กล้า แต่ยอมรับในมุมดีคือหลายอย่างเราพลาดไปเองอ่ะ เออ โง่ คิดแง่ลบ คิดช้าไง แต่ชีวิตก็เจอเรื่องแย่ๆ ผิดหวังมาเยอะ แต่จุดเริ่มต้นอาจมาจากตัวเราเองก็ได้


    ฟังรวมเพลงของเบิร์ดอยู่...เพลงนี้ก็โดน...คือตอนทำขนาดรูปด้านบนนี้เพื่ออัพขึ้นในนี้ เนื้อเพลงตรงนี้ขึ้นพอดี "มีผู้คนอยู่รอบกายเหมือนไม่มีไม่เห็นใคร"...ดูดราม่าไร้สาระ แต่ตามอารมณ์ความรู้สึกไปแล้วกัน แต่พรุ่งนี้อาจดีหรือไม่ดี ก็ไม่มีใครรู้ คนเรานั่งดราม่าไม่ได้ ทุกอย่างแปรผันได้ทุกวันในสังคมที่หลากหลาย

    "ฉันยังจำเสมอที่เธอเคยบอกกับฉัน คิดแล้วยังตื้นตันเกินอธิบาย
    นึกถึงคำคำนั้นทุกวันที่ห่างกันไป เหมือนมันเป็นโยงใยที่ส่งถึงกัน
    ไม่ว่าเราจะโชคดี หรือบางทีที่ร้องไห้ ต่างคนสนใจจะฟัง

    เพราะว่าในชีวิตเรื่องจริงมันต่างจากฝัน ฝันไม่เคยมีวันที่เจ็บช้ำใจ
    มีผู้คนอยู่รอบกาย เหมือนไม่มีไม่เห็นใคร แต่ใจใจฉันยังมีเธอ

    * คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น ขอเพียงใครสักคนห่วงใยกัน
    วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน เธอก็ยังมีฉันอยู่ทั้งคน

    ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
    ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง" 
    (เล่าสู่กันฟัง - เบิร์ด)

    คือพิมพ์ไปใช่จะหวังใครต้องมาอ่านเรื่องไร้สาระ อยู่ไปวันวันของคนอื่นอ่ะ แต่แค่อยากพิมพ์เหมือนบันทึกประจำวัน ของคนที่เบื่อ เหงา ไม่มีใคร ไม่ประสบความสำเร็จไรในชีวิตสักอย่าง หลายๆ เรื่องที่ผิดหวังและทำตัวเอง ทำไรไม่ได้สักอย่างตอนนี้ หลายๆ คนลำบากหมด เราก็ลำบาก ไม่รู้จะมีชีวิตรอดไปถึงไหน แบบไม่น่ารอด

    ทุ่มกว่า พี่ น. ก็เก็บของที่วางขาย แล้วถามเราไปยัง เราก็บอกไป คือกลับเข้าโฮสเทล ก็เดินตามพี่ น. ไป พี่ น. ก็เอาของไปฝากๆ คนแถวนั้น ความจริงเราก็เคยถามเก็บที่โฮสเทลก็ได้ แต่พี่บอก เขามาเช้า แล้วยังไม่มีใครตื่น....ตอนพี่ น. เอาของไปฝากวางก็บอกเราไปได้แล้ว แต่เราขอให้พี่ น. ไปไขกุญแจให้ เพราะแม่กุญแจที่ล็อคคืออันใหญ่ที่เรามีปัญหาเมื่อวานที่เราจะคล้องล็อคแต่ทำไม่ได้ ติดกำแพง เราเลยต้องไปหาแม่กุญแจเล็กมาคล้องแทน..พี่ น. ก็เดินไปไขให้ ก็ติดกำแพงแหละ พี่เขาก็พยายามเอาออก ก็เอาออกได้ ก็ขอบคุณเขา เพราะเรามางัดออกเองไม่รู้อีกนานมั้ย ไม่มีคนช่วยเพราะป้า ป. คนล็อคก็นอนไปตั้งนานแล้ว เหลือเราแค่คนเดียวนี่แหละ

    เพลงนี้ก็ชอบ...ตอนนี้ที่ฟังอยู่...แต่ความจริง....ตอนนี้เราแพ้หว่ะ...ไม่มีทางลุกขึ้นได้อีก หลายอย่างทั้งจากคนที่บั่นทอนใจและงานที่คงหาไม่ได้อีก ยิ่งในสภาวะเช่นนี้ ตายอย่างเดียว ไม่รอด

    "ในชีวิตของคนทุกคนต้องเคยผ่านร้อนและหนาว
    และพบเรื่องราวบางอย่างที่ฝังใจ
    ทุกครั้งที่เธอปวดร้าวหมดสิ้นกำลังจะก้าวเดินไป
    วันเวลาที่แสนมืดหม่นก็คงจะเดินผ่านไปช้าช้า
    จนเธอเองลืมนึกไปว่าได้เดินมาไกลเท่าไร
    จนเธอเองมองข้ามบางอย่างนั่นคือพลังแกร่งกล้าในใจ
    ที่ยังฝังอยู่ในจิตใจลึกลึกมานานและในวันนี้เธอนั้นจงหยัดยืน
    และลุกขึ้นอีกครั้งด้วยพลังในหัวใจ
    อย่าไปยอมแพ้ให้กับปัญหาใดใด
    จงพร้อมจะอดทนก้าวไปสู่หนทางที่ฝันใฝ่ด้วยตัวเอง
    บนถนนที่คนก้าวเดินจะเป็นดั่งภาพสะท้อนให้เห็นละครที่ต่างชีวิตไป 
    ทุกครั้งที่เธอหมดหวังหมดสิ้นกำลังท้อแท้ในใจ
    เธอจงมองดูภาพผู้คนที่อยู่เดียวดายด้วยความอ้างว้าง
    เพียงเธอมองไปนอกหน้าต่างจะเจอความจริงมากมาย
    คงจะทำให้พบคำตอบว่าบนทางเดินที่แสนยาวไกล
    ทุกชีวิตต้องเดินออกไปเพื่อสู้ความจริง
    ในวันนี้เธอนั้นจงหยัดยืนและลุกขึ้นอีกครั้งด้วยพลังในหัวใจ
    อย่าไปยอมแพ้ให้กับปัญหาใดใด
    จงพร้อมจะอดทนก้าวไปสู่หนทางที่ฝันใฝ่ด้วยตัวเอง
    ให้เธอได้รู้นี่แหละใจของคนที่แท้ยังยิ่งใหญ่
    ตราบใดความหวังยังไม่จางหายไป
    เมื่อนั้นใจจะไม่แพ้และในวันนี้เธอนั้นจงหยัดยืน
    และลุกขึ้นอีกครั้งด้วยพลังในหัวใจ
    อย่าไปยอมแพ้ให้กับปัญหาใดใด
    จงพร้อมจะอดทนก้าวไปสู่หนทางที่ฝันใฝ่ด้วยตัวเอง"
    (เธอ ผู้ไม่แพ้...เบิร์ด)

    เข้ามา..ประตูด้านหน้าก็ล็อคเรียบร้อย หมดไปอีก 1 วันกับการใช้ชีวิตไปวันวัน ไม่ได้มีสาระอะไร คือชีวิตเหมือนไม่ทำไร คนอื่นคงมอง เฮ้ย สบาย แต่ไม่ใช่ เราก็คิดถึงอนาคต เดือนหน้าก็ไม่มีรายได้ไร งานก็หาไม่ได้อีก ยิ่งภาวะแบบนี้ อย่างพวกพี่ที่เหมือนลำบากเป็นแม่บ้าน มีขายของ ก็ยังมีเงินช่วยเหลือและเจ้าของยังไม่ทิ้งอ่ะนะ แต่เราไม่ได้มีงาน ก็ไม่รู้รอดหรือตาย ก็รู้หลายคนดิ้นรน ไม่รอด รอดยาก เอาเป็นว่า เราเป็น 1 ในนั้นอ่ะแหละ ก็ขอบ่น พูด ระบายๆ ความในใจในพื้นที่เรา ก่อนเป็นบ้าตาย แม้เราเฉยๆ ก็เถอะ ไม่อยากไรมาก ยังไม่ตายก็อยู่ๆ ไป เลยไม่ค่อยสนไวรัสเท่าไหร่ แม้ก็นึกๆ ใส่หน้ากากอยู่ตอนไปข้างนอก แต่กลัวไม่มีงาน เงิน อดตายมากกว่า ส่วนไวรัสคือเกิดติด ไปแพร่เชื้อ โดนคนด่า ไปเป็นภาระหมอและพยาบาลก็โดนด่าเหมือนกัน 


    ขึ้นห้องไป เปิด TV ดูครั้งแรก ไม่มีไรดูเลย มีหนังแบบภาษาอินเดีย หรือจีน มีเพลงก็ผสมๆ ส่วนช่องข่าวหรือพวกละครไทยหาไม่เจอ...ชีวิตจริงก็แม่----งสิ้นหวังตอนนี้ แต่ยังดีที่เรายังมีที่นอน และมีรายได้แม้ไม่มากกับการเฝ้าโฮสเทล แต่เหมือนชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่ทำไรอยู่ดีแหละ 


    ชีวิตที่สิ้นหวังหมดไป 1 วัน ความจริงมาเฝ้าโฮสเทลก็ไม่ได้ทำไร อยู่ไปวันๆ พี่เขาอาจให้กลับก็ได้อ่ะนะ แต่งานก็ย้ำแบบคงหาไม่ได้อีกแหละ ตกงานมานานมากๆ แล้วที่เก่าประสาทแดร๊---ก แต่เราทำเต็มที่แล้ว แต่ใครจะสนใจ คิดในมุมตัวเองทั้งนั้น เอาเป็นว่าเราทำไม่ได้ โง่แล้วกัน

    จบวันที่ 4 เมษายน 2563....ชีวิตอยู่ไปวัน ๆไม่รู้เกิดมาทำซากไร ใช้เวรใช้กรรม เจอเรื่องแย่ๆ ผิดหวัง ทำร้ายใจมาเยอะ แต่คนทำเราก็ไม่เห็นเป็นห่าเป็นเหวไรเลย แม้เราไม่ได้ไปรู้ชีวิตเขาอ่ะนะ แม้แอบแช่งในใจหลายๆ คนที่ทำเฮี้ยๆ กับเรา แต่ที่ดีกับเรา แต่เราเหมือนไม่สนใจ เฉยชา ก็ระลึกไว้ในใจ แต่ไม่ได้จะไปยุ่งไรกับใครอ่ะ อยู่เงียบๆ เฉยๆ รอวันตาย เบื่อชีวิต ไม่รู้ไปทำมาหาแดร๊----กไรเหมือนกัน

    เออ...คืนนี้เป็นคืนแรกที่เปิดไฟนอน ยกเว้นไฟห้องน้ำ กลัวโดนว่าแบบเปลืองไฟ แม้อาจไม่มีใครรู้ หรืออาจมี แบบเจ้าของก็มีคนรู้จักแถวนี้ เห็นไฟห้องนี้เปิดทุกคืนทั้งคืนแบบนี้...แต่แรกๆ มาคือกลัวผี

    .......................................................................................


    5 เมษายน 2563

    ตื่น 7 โมงเช้าเหมือนเดิม แม้ไม่อยากตื่น เปิดม่านก็เห็นคนมาขายของเหมือนเดิม ชีวิตก็ดิ้นรนกันไปอ่ะแหละ แม้คนซื้ออาจน้อยลงก็ได้


    เมื่อคืนดูผ้าที่ซักแล้วต้องไปตากก็เซ็ง คือกลัวผีเหมือนเดิมต้องผ่านชั้น 3 - 5 ที่มืดๆ ชอบนึกถึงเรื่องที่ป้า ป. เล่าว่าฝันเจอ แม้พยายามไม่นึกถึงตอนเดินขึ้นไป


    เจ็บปวดในใจหลายๆ เรื่อง นึกถึงเรื่องต่างๆ ในอดีต...แต่จะหาใครเข้าใจเราคงยากจริงๆ...และชีวิตตอนนี้ก็ไม่เหลือไรเลยจริงๆ

    วันนี้คิดว่าพวกพี่เขาจะไปทำความสะอาดที่อื่นแต่ไม่ไป ป้า ป. แกก็อยู่แต่ในห้องรีดผ้า จากปกติออกมาคุย มาดู TV ก็แล้วแต่แก เราก็นั่งเล่นมือถือ อ่านหนังสือไป...แกก็รีดผ้าที่เจ้าของเอามาไปเรื่อยๆ แบบหาไรทำของแกไปเรื่อยๆ แกก็บ่นๆ เขาจ่ายเงินเหมือนเดิม มีงานไรก็ทำ ถ้าเขาไม่จ่ายก็ไม่ทำ ก็คือว่างงาน แต่พี่เขาบอกเราแค่มาเฝ้าแค่นั้นแหละ ไม่รู้หลอกด่าเรามั้ย เห็นไม่พูดกับเราตั้งแต่เมื่อวาน ไม่รู้ผีเข้าอะไรเหมือนกัน แต่เห็นจากวันก่อนไม่ใส่หน้ากาก วันนี้ใส่แม้อยู่ในโฮสเทล พี่ น. ก็บางครั้ง แต่เราไม่ใส่เลย อึดอัด และร้อนมาก เพราะปกติเปิดแอร์นี่แล้วแต่ป้า ป. นี่ไปอยู่ในห้องรีดผ้า ก็เลยไม่ได้เปิด โคดร้อน เราเลยไปเลื่อนพัดลมใหญ่มาเลย พัดใกล้ๆ โซฟาที่เรานั่ง

    ร้อนมาก แต่เราขี้เกียจไปเอาน้ำจากตู้เย็นข้างบนลงมา ก็ออกไปซื้อน้ำชาใส่ถุง 5 บาทและเดินไปร้านไข่เจียวเพื่อนพี่ น. แต่ถามว่ามีไข่ดาวมั้ย เราชอบกินไข่ดาวแฝดมากกว่า คนขายก็บอกเดี๋ยวเอาไปให้ที่      โฮสเทล...ก็รอนาน...ตอนมาส่งก็บอกทอดแบบเสียไรสักอย่าง....แต่เราก็บอกไม่เป็นไร เพราะถูกสุด 20 บาท แต่นี่ทำไข่ดาว 2 ฟองไม่ต้องมีเครื่องแบบไข่เจียวไง...ก็ถือว่าลงค่าเครื่องใส่ไข่เจียวไป


    ฟังเพลงนี้ตอนพิมพ์ แล้วชอบประโยคนี้....
    "เฝ้ามองดูรักที่มี ที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย จะขาดลงเมื่อไรก็คงไม่มีทางรู้.... หวาดกลัววันนั้นที่เธอจะไปจากฉันจริงๆ"......

    เปลี่ยนจาก "รัก" เป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ในความทรงจำนะ แต่เราไม่รู้ความคิด และความเข้าใจคนอื่นหรอกจริงๆ เดาไม่ได้ด้วย อาจดูบ้าๆ แต่ทุกอย่างอาจเป็นเรื่องมโน หรือเปราะบางมาก....กลับไป เราอาจไม่เหลือใครเลยจริงๆ หรืออาจไม่เคยมีใครอยู่แล้วตั้งแต่แรกเลยก็ได้

    พวกพี่ก็หางานทำไป ป้า ป. ก็รีดผ้า ส่วนพี่ น. ก็เช็คประตู เช็ดโซฟา...เรากังวลตอนกลับบ้านมากกว่า หนังสือมันหนักต้องแบก ไม่น่าเอามาหลายเล่มเลยจริงๆ

    นั่งๆ อ่านหนังสือ มองออกไปข้างนอก มีรถเข็นก๋วยเตี๋ยวมา คนก็รุมซื้อเยอะ นึกถึงเงิน 5,000 บาท ก็ไม่รู้คนเหล่านี้ได้ลงทะเบียนแล้วถ้าลงจะได้มั้ย ลูกค้าก็ไม่ได้น้อยหรอก ขายๆ แบบนี้ เพราะก็ไม่มีที่นั่งกินต้องกลับบ้านหรือกินข้างทางถ้ามีถ้วยโฟม แต่ 4 อาชีพที่ได้เงินแน่นอน คือคนก็เดือดร้อนหมดแหละ แต่คนตกงานจริงๆ ไม่มีงานเลยก็มี แต่ 4 อาชีพนี้คือลูกค้าน้อยลงแต่ไม่ใช่จะหาไม่ได้เลย แต่ก็แล้วแต่รัฐบาล บางทีเลื่อนๆ เวลาประกาศผลใครจะได้เงินบ้าง คิดว่าเขาแค่อยากเก็บฐานข้อมูลคนนอกระบบมั้ย แบบสำรวจ ใครทำอะไรบ้าง เงินเท่าไหร่


    พี่ น. เริ่มจะล้างตู้ปลา ให้เราช่วยดูสายยางมีน้ำไหลมั้ย เราก็บอกไม่มี รอดูกี่รอบก็ไม่มี  พี่เขาก็พยายามดูด - เป่าสายยาง น้ำก็ไม่ไหลออกจากตู้ปลา


    เราเดินไปส่องตู้ปลาเพราะพี่ น. ให้จับสายยางไม่ให้หล่นจากในตู้ปลา พี่เขาจะดูสายยางด้านนอกว่ามีน้ำไหลออกมามั้ย.....ก็มีปลาทอง 2 ตัว เห็นตัวใหญ่มันหลบๆ ก็ถามพี่ น. มันตายยัง...แต่ก็ยังไม่ตาย


    ฟังเพลงนี้ิ ชอบประโยคนี้..."แต่ยังไม่ตายไม่ได้จากไปยังคงหายใจ".....ก็ยังไม่ตายแต่มีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ระทมแบบไม่มีใครเข้าใจ

    ปลาทองมันมาจุ๊บๆ ที่ปลายสายยาง แต่ถ่ายรูปไม่ทัน มือถือกาก เปิดกล้องนาน พยายามให้มันจุ๊บๆ อีกก็ไม่ทำ ว่ายอยู่ห่างๆ...ตอนเห็นมันจุ๊บลูกกลมๆ ปั๊มออกซิเจนในตู้ปลา ก็เลยรีบถ่ายภาพไว้ก่อนโดนช้อนไปไว้ที่อื่น


    ก่อนที่ปลาจะได้ออกมาสู่โลกภายนอก ก็ถูกค้างไว้ในตู้ปริ่มๆ น้ำ เพราะป้า ป. บอกพี่ น. เปลี่ยนจากถังเป็นกะละมัง นึกถึงตอนเลี้ยงปลาตอนประถมที่บ้าน พ่อล้างตู้ปลาแล้วทำแตก เลยเอาปลาใส่กะละมังซักผ้าแทน ส่วนปลาเล็กๆ ใส่ขัน...เวลาเปลี่ยนน้ำก็ช้อนปลาออก แล้วยกกะละมังไปเททิ้งตรงสนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้าน



    ป้า ป. ก็รีดผ้าหลายๆ ชั่วโมง แบบชีวิตไม่มีไรทำอีกก็เลยไม่รีบ พี่ น. ก็เหมือนให้เราช่วยเอาน้ำไปทิ้ง แต่เราไม่ทำไง แบบสกปรก ก็เลยนั่งตรงที่วางแขนโซฟามองๆ แค่นั้น


    พี่ น. ก็ตักน้ำทิ้งไป แล้วรื้ออุปกรณ์ให้เราเอาไปล้าง เราก็ต้องไปล้างแหละ ก็ไปมองๆ แล้วถามเอาสก๊อตไบรต์ที่ไว้ล้างจานเช็คเลยนะ พี่เขาก็บอกใช่...แต่ไม่แน่ใจไง เพราะใช้ล้างจาน แต่นี่อุปกรณ์ตู้ปลา ใช้ด้วยกันได้รึไง เลยหยิบฝอยสีเงินมาขัดแทน แล้วเอาซันไลต์เทลงในถัง


    พอพี่ น. มาดูก็เทของในถังออก เอาสก๊อตไบรต์ขัดแล้วให้ใส่ลงในถังเหมือนเดิม


    เอาอุปกรณ์ไปคืนพี่เขา ดูปลาในกะละมัง ตัวเล็กเหมือนพะงาบๆ เอาปากขึ้นมาเหนือน้ำ


    พี่ น. ก็ทำความสะอาดไปเรื่อยๆ เราก็กลับไปนั่งที่เดิม เบื่อๆ แอบคิดชีวิตทำไมต้องเป็นแบบนี้ แต่คงหางานทำไม่ได้ หาได้ก็คงเข้ากับใครไม่ได้ แล้วตายลงไปอย่างเงียบๆ...แต่ถ่ายรูปเยอะ เพราะไม่รู้ทำไร


    หนังสือที่อ่านค้างไว้....ตอนมาอยู่ที่นี่คงน่าจะอ่านจบ...ชีวิตไม่มีไรน่าสนใจจริงๆ แหละ แต่บ่นบ้ารอวันตายไปงั้นๆ


    ป้า ป. รีดผ้าเสร็จ ก็มาบอกพี่ น. เรื่องด้านบนเหมือนสกปรกจากตะไคร่ ตอนแรก เราแอบคิด ก็ทำเองสิ แต่สุดท้ายป้าแกก็ทำเองสลับกับพี่ น.


    พยายามติดตั้งที่ดึงน้ำขึ้นใส่ตู้ปลา ตัวปั๊มมั้ง มีต่อสายยางแต่ไม่ประสบความสำเร็จก็เลยไปเทน้ำใส่ตู้ปลาเหมือนเดิม


    เสร็จแล้ว พี่ น. ก็มานั่งพัก ป้า ป. ก็เข้าไปอยู่ในห้องรีดผ้าไม่ออกมาดั่งเดิม เราก็สังเกตจากที่เคยมาคุยๆ ก็ไม่คุยอีกเลย แต่ก็แล้วแต่ป้าแก พี่ น. ก็มีคุยบ้าง ตอนก่อนไปรับจ้างกวาดบ้านที่บ้านด้านหลัง ก็เอามือถือมาถามเบอร์เรา เราก็บอกๆ เบอร์ แบบเมมไว้ได้มั้ย พี่เขาบอกแบบตอนกลับมาจากเดิน - วิ่ง ให้โทรหาเอากุญแจ แกจะอยู่แถวที่ขายของ ไม่ต้องไปยุ่งกับป้าแก แล้วออกไป....เราก็เก็บของขึ้นห้อง ไปเก็บผ้าชั้น 6...ตอนอาบน้ำเสร็จ กำลังเตรียมของออกไปเดิน - วิ่ง....แอบระแวงป้าว่าจะล็อคประตูมั้ย ได้ยินเสียงโซ่ เลยรีบลงไป แต่ก็เห็นประตูเปิด ป้าแกนั่งมองไปด้านนอก แต่ทำเสียงแบบไม่ดีแนวไม่พอใจ....ให้เราออกหลังบ้าน ล็อคและเอากุญแจไปด้วย....เราก็แอบพูดเบาๆ..น่ารำคาญ...หรือป้าแกกลัว Covid-19....คนเราก็ต้องตายทุกวันนั่นแหละ แต่ฟังข่าวหรือดูโพสต์มากที่บิ๊วว่าน่ากลัว คนติดเชื้อ คนตายเพิ่มขึ้น คนหายป่วยมีเยอะกว่า แต่การตายอ่ะไม่ตายจาก Covid-19...เราก็ไปตายจากอย่างอื่นได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว...เราก็ไม่อยากเป็น แต่เราก็อยากใช้ชีวิตต่อไปได้....ความจริงตกงาน ไม่มีเงิน แห้วแดร๊----กตลอดเวลาก็ไม่รู้มีชีวิตอยู่ต่อไปทำไมเหมือนกัน แต่กลัวโดนด่า เกิดเป็นแล้วไปแพร่เชื้อหรือเป็นภาระหมอและพยาบาล แต่ให้อุดอู้แต่ในอาคารก็บ้าตายพอดี แต่ถ้าเขาให้อยู่ 24 ชม. ก็ต้องอยู่แหละ

    บางทีนั่งเฉยๆ ก็คิด...แบบยุ่งแต่เรื่องผู้ชาย สุดท้ายแห้วแดร๊---กหมดและชีวิตก็ไม่เหลืออะไร แต่ก็เจอในแง่ดีและไม่ดีปนกันไปอ่ะนะ โดนเข้าใจผิดก็เยอะในแง่ลบๆ ประสาทแดร๊---ก กลัวไป คิดมาก แบบเขาคิดว่าเราจะไปคิดว่าเขามารอให้เราขอความเมตตา...หรือไล่ตามผู้ชาย...แต่คนดีดีแบบมิตรภาพดีดีก็มีแหละ แต่เราคงโง่ คิดช้าไป....ส่วนใหญ่เรามองคนที่ไม่ดีกับเราก่อนแล้วเอามาด่า แช่งในใจ คนที่ดีดีมิตรภาพดีดีในสมัยกาลก่อน เอามาขอโทษในใจทีหลัง แต่สรุปเราคิดมโนจิตเข้าข้างตัวเองไป

    ตอนนั่งมอง พี่ น. เปลี่ยนน้ำ ก็คิดว่าคนเรามาเจอกันเพราะอาจมีเวรกรรมต่อกันเลยมาเจอกัน รู้จักกันจนกว่าเวรกรรมจะหมด แต่คนที่เจอกันมานานๆ แต่ไม่มีวันรู้จักกัน เราก็ไม่รู้เคยทำเวรกรรมไรกันมา หรือเพราะสันดานโง่ของเราเองก็ได้ แต่เราไม่รู้ความคิดและความเข้าใจคนอื่นอยู่ดี

    บางทีเราอาจคิดถึงใจคนอื่นน้อยไปก็ได้ คิดแต่ใจตัวเอง ความคิดตัวเอง แต่เราไม่รู้ความคิด ความเข้าใจคนอื่นจริงๆ ก่อนจะเอามาคิดทบทวนทีหลังแต่ช้าไป แต่ในสังคมมีทั้งคนที่ดีและไม่ดีกับเรานั่นแหละ


    เดินมาหลังบ้าน แม่กุญแจใหญ่ เราเคยเอาไปจะคล้องด้านนอก คือคล้องไม่ได้ติดกำแพง ตอนหยิบกุญแจเลยเอามา 2 ชุด ไขเอาแม่กุญแจเล็กเอาไปคล้องปิดด้านนอก และอีกชุดไขแม่กุญแจใหญ่เพื่อให้เราออกไปได้

    เดินไปบ้านด้านหลังที่พี่ น. บอกจะมารับจ้างกวาดบ้าน ลองโทรหาพี่ น. แต่ไม่มีคนรับ มองเข้าไปไม่เจอใคร เลยลองกดกริ่ง แต่ไม่มีใครออกมา มีลุงคนนึงเดินมาแบบให้รอหรือไรสักอย่าง พอพี่เจ้าของบ้านออกมาก็ถามว่าใครเพราะเรามีหน้ากากปิดหน้า เราก็ถามถึง พี่ น. แบบรู้จักมั้ย พี่เจ้าของบ้านก็งง ลุงที่เดินผ่านมาก็มองๆ เลยถามแทน พี่แกเลยเดินมาหน้าบ้าน แบบเราใช่คนที่ทำโฮสเทลใช่มั้ย...เราเลยถามว่าพี่ น. อยู่มั้ย บอกจะมากวาดบ้านที่นี่ พี่แกบอกยังไม่มา....ถามว่าเรามาทำไร...เราเลยบอกจะเอากุญแจมาฝาก...และขอโทษที่รบกวน เดี๋ยวเราไปหาที่อื่นแบบตรงที่ขายของกัน

    เดินไปตามทาง ก็ไม่รู้ว่าพี่ น. ขายของอยู่มั้ย...เดินไปก็เจอกลางทาง...ก็บอกพี่เขาเรื่องแม่กุญแจ ว่าอันใหญ่เราวางไว้บนชั้น เราเอาแม่กุญแจเล็กคล้องไว้แทน....เอากุญแจฝากพี่เขาไว้

    เครียด ทุกข์ใจหลายเรื่องตอนออกไป ก็สงสัยวันนี้จะมีคนมาเดิน มาวิ่งหรือปั่นจักรยานมั้ย เพราะไม่อยากเป็นคนเดียวที่มาเดินๆ เห็นบางคนกลัว  Covid-19 เหลือเกิน วันนี้เห็นหน้ากาก 2 อันใส่ทับกันอย่างป้า ป. แต่นั่นแหละ คนกลัวคือคนที่รอดชีวิตขณะมนุษย์โลกคนอื่นล้มตายกันไป

    แดดยังสวยเหมือนเดิมตอน 17.32 น.


    ผ่านศาลหลักเมืองก็แวะไหว้ขอพรเรื่องงาน  - เงิน - ผู้ใหญ่ - ความรู้สึกส่วนตัว - ไม่ติด Covid-19 ก็ไม่อยากติดแม้ชอบออกไปทุกวัน ไม่อยากทรมาน แต่คนเราจะตายก็ต้องตาย ไม่ตายเพราะโรคนี้ก็ต้องตายเพราะอย่างอื่น


    เดินออกมาริมถนนใหญ่ มองไปเห็นกลุ่มปั่นจักรยานปั่นตามกันไปหลายคน เห็นคนวิ่งเลียบกำแพงวัดพระแก้ว คนเดินก็มีหลายคน ก็ดี เพราะมีคนออกมาออกกำลังกายเยอะพอประมาณ ไม่ใช่เราแต่งตัวเหมือนมาออกกำลังกาย แต่เดินบ้าบออยู่คนเดียว คนอื่นอยู่บ้านกลัวไวรัส

    เดินผ่านวัดพระแก้วก็ไหวขอพรเรื่องงาน  - เงิน - ผู้ใหญ่ - ความรู้สึกส่วนตัว - ไม่ติด Covid-19


    เดินไปไม่ไกล รู้สึกถึงความผิดปกติของรองเท้า อิ๋บอ๋ายเหมือนเดิม ไม่ต้องยกขึ้่นดู พื้นรองเท้าด้านนอกนี่แหละหลุด เหมือนครั้งที่แล้ว และมาเป็นตอนที่เรามาถนนใหญ่แล้ว แต่ทำไรไม่ได้ก็วกกลับไปที่ 7/11 ที่ตอนนั้นเราก็ไปซื้อกาวตราช้างและขอแปะในร้านแต่มีกาวหยดนั่นแหละ หวังว่าพนักงานตอนทำความสะอาดจะไม่รู้คราบนี้เกิดจากกาวที่เราทำหยด กลัวโดนด่า....แต่ก็เดินอีกไกลเพราะต้องเดินเข้าไปแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปอีก

    เดินเลี้ยวเข้าไปในทางเส้นเล็กก็เจอคนมาถ่ายภาพแต่งงาน เลยเดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งแทน อายรองเท้าจริงๆ หลุดแล้วหลุดอีก กลุ้มใจแต่ไม่รู้ไปซื้อแบบมือหนึ่งที่ไหนและเอาแบบราคาไม่แพงด้วย...แต่ระหว่างทางก็เจอคนเดินออกกำลังกายหลายคน ก็เหมือนไม่หวั่นต้องอยู่แต่ในบ้านเพราะก็ออกจากบ้านมาออกกำลังกายกัน แม้เขาบอกให้อยู่บ้านกัน


    เดินเจอนกกลางถนนก็ถ่ายภาพไว้ เวลามีรถผ่านก็มองจะบินหนีไปมั้ย ก็บินหนีไป


    อิ๋บอ๋ายจริงๆ กับรองเท้ามือ 8 หรือเก็บจากถังขยะ เสียค่ากาวตราช้างรอบที่ 3 ราคารอบละ 26 บาทหงุดหงิดแหละ เดินไกลด้วยกับรองเท้าที่ขาดๆ...อายคนอื่นเขา


    ได้กาวตราช้างมา ก็ยืนลังเลว่าจะแปะข้างนอกหรือขอเขาแปะด้านใน อายเขาถ้าแปะด้านนอก แต่ก็ลองขอดู พนักงานก็ตกลง ข้างในมีเจลล้างมือด้วยไง มือมันเลอะ เหนื่อยใจ เงินก็ไม่มี

    เดินข้ามสะพาน เจอคนยืนๆ ก็ไม่รู้ทำไร อาจจะตกปลา เพราะตามสะพาน ริมสะพาน ริมทาง มีคนมาตกปลาเป็นหย่อมๆ ก็เดินออกไปทางเก่าที่มาเมื่อกี้


    เดินผ่านศาลหลักเมืองและวัดพระแก้วก็ไหว้ขอพรดั่งเดิมและเดินไปตามทาง....คนก็มาวิ่ง มาเดินหลายคน ชีวิตดูปกติ แม้รถน้อยและคนน้อยลง นักท่องเที่ยวแทบไม่มี เพราะปิดหมด แต่ตอนผ่านมารอบแรกเจอฝรั่งกลุ่มนึงยืนถ่ายรูปอยู่ ไม่ใช่ร้าง ไม่มีนักท่องเที่ยว


    ได้ยินเสียงจำไม่ได้นกหวีดมั้ย หรือสักอย่าง หันไปเจอทหารตั้งแถวเคารพธงชาติมั้ง ตอนแรกคิดว่ากำลังเตรียมตัว แต่ยืนรอๆ มองๆ อยากถ่ายรูป ปรากฏเขาพับธงเก็บ คงเคารพธงชาติไปแล้ว


    เจอแมวเดินผ่านด้านหน้า และพระจันทร์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า


    คนออกกำลังกายไปเรื่อยๆ...เห็นมีคนมาตีกอล์ฟด้วย แบบมีอุปกรณ์แบบฝึกตีกอล์ฟได้เองที่บ้าน ตอนแรกไม่กล้าถ่ายรูปเขาหรอก เดินๆ จะผ่านแล้วเลยหันไปนิดนึง...ถือว่าเก็บภาพบรรยากาศวิถีชีวิตคนยามเย็นแล้วกัน



    เดินผ่านไปทางตรง มีคนหันมายิ้มให้แบบขยับแข้งขยับขาอยู่แล้วหยุด แต่เราเดินผ่านไป เขาก็หันหน้าไปทางอื่นอย่างไวแล้วไม่หันกลับมาเลย คือเราใส่หน้ากาก เขาอาจจำคนผิด แต่เราเห็นมาตั้งนานแล้ว ตอนแรกจะถ่ายรูปคนออกกำลังกายทางตรงเลยไม่กล้าถ่ายภาพ เกรงใจเขา...แต่ตอนเดินผ่านก็คิด เฮ้ย....Don't worry.....เราไม่คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขายิ้มให้เรา เพราะเราก็เดินผ่านไปเฉยๆ....แต่เหงาหว่ะ คิดถึงตอนนี้ หลายเรืื่องในหัว ความคิดและความทรงจำ....

    เดินข้ามถนนมา เจอแมวเลยหยุดถ่ายภาพ


    เดินผ่านวัดโพธิ์ก็ยกมือไหว้ขอพร ความจริงอยากเข้าไปกราบตามวัดขอพร บ่นเรื่องทุกข์ในใจ แต่ไม่ได้


    เดินไปถึงคูเมืองเดิมแล้วเลี้ยวกลับ


    เราชอบถ่ายรูปเก็บความทรงจำแบบบ้าบอ...คนอื่นๆ อาจรำคาญได้


    6 โมงกว่าก็เดินวกจะเข้าซอยโฮสเทล...พอใกล้ถึง..เราเลยถ่ายรูป....พอดีติดผู้ชายคนนึงเดินผ่านมาแบบเราเห็นแต่ไม่ได้สนใจ...แต่ผู้ชายคนนั้นดันพูดตอนเดินผ่านไปเราไปแล้ว....ถ่ายพี่เหรอ...เราบอก...ไม่ใช่ค่ะ...เขาก็พูดต่อ...นึกว่าถ่ายรูปไปแล้ว...ในใจเราตอนนั้น คือเขาเป็นใคร ทำไรมามั้ย...หน้าเสียนิดนึง แต่บอกว่า...ไม่ใช่ค่ะ ไม่รู้จัก...เขาก็เดินจากไป...เราก็เดินเข้าซอย


    เข้าซอยมาไม่ไกลก็มองหาพี่ น. ว่าขายของตรงไหน หลายวันก่อนเจอแถวๆ ต้นซอย เมื่อวานเจอกลางซอย...วันนี้มองๆ ก็เจอแถวๆ ต้นซอยก็เลยเดินเข้าไปหา...เอากุญแจหลังบ้าน...พี่เขาก็ถามกลับโฮสเทลเลย?..เราก็ใช่....แต่ไม่ได้จะกลับเพราะเร็วไป...เลยเดินไป 7/11 ซื้อขนมปังเอาไปฝากพี่เขาด้วย ขอบคุณที่พูดดีดีกับเราเรื่องตอนเย็นๆ ที่ให้ไปเอากุญแจกับเขา แต่ก็คำนวนเงิน เพราะค่ากาวตรงช้างนี่แหละ 26 บาท เราเอาเงินออกไป 80 บาท ถ้าซื้อขนมปังจะพอค่าข้าวไข่เจียวมั้ย...แล้วเดินย้อนเอาขนมปังไปให้พี่ น. แต่ตรงนั้นไม่มีที่นั่ง ก็ยืนๆ แต่มองไปกลางทางที่คนเดินผ่าน....เกรงใจด้วย...พี่ น. ก็บอกให้มายืนในๆ แล้วให้หนังสือพิมพ์เรามาปูนั่งเหมือนแก...เราก็ให้ขนมปังแกไป 1 ชิ้น ตอนแรกจะให้ 2 ชิ้นเพราะ..1 แถม 1 แต่แกไม่เอา...เราก็นั่งกินอยู่ตรงนั้นด้วย...


    แกก็เหมือนไม่อยากคุยกับเรามั้ย...แต่เราก็นั่งกินไปเรื่อยๆ....แกก็คุยกับคนขายแถวนั้นที่เป็นเพื่อนแก แกก็บอกกลับทุ่มกว่าเมื่อวานทันรถเมล์คันสุดท้าย ดีที่เพื่อนแกไปส่ง...ตอนนั้น 19.04 น. เราก็เบื่อๆ เพราะหลายวันก่อน กลับจากเดิน - วิ่ง ก็สั่งข้าวไข่เจียวเข้าไปกินและดู TV กับป้า ป. 

    เราก็ถามเรื่องป้า ป. แบบไม่คุยกับเราตั้งแต่เมื่อวานตอนกลับมาจากการทำความสะอาด เป็นไรมั้ย...พี่ น. ก็ไม่รู้ แต่แกนิ่งๆ เงียบๆ เฉยๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันแกคิดไรในใจ..แกก็บอกไม่ต้องสนใจ...แบบคนแก่ อารมณ์แปรปรวณ...เขาอยู่ในโลกของเขา เราอยู่ในโลกของเรา....เรานั่งไปก็ไม่รู้รบกวนมั้ย แต่เบื่อ มองๆ ร้านขายน้ำก็ถามพี่ น. กี่บาท...พี่เขาก็บอก 15 บาท เราเลยบอกงั้นไปซื้อ 7/11 คุ้มกว่า...ทานขนมปังเสร็จ เราก็ไป...ก็ขอโทษที่มารบกวน..พี่เขาก็บอกกลับจากเดิน - วิ่งก็มานั่งได้..เราก็บอกปกติดู TV กับป้า ป. แต่เขาขึ้นเร็ว แบบเราไม่มีคนคุยด้วย เหงาแหละ....พี่ น. ก็ถามกินไข่เจียวมั้ย...เราก็บอกกินขนมปังแล้ว..ก็ลาจากกันไปตรงนั้น....ตอนนั่งก็เจอยายจันทร์ที่แต่ก่อนซื้อข้าวเช้ากินแต่ก็ราคามาตรฐาน 30 - 40 บาท...แกบอกกลับจากบวชหายบ้าแหละ....เราก็ยิ้มทักแกไป...แต่ทุ่มเศษๆ....คนก็ทยอยเก็บของกลับ...ความจริงก็ขายๆ มาทั้งวันแล้วแหละ


    ก็ไม่รู้ชีวิตคือไรเหมือนกัน...แต่เบื่อๆ เซ็งๆ อย่างไร้อารมณ์ ความรู้สึกและเวลาหยุดนิ่งแช่แข็งไว้ จะได้ไม่ต้องรู้สึกไรเมื่อเวลามันเดินไปเรื่อยๆ 


    ขึ้นไปบนห้อง มองลงไป คนก็ยังมีอยู่แม้ถือว่าเงียบเพราะแค่ทุ่มกว่า 


    จบไปอีก 1 วันกับชีวิตที่ไม่ได้มีไรน่าสนใจ เฉยเมย เฉยชา และอยู่ไปวันวันแบบไม่มีความหวังใดใด....

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in