Today is not TomorrowJirattipat Tengamnuay
บันทึกคนบ้าบ้าบอบอ 30++ ตอน เริ่มต้นปี 2563 และการทำบุญไป..ด่าไป
  • 31 ธันวาคม 2562 - 3 มกราคม 2563: บันทึกส่วนตัว...ไร้สาระและไม่น่าสนใจ..แค่ว่างไม่มีไรทำ

    3 มกราคม 2562:

    หลายครั้งถามตัวเอง...ชีวิตน่าสนใจอย่างไร...ถึงเอามาพิมพ์บ่นบ้าระบายหาทางออกไม่ได้ในที่สาธารณะแบบนี้...แต่เอาจริงๆ...มันก็แค่การหาอะไรทำของเราแหละ...ไม่ได้คิดว่าเรื่องตัวเองน่าสนใจ..แค่คนบ้าๆ ไม่มีตัวตนคนหนึ่ง...แต่มีที่ให้เล่าก็พิมพ์เรื่อยเปื่อยแต่อยากระบายความในใจ..เรื่องในใจที่พูดไรไม่ได้ หาทางออกไม่ได้...และก็คิดก็ไม่ได้มีใครเดือดร้อนกับสิ่งที่เราเล่า...แม้มีเอ่ยถึงคนนั้นคนนี้...แต่เราพูดถึงใครหล่ะ...ไม่มีใครรู้....ชีวิตคนคนนึงที่ดูน่าเบื่อมาก....และไม่ได้ประสบความสำเร็จใดใดแแต่แค่อยากเล่าระบายเรื่องทุกข์ใจตัวเองที่ไม่ได้สำคัญและน่าสนใจอะไรสำหรับใครทั้งนั้น

    เริ่มต้นจากวันนี้...เครียดเหมือนเดิมเพราะหางานทำไม่ได้และตกงาน...และยิ่งเราแย่ๆ...เราจะยิ่งหวนนึกถึงอดีตทีี่ทำผิดพลาด....อย่างงานเก่าๆ ที่เราสงสัยตัวเองว่าทำแบบนั้นทำไม...ทั้งที่ไม่มีเงิน..หรือโอกาสต่างๆ ในอดีตที่เราทำพลาดไปเองและมาย้อนคิดเสียใจ...แต่เอาไรย้อนคืนไม่ได้...ถือเป็นช่วงที่แย่มากๆ...วันนี้กะไปทำบุญแถวสนามหลวงแบบทุกๆ ปี...เคยไปทำในวันแรกของปีหรืออาจจะวันสุดท้ายของปีเก่า...เพื่อให้ปีนั้นๆ เป็นปีที่ดีสำหรับเรา....แต่บอกตรงๆ ไอ้ปี 2562 ที่่ผ่านมาคือล้มเหลวและสาเหตุส่วนใหญ่คือเพราะตัวเราเองที่อาจโง่และพลาด....ใจและความรู้สึกตัวเองด้วย....หลายๆ อย่างมาย้อนคิดคือตอนนั้นที่เลือกทำไรแบบนั้นไป...คือคิดดีแล้ว?...แต่แก้ไขไรไม่ได้...และตอนนี้ก็หางานทำไม่ได้..บอกตรงๆ ก็ไม่ได้อยากหาแม้ไม่มีเงิน...ก็คิดว่าคงหาไม่ได้อีกนั่นแหละ

    ความจริงก็ไม่ได้ตื่นสายไรหรอก...ตื่นมา 7 โมงนั่นแหละ...แต่เครียดอยากหนีความจริงชีวิตเลยลุกจากที่นอนตอน 9 โมงกว่า...นอนตายอนาถ....ชีวิตไม่ได้ดีไรแม้แบบตื่นสายได้เพราะตกงาน..ไม่มีจะกิน ไม่มีเงินไง โคดบัดซบมาก...ตื่นมาเวลานั้นก็คงไปไม่ทันเพราะไหว้หลายวัด...อยู่ๆ ก็นึกถึงบ้านบุญบวงสรวงที่เพิ่งไปมาตอนปลายปี 2562....ปีหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วมากและชีวิตก็เฮี้ยและบัดซบไม่มีไรดีกับชีวิตเหมือนเดิม

    ออกไปรอรถเมล์หน้าหมู่บ้าน....ไม่ได้กินข้าวไร...ไม่รู้ที่ไหนๆ คนก็มีมากมายและเสียงดัง...แต่รู้สึกปวดหัวล่วงหน้าที่จะไปกิน...เลยไม่ได้...ไปหากินเอาดาบหน้า...ซึ่งความจริงพวกเขาก็อาจหยุดปีใหม่ไม่ได้เปิดร้านกันก็ได้..ไม่รู้เพราะต้องเดินไปทางซ้ายอีกหลายเมตร...ไม่ได้หันไปมองด้วย

    ออกไปรอรถเมล์ก็ส่งข้อความหาเพื่อนที่เป็นคนสักคิ้วฟรีให้...เพราะคิ้วแหว่งและไม่เท่ากัน 2 ข้าง...เพื่อนบอกรอสัปดาห์หน้า...เราก็โอเค...ดีที่มีผมหน้าม้าก็เลยปิดหน้าผากไปได้

    ความจริงไปไหว้ขอพรก็ไม่ได้ช่วยไรนะ..ไปขอและไปบนมาหลายที่เรื่องงาน...ปัจจุบันก็ยังตกงานอยู่ หางานไม่ได้...และยากที่จะหาได้เพราะความสามารถไม่มีและอายุเยอะมากๆ จะ 40 ปีแล้วอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี่แหละ หลายๆ ทีอยากตายเหมือนกัน...แต่ก็ถามตัวเอง...ตายแล้วไปไหน...ตายแล้วจะอยู่อย่างไร ตกนรก...เป็นเปรต...ผีเร่ร่อน..หรือฆ่าตัวตายซ้ำๆ....และพูดหรือทำไรไม่ได้ด้วย....ไม่มีใครทำบุญให้ก็ผีอดอยาก....ก็ไม่รู้ว่าตายแล้วดีมั้ย...เลยยังไม่กล้าตาย...ไม่ใช่ตายไปแล้วแย่กว่าเดิมอีก

    ตอนนั่งรถเมล์....อยู่ๆ พี่ที่ทำงานก็ไลน์มา..เราก็คุยกันนานๆ ครั้ง...แต่ตอนทำงานด้วยกัน...ก็มีพี่หรือคนอื่นด้วยแหละ...แต่บริษัทเล็กๆ...มีไม่กี่คน...แบบตำแหน่งละคนเลยมั้ง...และบางที...คนนั้นคนนี้มีอะไรต้องทำ...เราก็เลยอยู่กับพี่คนนี้...หรือคนอื่นๆ ลาออกไป...เราก็อยู่กับพี่คนนี้แบบตอนหลังๆ...มีจัดโต๊ะใหม่...เราก็โดนจัดมานั่งใกล้พี่คนนี้...หลังๆ ก็เลยเหมือนคุยกันเยอะ...ช่วงนั้นก็มีความสุขดีแหละ...เพราะพอพี่คนอื่นๆ ที่สนิทกับพี่คนนี้ออก...ก็เลยเหลือแค่เรา...ส่วนน้องอีกคนข้างๆ ก็ผู้ชายแบบตอนนั้นเพิ่งเข้ามาใหม่...ส่วนน้องอีกคนก็นั่งแบบไกลๆ...ก็เลยเหลือแค่เรา...ก็เลยเหมือนคุยกันเยอะ...เช้าๆ บางที...พี่เขาก็ไลน์มาฝากเราซื้อพวกนมให้...กลางวันก็ไปกินข้าวด้วยกัน....ช่วงนั้นมีกฏคือห้ามพักเที่ยวเกิน 1 ชม. แต่เราแหกกฏหลายครั้งนิดนึง...คือไปกิน bar b q plaza ซึ่งพอไปกินกันก็เกิน 1 ชม. อยู่แล้ว...กว่าจะมาเสิร์ฟ...กว่าจะกินเสร็จ....คือปกติแทบไม่กิน...หลายๆ ปีไปกินกันทีแต่ช่วงนั้นบ่อย....แทบจะสัปดาห์ละครั้ง...คิดถึงแหละตอนนั้น....แต่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแหละ....เงินตอนนี้แทบไม่รู้จะมีกินไปอีกนานแค่ไหนเลย...

    พี่เขาไลน์มาบอกว่าอยากกลับไปทำงานที่เก่า...ที่ที่เราเคยทำด้วยกันนี่แหละ...เพราะที่เขาอยู่...เงินดีกว่าแต่เพราะเขาเป็นเจ้านายก็เหมือนต้องดูแลลูกน้องและเลี้ยงลูกน้อง...เราก็สนับสนุนเขาว่าถ้าเขาคิดว่าดีแล้วก็ลองดู....เพราะเขาก็บอกว่าต้องเลี้ยงดูลูก...แม้ที่นี่ไกลกว่าที่ที่เขาทำอยู่...ตอนแรก...เขาจะไลน์บอกคุณ ย. ที่เหมือนคนรุ่นเก่าๆ ตอนที่เราอยู่ไม่ชอบ...แต่ก็ออกกันไปเกือบหมดแล้วแหละ...เรารู้สึกเหมือนโดนหักหลังไงไม่รู้....คือมันมีเรื่องก่อนหน้านั้นแต่นานแล้ว....ระหว่างเรากับคุณ ย. นี่แหละและในไลน์กลุ่มก็มีนินทาว่าคุณ ย. เยอะ...พอพี่เขาบอกจะคุยกับคุณ ย. เลยรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง...แต่เราก็ยอมรับว่าเรื่องหลายๆ อย่าง..เราจะไม่มีชีวิตที่แย่แบบนี้..ถ้าเราไม่ใช้แต่อารมณ์มากกว่าสติ...และการคิดไม่รอบคอบ...ดังนั้นเราก็คือผิดหลายอย่าง...อันนี้ยอมรับ....เราก็บอกพี่เขาไปว่า...ทำไมไม่ไลน์หาคุณ ก. เพราะตอนที่พี่เขาจะออกตอนนั้น...คุณ ก. อยากให้พี่เขาอยู่มาก...พยายามคุยหลายครั้ง...เพราะพี่เขามีความสามารถแหละ...และเจ้านายเอ็นดู...พี่เขาเลยบอกก็ไลน์หาทั้ง 2 คนนั่นแหละ...เรา่ก็เลยมาคิดย้อนหลัง....ว่าพี่เขามีปัญหากับคุณ ย. นิ....หรือเคยว่านินทาคุณ ย. มั้ย...อยู่ๆ ถึงจะไปไลน์หาคุณ ย. ว่าอยากจะกลับไป...แต่พอมาคิดอีกทีคือเรื่องนานแล้ว....แต่นึกดู...อ้อ...พี่เขาไม่น่าจะมีเรื่องไรกับคุณ ย. ...ถึงมีก็อาจนิดเดียว....พี่เขามีปัญหากับคุณ ก.ซ. ที่ต้องทำงานเชื่อมโยงกัน...แบบพี่เขาเคยบอกเขาไม่อยากอยู่ต่อเพราะคุณ ก.ซ. นี่แหละ....แต่สรุป...เราก็ไม่รู้เรื่องต่อ..คืออยากถามพี่เขาแหละ..ไลน์แล้วเป็นไง...คุณ ก. และคุณ ย. ว่าอย่างไร....แต่ก็มาคิดคือเรื่องของเขาแหละ...และถ้าเขาไม่อยากเล่าให้เราฟังเราก็ไม่ควรไปถามไรเขามาก....เพราะถ้าเขาอยากบอกก็บอกเราเอง...ถ้าไม่..แม้เราอยากรู้...แต่ก็ไม่ควรถามเพราะความจริงไม่สนิท...ไม่เจอกันนานแล้ว...แต่เราเข้าใจว่าเขาบอกเราเพราะความจริงคนที่บริษัทเก่าที่อยู่ในช่วงเดียวกันมีไม่กี่คน...และไม่ใช่ทุกคน...ไปบอกเรื่องนี้ได้...พี่เขาก็เลยไลน์มาหาเรานั่นแหละ แต่เพราะพี่เขาไลน์มาเรื่องนี้...เราเลยเข้าไปดูเพจของบริษัทนี้ที่เราเคยทำ..คนที่ทำปัจจุบันก็ทำดีนะ...แต่เราเลื่อนๆ ลงไป....มันมีโพสต์แบบไปหาซื้อสินค้านี้ที่ร้านไหนได้บ้างในสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วเราเศร้า...เพราะเราอ่ะอยากทำงานแล้วเก็บเงินเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ...แต่ตอนนี้คงไม่มีหวังอีกแหละอยากตายจริงๆ...แม้เรามีไรอยากทำแต่ไม่มีวันทำได้...เราก็ไม่รู้มีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร..ดูดราม่า แต่ใครไม่ใช่เราก็คงยากจะรู้และเข้าใจแหละ....แต่วันนี้ (4 ม.ค.) ก็อดเผือกไม่ได้ไลน์ไปถาม...แต่ก็บอกว่า จะบอกไม่บอกก็ได้เพราะไม่อยากเหมือนยุ่งเรื่องของพี่มากเกินไป...พี่เขาก็บอกรอ...คือไม่รู้ดิ....แต่เป็นเราคงไม่กล้า...คือมีถามแบบฟรีแลนด์จริงแต่ถ้าเป็นในส่วนงานประจำไม่กล้า....และคิดว่าคงไม่ได้แหละ

    เรามาถึงแถวซอยบ้านบุญสรวงตอนเที่ยง...มองหาร้านข้าวก็ไม่เจอ..คือสงสัยมาก....คือแถวนี้ในซอยต่างๆ...บ้านคนเยอะ...อย่างซอยที่เราจะไป...ซอยยาวนะ...และสองข้างทางคือบ้านคน...มีบริษัท...มีอพาร์ตเมนต์....แต่เราเดินไปจากสะพานลอยไปถึงหน้าซอย...กลับไม่เจอร้านขายข้าว...คือมีร้านหนึ่งแหละ...เห็นแม่ค้าตำส้มตำ...แต่ดูสภาพร้าน...นี่ไม่แน่ใจ...แม้มีคนนั่งทานอยู่ 2 คนโต๊ะเดียวนี่แหละ ลองเดินเลยไปจากซอยที่เราจะไปก็ไม่มี....ก็เลยตัดสินใจ...ช่างมัน....เดินเข้าซอยไป...เดี๋ยวค่อยไปหาไรกินตอนกลับจากที่นี่...ไปกินแถวแฮปปี้แลนด์


    เดินเข้าซอยก็มองหาร้านข้าวแต่ไม่มี...เห็นกลุ่มคนเดินออกมา...แบบน่าจะคนทำงานบริษัท...คือแถวนี้..คนก็เยอะแต่ไม่มีร้านข้าวแต่ก็เห็นเดินออกไปหน้าซอย...เราก็เดินต่อไป...แต่คิดว่าคงไม่มีร้านข้าวแล้วแหละ...แม้ซอยนี้ยาวนะ...บ้านคน 2 ฝั่งแต่ร้านข้าวหายาก


    เจอแบบร้านขายกาแฟและมีข้าวขาย...แอบมองๆ แต่คิดว่าน่าจะแพง...ก็เดินต่อไป...เดินเข้าไปอีกก็เจอร้านก๋วยเตี๋ยว...ก็แบบทานก็ได้...หิวมากๆ...เที่ยงแล้ว...แต่พอเดินไปดูในร้านและเจอเมนู + ราคาด้านบน...ก็ 40 - 60 บาท....อยากกินไก่ตุ๋น..แต่ราคา 50 บาท....ก็เลยตัดสินใจไม่ทานแล้วกัน...รอกลับไปกินแถวแฮปปี้แลนด์


    เดินไปเรื่อยๆ ประมาณ 12.09 น. ก็เดินมาถึงบ้านบุญบวงสรวง...ใช้เวลาเดินประมาณ 7 - 8 นาทีจากปากซอย...ก็มีรถของคนมาไหว้เหมือนกัน...เราก็ไหว้พระพิฆเนศและองค์พญานาคที่ด้านหน้า...ก่อนเดินเข้าไปไหว้ด้านใน....

    บ้านบุญบวงสรวงแตกต่างจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ...คือมีแอร์...เราไม่รู้ว่าศักดิ์สิทธิ์หรือไม่...แล้วแต่ความเชื่อ....แต่เราเครียดและทุกข์ใจ...หาทางออกไม่ได้...ก็เลยอยากมาไหว้...ก็มา...เพราะจากบ้านเราก็รถเมล์สายเดียวถึง


    เดินเข้าไปไหว้ขอพร..เริ่มจากด้านในสุดก่อน...ก็เห็นคนที่มาก่อนเราเมื่อกี้...ไหว้กันอยู่...เราก็นั่งข้างๆขอพรเรื่องงาน...และเรื่องต่างๆ....พร้อมนึกถึงเรื่องที่เราทำผิดพลาดไปด้วย...แบบกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง...ก็พลาดมาตลอด...และก็บอกแบบถ้าหางานไม่ได้ตามที่ขอ...ที่เราจะอยู่ได้...เราคงต้องตายจริงๆ...แล้วแหละ...เครียดมาก....พอไหว้เสร็จก็ลุกจะไปไหว้องค์อื่นต่อ...แต่เมื่อกี้เรานั่งเยื้องไปข้างๆ...แต่รู้สึกแบบเราควรมานั่งตรงๆ ต่อหน้าแล้วขอพร..ก็เลยมาสวดบทสวดที่เขาติดเอาไว้แล้วขอพรอีกรอบ...คนเราไม่ควรเอาตัวเองไปเทียบชีวิตคนอื่น...แต่เราอยู่ไปได้ยากจริงๆ...กับความผิดหวังและล้มเหลวในชีวิตเรา...


    เราก็ขอพรวนไปเรื่อยๆ จากด้านในสุดออกมาด้านหน้า...


    ค่าของบูชาคือดอกดาวเรืองน่าจะ 7 ดอกนะเพราะไหว้ 7 ที่และเทียน 1 อัน...ราคา 100 บาท...ซึ่งเขาไม่บังคับ....อยากจะซื้อบูชาหรือแค่ไปไหว้ขอพรก็ได้....ตอนมาถึงองค์พระพิฆเนศ...จะมีไฟอยู่ด้านหน้า...ซึ่งจะมีบทสวดและให้เอามืออังไฟแล้วมาอังหน้าแบบขอพร...เราก็ทำไป 3 ครั้งแบบขอพรไปด้วย...ความจริงเรามารอบที่แล้วปลายปี 62 แต่ก็ยังหางานไม่ได้...แต่ว่าคือความเชื่อและความสบายใจแหละ...คือเราก็มาขอเพื่อบรรเทาทุกข์และความเครียดในตัวเรา....และจริงๆ ก็ไม่ได้บังคับเสียเงิน....เราแค่มาไหว้ขอพรรอบๆ ได้



    ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบๆ ให้ครบทุกองค์...เพราะเราก็ไม่ได้มีธุระไปไหนแม้หิวข้าวมาก...ตอนขอพรองค์แรกๆ....เราก็คิดจะถามคนดูแลว่าจะไปทานข้าวแถวนี้...มีตรงไหนบ้าง...แล้วค่อยกลับมาขอพร....แต่ก็ไม่เอาดีกว่า...คือขอพรให้เสร็จแล้วค่อยไปกินแถวแฮปปี้แลนด์


    พญานาคราช 4 ตระกูล


    พ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา....ที่คนแนะนำบอกว่าเจ้าของที่นี่อัญเชิญดวงจิตมาจากคำชะโนด จังหวัดอุดรธานี...เราก็ขอพร...และบอกย้ำเรื่องเดิม...คือถ้าอาจเคยช่วยอะไร...แล้วเราคือคนทำพลาดเองก็ขอโทษและที่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วเรื่องบนไว้ว่าจะไปขอบคุณแต่ยังไม่ได้ไป...คือเราไม่ได้ลืมและถ้าหางานที่ดีและมั่นใจได้..จะไปไหว้ขอบคุณที่จังหวัดอุดรธานี


    ลองเสี่ยงเซียมซี...คือตอนมาขอรอบที่แล้วก็ได้คำทำนายดี...มารอบนี้ก็ไม่แน่ใจ...คือถ้าดีแล้ว..ถ้าสมมติครั้งนี้ไม่ดี...เราคงแย่แบบไปล้างคำทำนายรอบที่แล้ว...ระหว่างเสี่ยงเซียมซีก็ขอพรไปด้วย...ได้เลข 16 ตอนไปหาคำทำนายก็ลุ้นแบบขอคำทำนายดีดี...ซึ่งก็ออกมาดี....แต่พอได้คำทำนายดี...เราจะเอาคำทำนายไปพูดในใจต่อหน้าสิงศักดิ์สิทธิ์ที่เราขอเพื่อขอบคุณ...แต่ต้องรอคนมาไหว้อยู่ออกไปก่อน..เราก็เลยไหว้องค์พญานาคราช 4 ตระกูลที่อยู่ข้างๆ ไปก่อน...ตอนเสี่ยงเซียมซี...ก็กดดันเพราะเหมือนคนมาต่อคิวไหว้พ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา....เราไม่ชอบให้ใครกดดัน...แต่พอมองไปด้านข้างก็เจอคนที่คิดว่ามาต่อเราที่เป็นคู่แฟนไหว้องค์พญานาคราช 4 ตระกูลอยู่...ก็เลยเสี่ยงเซียมซีต่อ...ก็รอให้พวกเขาไป...เราก็ได้ไปไหว้ขอบคุณต่อ



    ตอนแรกเราไม่ได้ทำบุญเพราะเราไม่ค่อยมีเงิน...แต่ก็ทำบุญไป 20 บาทเพื่อขอบคุณเรื่องคำทำนายด้วยไม่ว่าอนาคตเราจะได้ดั่งที่เราขอมั้ย..แต่เหมือนเป็นคำอวยพรให้เรา...ขอบคุณจริงๆ 

    ไหว้พ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา...แล้วเราก็ไปสรงน้ำองค์พญานาค


    แล้วเราก็ไปไหว้องค์พญานาคที่ด้านหน้า....ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของการไหว้ของบ้านบุญบวงสรวง


    ที่อ่างด้านหน้ามีที่ลอยเทียน..และมีเทียนที่ถูกจุดลอยอยู่จากคนที่มาบูชาเมื่อกี้


    ไหว้เสร็จแล้ว...เราก็ไปไหว้องค์พระตรงกลาง...เพื่อขอพรองค์พระรอบๆ...ที่จำลองมาจากองค์พระศักดิ์สิทธิ์หลายองค์จากหลายๆ จังหวัดในประเทศไทย...ตอนไหว้ก็เห็นคุณป้าคนหนึ่งเดินเข้ามา..แล้วเหมือนยิ้มให้เรา...แต่เรามองๆ แล้วเฉยๆ เพราะเครียด...คนดูแลก็เข้ามาถามคุณป้าว่ามาครั้งแรกหรือเปล่าแล้วแนะนำของบูชาและการไหว้บูชาของที่นี่....


    พอไว้พระองค์ตรงกลางแล้วเราก็มาไหว้องค์พ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมาก่อนกลับอีกรอบ....เจอคุณป้าเมื่อกี้เดินจะมาไหว้ตรงจุดเรา...เราก็มอง...เขาก็มองเฉยๆ...เราเลยยิ้มให้แบบแก้เมื่อกี้ที่เหมือนเขายิ้มๆแล้วเราหน้าบึ้ง...คือคนมาไหว้ๆ แบบนี้...หลายทีไม่ได้รู้จักกันก็มียิ้มให้กัน...หรือนั่งคุยขวางก็เขยิบออกให้คนใหม่มานั่งไหว้....นึกถึงวันนี้ (4 ม.ค.) ตอนเอาถุงพลาสติกที่เขาเอาไว้ใส่ผัก-ผลไม้ที่เราดึงมาใส่ปลาทอด ก็ไปนั่งเอาปลาใส่ตรงม้านั่งตรงบันไดเลื่อน..ก็มีคุณป้าคนหนึ่งนั่งอยู่...ตอนแรกเราก็ไม่ได้สนใจ พยายามเปิดถุงที่ติดกันออกเพื่อเอาปลาใส่...คุณป้าก็มองและทักแบบข้าวที่เราซื้อ 6 บาทแต่ไปซื้อซอยข้างๆ 5 บาท..ได้ข้าวเยอะกว่า...เราก็ยิ้มให้...บอกว่าที่นี่ 6 บาท...คุณป้าก็บอกข้าวผัด 11 บาท...เราก็ยิ้มรับ..แม้ในใจไม่รู้ข้าวผัดที่ไหน 11 บาท...แต่ข้าว 5 บาท...ความจริงเคยซื้อแบบครั้งที่แล้วที่มาซื้อปลานี่แหละ แต่ข้าวหมดเลยต้องไปซื้อซอยข้างๆ...เราก็บอกคุณป้าแบบไม่มีถุงพลาสติกก็ต้องซื้อถุงผ้าเขา ก่อนไปเราก็หันไปบอก...ไปแล้วนะคะ... 

    เราออกมาตอนประมาณ 13.30 น.ก็ไหว้องค์พญานาคและพระพิฆเนศด้านหน้าอีกรอบก่อนกลับ



    นั่งรถเมล์มาแฮปปี้แลนด์และเดอะมอล์...เดินขึ้นรถเมล์สาย 8 ก็เจอทอมที่มากับแฟนแบบมองที่เราเดินหาที่นั่งและยิ้มแปลกๆ...แบบทำให้คนไม่ชอบ...แต่อาจเป็นบ้าเพราะอากาศร้อนก็ได้...แบบคนสติไม่ดี เราก็เลือกที่นั่งที่ฝั่งไม่ร้อนแล้วไปที่ที่จะไป...ร้านข้าวประจำก็รอข้าวนานมาก...จนต้องเดินไปถามว่าต้องรออีกนานใช่มั้ย...เพราะเราจะได้ยกเลิกและไป...แต่คนขายก็บอกคิวเราคนต่อไป...ไปจ่ายเงินค่าไฟแบบจ่ายตู้ ATM...ก็เจอลุงคนหนึ่งเดินมาแล้ววนหน้าตู้...แบบไม่รู้หาอะไรหรือตัดสินใจเลือกไม่ถูก...เราก็หลบไปยืนด้านหลังติดที่กั้นหาเลขบัญชี....แต่ก็แอบคิดว่า...ตู้ไหนก็เหมือนกันทั้ง 3 ตู้ก็เลือกๆ ไปสักตู้เถอะ...ตอนเข้าห้องน้ำก็เจอบรรดาแขกชาย - หญิงขวางทางเดินเข้าห้องน้ำ...พวกเขาจะเข้าห้องน้ำพนักงานซึ่งอยู่ด้านหน้า...พนักงานก็บอกว่าห้องน้ำพนักงานแต่คงไม่เข้าใจ...เราก็แค่พูดแบบ....ขวางทาง....ขวางทาง...แล้วเดินไปต่อคิวห้องน้ำและนั่นแหละถึงได้รู้ว่า...บรรดาแขกพวกนี้ไม่ได้พูดภาษาไทย...แต่ตอนต่อคิว...ผู้หญิงแขก 2 คนก็ไปยืนอีกฝั่งที่คนเขาต่อแถวกัน...เราก็มอง...มองไปที่ท้องเขาด้วย...แบบถ้าแซงขอให้แท้งลูก...พอถึงคิวเรา...ก็เห็นแขกคนนั้นมองไปในห้องน้ำที่ว่าง...เราก็ไปเข้าก่อน...พอออกมาจะออกจากห้องน้ำ...ผู้หญิงแขกอีกคนที่เหมือนเดินไปแล้วแต่เดินเข้ามาอีกกลายเป็นขวางทางทางเรา...อ้วนเหมือนกัน...เราเลยได้คิดตอนนั้นว่าที่เห็นอ้วนๆ กัน...เขาแค่อาจอ้วนไม่ได้ท้องก็ได้....เราก็ไม่ได้ดีไรหรอก...เพราะเราก็อ้วน...ไม่ควรไปบอกคนอื่นอ้วน...กลายเป็นเหยียดหรือว่าคนอื่น....เพราะอ้วนก็ไม่ได้ผิด...คนอ้วนเยอะแยะ...แต่เราอารมณ์เสียหลายเรื่อง...เครียด...หงุดหงิด...และบรรดาพวกคนแขกกลุ่มนี้คือหลายรอบแล้วเลยหงุดหงิด

    วันที่ 31 ธันวาคม 2562....กลับบ้านมาหลังไปพิพิธภัณฑ์กับน้อง...ตอนแรกๆ ก็คิดคงไม่ไปสวดมนต์ข้ามปี....แต่ก็มาคิด...คือมีไปแทนพี่ที่ลา 1 วันที่โฮสเทลแล้วมันอยู่แถวสนามหลวง....ก็เลยคิดว่าไปสวดมนต์ที่นู้นและค้างที่โฮสเทล...ตื่นมาก็ทำงานต่อ...และอ่านข่าวเจอมีพระบรมสารีริกธาตุถูกอัญเชิญมาให้ไหว้ที่สนามหลวงด้วย...ตอนนั้นสี่โมงกว่าเกือบห้าโมงเย็นก็เลยตัดสินใจไป...ถ้าที่สนามหลวงคืองานเริ่มตอน 1 ทุ่มมีการแสดง...กังวลคือเรื่องจองที่เพราะคนน่าจะเยอะ...วัดอื่นๆ รอบๆ ท้องสนามหลวงด้วย...คือคนน่าจะแน่น...กลัวไม่ได้ที่นั่ง....ตอนแรกจะนั่งรถเมล์ไป...แบบสาย 60....แต่รอๆ รถเมล์หน้าบ้าน...ไม่มา...ก็เลยเปิด Google หาข้อมูลเรือแสนแสบว่ามีมั้ยวันนี้และหมดกี่โมง...ก็มีแจ้งแบบมีแล่นปกติแต่จะหมดเร็วแบบที่แล่นช่วงวันอาทิตย์ประมาณ 19.00 น. ตอนนั้นเวลาเหลือก็เลยตัดสินใจไปเรือแทน...ไปลงเรือที่วัดศรีบุญเรือง

    มาถึงวัดศรีบุญเรืองตอนห้าโมงเศษ...ก็ไม่มีเงิน...ปกติจะเติมน้ำมันตะเกียงด้วย....เห็นพระมายืนประกาศเรื่องสวดมนต์ข้ามปีและทำบุญ...ไหว้พระประธานในโบสถ์...เราก็ไม่แน่ใจว่าโบสถ์ปิดหรือยัง...เลยเดินเข้าไปดู...ก็ปรากฏโบสถ์ปิดแล้ว..เลยไม่ได้ไหว้


    ก่อนถึงท่าเรือก็เจอป้ายสวดมนต์ข้ามปีและมีการจัดเตรียมสถานที่...พระก็ประกาศเชิญชวนในการทำบุญและสวดมนต์ข้ามปี


    เดินไปลงเรือ...จากวัดศรีบุญเรืองไปผ่านฟ้า 19 บาท


    นั่งเรือรับคนตามท่าเรือ...คนก็เยอะแหละ...ก็ไปต่อเรือที่ประตูน้ำ...ก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว...ตอนนั่งเรือมา...เราก็คิด....แบบตอนลงจากท่าเรือเดินไปสนามหลวง...จะผ่านวัดภูเขาทอง...ซึ่งทุกปีจะมีการเขียนผ้าแดง...และวันนี้มีการสวดมนต์ข้ามปี..คือความคิดและความเชื่อส่วนตัว....เราอยากมีชื่อเราบนผ้าแดงบนเจดีย์ภูเขาทอง....ในช่วงข้ามปีที่จะมีการสวดมนต์ข้ามปี...แต่ก็ไม่แน่ใจคนเยอะมากมั้ย...จะขึ้นไปได้หรือเปล่า....ตอนนั้นเราใส่ขาสั้นด้วย....แต่ก็เตรียมกางเกงขายาวแบบกางเกงวอร์มมาเปลี่ยน...ตอนแรกจะเปลี่ยนบนเรือแบบสวมทับ...แต่ก็คงไม่ดีและกางเกงวอร์มมันแนบตัวแบบไปสวมทับกางเกงอื่นไม่ได้จะเกิดรอย...ไม่ใช่กางเกงหลวมๆ...แบบกางเกงที่เขาขายตัวละ 100 บาท...ที่ขายตามแถววัด...ไว้สวมเข้าวัดในช่วงอากาศร้อนๆ

    ตอนรอก็มีเรือลากเรือแบบนั่งกินดื่มเข้ามาเทียบท่า....เราก็เขยิบไปรอตรงปลายๆ ท่าหน่อย...


    รอแป๊ปเดียว...เรือที่จะต่อไปผ่านฟ้าก็แล่นเข้ามา...คนก็ขึ้นเรือพอสมควร...ตอนเรือจะเข้าเทียบท่าเรือผ่านฟ้าก็วนไปกลับเรือ...ซึ่งลอดใต้สะพาน...คนก็ลุกไปรอลงเรือ..แต่เรานั่งอยู่...ตอนลอดใต้สะพานหลังคาเรือก็ลดระดับลง...เรานั่งก็เลยไม่เป็นไร...แต่คนยืนก็ก้มหัวลง


    เจดีย์ภูเขาทองอยู่ฝั่งตรงข้าม...เดินข้ามสะพานข้ามคลองไปแล้วเดินเข้าไปอีกไม่ไกลก็จะถึงวัดภูเขาทอง


    เดินมาถึงวัดตอน 18.18 น. คนก็ไม่ได้เยอะมากแบบที่คิด อาจเพราะยังค่ำๆ อยู่...ซึ่งก็ดีที่เราจะขึ้นไปไหว้ขอพรด้านบน


    เดินเข้าไปไหว้หลวงพ่อดวงดี


    เราผ่านห้องน้ำก็เข้าไปเปลี่ยนเป็นกางเกงขายาวจะได้ขึ้นไปบนภูเขาทองได้...แล้วไปไหว้หลวงพ่อดำในโบสถ์ก่อนขึ้นไปยังองค์เจดีย์ด้านบน


    ขอพรและเสี่ยงเซียมซี..ตอนแรกได้เลข 5 คือไม่ดี...เลยมาเสี่ยงเซียมซีใหม่ได้เลข 16 แต่พอไปดูคำทำนายคือหมด....เคยไปเสี่ยงเซียมซีและหาคำทำนายแต่หมด...ถามพระ...ท่านก็บอก...ถ้าหมดก็แปลว่าดี...เพราะดี...คนเลยเอาไป...เราก็ไม่รู้ว่าคำทำนายคืออะไร...แต่ถ้ายึดตามนั้น...ถ้าใบคำทำนายหมดก็แปลว่าดีแล้วกัน



    อีกด้านมีพระมานั่งพรมน้ำมนตร์....พระก็เรียกให้คนที่มาไหว้ขอพรไปรับน้ำมนต์และมีแจกผ้ายันต์ เราก็ไปรับน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลและรับผ้ายันต์มาเก็บไว้



    เดินออกมาเพื่อขึ้นไปองค์เจดีย์ภูเขาทอง...ก็ผ่านที่เขาแขวนแบบใบโพธิ์เงินโพธิ์ทอง...พอแขวนเยอะๆ ก็สวยดี....แต่เราก็ไม่มีเงินทำบุญตอนนี้


    ฝั่งตรงข้ามทางขึ้นองค์เจดีย์ภูเขาทองก็มีการเช่าบูชาแผ่นดวง...ไม่แน่ใจว่าให้เอาขึ้นไปที่องค์เจดีย์หรือเปล่า...แต่ไม่มีเงินก็แค่มองเฉยๆ...


    ตรงที่ไกลๆ ออกไปก็เหมือนมีการจัดไฟอยู่..ที่เห็นจากการยืนตรงทางขึ้นองค์เจดีย์ก็เป็นรูปหัวใจ...อาจจัดเป็นที่สำหรับถ่ายภาพ


    เดินขึ้นไปจนมาถึงจุดพัก...ที่มีระฆังแขวนเรียงไปตลอดทางและมีฆ้องอันใหญ่...มีคนรอตีฆ้องอยู่..เราก็ไปยืนต่อแถวรอตีฆ้องด้วย


    ถ้ายืนมองจากตรงบันไดทางขึ้น...จะเห็นเหมือนวัด 2 วัดไกลๆ...สีทองโดดเด่น....แต่ไม่ทราบว่าวัดอะไร


    เดินขึ้นบันไดต่อไป...แล้วมองลงไปก็เห็นมีเก้าอี้หน้าโบสถ์...อาจเป็นที่จัดเตรียมไว้สำหรับสวดมนต์ข้ามปีก็ได้


    ขึ้นไปถึงยอดบนวัดภูเขาทอง...ก็มีคนอยู่ไม่เยอะ...ซึ่งก็ดีเพราะจะได้ไม่ต้องต่อคิวยาวหรือแย่งกันไหว้ขอพรพระ


    มีดอกไม้-ธูป-เทียนให้หยอดตู้บูชา...แต่ไม่มีเงินเลยแค่ไหว้ขอพรเฉยๆ...ที่องค์พระนอนที่เขาไว้ให้จุดธูปเทียนบูชา


    มองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นสีทองของวัดไกลๆ


    เดินเข้าไปไหว้องค์พระในช่องตรงกลาง...มี 4 ช่อง...แต่ก็มีคนไหว้ครบทุกช่อง...ก็เลยเข้าไปไหว้ด้านหลังคนอื่นเพื่อขอพร


    เดินไปไหว้หลวงพ่อมหาเศรษฐีนวโกฏิเพื่อขอพรและเสี่ยงเซียมซี...ก็เห็นคนต่อแถวให้ผู้ชายมีอายุคนหนึ่งเจิมหน้าผากให้



    เสี่ยงเซียมซีและขอพร...ได้เลข 27....ก็ไปดูคำทำนาย....และดูเลข 5 ที่ได้เมื่อกี้จากโบสถ์หลวงพ่อดำด้วยว่าคำทำนายเหมือนกันมั้ย...ถ้าเหมือนกันแปลว่าเลข 16 ต้องเหมือนกัน...ก็เลยดูคำทำนายทั้งของเลข 16 และเลข 27....

    ขอบคุณหลวงพ่อมหาเศรษฐีนวโกฏิสำหรับคำทำนายก็เดินไปขึ้นองค์เจดีย์ภูเขาทองเพื่อขอพรและเขียนผ้าแดง


    คนมาไหว้ขอพรไม่ได้เยอะมาก....ซึ่งอาจเพราะยังตอนค่ำ...


    ไหว้ขอพรและเดินมาด้านที่มีผ้าแดงให้เขียน..ก็มีคนมาเขียนเรื่อยๆ...แต่ถ้าดูบนผ้าแดงทั้ง 2 ฝั่งคือเต็มตอนนั้นก็คิดแบบคนมาแต่เช้าก็เขียนกันไปตลอดทั้งวัน...ก็ไม่รู้จะมีที่แทรกให้เขียนได้มั้ย


    ไปหาที่เขียนทางฝั่งขวา...คือเต็มไปหมด...แต่ก็มีช่องว่างเล็กๆ ที่พอเขียนชื่อลงไปได้...ก็เขียนลงไปแบบตัวไม่ต้องใหญ่มากแล้วพอลุกขึ้นมา....มองไปทางฝั่งซ้าย...ก็เห็นคนมุงเยอะมากที่ก้มเขียนๆ กันอยู่...ก็สงสัยเพราะตอนที่ดูเมื่อกี้..มันเหมือนไม่มีที่ว่างบนผ้าแดงให้เขียน...แต่นี่...คนมุงเยอะมาก...แล้วเรียงแถวกันไป...เลยลองเดินไปดูๆ...ก็เลยรู้ว่าเจ้าหน้าที่เอาผ้าแดงผืนใหม่มาให้เขียน


    ไปยืนต่อคิว...แต่ก็รอนานเพราะแต่ละคนเขียนยาวมาก...บรรดาครอบครัวญาติพี่น้อง...แต่ก็ต้องรอต่อไป...พอได้ที่ว่างก็แทรกตัวลงไปเขียน...ก็มีชื่อตัวเองและพรที่ขอ....รวมชื่อน้อง 2 คน...คนรองอ่ะเหมือนดีดีต่อกัน...เขาไม่มา...เราก็เขียนให้เขา...คนเล็ก..เหมือนไม่ชอบไม่ถูกกัน...แต่หลังๆ ดี...คือพอขอยืมเสียบมือถือ...เพื่อเช็คว่าเปิดไฟล์ดูได้มั้ย...เขาก็ให้ลองเสียบคอมเขาดู...ส่วนแม่...ตอนแรกแบบควรเขียน...เพราะบ้านเรามี 4 คน...แต่นึกถึงเรื่องที่มีปัญหากันและเขาเหมือนไม่ได้นึกถึงใจเราเลยว่าจะรู้สึกยังไง...ก็เลยไม่เขียนลงไป....พอเขียนแล้วก็ทำบุญแล้วขอพรอีกรอบก่อนลงจากองค์เจดีย์ภูเขาทอง


    เดินลงบันไดมาก็ดูวิวด้านล่าง...สีทองของวัดที่อยู่ไกลๆ


    มาถึงตรงจุดพักระหว่างบันได...ก็มีทางให้เดินลง 2 ทาง...ก็ลงทางที่ไปโบสถ์หลวงพ่อโต


    มีการจัดแสดงแร้งวัดสระเกศระหว่างทาง


    เดินลงมาอีกก็จะเจอโบสถ์ของหลวงพ่อโต...ก็เข้าไปไหว้ขอพร...แต่ไม่เสี่ยงเซียมซีเพราะเมื่อกี้เสี่ยงเซียมซีมาแล้ว...ออกมาดี...กลัวเสี่ยงเซียมซีอีกแล้วออกมาไม่ดีจะไปลบอันที่ดีเมื่อกี้...ก็ความเชื่อส่วนตัว


    เดินลงมาชั้นล่าง...จะเดินไปหน้าวัดเพื่อออกไปด้านนอกก็เจอเหมือนห้องที่ทำเหมือนถ้ำมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่และชิ้นส่วนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาโบราณ



    ตรงกำแพงข้างๆ องค์พระพุทธองค์ใหญ่ก็มีเหมือนสไลด์ฉายภาพพระที่มาบอกเล่าเรื่องราวการค้นพบคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาโบราณที่เขาว่าเก่าแก่ที่สุด


    เดินออกมาก็มีที่ให้ลอยเทียนตามวันเกิด


    ตอน 19.31 น.ก็ออกจากวัดภูเขาทอง


    เดินออกมาข้ามสะพานข้ามคลอง...มองออกไปเห็นคนยืนรอเรืออยู่...คือที่เราอ่านข้อมูล...เขาเหมือนบอกจะหมดแบบวันอาทิตย์คือ 19.00 น. แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันอาจจะหมดช้าไม่ตามข้อมูลที่อ่านมาก็ได้...เพราะปกติวันธรรมดา...เรือจะหมดช้ากว่า


    เดินผ่านไปทางที่ตรงไปสนามหลวง...ก็จะผ่านวัด​ราชนัดดารามวรวิหาร​และพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว



    อาคารที่เล่นไฟสีต่างๆ น่าจะเป็นหอศิลป์ราชดําเนิน


    อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


    เดินไปเรื่อยๆ จนถึงพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง


    เดินเข้าไปไหว้พระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง เพื่อขอพรรับปีใหม่ 2563


    เดินไปอีกไม่ไกลก็ถึงสนามหลวง...รอข้ามถนนไปสนามหลวงซึ่งรอรถนานหน่อย....ถึงข้ามถนนได้


    เดินข้ามมาสนามหลวง...ก็ต้องผ่านจุดตรวจเข้าไปด้านใน


    มองไป...ก็เห็นที่จัดงานอยู่ไกลๆ


    เดินเข้าไปก็เจอคนมารอสวดมนต์เยอะเหมือนกัน...ความจริงงานเริ่มตอน 1 ทุ่มซึ่งจะมีการแสดงก่อน


    เดินตรงไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุก่อน


    ตอนแรกคิดว่ามีดอกไม้-ธูป-เทียนอยู่ด้านหน้า...แต่ไม่เจอ...เจอแต่คนมาไหว้...ก็เลยถามคนที่จุดธูปเทียนอยู่ว่าเอาดอกไม้-ธูป-เทียนที่ไหน...เขาก็บอกให้ไปเอาที่เต็นท์สีขาวตรงนู้น...ก็เลยเดินไปเอาดอกไม้-ธูป-เทียนที่เต็นท์...ซึ่งหยิบได้ฟรี


    ตอนแรกจุดเทียนไหว้ก่อน...แล้วก็มาลังเลเพราะไม่รู้ว่าต้องเอาเทียนไปวนรอบพระบรมสารีริกธาตุด้วยมั้ย...เห็นหลายคนมีดอกไม้-ธูป-เทียนตอนเดินวน...ตอนแรกจะจุดธูปไหว้ก่อนก็เลยเอาดอกบัวกับธูปไปเดินวนขอพรรอบพระบรมสารีริกธาตุก่อน 3 รอบ....แล้วมาขอพร...ก็เรื่องงานและเรื่องอื่นๆ ที่ทุกข์ใจตอนแรกที่มีคนนั่งหน้าๆ แถวแรกติดทางขึ้นพระบรมสารีริกธาตุที่มีที่กั้นไว้...เราก็ไปนั่งไหว้เยื้องๆ...แล้วมีคนมาถ่ายภาพแบบนั่งตรงนั้นต่อ..เราก็รอ...พอคนออก...เราก็เขยิบไปนั่งตรงกลางข้างหน้าพระบรมสารีริกธาตุเพื่อขอพร...ก็เหมือนได้ยินแว่วๆ แบบเราขอพรนาน...แต่พอดีเรามีเรื่องทุกข์ใจปัญหาของเราเลยไม่สน...ก็รู้แหละถ้ามีคนพูดแบบนี้คือรอถ่ายภาพ...ซึ่งก็จริง...พอเราลุกออก...ก็มีคนมานั่งที่เราเคยนั่งเพื่อถ่ายภาพ


    ตอนที่เดินเอาดอกไม้-ธูป-เทียนกลับมาไหว้พระบรมสารีริกธาตุ...เราก็สงสัยเรื่องผ้าปูนั่ง....เพราะถ้าต่างคนต่างเอามาต้องแตกต่าง...แต่เราสังเกตว่าหลายคนคือมีผ้าปูนั่งเหมือนกัน...ซึ่งน่าจะมีแจกหรือเปล่า เราก็คิดย้อนแบบตอนเราเข้ามาตรงนี้แรกๆ...ก็ได้ยินประกาศว่าให้ไปเอาหนังสือสวดมนต์...ตอนเราคิดๆ ก็เหมือนมีประกาศให้ไปเอาผ้าปูนั่งและหนังสือสวดมนต์ที่เต็นท์...เราก็เลยเดินไป....ตอนแรกไม่เห็นว่าอยู่ตรงไหน...แต่เห็นคนที่เดินก่อนหน้าเราเดินไปด้านหลัง...เราก็เดินตาม...ก็เจอที่แจกอยู่ทางด้านหลังเต็นท์


    ได้ผ้าปูนั่งและหนังสือสวดมนต์มา


    เดินมาหาที่นั่ง...ตอนเดินมาเอาผ้าปูและหนังสือสวดมนต์...ก็มองหาที่นั่งด้วย...เพราะอยากอยู่แถวโซนหน้าๆ...ก็มีเล็งไว้ตรงที่ว่างๆ ที่ยังพอนั่งได้...พอเดินกลับมาก็มองหา...ก็เจอที่ว่างๆ อยู่...แบบมาคนเดียวก็พอนั่งได้...แม้มองๆ เหมือนมีแถวนั่งที่เรียงกันอยู่...แล้วเหมือนตรงนี้แทรกๆ...แต่ก็มีคนนั่งข้างๆ..ก็เลยไปปูผ้าปูและนั่งตรงนั้น



    ข้างในหนังสือสวดมนต์ก็มียันต์และแผ่นพับไหว้พระ 10 วัดอยู่ด้านใน


    ตอนนั้น 20.30 น. แต่การเริ่มสวดมนต์น่าจะตอน 21.30 น. ก็นั่งรอไปเรื่อยๆ....เล่นมือถือรอฆ่าเวลาหรือมองไปที่พระบรมสารีริกธาตุแล้วขอพร


    หันไปมองข้างหลัง...คนก็มาเยอะเหมือนกัน....


    นั่งรอต่อไปเรื่อยๆ...ก็มีพิธีกรมาพูดนั่นพูดนี่ไปเรื่อยๆ...


    ตามกำหนดการก็จะเริ่มสวดมนต์ตอน 21.30 น. แต่พิธีกรก็แจ้งว่าประธานที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมจะมาช้าเพราะไปทำบุญที่วัดโพธิ์มั้ง...ถ้าจำไม่ผิด...ส่วนประธานฝ่ายสงฆ์...ถ้าตามที่อ่านตามข้อมูลคือเจ้าคุณธงชัย....ตอนเกือบ 21.30 น. พระสงฆ์ก็ขึ้นมาบนเวที 68 รูปมั้ง...ตามพระชนมพรรษาในหลวง ร.10.....


    พิธีกรก็แจ้งว่าคนมาเยอะมาก...น่าจะมากกว่า 2 หมื่นคนเพราะหนังสือสวดมนต์ 2 หมื่นเล่มแจกหมดแล้ว....ส่วนใครไม่ได้ให้ขอคนข้างๆ สแกน QR CODE ที่หลังหนังสือสวดมนต์

    ตอนนั่งรอก็นึกถึงวัดอื่นๆ รอบๆ แถวนี้ก็คงสวดมนต์กันไปหรือยัง...ก็ไม่รู้ว่ามาสวดมนต์ข้ามปีที่นี่ถูกมั้ยเพราะที่วัดอื่นจะมีสายสิญจน์พันหัวด้วยและมีการรดน้ำมนต์...แต่เปลี่ยนคงไม่ทัน...ก็นั่งรอไปจนเกือบ 4 ทุ่ม..ประธานก็มา


    มีการจุดเทียนที่สมเด็จพระสังฆราชประทานไฟพระฤกษ์เพื่อจุดเทียนมงคลสำหรับพิธีเจริญพระพุทธมนต์...เริ่มสวดมนต์กันตอน 22.13 น.


    สวดมนต์ไปเรื่อยๆ...จนจะหมดเล่มก็มีการสวดอิติปิโส 9 รอบ...ตอนแรกไม่รู้หรอกจะกี่รอบ...แต่ก็นับอยู่เหมือนกัน....เพราะพอรอบ 2 ก็งงว่าสวดซ้ำทำไม...แต่ก็สวดไปจนครบ 9 จบที่พระนำสวด...พอสวดมนต์จบเล่ม...เวลายังเหลือ...พระท่านก็นำสวดอิติปิโสอีก..จน 10 นาทีก่อนเข้าปีใหม่ 2563...ก็นั่งสมาธิ



    ตรงจอใหญ่ๆ ก็แสดงเวลานับถอยหลังสู่ปี 2563....พอ 00.00.00 น. ประธานก็ตีฆ้อง 9 ครั้ง (ตามที่อ่านจากข้อมูลกำหนดการ)....ความจริงไม่ได้นับว่าตีไปกี่ครั้ง...สนใจเสียงพลุมากกว่า...แต่ตอนแรกมองไม่เห็นพลุ....ได้ยินแต่เสียง...คือหันมองรอบๆ ไม่เห็นพลุ...ปกติพลุลอยขึ้นฟ้า...เราต้องเห็นไง..แต่ตอนนั้นเหมือนก่อนเที่ยงคืนไม่นานนะ...


    พอเที่ยงคืน...เสียงพลุดังรอบๆ...ก็หันมองไปรอบๆ เพื่อหาพลุ...แล้วเราก็เริ่มเห็นพลุจากทางด้านหลังฝั่งซ้ายมือ...เราก็ยกมือถือจะถ่ายภาพแต่ผู้ชายที่มากับเมียดันอยู่ข้างหลังเราตรงนั้นพอดี...ก็ไม่ได้มองหน้าอ่ะ...ไม่สนใจ...แค่แบบผู้ชายตัวใหญ่ผิวคล้ำ...เหมือนเขาหันหน้าหลบไปข้างๆ..เหมือนทำท่าไม่พอใจ สิ่งที่เราคิดตอนนั้น...คือไม่ได้ถ่ายมรึ---งหว่ะ....หลงตัวเอง...แบบน่ารำคาญ...มีไรให้คนอื่นสนรึไง....เบื่อมากแบบปกติไปไหน...เราก็ไม่ค่อยสนใจใคร..แต่ชอบเจอคนทำให้รำคาญ.....เมียเขาก็เหมือนมองแต่มองเฉยๆ....ผมบ๊อบยาวๆ ประมาณไหล่..แต่เราก็ไม่ได้มองหน้าอยู่ดี..มองผ่านเพราะไม่ได้สนใจ

    พอเที่ยงคืน..พลุก็ขึ้นแบบตรงฝั่งซ้ายมือด้านหน้าไกลๆ...ซึ่งเราไม่รู้ตรงนั้นคือตรงไหน...อยากวิ่งไปดูมาก...แต่ออกไปไม่ได้...ก็ได้แต่ถ่ายภาพอยู่ตรงที่นั่งอยู่...นึกถึงเชียงใหม่ตอนไปสวดมนต์ข้ามปีหลายปีก่อน....สวดมนต์เสร็จพลุก็จุดเหนือหัวตรงด้านหลังยอดโบราณสถานตรงหน้าเลย...ได้ชมพลุแบบใกล้ชิด....ความจริงเราก็ไม่รู้มาสวดมนต์ถูกที่มั้ย...ไม่ได้มีสายสิญจน์พันหัวด้วย



    ผู้ชายที่นั่งเยื้องหลังเราที่คิดว่าเราจะไปถ่ายภาพเขาเมื่อกี้...พอเราหันไปถ่ายภาพอีก...เขาก็หันและเห็นพลุก็ทำท่าเหมือนเออ...เราไม่ได้ถ่ายภาพเขา...แต่เรารำคาญ...คงนั่งหลงตัวเองอยู่นาน...หรืออาจรำคาญเราแบบไปถ่ายเขาทำไม?...ซึ่งเราไม่รู้ความคิดเขาอ่ะนะ...แต่มุมที่เราหันไปถ่ายภาพ...มันเลยเขาออกไปข้างหลังเยื้องไปอีก..ก็ไม่รู้เป็นบ้าอะไรเมื่อกี้....แต่ด้านหลังเยื้องๆ ไม่ค่อยมีพลุขึ้น..ส่วนใหญ่ด้านหน้าเยื้องซ้ายมือเรามากกว่า...พลุขึ้่นอยู่นาน...แต่ก็เห็นจากที่ไกลๆ แค่นั้น




    ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ...ก็ภาพแบบท้องฟ้าสีแดง..ก็น่าจะแสงจากพลุมั้ง...เพราะฝั่งที่เรามองอยู่...พลุขึ้น     นานมากๆ 


    พลุจากฝั่งนั้นน่าจะถูกจุดขึ้นประมาณ 5 นาทีแหละมั้ง


    จบงานด้วยเพลงสรรเสริญมั้ง...ทุกคนก็ยืนตรง


    ประธานฝ่ายสงฆ์ก็พรมน้ำมนต์ให้ประธานที่เป็น รมว.วัฒนธรรม...ส่วนชาวบ้านทั่วไปไม่ได้...ถ้าไปวัดตอนจบงาน...พระก็จะมาเดินพรมน้ำมนต์...แต่ที่นี่ไม่ใช่วัดไง...สวดมนต์จบ..ก็แยกย้านทางใครทางมัน ก็อาจตัดสินใจผิดที่มาสวดมนต์ที่นี่แม้อยากมาไหว้พระบรมสารีริกธาตุ...ก็เลยมานั่งสวดมนต์ตรงนี้ต่อหน้าวัดพระแก้วและพระบรมสารีริกธาตุ


    แยกย้ายกันไปทางใครทางมันตอน 00.10 น. ตอนเก็บผ้าปูก็แอบมองๆ ว่าจะมีพรมน้ำมนต์มั้ย..แต่ไม่มี เพราะการพรมน้ำมนต์เอาไว้สำหรับ VVIP เท่านั้น


    เดินไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุก่อนกลับอีกรอบ....ก็พยายามไปนั่งหน้าๆ แต่ก็มีคนนั่ง...และอยู่นานมากมีคนมานั่งถ่ายภาพ....ตอนเราไปนั่งตรงกลางเพื่อไหว้ขอพร...ก็มีคนอยากมาถ่ายภาพตรงกลางแหละ แต่เรารอคนอื่นนานๆ ได้ คนอื่นก็ต้องรอเหมือนกัน


    คนรอรถเมล์เยอะมากๆ....พิธีกรเคยประกาศแบบมีรถเมล์ถึงตี 2....หลายปีก่อนเคยมาสวดมนต์ข้ามปีที่วัดภูเขาทองก็มีรถเมล์...แต่คนก็แน่น...ดีที่ปีนี้มีที่ให้ซุกหัวนอน...แบบไม่ได้แจ้งใครเขาก่อนอ่ะนะ....พอถึงก็คงไปขอนอนเลยแบบนั้น


    มารอข้ามถนนไปอีกฝั่ง...ซึ่งคนรอเยอะมากกว่าจะได้ข้าม...ก็มีคนคอยกั้น..คอยโบก...ก็รอๆ ไปเพื่อการได้ข้ามถนน



    เดินย้อนไปตามทางก็แวะไหว้พระแม่ธรณีอีกรอบ...


    ซอยฝั่งตรงข้ามคือตรอกสาเก..คือเคยเดินผ่านๆ ไปทางนี้..เพิ่งเคยเห็นชื่อซอยครั้งนี้ครั้งแรกนี่แหละ....ก็แวะ 7/11 ซื้อน้ำก่อน...ตอนไปสวดมนต์มีน้ำเหลือในขวดนิดเดียว...เข้าแล้วออกไม่ได้เพราะต้องเฝ้าของและเฝ้าที่นั่ง....ไปคนเดียวไม่มีคนช่วยเฝ้า...แล้วก็เดินเข้าไปในตรอกสาเกไรนี่..เพราะตอนนั้นเคยนั่ง Taxi มากับพวกพี่ที่โฮสเทล...เหมือนผ่านมาทางนี้่


    เดินเข้าไปแต่จำไม่ได้ว่าตรงไปแล้วเลี้ยวที่ซอยไหน...แต่ก็เดินดูเพราะเดี๋ยวก็เจอทางเอง...ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าทางที่ผ่านหน้า 7/11 หรือเลี้ยวเข้าไปในซอยนี้...แต่ก็เลือกเดินเข้าซอยนี้ไป...คิดว่าก็อาจทะลุกันได้


    เดินเข้าไปก็เจอข้างทางมีคนปูเสื่อนวดลูกค้าอยู่...ตอนแรกก็สงสัยทำไมมานอนข้างถนน...แบบจะมาสวดมนต์หรือไม่มีที่ไปก็เลยมานอน...ที่นวดก็แบบนวดให้คนในครอบครัว..แต่พอเจอแบบเรียงกันยาวๆ ขึ้น...และมองไปอีกฝั่งที่มีเป็นพื้นเปิดโล่งนี่แหละแต่มีหลังคา...ก็มีคนนวดบนพื้นที่ปูผ้า...ปูเสื่อ..ก็เลยเข้าใจ...อ้อ...รับจ้างนวดกัน...แต่นอนบนพื้นนี่เจ็บหลังน่าดู....ก็เดินผ่านไป


    ตอนถ่ายภาพที่ถ่ายมา2 ภาพนี่แหละ..แต่ภาพแรกเบลอ...เพราะไม่กล้าถ่ายภาพ...แค่เห็นว่าน่าสนใจดีแต่ก็กลัวแบบไปถ่ายภาพอะไร...ถ่ายภาพทำไม...และเราเดินมาคนเดียว....คนแถวนั้นที่นวดๆ และเป็นลูกค้าเยอะกลัวโดนตรีน....ตอนถ่ายภาพที่ 2 คือเดินผ่านมาแล้วก็เลยหันไปถ่ายภาพ..แล้วหันกลับ...ก็ได้ยินผู้ชายที่นั่งอยู่เหมือนเรียก...มิสๆ...แต่เราไม่หันกลับเดินต่อไป...พอเจอซอยใกล้สุดก็เลยเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยนั้น...เดินๆ ไปก็ทะลุออกถนนใหญ่


    เดินไปตามถนนที่คนก็รอรถเมล์เยอะ..แต่ก็เดินริมถนนไปก็รู้สึกปลอดภัยมากกว่า...ก็ไม่ใช่จะไปบอกซอยเมื่อกี้อันตรายไรหรอก...ก็เดินผ่านมาไม่ได้มีใครสนใจมากมาย....แต่มันมืดๆ...แค่นั้นและไม่รู้จะเดินไปทางไหน....เดินเลียบถนนใหญ่..เรารู้ว่าจะเข้าซอยไหนไง


    เจอซอยที่คุ้นเคยก็เดินเข้าไป...ตรงด้านข้างฝั่งซ้ายมือที่รถบังๆ...ก็มีคนมาปูเสื่อนวดลูกค้า...คือคงเจ็บหลังอ่ะ...พื้นมันแข็ง...แต่ดูราคาคือ 150 บาท...โอ้โห...พอๆ กับในที่แบบมีแอร์...เตียงนุ่มๆ เลย...คือมีตั้งแต่ 150, 179 และ 200 คือมีราคาสูงกว่านี้แหละ...แต่ที่เคยนวดจะราคาตามนี้...แต่เป็นค่าวิชาชีพแหละ...และมาแบบไม่ใช่ประจำ..คงยกเบาะมาปูให้ลูกค้านอนไม่ได้


    เดินไปเรื่อยๆ...แต่ก่อนตอนได้มาทำงานที่โฮสเทลก็มีเรื่องเล่าแบบพี่ๆ ที่โฮสเทลเล่าเรื่องผู้หญิงขายตัวแบบที่นั่งเก้าอี้...ริมถนน...เราตอนเดินไปซื้อมื้อเย็นตอนค่ำๆ ก็เคยเดินผ่านก็เคยแอบมอง...แต่เราก็ไปตัดสินไรไม่ได้ว่าขายหรือไม่ขาย...เพราะอาจนั่งคุยเล่นๆ ริมถนนก็ได้....และก็มีเรื่องค่าตัว...แบบเดินไปทางนี้...ค่าตัวประมาณนี้....เดินไปทางนี้ค่าตัวจะเยอะขึ้น...เคยได้ยินพี่หมอนวดแผนไทยหรือพี่แม่บ้านนี่แหละ...บอกนานแล้ว...จำไม่ได้ว่าค่าตัวเท่าไหร่และค่าห้องเท่าไหร่...แต่ลูกค้าแบบพวกคนขับรถตุ๊กตุ๊กต่อราคา (หรืออาจคนทั่วไป..จำไม่ได้)...แบบค่าตัวถ้าไม่ 50 ก็ 80 มั้งและค่าห้องอีก 30 บาท...เราก็แบบโห......ต่อโหดมากอ่ะ....แต่ก็ไม่รู้จริงไม่จริง...พวกพี่ทำงานโฮสเทลก็เคยเล่าแบบเดินๆ ผ่านก็มีคนมองๆ ประมาณว่าขายมั้ย....แต่เราคือส่วนตัวไม่เคยเจอ...แม้เดินร่อนไปร่อนมาก็ไม่มีคนสนใจ....คงเพราะอ้วน..หน้าแย่..ใส่แว่นอ่ะ...เลยไม่เคยเจอประสบการณ์แบบนี้...

    เดินไปเรื่อยๆ จากหน้าปากซอยเมื่อกี้ก็ 3 นาทีก็มาถึงโฮสเทล


    ตอนเดินเข้าไป...พี่ที่เป็นพนักงานต้อนรับก็แบบแปลกใจ...แบบเราโผล่มาทำไม...เราก็ถามแบบเหมือนตอนเราเข้ามา....เขานอนๆ เอนบนพนักเก้าอี้แบบเรารบกวนเขามั้ย...เราก็บอกเขาแบบสวดมนต์ข้ามปีมา...ขอนอนหน่อย...เขาก็บอกโซฟายาวด้านในนอนได้...ซึ่งก็ที่แบบแม่บ้านที่ขายของเสร็จก็มานอนตอนประมาณตี 3 - 4 หรือลูกของพี่พนักงานต้อนรับคนหนึ่งที่มากับแม่...ก็มานอนเหมือนกัน

    เราก็ขอเปิดแอร์...แต่ในห้องนั้นเปิดไม่ได้...เลยขอเปิดตัวนอกตรงโถงกลาง....ตอนนั้นเกือบตี 2 แหละตอนแรกลองเปิดๆ...เหมือนแอร์ไม่เข้าห้องที่เราจะนอนมั้ง..ก็ไม่ได้มีประตูกั้นไร..เปิดโล่ง...เราก็มองหาที่ชาร์จแบตด้วย...หาไม่เจอตรงโถงกลาง...เจอตรงแถวประตูโฮสเทล..ก็เลยลากเก้าอี้ไปวางแล้ววางมือถือ แล้วมานั่งตรงโซฟาตรงโถงกลางแต่แปลกๆ...ก็เลยลองไปหาในห้องนั้นใหม่ก็เจอตรงผนังด้านล่าง...ก็เลยลากโซหามาใกล้ๆ ผนัง...เอามือถือย้ายมาชาร์จแบตตรงนั้นแล้วนอน...คือก็ดีแบบตรงช่องประตูที่เปิดโล่ง..จะได้รับแอร์ด้วย


    โซฟาตัวนอก...ตอนเราเคยมาทำกะกลางคืน...ดึกๆ ก็มานอนนะ...แต่นอนก็ไม่ใช่หลับสนิท...แบบมีคนมา เราก็ตื่น...ไม่ว่าเดินเข้าหรือจะ Check-out....บางทีลืมตาตื่นขึ้นมาก็เจอมองหน้าอยู่ก็มีตกใจ แต่ส่วนใหญ่ตื่นเอง...หรือไม่ได้หลับ...เพราะเรารู้ลูกค้าจะมาเมื่อใดก็ได้แหละ...แต่บางทีง่วง....ขอนอนก่อนแล้วกัน พวกพี่คนอื่นกะกลางคืนคงนอนที่เก้าอี้ตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับ...แต่ดึกๆ..ถ้าเราเห็นไม่มีคนก็ปิดไฟตามปกติแล้วมานอนบนโซฟานี่แหละ..นึกแล้วก็เสียดาย...ไม่น่าออกตอนนั้นเลย....แต่เหนื่อยตอนนั้นเดินทาง...ก็โง่เองแหละ...คุณป้าเจ้าของก็เคยบอก...ก็แค่ทำงาน...แบบมีงานก็ทำไปไม่ต้องคิดอะไร


    ตอนนอนๆ ก็มีแขกวัยรุ่นมา Check-in...คือลืมตาเห็นพวกเขามองอยู่นิดหน่อย....แล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์ Check-in....เราก็หลับตาต่อ...แต่ไม่นานก็เห็นแขกผู้ชายคนนึงมานอนตรงโซฟาด้านนอก...เราก็ไม่สนใจไร...แต่ก็งงแบบทำไมไม่นอนบนห้อง...ก็คิดอาจเป็นเพื่อนลูกค้าวัยรุ่นคนไหน...แล้วขอมานอนตรงนี้ก็ได้....ได้เห็นพี่แม่บ้านเดินเข้ามาด้วย...เหมือนได้ยินเมาๆ...พี่ที่เป็นพนักงานต้อนรับก็บอกให้มานอนในห้องที่เรานอนนี่แหละ...พี่แม่บ้านก็มานอน....แต่ไม่รู้ที่เตียงนวดหรือเก้าอี้นวด..คือตรงนี้เคยเป็นห้องนวดเก่ามาก่อน...เพราะไม่มีหมอนวดแล้วก็เลยทำเป็นห้องเหมือนแขกมานั่งเล่นได้...เราก็นอนๆ ไปจน 6 โมงกว่านั่นแหละ...ลืมตาก็เห็นผู้ชายที่มานอนโซฟาตัวนอกเมื่อคืนยังนอนอยู่..ก็สงสัยแหละทำไมไม่ไปนอนที่ห้อง...ส่วนพี่แม่บ้านไม่ได้สังเกต...อาจนอนที่เก้าอี้นวดหรือกลับออกไปแล้วก็ได้


    เราก็ขอพี่พนักงานต้อนรับไปอาบน้ำ...คือถามว่ามีแขกออกไปหรือยัง...ก็ดูแล้วแหละมีคีย์การ์ดถูกคืนอยู่พี่ก็บอกมี...เราเลยขอไปอาบน้ำ...พี่เขาก็บอกว่าได้...เราก็เลือก 201 คือชั้น 2 ห้องเล็กนี่แหละ

    ตอนลงมา....พี่แม่บ้านอีกคนก็มาแล้ว....เราก็เดินไปเก็บของเราบนโซฟาในห้อง...ก็เจอผู้ชายที่หลับอยู่ที่โซฟาตัวนอกเมื่อกี้ย้ายมานอนบนเก้าอี้นวดในห้อง...เราก็ย้ายกระเป๋าเป้เราออกมาตรงส่วนพนักงาน ต้อนรับ แล้วขอไปซื้อข้าวเช้า...พวกพี่เขาก็รับรู้....แต่เราเผ่นไปกดเงินก่อนแถว 7/11 ตรงข้ามศาลเจ้าพ่อเสือ....แล้วก็แวะไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือด้วยเลย...คือเพิ่ง 7 โมงเช้าแต่คนเยอะมาก..ตอนจุดเทียน...เห็นคนขนน้ำมันเป็นถังมาเติมน้ำมันตะเกียงด้วย....


    เราก็แค่เติมน้ำมันตะเกียงแบบขวดน้อยๆ ของเราไป....เสียไป 40 บาท...แบบไม่ค่อยมีเงิน...แต่ก็ทำบุญแหละ...แต่ชีวิตก็เหมือนเดิม


    ไหว้ขอพรแล้วเราก็ไปหาของทานที่ 7/11...มีแต่แพงๆ...ซื้อแล้วก็เข้าไปที่โฮสเทล....วันนี้มาทำงานแทนพี่ที่เขาลา 1 วัน....พี่แม่บ้านก็มาเช็คคีย์การ์ดว่าห้องไหนออกบ้าง...จะขึ้นไปทำความสะอาด...ตอนเช้าก็ไม่มีไรมาก...แต่ใจเรายังคิดถึงเรื่องทำบุญวันแรกของปีอยู่....คือปกติก็ทำบุญนี่แหละ....แต่วันนี้พอดีมีงานจากปกติไม่มีรายได้....แต่เลยคิดว่าตอนเที่ยงๆ แอบแว่บไปดีมั้ย...อย่างวัดพระแก้วและวัดโพธิ์...คือเดินไปไม่ไกลแหละ...แต่ก็คนเยอะก็เสียเวลาเยอะขึ้น....พอตอน 11 โมงกว่า...พี่แม่บ้านก็บอกให้ไปซื้อข้าวมากิน....เราเลยขอฝากให้พี่เขาช่วยดูแทนเรา...แบบยังมีคนไม่ Check-out อีก 2 ห้องและเผื่อมีคนโทรเข้ามาให้ถามเบอร์โทรกลับเขา....แล้วเราจะโทรกลับเขาเอง....แล้วขอหยิบร่มที่ติดในโฮสเทลไป 1 อันเพราะแดดแรงมาก

    เดินออกจากโฮสเทลก็เดินไปทางขวามือซึ่งจะมีทางไปศาลหลักเมือง...แบบข้ามสะพานข้ามคลองไป



    เดินไป 5 นาทีแบบเร่งรีบก็มาถึงถนนที่เข้าสู่ศาลหลักเมืองซึ่งรถเยอะมากๆ


    เดินเข้าศาลหลักเมืองคือคนเยอะมาก...ก็เดินเบียดๆ ไปไหว้...แต่ไม่ซื้อของไหว้ 60 บาทเพราะไม่มีเงินก็จะไหว้ขอพรแค่ยกมือไหว้...ตอนเดินเข้าตรงส่วนถวายของไหว้....ก็เบียดๆ กัน....อยู่ๆ ก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดแบบไม่พอใจ...ประมาณเขาถือถาดของไหว้อยู่...ทำไมไม่ดู..เราก็หันไปมองแบบไม่พอใจ...คือคนก็เบียดไปมานั่นแหละ...แม้ไม่รู้เขาพูดถึงเรามั้ย....ใครจะไปสนใจดู...ตัวเองก็ต้องระวังของตัวเองนั่นแหละ...บ้ารึเปล่า...ถ้าไม่มีโดนชนเลยหรือไม่อยากโดนชนคือต้องมาวันอื่นแล้วแหละ...ไม่มีสมองคิดและมาว่าคนอื่น

    เราก็เดินเข้าไปแบบพยายามเข้าให้ถึงแผ่นกระดานที่โชว์บทสวดมนต์...คนก็เยอะ..แต่เราก็ไปได้ที่ที่พอเห็นบทสวดมนต์เพื่อขอพร...ก็ขอพรไปเรื่องงานและเรื่องอื่นๆ ที่ทุกข์ใจ


    คนเยอะมากๆ



    เดินเข้าไปไหว้ศาลหลักเมือง...คนก็เยอะ..แต่ก็ต้องเข้าไปไหว้ให้ได้อยู่ดี


    พย่ายามแทรกเข้าไปแล้วหาที่นั่ง...ก็ได้ที่ริมๆ ขอบๆ...แล้วไหว้ขอพรเรื่องงาน + เรื่องอื่นๆ ที่ทุกข์ใจกับศาลหลักเมือง


    ออกมา...คนก็เยอะมากที่รอจะเข้ามาไหว้ด้านใน


    ที่ศาลหลักเมืองก็ไหว้ได้เท่านี้เพราะคนแน่นมาก...ที่เติมน้ำมันตะเกียงก็คือแถวยาวมาก


    เดินออกมาตอน 12.02 น. ผ่านรั้วก็มองเห็นศาลหลักเมืองด้านในก็เลยขอพรอีกรอบจากด้านนอก


    เดินออกจากศาลหลักเมืองก็ผ่านวัดพระแก้ว...คนเยอะมาก....ตอนแรกไม่รู้เข้าประตูไหนกัน....นึกว่าข้างหน้าที่เดิมที่อยู่ตรงข้ามศิลปากร...ก็จะเดินไปวัดโพธิ์เลยดีกว่า...เพราะมีเวลาไม่เยอะด้วย...แต่รอข้ามถนนคนก็เยอะ..ก็ขอพรจากข้างนอกเอา


    เดินเลียบกำแพงวัดพระแก้วไปเรื่อยๆ...คนก็เยอะ...มีหลายช่วงคือออกไปเดินตรงริมฟุตบาทเล็กๆที่มีหญ้ากั้น....เพราะอยากรีบทำเวลาเดิน....แต่พอมาถึงประตูเข้าวัดพระแก้วที่คนแห่กันเข้าไป....หลังจากช่วงนั้นคนก็น้อยลงบ้าง



    เดินข้ามถนนไปแถบกำแพงวัดโพธิ์...คนก็เยอะ...และประตูทางเข้าคือเดินไกลมาก...เกือบไปสุดกำแพงอีกด้านนู้น


    เดินมาถึงประตูทางเข้าที่ต้องเดินผ่านช่องประตูทางออกก่อน...ก็จะเข้าแต่ติดพ่อแม่ลูก...ที่พ่อเหมือนชะลอว่าจะไปทางไหนดี...ก็เลยขวางประตู...เลยมีชนนิดหน่อยเพราะรีบ...คือประตูมันแคบ....แล้วจะมาขวางตรงนี้ทำไม....เหมือนตัวพ่อไม่พอใจ...เราเลยหันไปมอง...แต่ตอนหันตัวพ่อหันไปมองลูกเมีย...เราเลยเดินไปเข้าช่องประตูที่แบ่งแยกคนไทย-คนต่างชาติ...เพื่อไปไหว้พระ...ก็นิสัยสันดานเลวอ่ะแหละ แต่เหนื่อย...เดินมาไกลมากๆ...ร้อนก็ร้อน...คนก็เยอะ...เกลียดคนเยอะมาก...แต่ก็อยากมาไหว้พระรับปีใหม่วันแรกของปี 2563


    เดินเข้าไปไหว้ตรงจุดไหว้แถวโบสถ์พระนอน...คนก็เยอะ...พอดีไม่มีเงินก็เข้าไปแค่ยกมือไหว้ขอพรแค่นั้น....


    เดินไปรอเข้าแถวเข้าไปไหว้พระนอน...คนก็เยอะมาก...ก็มีถุงให้ใส่รองเท้าเพราะใส่เข้าโบสถ์ไม่ได้



    ถุงรองเท้าก็หมดไป....ก็รอคนไปเอาจากอีกด้านที่คนออกมาใส่ใหม่อ่ะแหละ


    เดินเข้าไปในโบสถ์....คนก็เบียดๆ กันไป...มีหยุดถ่ายรูป..หยุดไหว้ขอพรบ้าง


    เราก็เดินหามุมที่จะไหว้พระนอนให้ได้...ก็มีส่วนเว้าเข้าไป...มีคนยืนถ่ายภาพกันอยู่...เราก็หยุดยืนรอๆ ตอนนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งจะถ่ายรูปตัวเองนี่แหละ...แต่เหมือนเรายืนหลังเขาพอดี...เขาก็หันมามองเราแบบไม่ค่อยพอใจและเปลี่ยนมุม...คือเราก็เห็นผ่านๆ แต่ไม่สนใจ...คือเรื่องของเอ็งอ่ะ..น่ารำคาญจริงๆส่วนที่รอคนถ่ายภาพแต่ก็นานเพราะไม่รู้จะถ่ายภาพไปทำ Album ก็ได้...นานมากก็เลยเดินผ่านไปที่มุมของที่กั้น...แล้วยกมือไหว้ขอพร...แต่เราก็นานมั้ง...คู่ผัวเมียคู่ที่เรารอเมื่อกี้ตอนเขาถ่ายรูปเมีย ก็มีพูดๆ แบบเรานานและไม่อยากให้ติดเรา....คือเราก็รอเขาถ่ายภาพไปเมื่อกี้ไง...ก็มีติดกันบ้างแหละคนเยอะจะตาย..ไม่อยากให้มีคนก็ต้องมาวันอื่นแล้วแหละ...เราก็ยืนขอพรจนจบที่เราอยากขอ...ก็เรื่องงานและ   เรื่องอื่นๆ ที่เราทุกข์ใจอ่ะแหละ


    ตอนขอพรเสร็จก็ยังออกจากมุมไม่ได้เพราะมี 2 สาวน่าจะคนญี่ปุ่นถ่ายภาพกัน...คนหนึ่งยืนเป็นแบบ..อีกคนก็ถ่ายภาพก็ต้องรอให้เขาถ่ายภาพเสร็จก่อน....ก็หันมาเจอดอกบัวก็เลยถ่ายภาพดอกบัวและก็ขอพรไปอีกรอบฆ่าเวลา


    ออกจากมุมได้ก็เดินต่อ...คนก็เยอะ..เบียดๆ กันไป...มีชนกันบ้าง...แต่จุดนึงคือชนกับผู้ชายที่เมื่อกี้จะถ่ายภาพตัวเองแต่เราดันไปอยู่ข้างหลังพอดี..แล้วเขาเปลี่ยนมุม...เราหันไป..เขาก็ทำหน้าแบบไม่พอใจที่เราชนเขา...คืออยากด่าตอนนั้นแต่ช่างมัน...คนเยอะแบบนี้...ก็มีเดินชนกันบ้างแหละ..แต่ยังสิงอยู่แถวนี้อีก รึไง...คือเดินเบียดๆ คนอื่น...ก็ไม่ได้มีใครสนใจใคร...เจอไอ้นี่เจือกมีปัญหาอยู่คนเดียว

    เดินๆ เบียดต่อไป...เราถือร่มไว้ในมือหรือไม่ก็กอดไว้นี่แหละ...แล้วคนเยอะ...หัวร่มที่โค้งเลยมีจังหวะนึงไปเกี่ยวขาเด็กที่พ่ออุ้มอยู่...เราอ่ะไม่ได้ตั้งใจ...แต่ก็เดินต่อไป..แบบคนเยอะจริงๆ...อารมณ์เสียมาก..ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งมีเรื่องกระทบกระทั่งไม่พอใจกันไปตลอดทาง....

    เดินมาถึงตรงปลายเท้าขององค์พระนอน...ปกติก็เลี้ยวตรงนี้ไปอีกด้าน...แต่คนถ่ายภาพเยอะมาก...เดินไม่ได้...ก็เลยต้องเดินออกนอกโบสถ์แล้วเลี้ยวเข้าประตูอีกด้าน


    เดินออกมาก็เดินต่อไม่ได้เพราะคนกลุ่มหน้ากำลังสนทนากับพระ..ก็หยุดๆ กันไปตรงนั้น


    คนที่อยู่แถวนั้นก็มีถ่ายภาพฝ่าเท้าของพระนอนที่มีลวดลายสวยงามอยู่จากด้านนอก


    เราก็ถ่ายภาพจากด้านนอกบ้าง


    ตอนเราเดินๆ ก็มีพระที่เราก็เห็นตั้งแต่ออกจากโบสถ์แล้วแหละ...เดินหน้าเรา...แล้วเหมือนหยุดมองเข้าไปด้านใน...เราก็ไม่ได้สนใจ...แต่โดดเด่นเพราะเป็นพระรูปเดียวท่ามกลางฆราวาสตรงนี้...ไม่รวมพระหลายรูปด้านหน้าที่ยืนรวมกัน...มีจังหวะนึง...เหมือนพระรูปนี้หันมองด้านในแล้วหันกลับมาแบบจะเดินต่อ...เราดันอยู่ตรงนั้นพอดี...เลยชนเรา...เขาก็มองเราแบบไม่พอใจชนสีกา...คือเราเดินผ่านแบบไม่สนใจก็จริง...แต่ในใจคือ...ขอโทษนะคะ..คือก็รู้ๆ อยู่ว่าตรงนี้มีทั้งผู้หญิงผู้ชายเดินเยอะมาก...ไม่ใช่ให้แค่คนอื่นดู...ตัวเองก็ต้องดูด้วย...ยิ่งเป็นพระ...ยิ่งต้องระวังตัวเองอ่ะค่ะ..ไม่ใช่ชิล...


    เดินเข้าประตูอีกฝั่งของโบสถ์...คนก็เยอะ...ก็มีหยอดเหรียญทำบุญเรียงไปตามบาตรด้วย...แต่ไม่มีเงินก็เลยเดินผ่านไป


    เดินไปจนถึงประตูทางออก...ก็มีที่ว่างเว้าเข้าไป...มีผู้หญิงผู้ชายคู่นึงนั่งอยู่...เราก็เดินไปไหว้หลังองค์พระนี่แหละเพื่อขอพร....ก็ขอนานมั้ง...แต่นานๆ มาทีก็เลยขอพรหลายๆ รอบ...แต่จะสมหวังมั้ย...คงมีแค่ปาฏิหาริย์นี่แหละ...ยาก...งานหายาก...และเราพลาดโอกาสไปเยอะเพราะโง่เอง


    เดินออกมานอกโบสถ์ก็เห็นผู้ชายผู้หญิงที่นั่งเมื่อกี้อยู่ข้างหน้าแบบใส่รองเท้า...ผู้หญิงก็มอง...คือตอนเราขอพร...ก็ไม่รู้ไปรบกวนอะไรเขามั้ย..แต่เราก็เดินผ่านไป...ตอนนั้น 12.30 น. ก็ออกจากโฮสเทลมาเกือบ 1 ชั่วโมงแล้ว...แต่เราอยากไปไหว้พระปางนาคปรกอีกโบสถ์....เป็นพระปางประจำวันเกิดเรา


    ออกจากโบสถ์พระปางนาคปรกก็จะเดินออกจากวัด...ก็เจอแถวแบบรดน้ำมนต์...ก็เดินไปต่อแถว...แต่ก็ไม่รู้แถวไหน...เพราะเหมือนมีคนต่างชาติเดินๆ...แต่เราก็ไปต่อแถวหลังเขา...ตอนนั้นมีคู่รักวัยทีนเดินมาหลังเรา...แล้วเหมือนจะแซงไปด้านหน้า...แบบแทรกๆ...เราเลยพูดลอยๆ..."ต่อแถวไหนวะเนี่ย"....คือจะพูดถึงไอ้คู่รักวัยทีนนี่แหละ...โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นตัวตั้งตัวตีจะแซง...ก็ได้ยินผู้หญิงพูดกับคนที่มาด้วยแบบ...ต่อแถวไหน...แต่สำหรับเราคือพอพูดออกไป...ในใจคือไม่ดีเพราะในวัดและเรามาทำบุญปีใหม่...มาพูดคำหยาบตั้งแต่วันแรกของปีในวัดเลย..แต่โมโห..สรุปไอ้เด็ก 2 คนนี้ก็แซงจริงเพราะกลุ่มผู้ชายต่างชาติที่เราต่อ...เขาก็ต่อแถวรดน่้ำมนต์เหมือนกัน


    พระก็ยืนรดน้ำมนต์ไปเรื่อยๆ...ก็ดีที่มาแหละก็รับน้ำมนต์รับปีใหม่..เมื่อคืนไม่ได้..ถ้าไปตามวัดคือจบพิธีสวดมนต์ข้ามปี...พระก็จะมารดน้ำมนต์รอบๆ...ให้คนที่มาสวดมนต์ข้ามปี



    พอเราไปรับน้ำมนต์เสร็จ...ได้สายสิญจน์แบบสีๆ มา...ก็หันไปเจอผู้หญิงคนนั้นยืนรออยู่...เหมือนยืนรอคนอาจจะผู้ชายที่มาด้วยกัน...ก็ไม่รู้จะรีบไปไหน..แซงคนอื่นเขา...แล้วก็มายืนรออยู่ตรงนี้่

    เราเดินๆ จะออกวัด...แต่เหลือบไปเห็นคนยืนไหว้พระที่ช่องหน้าต่างก็เลยเดินไปไหว้ขอพรอีกรอบ..คือชีวิตสมหวังยากอ่ะ...แต่ก็ไหว้ๆ ไป..เผื่อตาย...ทำเวรทำกรรมมาเยอะ...เผื่อมีบุญอะไรที่ทำช่วยเสริมไม่ให้ไปตกนรกนานหรือเป็นเปรต..ผีเร่ร่อนนานอ่ะ....หรือใช้เวรใช้กรรมในนรกหมด..เกิดใหม่..เผื่อได้กลับมาเกิดเป็นคนที่เกิดในชีวิตที่ดีดีกว่านี้..ไม่ต้องตกระกำลำบากมาก


    เดินออกจากวัดตอนเที่ยงกว่าก็ต้องรีบกลับไปโฮสเทล....ก็เจอคนถ่ายรูปครอบครัวอยู่ไกลๆ...ซึ่งกว่าเราจะเดินไปถึง...ก็ยังถ่ายภาพไม่เสร็จเว้ย...อะไรจะค้างนานขนาดนั้น...แบบครอบครัวสุขสันต์...พ่อถ่ายรูปครอบครัว...ซึ่งไม่แปลก....แต่มันแย่ตรงนี้...ถ้าเราเดินอ้อมหลังคนถ่ายภาพ...คือถนน...ดังนั้นต้องเดินผ่ากลาง...เราเลยเดินผ่าไป...ช่องว่างตรงกลางระหว่างคนถ่ายภาพและคนที่เป็นแบบที่ยืนริมกำแพง....แต่คนถ่ายภาพก็เหมือนยกมือถือออกไปพอดี...คือท่าทางเหมือนจะไม่ให้ถ่ายติดเรา...แต่เราก็อดพูดออกมาไม่ได้แบบ...ถ่ายไรนักหนา...หรือถ่ายไรอยู่ได้...เพราะหงุดหงิด....คือเรารีบ...และจะมาบอกให้เราหยุดรอ...คือไม่ใช่อ่ะ...เพราะกว่าเราจะเดินมาถึงจุดนี้...ก็ใช้เวลาแล้ว...ถ้าอยากให้ไม่มีคนก็มาวันที่ไม่มีคน แล้วกันอ่ะ....สันดานแย่อ่ะนะเรา...แต่คนอื่นๆ ก็คงเคยเป็นแบบเรา...เคยไปทริปนึง..ได้ยินคนอื่นพูดแบบคนที่มาถ่ายภาพๆ...แล้วขวางทางคนอื่น...ตอนนั้นเราก็ไม่ได้สนใจ...แต่ตอนมาเจอเองแบบรีบๆ....ก็หงุดหงิด....คือเรารีบไปด้วย

    เดินๆ ไปแบบรีบๆ กลับไปทางเลียบกำแพงวัดพระแก้ว...แล้วข้ามไปอีกฝั่ง....เดินผ่านวัดพระแก้วก็ยกมือไหว้จากด้านนอกอีกรอบ...เพราะเดินเข้าไปไหว้คงไม่ทันก็ตั้งใจจะมาไหว้ทีหลังแบบวันอื่นๆ ที่คนน้อยกว่านี้


    เดินเข้าซอยข้างศาลหลักเมือง...ย้อนกลับไปทางเดิมกลับโฮสเทล...รถก็เยอะเหมือนตอนขามา


    เราก็เดินข้ามสะพานข้ามคลองกลับไปทางเดิม....ตอนเดินจะถึงซอย...ก็เจอกลุ่มเด็กวัยรุ่นเดินสวนมา เราก็หงุดหงิดแล้วไง..คือทำไมเราต้องเป็นคนเดินหลบตลอด....ทำไมคนอื่นไม่หลบให้เราบ้าง...ก็เดินสวนไป....แต่ก็ไม่มีการเดินชนไรกันแหละ...กลับเข้าซอยตอนเกือบบ่ายโมง...ก็แวะ 7/11 ซื้อมื้อกลางวัน ก็มาม่า + ไข่ต้ม...รวม 22 บาท....ก็ไม่รู้เพราะแก่...สมองเบลอ...คือหยิบ 50 บาทให้พนักงานแล้วเบลอหยิบแบงค์ 100 อีก...ก็รับเงินทอน..แล้วก็ยืนคิด..เอ๊ะ...แล้วแบงค์ 50 บาทที่มีอยู่ในกระเป๋าเงินหายไปไหน...หรือเราทำหล่น...แบบคิดหนักเพราะคิดว่าทำเงินหาย...แบบมีตอนกระเป๋าเงินเปิดๆ...เพราะเราปิดไม่แน่น....จนพนักงานถามว่าเรายืนรออะไร....เราก็ถามทำไมไม่เอาแบงค์ 100 ใส่ลิ้นชักเงิน...แบบเหมือนเขาลืมมั้ย...ไม่อยากโกงเขา...พนักงานก็บอกก็แบงค์ 50 บาทเมื่อกี้ให้มา...คือเบลอจริงๆ...จำไม่ได้....ก็ออกจาก 7/11 เข้าโฮสเทล


    กลับมาโฮสเทลก็บอกพี่แม่บ้าน 2 คนแบบกลับช้าไปมั้ย...แบบรีบกลับมาแล้ว...พี่แม่บ้านก็บอกแขก Check-out หมดแล้วและมีคีย์การ์ด...เราก็รับรู้...คือเกรงใจอ่ะแหละเพราะออกไปชั่วโมงเศษ..เราก็ถามพี่แม่บ้านแบบจะบอกเจ้าของมั้ย...คือในใจถามแบบนี้ก็เหมือนจะไปบอกว่าพี่แม่บ้านช่างนินทาช่างฟ้องแบบทำให้เข้าใจผิดได้...แต่พี่แม่บ้านก็บอก..ไม่บอก...แบบไปฟ้องไรเจ้าของมาก...เขาก็รำคาญ...ก็พัก 1 ชั่วโมง....เราก็เกรงใจเพราะออกไปนาน....ปกติก็แว่บแหละ...ตอนมาแทนคนที่ลา....ตอนพักเที่ยง...ไปซื้อข้าวก็มักแวะไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือด้วย....แต่ครั้งนี้ไปนานกว่า...ก็ทำคีย์การ์ดให้พี่แม่บ้านขึ้นไปทำความสะอาดห้องที่แขกออกแล้ว....และตอบ e-mail คนถามทางมาโฮสเทล...เราก็หารูปสี่แยกคอกวัวและบอกรายละเอียด...แต่ตอนตอบ e-mail...พวกพี่แม่บ้านที่จะขึ้นไปทำความสะอาด...ที่เหมือนจะขึ้นไปแล้วก็ลงมาบอกรอผ้าซัก 7 นาที...เราก็ลังเล...เพราะเรารีบเดินกลับมา....แม้เรากางร่มไป...แต่แดดก็ร้อน....อยากอาบน้ำ...เลยลองถามพี่แม่บ้านว่าต้องรอผ้าอีก 7 นาทีใช่มั้ย....พี่แม่บ้านก็บอก...เราจะไปไหนก็รีบไป....เราก็บอกขออาบน้ำแป๊ปนึงได้มั้ย.....แบบเมื่อกี้เรารีบเดินกลับมา...ร้อนมาก...เหงื่อออกเยอะ คือในใจกลัวเขาว่าเราเรื่องมากอ่ะแหละ...พี่แม่บ้านก็บอกเอาคีย์การ์ดห้องที่ Check-out....รอทำความสะอาดไปอาบน้ำ...แล้วเปิดประตูห้องทิ้งไว้เลย...เราก็เอาคีย์การ์ดขึ้นไปอาบน้ำ


    รีบอาบน้ำมากเพราะเหมือนเรารบกวนเขา..อาบน้ำหลายรอบ....แต่มาช้าเพราะสบู่มันลงท่อไม่หมด ต้องเอาน้ำไล่ๆ ฝักบัวที่ปิดแล้วก็เหมือนไม่สนิท..คือรีบแบบตอนอาบน้ำ...ลืมเอาแว่นออก...แว่นเปียก...ตอนไปปิดน้ำที่ปิดไม่สนิท....หมุนผิด...กลายเป็นเปิดน้ำ...สาดลงมาแบบตอนที่ใส่เสื้อผ้าแล้ว..เปียกไป...แต่ช่างมัน...รีบลงไปด้านล่าง..ก็ใช้เวลา 6-7 นาที..ลงมาพี่แม่บ้านก็ถาม...แบบเราตัวเปียกลงมา....แบบเร็วมากที่เราขึ้นไปอาบน้ำ...แต่เราก็บอกรีบๆ...เขาก็บอกเปลี่ยนเสื้อมั้ย...เหมือนเขามีเสื้อสำรอง...เราก็บอกไม่เป็นไร...เดี๋ยวมันก็แห้งเองแหละ...แล้วมานั่งตอบ e-mail ที่ค้างไว้ต่อ

    หม่ำมาม่าใส่ไข่ต้ม....ก็ถือว่าราคาโอเคอ่ะ 22 บาท...หมดไป 1 มื้อ


    นั่งเฝ้าเคาน์เตอร์ต้อนรับไปเรื่อยๆ...ก็มีผู้ชายต่างชาติมาถามหาร้านอาหาร...แล้วถามเรามี Wi-fi มั้ย ตอนแรกเราคิดว่าแขกโฮสเทลนี้...เลยถามเลขห้องเพื่อบอก Wi-fi ของห้อง....แต่เขาบอกไม่ใช่...แค่แวะมาถามทาง...เราเลยบอกว่าเดี๋ยวเอามือถือเราหาข้อมูลให้...ก็เสิร์จใน Google... แล้วให้เขาดูว่าที่นี่ใช่มั้ย...ก็ให้เขาดูที่อยู่และแผนที่ไปร้าน...เขาก็ถ่ายรูปไว้..ก็ถามเราว่าของเราอยู่จุดไหน..เราก็ชี้ไปบริเวณศาลเจ้าพ่อเสือแหละ....น่าจะสังเกตได้ง่าย



    นั่งเฝ้าไปเรื่อยๆ...ก็กินลูกอมฆ่าเวลาไป...กินไปเรื่อยๆ..ก็หมดถุง...แต่ก่อน 10 บาท...ตอนนี้ 12 บาท...ก็เลยไม่ได้ซื้ออีก...ไม่มีเงินแหละตอนนี้


    ตอน 5 โมงเย็น....พี่ที่ทำกะกลางคืนก็มา....แบบพี่คนนี้มาเร็ว...เราก็เลยขอกลับตอน 17.10 น. เพราะอยากรีบไปทำบุญ...ปกติถ้ามาแทนแบบช่วงวันหยุด...พี่ที่มาต่อกะจะมาช้าแบบหกโมงกว่าเกือบ 1 ทุ่ม พี่เขาก็บอกไปได้เพราะเขาก็มาแล้ว...แต่ก่อนออกไป...พี่เขาน่าจะพูดถึงวัดราชบพิธ..เราก็ถามว่าไกลมั้ยคือเราจะไปวัดสุทัศน์....พี่เขาก็บอกไม่ไกล...คือเดินไปได้...น่าจะใกล้กว่าวัดสุทัศน์....พี่เขาก็บอกแบบศาลเจ้าพ่อเสือตรงนี้...วัดสุทัศน์ไปทางนี้...วัดราชบพิธไปทางนี้....เราก็ขอบคุณพี่เขา...แล้วเดินออกจากโฮสเทลไป...แต่เราว่าวัดสุทัศน์น่าจะใกล้กว่าตอนนั้น....อาจเพราะเราเดินไปวัดสุทัศน์แต่ไม่เห็นผ่านวัดราชบพิธ...ตอนเดินไปซื้อข้าวที่เดินเลยศาลเจ้าพ่อเสือไป...ก็ไม่เห็นมีวัดอะไรอยู่ข้างหน้า

    เดินตรงผ่านศาลเจ้าพ่อเสือไปตามทางที่พี่เขาบอก


    เดินผ่าน 4 แยก...หันไปซ้ายมือจะเห็นเสาชิงช้า...วัดสุทัศน์ก็อยู่ตรงนั้นแหละ


    17.18 น. ก็มาถึงวัดราชบพิธ


    เดินเข้าในวัด..ก็ไม่รู้ไปทางไหน...ก็เดินไปตรงเหมือนโบสถ์ด้านหน้า....เดินวนรอบ...เห็นคนไหว้พระที่อยู่ในกำแพงเจดีย์...ก็เลยไปไหว้บ้าง



    เดินวนๆ..แล้วพยายามคิดว่าโบสถ์ที่มีพระประธานอยู่ที่ไหน....ไม่รู้จริงๆ..เหมือนเราเคยมาวัดนี้ครั้งหนึ่งหรือเปล่า...แต่ไม่แน่ใจ....หรือเป็นวัดฝั่งนู้น..แบบถนนข้าวสารซึ่งไม่แน่ใจมีวัดมั้ย...แต่วัดนั้นอ่ะมีโบสถ์อยู่...ตอนเราไปตอนนั้นเป็นตอนพระมาทำวัตรเย็นพอดี...แต่จำชื่อวัดไม่ได้...ก็เลยไม่แน่ใจ..แต่ตอนเดินวนๆ...ก็เหมือนเห็นโบสถ์แต่เป็นด้านหลัง...มีคนมาไหว้อยู่...ก็เลยมองหาทางไปด้านหน้า....แต่ก็คงต้องออกจากรอบเจดีย์นี้ก่อน


    เดินมาด้านหน้าซึ่งเป็นประตูทางออก..ก็เจอคนไหว้พระ...ตอนเดินเข้ามา..เราก็คงเดินผ่านไป...ก็เลยยกมือไหว้ตาม...แต่พระองค์ที่ไหว้เมื่อกี้กับองค์นี้...ก็ไม่ทราบมีนามว่าอะไร


    เดินออกจากรอบเจดีย์..ก็วนไปด้านที่เห็นว่ามีโบสถ์อยู่...ก็มีพระประธานเล็กๆ อยู่ในสุด..มีคนไหว้...มีคนมุงด้านหน้าโบสถ์ก็หลายคน...มี 2 คนด้านหน้าเหมือนจะเข้าไปแต่ออกมาแบบคนเยอะ...เราเลยเดินเข้าไปแทน...ก็พอมีที่นั่งได้แถวๆ ประตู..ก็เลยลงไปนั่งไหว้พระขอพร...ก็มีพระรูปหนึ่งยืนพูดๆ ด้านหน้า มีที่กั้น....ก็อาจใกล้เวลาทำวัตรเย็นก็ได้


    พอพระเข้ามา...พระที่ยืนพูดก็บอกเหมือนไม่อยากให้ถ่ายภาพแบบไม่ใช่พวกคนดัง - เซเลป...ก็มีคนออกๆ นอกโบสถ์...คนที่อยู่ก็เหมือนรอสวดมนต์...เราขอพรเสร็จก็ออกนอกโบสถ์เพราะต้องไปวัดสุทัศน์ต่อ...ก็ไม่แน่ใจโบสถ์ที่วัดสุทัศน์ปิดยังแม้อาจเป็นปีใหม่...เพราะปลายปีที่แล้วมาตอนช่วงหกโมงเย็นเศษๆ คือโบสถ์ปิดไปแล้ว..ก็ไม่รู้ปิดไปตอนกี่โมง

    เดินออกมาก็ผ่านหน้าประตูเข้าองค์เจดีย์เมื่อกี้ก็ไหว้ขอพรอีกรอบ


    เดินลงมาก็จะออกจากวัด....แต่หันไปมองข้างๆ ก็เห็นคนไหว้รูปปั้นองค์ ร.5 ก็เลยเดินไปไหว้ก่อนเพราะเห็นมีประตูทางออกด้านหลัง...ไหนๆ ก็มาแล้ว



    เดินออกประตูด้านหลังก็จะเดินไปวัดสุทัศน์ต่อ...ตอนแรกจะเดินย้อนไปสี่แยกที่เจอเสาชิงช้าไกลๆ เมื่อกี้แต่พอเดินออกจากวัดมาถนนใหญ่และมีซอยตรงข้าม...เราก็เห็นเหมือนประตูวัดไกลๆ...ก็ไม่แน่ใจอาจเป็นวัดสุทัศน์...ก็เลยเดินลองไปดู...เข้าซอยไปแล้วทะลุถนนอีกด้าน


    ระหว่างรอข้ามถนนก็เห็นตึกไกลๆ...มีคำว่าศาลาเฉลิมด้านบน...แต่ไม่รู้คำต่อคืออะไร


    เดินเข้าวัดสุทัศน์จากทางด้านหลัง...ตอนแรกเดินเข้าไปก็ไม่รู้เดินไปทางไหนต่อ...แต่มีที่เลี้ยวและมีคนยืนคุยก็เลยเดินเลี้ยวไปทางนั้นแหละ


    ตอนแรกจะเดินเข้าไปประตูที่อยู่ตรงหน้า...แต่เหลือบไปเห็นมีป้ายบอกว่าที่นี่มีโบสถ์อยู่ด้านข้าง...มองเข้าไปมีคนไหว้อยู่ก็เลยเดินเข้าไป...ซึ่งก็มีคนไหว้เต็มโบสถ์


    เราก็มองหาป้ายคำสวดแต่มีเหมือนของพระพุทธรูปด้านล่าง...มองไปรอบๆ..ก็เห็นคนถือแผ่นกระดาษสวดอยู่...แบบหลายคนถือกระดาษแบบเดียวกัน....ก็เลยมองหาว่าเอาจากตรงไหน...เห็นอยู่ตรงมุมที่วางเครื่องสังฆทานก็เลยเดินไปหยิบมาสวด


    ตอนเอาใบสวดไปเก็บ..ตอนแรกเราเดิน...แต่คนที่อยู่ด้านหน้าเรา...คุกเข่าแล้วใช้เข่าเคลื่อนที่ผ่าน...เราหันไปข้างๆ...เห็นคนนั่งคุกเข่าขอพร....ตอนกลับออกมา...เราเลยคุกเข่าแล้วใช้เข่าเคลื่อนที่ผ่านแทนเท้าเผื่อไม่ให้บังคนนั่งขอพร...แต่พอผ่านคนคู่นั้น เราก็ไม่ได้สังเกตคนที่อยู่ถัดไป...จนผ่านเลยจึงเห็นว่าผู้ชายแว่นที่อยู่ถัดไปจากคู่เมื่อกี้ถ่ายภาพอยู่...และมีผู้หญิงอีกคนนั่งอยู่หน้าพระ...คือผัวเมียคู่นี้ก็มองเราแบบไม่พอใจ...แต่เราก็เฉยๆ คุกเข่าผ่านไปที่พระอีกองค์ที่อยู่ริมสุด...แต่ในใจเราไม่พอใจ...คือคนในโบสถ์เยอะมากๆ...และเราไม่ได้สังเกต...แค่มีที่ว่าง...เราก็คุกเข่าผ่านจะออกไปแถวหน้าประตูโบสถ์ เห็นคนนั่งก็คิดเหมือนคู่เมื่อกี้ที่ไหว้ขอพร...และด้านหลังอ่ะ คนมาไหว้ขอพร...แบบนั่งอยู่เยอะมาก...ถ้าให้อ้อมก็ไปหลังโบสถ์นู้นเลย...และไม่พอใจอะไร..ไม่เข้าใจ...คือจะบอกให้คนอื่นหยุดรอ...และที่ว่างระหว่างคนถ่ายภาพและคนเป็นแบบคือกว้างมาก...ก็ไม่ใช่เรื่องเราต้องมาหยุดรอเหมือนกัน....เหนื่อยก็เหนื่อย ทีคู่คนไหว้ขอพรที่เราผ่านคู่แรก...เรามอง...เขาก็เฉยๆ...แต่ผัวเมียคู่นี้กลับมองเราไม่พอใจ...ก็รอให้ได้เป็นเจ้าของโบสถ์นี้ก่อนแล้วกัน...เว้นที่กว้างมาก...แต่ไม่ให้คนผ่าน...ถ้าเรายังนั่งอยู่รอเขาถ่ายภาพให้เสร็จ เราก็ไปบังคนอื่นข้างหลังเหมือนกันแหละ...เราก็ควรไม่พอใจเหมือนกันที่เขามาทำหน้าไม่พอใจใส่เราแบบนั้น....และกว่าจะถ่ายภาพกันเสร็จ...หลายคู่นานมากๆ...กับที่ว่างตรงกลางที่คนอื่นเขาผ่านไปไม่ได้

    ก่อนออกจากโบสถ์ก็ไปไหว้พระพุทธรูปริมสุดเพื่อขอพรอีกครั้ง...มีคำสวดเฉพาะแยกจากพระพุทธรูปองค์อื่นๆ


    เดินออกมานอกโบสถ์...เจอแมวบนท้ายรถก็เลยถ่ายภาพไว้


    เดินออกมาก็เจออีกโบสถ์หนึ่ง...ตอนแรกไม่แน่ใจใช่โบสถ์ที่เรามาด้านหน้าที่อยู่ตรงประตูที่ออกไปจะเจอเสาชิงช้ามั้ย...แต่พอเดินๆ ก็เลยรู้ว่าไม่น่าจะใช่...แบบทางเข้าไม่เหมือนกัน...เจอแมวอีกตัวก็ถ่ายภาพไว้


    เดินมาด้านหน้า...ตอนแรกว่าจะเดินผ่านไปเพราะจะไปโบสถ์หลัก..แต่เห็นมีคนออกมา..ก็เลยเปลี่ยนใจคือเดินผ่านมาแล้วก็เข้าไปไหว้แล้วกัน


    เดินออกมาไปโบสถ์หลัก....ระหว่างทางก็เห็นเหมือนสายสิญจน์ด้านบน...คิดเอาเองแบบสวดมนต์ข้ามปีเมื่อคืน...และเขาไว้พันสายสิญจน์รอบหัว...ก็เสียดายเพราะอยากมีสายสิญจน์หันรอบหัวเพื่อรับพรเหมือนกันแต่ที่สนามหลวงไม่มี


    ตรงหน้าด้านก็มีคนมาไหว้ขอพรองค์พระด้านหน้าเยอะ


    เราก็เดินขึ้นไปบนโบสถ์....ไหว้ขอพรจากองค์พระประธาน


    ด้านข้างก็มีองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกองค์ให้ไปไหว้ขอพร


    ขอพรแล้วก่อนออกจากโบสถ์ก็ไปต่อแถวรับน้ำมนต์และรับเหรียญพระ



    เดินออกมาจากโบสถ์....ก็มีผู้หญิงขอให้เราถ่ายภาพเขาให้...เราก็กดถ่ายภาพให้เขาไปหลายภาพ...จนเขาบอกว่าพอ...คือเราไม่รู้ไงว่าเราถ่ายภาพดีหรือไม่ดีก็เลยถ่ายให้หลายภาพให้เขาไปเลือกเอง...ตอนเราคืนมือถือให้เขา....ก็บอกเขาเหมือนกัน...ว่าไม่รู้ดีมั้ย

    แถวนั้นก็มีต้นกล้วยและมีแบงค์เสียบๆ...คือตอนอยู่ในโบสถ์ก็มีเสียงพระประกาศทำบุญกับต้นกล้วย เวลาทำไรจะได้กล้วยๆ


    ออกมาด้านนอกประตูก็เจอเสาชิงช้า


    เราก็เดินต่อไปด้านข้าง...ซึ่งจะไปวัดเทพมณเฑียร...ซึ่งจะผ่านองค์พระวิษณุก่อนก็เข้าไปไหว้ขอพร


    เดินไปถึงวัดเทพมณเฑียรก็ถามยามก่อนว่ายังเปิดมั้ย...ตอนนั้น 18.13 น. เขาก็บอกปิด 19.30 น. เราก็เดินเข้าไป


    เดินขึ้นไปชั้น 3 ไหว้องค์เทพทุกองค์รอบๆ ห้อง...ขอพรเรื่องงาน + เรื่องอะไรที่เราทุกข์ใจ...แล้วมานั่งรอเวลาที่พราหมณ์ทำพิธีเหมือนครั้งที่แล้ว...ซึ่งคิดเองว่าน่าประมาณ 1 ทุ่ม

    พอพราหมณ์เริ่มจุดไฟ...คนก็ยืนขึ้น...บางคนไปเอาใบที่มีคำสวด...เรามองก็ลังเลว่าจะไปเอาดีมั้ย...แต่สุดท้ายก็เดินไปหยิบ...แบบค้นๆ...ก็หยิบมา 1 ใบ


    ทำพิธีไปเรื่อยๆ....ก็มาจุดพิธีบูชาไฟที่ให้คนที่อยู่เอามืออังไฟแล้วมาอังหน้าลูบหัว...ครั้งที่แล้วพราหมณ์วางไว้...คนก็ต่อแถวเข้าไป...แต่ครั้งนี้พราหมณ์ก็วางไว้แหละ...แต่มีคนนึงยกมาถือให้คนเข้ามาบูชาไฟอังไฟ....ทีนี้คนเลยรุมๆ เข้าไป....คือถ้าวางไว้...ต่อแถวก็ขอได้...อังได้จนขอพรเสร็จที่อยากขอ...แต่พอมาแบบนี้ก็เลยต้องรีบด้วยเพราะมีคนมารอๆ อังไฟต่อๆ...พออังไฟเสร็จ...ก็สวดมนต์...แต่เราแม้มีใบสวดในมือแต่สวดไม่ได้เพราะไม่รู้สวดบทไหน...สวดเสร็จก็ทำความเคารพแบบนอนไปบนพื้น...เราก็ทำตามที่พราหมณ์ทำ...แบบแบมือเหนือหัวตอนที่นอนคว้ำและเป็นพนมมือเหนือหัวตอนที่นอนคว่ำ...ก็มีแอบเหล่ๆ ว่าพราหมณ์จะลุกตอนไหน...ก็ขอพรไป...พอพราหมณ์ลุกขึ้น...เขาก็สวดคาถา....เราก็ลุกตาม แล้วพราหมณ์ก็ไปนั่ง....คนก็ต่อแถวเข้าไปเจิมหน้าผาก...รับน้ำซุป(มั้ง)...ที่พราหมณ์เทใส่มือ...แล้วรับของที่พราหมณ์ให้...เราก็ได้ขนมและส้มมา 1 ลูก...ส่วนพวงมาลัย..เขาก็ประกาศเอาไปได้...เราตอนแรกจะเอาพวงเล็ก...เหมือนครั้งที่แล้วไปไหว้พระที่บ้าน....แต่ใจเหมือนรู้สึกว่าเอาพวงใหญ่พวงนี้..เราหยิบมาก่อนแล้วไปหยิบพวงเล็ก...แล้วเอาพวงใหญ่วางลงที่เดิม..แต่ใจก็เหมือนเอาพวงนี้..ก็เลยหยิบพวงใหญ่พวงนั้นขึ้นมาอีก...สรุปก็เอากลับไป 2 พวง



    ไหว้ขอพรอีกรอบ...แล้วออกมาไหว้พระสุรัสวดีด้านหน้า...ขอพรก่อนกลับ


    ตอนเดินออกมา...เราก็คิดเหมือนในใจให้เอาพวงมาลัยพวงใหญ่ไปไหว้พระวิษณุด้านหน้าที่เราต้องเดินผ่าน..แต่พอไปถึงคือประตูปิดแล้ว...เราเลยไหว้ขอพรด้านนอก..ก็เห็นมีพวงมาลัยแขวนตรงรั้ว...แต่เราตัดสินใจเอากลับไปไหว้พระที่บ้าน


    เดินมาวัดสุทัศน์อีกรอบ...เข้าไปเพื่อเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้น...โบสถ์ก็ยังไม่ปิด...ก็ได้ยินพระประกาศตอนที่เรามาเมื่อกี้ว่าปิดตอน 3 ทุ่ม


    ก่อนเข้าห้องน้ำก็เจอแมวอยู่หน้าห้องน้ำ


    หมดการทำบุญของวันแรกของปี 2563


    เดินผ่านเทวสถานที่ตอนแรกนึกว่าปิดแล้ว...แต่เพราะเป็นวันปีใหม่ก็เลยเปิดให้คนมาไหว้ขอพรอยู่แต่เพราะเราใส่ขาสั้นก็เลยไหว้ได้แต่ด้านหน้าเท่านั้น


    เดินออกมาเรื่อยๆ ก็จะไปข้ามถนนฝั่งตรงข้ามรอรถเมล์กลับบ้าน...เจอแมวระหว่างทางอีกตัว


    นั่งรถเมล์ผ่านโลหะปราสาทและเจดีย์ภูเขาทองก็ยกมือไหว้ขอพร



    รถเมล์ผ่านแยกเดิมที่รถเมล์หยุดให้รถไฟผ่านครั้งที่แล้ว....รอบนี้ก็หยุดให้รถไฟผ่าน


    นั่งรถเมล์มาต่อหน้าราม...ก็แวะร้านอาหารข้าง Big C ราม....มาทีไรต้องสั่งข้าวหน้าไก่


    กลับมาถึงบ้านตอน 4 ทุ่มก็รื้อของที่ได้มาวันนี้ก็เจอปฏิทินม้วนก็นึกขึ้นได้....ผู้ชายที่มานอนอยู่ตรงโซฟาที่เราเห็น...แล้วสงสัยว่าทำไมไม่ขึ้นไปบนห้อง....ก็เข้าใจว่าแขกมาพักนี่แหละ....พี่กะกลางคืนก็บอกเราตอนเช้าว่าเขาเป็นแขกที่พักแล้วมาขอนอน...แบบห้องเต็ม...พี่เขาเลยให้นอนโซฟาไปก่อน....แบบเมามา....ตอนเช้าๆ ที่เราทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับแทนพี่ที่ลา 1 วัน...เขาก็โผล่มา....จากในห้องที่เขาไปนอนที่เก้าอี้นวดที่เราเห็นตอนเราอาบน้ำลงมา...เขามาถามห้องว่าง...แบบเพื่อนเขาจะมานอน...เราก็เช็คห้องว่างให้...บอกตรงๆ....ตอนเห็นหน้าชัดๆ....คือเหมือนรุ่นพี่เราที่มหาลัย....แต่เราไม่กล้าถามว่าเคยเรียนศรีปทุมมั้ย....เราก็บอกมีห้องว่าง....เขาก็บอกมัดจำก่อนได้มั้ย...แบบเงินไม่พอ...ไปกินเหล้ามาเมื่อคืน...เราก็บอกค่อยมาจ่ายตอน Check-in ก็ได้....เราจะทำใบจองไว้ให้ก่อน....ตอนแรกเรียกเราพี่...เราก็นึกในใจว่าเราแก่เหรอ?....คือเขาอ่ะถ้าเป็นรุ่นพี่เราจริงๆ...ก็อายุเท่ากันอ่ะแหละ....รุ่นพี่เราปีเดียวถ้าใช่....ที่คณะตอนเราเรียนก็ไม่ได้มีคนเยอะขนาดนั้นหรอก...ห้องที่ใช้เรียนก็มีไม่เยอะ...ในคณะจริงๆ ก็ Thinklab...ห้องนั้นห้องเดียวที่ซอยเป็น 2- 3 ห้องด้านในมั้ง...นานแล้วจำไม่ค่อยได้แหละ...ก็เดินวนไปวนมาเจอกันในนั้นแต่ไม่รู้จัก...ถ้าใช่รุ่นพี่เราอ่ะนะ..10 ปีแล้ว....

    เขาก็บอกเหมือนทำกุญแจหายก็เลยไปหาที่โซฟา...ค้นๆ ก้มๆ....เราก็มองๆ...ไม่รู้ว่าหาเจอมั้ย


    สุดท้ายเขาเดินกลับมาหาเราที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ....ก็เปลี่ยนมาเรียกเรา...หนู...ลูก...ตอนที่มาคุยกับเราเมื่อกี้ตอนแรกก็เห็นมองๆ หน้าเราอยู่...ไม่รู้พิจารณาอายุอยู่มั้ย....บอกเราว่าเดี๋ยวไปหาเพื่อนก่อน....ถ้าเขากลับมาคือเอาห้องแต่ไม่มาก็คือไม่มา....และบอกเรา...เขาเมาเมื่อคืน...และบอกเราว่า...กินเหล้าไม่ดี...อย่าไปกิน...เราก็ยิ้มๆ...แล้วเขาก็ให้ปฏิทินเรามา....เราก็ขอบคุณเขา...แต่ในใจคือไม่กลับมาแล้วแหละ...ที่มาถามๆ อาจเกรงใจหรือแก้เกี้ยวแบบมานอนฟรีแล้วเดินออกไป....มันอาจดูไม่ดี...แปลกๆ...แต่ความจริงเดินออกไปแบบไม่มาถามไร...เราก็ไม่รู้อยู่ดีเพราะเราไม่ใช่คนคุยเมื่อคืน...ถึงพี่กะกลางคืนบอกเขาจะมาจองห้องแต่เมื่อคืนเต็ม...แต่ถ้าเดินออกไปเลย...เราก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก....แบบความจริงก็ไม่ได้เกะกะใคร.....ตอนเช้าไม่รู้พี่กะกลางคืนบอกให้ย้ายไปนอนในห้องหรือย้ายเอง...เพราะก็ไปนอนตรงเก้าอี้นวดนั่นแหละ


    นอกนั้นก็สายสิญจน์จากวัดโพธิ์และเหรียญพระจากวัดสุทัศน์


    พวงมาลัย 2 พวงจากวัดเทพมณเฑียร...เราก็เอาไปไหว้พระหัวเตียงนอนเรา


    วันที่ 2 มกราคม 2562 ก็ได้ไปแทนพี่ที่ลาอีก 1 วัน....ก็ออกตั้งแต่ตี 5 นั่งรถเมล์ไปต่อเลยแยกลำสาลี...ก็รอนานแหละ....กลัวไปเลทเหมือนกัน...รอสาย 60 ไปสนามหลวง....คันแรก..รถธรรมดาขึ้นทางด่วนพระราม 9 ...คันต่อมาไม่จอด...เลยคัน 3 ที่มาติดคันเมื่อกี้...ค่ารถ 25 บาท....แต่ต้องมาขึ้นตรงนี้เพราะอยากนั่ง....


    มาถึงแถวสี่แยกคอกวัวตอน 6.52 น.


    เดินเข้าไปโฮสเทลก่อนแบบมาแทนพี่ที่ลาอีก 1 วัน....ก็ไปซื้อข้าว 7/11...ก็นึกถึงแบบไข่เจียวรถเข็นอยู่แบบ 30 บาท...แต่ไม่รู้จะมาขายมั้ย....ซื้อมะกะโรนีมา..แต่ไม่ทันได้กิน....พี่แม่บ้านก็บอก...ร้านไข่เจียวเข็นๆ....ไม่น่ามา....เพราะคนขายไปบวช...แต่ปรากฏไม่นานหลังจากนั้นก็มาขายตรงข้ามโฮสเทล..เราก็เลยออกไปซื้อ...ส่วนมะกะโรนีก็เก็บไว้กินกลางวัน


    ตอนเช้าก็มีเรื่องหนึ่งคือลูกค้ามาถาม....เอาใบเสร็จมาให้ดูว่ารถที่จะรับไปเที่ยวยังไม่มา...เราเอาใบเสร็จมาดูก็เห็นว่าของโฮสเทลนี้แหละ...แต่เวลาคือต้องมา 7 โมงเช้า..แต่ตอนนั้น 7 โมงกว่าแล้ว...เราก็บอกจะโทรถามให้...แต่ก็หยิบมือถือโฮสเทลมายืนงง....ว่าของบริษัททัวร์ไหน...เพราะมี 2 - 3 ที่...ลองดูในสมุดทัวร์ที่ใครขายทัวร์ได้ก็เอามาลงรายละเอียด...ก็ไม่มี...แต่ชื่อคนรับจองคือพี่ที่เป็นตัวหลักเลย เขาอาจไม่ได้ลงรายละเอียดไว้...พี่กะกลางคืนที่ยังไม่ไปก็มาถาม...เราก็ลองโทรถามบริษัททัวร์ 2 แห่ง...ว่ามีทัวร์ที่โฮสเทลจองไปมั้ย...ที่แรก...ตอนแรกเหมือนบอกไม่มีแต่ก็บอกเดี๋ยวเช็คให้....แล้วเงียบไป...เราก็โทรไปอีกแห่ง...เขาก็บอกไม่มี...ก็เลยงงว่าที่ไหน...พี่กะกลางคืนก็บอกให้เราโทรหาพี่ที่รับจอง...เราก็เลยโทรถามเขาว่าจองทัวร์จากที่ไหน...แล้วโทรกลับไปบริษัททัวร์นั้นอีกรอบ....เขาก็บอกรถกำลังไป....เราก็ถามต้องรอกี่นาที...เขาก็บอกเดี๋ยวถามรถให้แล้วเงียบ...วางไป...เราก็ยืนมองลูกค้าแบบจะ 8 โมงเช้าแล้ว...ก็เลยโทรไปอีกรอบว่าต้องรอกี่นาที...เขาก็บอก 5 - 10 นาทีก็เลยบอกลูกค้าให้รอกอีก 5 - 10 นาที แต่รถที่มารับตอนแรกเราไม่ได้มอง..คือมีผู้ชายเหมือนคนขับเข้ามาเรียกคนที่จะไปทัวร์นี้...ลูกค้าก็ออกไปแต่พี่กะกลางคืนบอกว่าเป็นรถแท๊กซี่มารับ..ซึ่งก็คงอาจรับไปรวมกับคนอื่นๆ....เพราะปกติต้องเป็นรถตู้มารับ....ก็ไม่ทราบเขาเหมือนกัน....แต่เพิ่งเปิดปีใหม่..บริษัททัวร์อาจลืมก็ได้

    วันนี้ก็ว่างๆ....ลูกค้าก็มี Check-out ออกไปเรื่อยๆ....สายๆ...พี่แม่บ้านก็บอกจะไปข้างนอก...เราก็โอเคคือไปห้างเหมือนไกล...เราก็ไม่ได้อะไรเพราะเมื่อวานเราก็ไปวัดเป็นชั่วโมง....ตอนเกือบเที่ยง..ก็มีลูกค้าต่างชาติถามจะไปพัทยาต้องไปหมอชิตใช่มั้ย...เราก็บอกว่าใช่....เขาก็ส่งมือถือให้เราเสิร์จจุดหมาย เราก็ช่วยเสิร์ตจุดหมายให้...เขาก็ออกไป...มีลูกค้ามาถามเรื่องร้านซักผ้าด้วย...แบบพี่แม่บ้านบอกว่ามีอีกร้านไกลออกไป..เดินทางนี้เพราะร้านใกล้ๆ ตรงข้ามโรงแรมปิดมั้ง....แต่เราบอกแม่บ้านออกไปต้องรอ..เขาก็ไม่อยากรอ...เหมือนเสิร์จหาเอง...แล้วถามเราว่าที่นี่ดีมั้ย...เราก็มองแผนที่แบบไม่ไกลจากที่นี่แล้วบอกว่าดี...แต่ความจริงก็ไม่รู้เหมือนกัน...ก็เหมือนสามีเขาถามๆ...เราเดาเองว่าถามเราทำไม...แต่อาจถามอย่างอื่นก็ได้...

    รอลูกค้า Check-out และ Check-in ไปเรื่อยๆ...วันนี้ถ้าไม่แบบจ่ายผ่านเว็บจอง...ก็จ่ายบัตรเครดิต..ซึ่งดีกับเราเพราะไม่ต้องหาเงินทอนลูกค้า....มีลูกค้ามาถามด้วยว่าเดินแถวนี้ดึกๆ...ปลอดภัยมั้ย...ตอนแรกฟังไม่ออก...ขอให้เขาพูดใหม่...เลยรู้คำถามคร่าวๆ..ก็บอกว่าปลอดภัย...คือในใจเราก็เคยเดินแหละ..มันไม่ได้มีไร...ลูกค้ากลับดึกก็เยอะแยะ..ก็เดินเข้า-ออกกลับมาโฮสเทลได้...

    วันนี้พี่กะกลางคืนมา 5 โมงกว่า...มีคุยกันนิดนึง...เขาก็ถามว่าบริษัททัวร์ที่ค้างเงินค่าห้องเราติดต่อมายัง...ความจริงเราลืมแหละ...เลยเปิดไลน์ดู...ก็มีถามเลขที่ Voucher....พี่กะกลางคืนก็หาให้เราพิมพ์ตอบ...ก็มีคุยๆ...แบบแต่ก่อนมาส่งเงินเลย...เดี๋ยวนี้มีถาม Voucher...เราก็ขำๆ...แล้วก็ลากลับ....

    เดินออกมารอข้ามถนน...คือไฟเขียวคนข้ามขึ้นแต่ข้ามไม่ได้...รถตรงอ่ะหยุด...แต่รถเลี้ยวเยอะ...ใครจะกล้าข้ามไปตายกลางถนน



    ตอนรอๆ ข้ามถนนก็เห็นสาย 60 วิ่งผ่านไป..ก็ไม่รู้รออีกนานมั้ย....รถว่างด้วย...ก็รอๆ ไป...สาย 60 ก็มาแต่รถค่อนข้างเต็มก็เลยไปนั่งข้างเด็กผู้ชายคนหนึ่ง....ตอนผ่านวัด..เราก็มองแบบวัดโลหะปราสาทและเจดีย์ภูเขาทองฝั่งตรงข้าม...แบบหันๆ มองชะเง้อหา...เพราะเราไม่ได้นั่งติดหน้าต่างจะมองเห็นไม่ชัด...ไอ้น้องนี่ก็ไม่รู้คิดว่าเรามองเขารึไง..ก็มีแบบชะเง้อๆ ข้างหน้า....มันก็บังแนวหน้าต่างเราตอนแรกก็คิดว่าเขาจะลง..แต่ปรากฏลงหลังเราอีก.....

    ลงแถว Big-C ก็มาซื้อปลาตัวละ 24 บาท...ข้าวไม่มีขาย...น่าจะหมด....เราก็เลยไปซื้อซอยข้างๆ ได้มา 5 บาทแบบธรรมดา...ถ้าบนห้างคือ 6 บาท


    ตอนแรกก็คิดว่าจะแวะซื้อปลาดีมั้ยเพราะห้างไม่มีถุงพลาสติกแล้ว....ก็มีถุงผ้าขายแต่ไม่อยากซื้อ....ก็เลยมองๆ แล้วไปเจอคนถือถุงพลาสติกใส่พวกผัก-ผลไม้เดินผ่านหน้า....ก็เลยมองไปม้วนพลาสติกแถวโซนผัก-ผลไม้ก็เลยเอาอันนี้แหละ...ห่อปลาใส่เป้


    บรรดาถุงผ้าที่ขาย




    ช่วงนี้จนมากๆ ซื้อซอสเหยาะปลาก็ไปหาแบบถูกๆ...ก็เจออันนึงแบบดูจำนวนบรรจุด้วยกี่มิลลิลิตรแล้วเทียบราคาก็เจอแบบ 210 มล. ราคา 11.50 บาท


    ข้าวไข่เจียว 17 บาท...คิดเทียบราคาจากข้างนอก..คือข้าวไข่เจียว 2 ฟอง...30 - 40 บาทแล้วแต่ร้าน


    ปลาตัวละ 24 บาท


    เดินกลับบ้านก็จะถึงบ้านแล้วก็เจอแมวอยู่ตรงล้อรถ...เอามือวางเหนือหัวแบบไกลๆ...สูงๆ...หมุนๆ...มันก็หันตามมือที่เลื่อนไป...ก็เลยถ่ายภาพไว้


    จบไปอีก 1 วัน....ส่วนชีวิตก็ตกงานเครียดเหมือนเดิมคือแบบหางานทำไม่ได้แล้วแหละ....ที่ไปแทนพี่เขาที่ลาไป 2 วันก็จบแค่นี้...คิดถึงแบบแต่ก่อนที่เรามีงานประจำทำ...และมีงานพาร์ททามที่โฮสเทล....รายได้รวมๆ ก็หลัก 3 หมื่นเศษๆ แหละ...เหมือนดีแม้เหนื่อยมาก...ก็ไม่รู้เป็นบ้าไรถึงออก....คุณป้าเจ้าของก็บอกว่า...มีงานไรก็ทำไปไม่ต้องคิดไรเยอะ....ตอนนี้ก็คือหางานไม่ได้...ปีนี้แม้ตกงานส่วนใหญ่...แต่ก็ผ่านไรมาหลายอย่าง...แบบโอกาสต่างๆ ที่พลาด...หรือโง่...หรือเรื่องแย่ๆ ที่พบเจอ...คิดมาก..จิตตกและล้มเหลว...หรือมองแง่ลบ..หรือคิดไปเองมั้ง...หรือเราคิดถูกและเข้าใจถูกแหละ...ก็ไม่รู้อนาคตเป็นไงคงหางานไม่ได้อีก...แบบคิดถึงงานเก่าๆ...อย่างที่นี่ที่เราได้แค่มาแทนคนลา...เดือนละ 1 - 2 ครั้งอ่ะ ตอนที่เรามีงานประจำและทำพาร์ททามที่นี่...พอเลิกงานที่แถวประตูน้ำก็ลงเรือมาผ่านฟ้า..นั่งมอเตอร์ไซด์มาทำงานที่โฮสเทล...ตอนนี้คือไม่เหลือไรเลย...หางานไม่ได้...เงินก็ไม่มี...และดูๆ ก็คงหางานไม่ได้อีกก็ไม่รู้ทำไงเหมือนกัน...เพราะหลายๆ อย่างเราพลาดไปเอง...หลายๆ อย่างคือตัดสินใจพลาดไปจริงๆ แหละ ก็ไม่รู้ทำไงต่อไปเหมือนกัน....อยากตายหลายครั้ง...แบบชีวิตไม่สมหวังเลยสักอย่างแต่ก็ยังไม่กล้าฆ่าตัวตายจากไป...เพราะตายคือจบ...แก้ไขไรไม่ได้อีก....คนอื่นก็อยู่ดีมีสุข..ผิดหวังกับชีวิตตัวเองมากๆ...แต่หลายๆ อย่างเราตัดสินใจผิดหรือทำพลาดเองจนไม่เหลืออะไรสักอย่างและไม่รู้จะไปทางไหนต่อเหมือนกันตอนนี้...เบื่อๆ เซ็งๆ...่ไม่อยากอะไรเท่าไหร่มีแต่ความพ่ายแพ้ในชีวิตและล้มเหลวสุดๆ...คือจะ 40 ปีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้วแหละ....แต่จะให้ตายก็ไม่ง่าย..จะให้อยู่ก็เจ็บปวด....ทำไรไม่ได้จริงๆ...หลายอย่างเราทำผิดไปเองจริงๆ....เสียใจก็ทำไรไม่ได้...เราทำพลาดเอง...โคดแย่กับชีวิตตอนนี้...หาทางที่จะดีกว่านี้ไม่ได้...แต่ก็ชีวิตเราแหละไม่ได้เกี่ยวไรกับใครเพราะไม่ใช่ชีวิตเขาจริงๆ...ก็ได้แค่บ่นๆ บ้าไปวันๆ

    เรื่องที่พิมพ์...แบบมาคิดๆ หลายทีก่อนพิมพ์จบ...เรื่องของเราน่าสนใจตรงไหนวะ...หรือมาพิมพ์เล่าชีวิตตัวเองทำไม....บ้าป่ะ..น่าสนใจมั้ย....แต่ก็ว่างไม่มีไรทำและพิมพ์ๆ แบบไม่ให้ตัวเองรู้สึกแย่กับชีวิตตัวเองแหละ....ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ทำไรให้ดีกว่านี้ไม่ได้...อยากตายจริงไ...แต่ตายก็ไม่ใช่ฆ่าตัวตายไปได้ง่ายๆและถ้าตายคือจบ...คนอื่นก็ไม่ได้เป็นไร....คิดถึงงานเก่าๆ..อย่างงานที่อยู่มา 2 ปีเศษหรืองานที่ทำคู่กับพาร์ททามที่โฮสเทล....แต่ทำไรไม่ได้....แต่มาคิดตอนนี้...คือการใช้แต่อารมณ์ทำให้เราสูญเสียทุกอย่างจริงๆ...แต่ตอนไหว้พระบรมสารีริกธาตุเสร็จ....สิ่งที่เราคิดคือ...สรุปทั้งปี 62 แบบสั้นๆ...แบบที่คนอื่นทำ...คิดได้ 3 คำคือ....โง่...บ้า...พลาด...คือคิดได้ตอนนั้นจริงๆ...แล้วเอามาพิมพ์โพสต์เป็นโพสต์สุดท้ายใน FB เลยคืนนั้น
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in