with love from the desertployapha.j
บรัสเซลในยามค่ำและแอนต์เวิร์ปในยามสาย
  • May 2018








    ต้องไปยืนอยู่กลางจตุรัสก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า







    ณ เวลาห้าโมงครึ่งนิดๆในตอนเย็นวันเสาร์

    พระอาทิตย์ช่วงฤดูใบไม้ผลิในเดือนพฤษภาคมค่อยๆเคลื่อนตัวลงมาช้าๆ แม้จะไม่รีบร้อนเหมือนกับในฤดูหนาวที่ลาลับขอบฟ้าไปตั้งแต่ยามบ่ายแก่ๆ ถึงกระนั้นเราก็รีบเร่งวิ่งไปตามทางที่กูเกิลแมพบอกจากโรงแรมที่อยู่ในโซนช้อปปิ้งของตัวเมืองบรัสเซลไปที่จตุรัส Grand-Place (อ่านว่ากร็อง-ปรัส ตามภาษาฝรั่งเศสสำเนียงเบลเยี่ยม) เพราะเจ๊น้ำ ผู้นั่งรถไฟต๊ะต่อนยอนมาจากเนเธอแลนด์เพื่อมาเป็นไกด์ทัวร์ให้เราที่เบลเยี่ยมนี้ย้ำนักย้ำหนาว่า











    "ต้องมาเห็น Grand-Place

    จตุรัสที่สวยที่สุดในยุโรปช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน"


    (อีกนัยหนึ่งคือฉันรอแกที่จตุรัสนี้มานานแล้ว เมื่อย เหนื่อย หิว จงรีบมา!)














    ระหว่างโรงแรมจนถึงจตุรัสนั้นใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเห็นจะได้ เราวิ่งไป มองท้องฟ้าที่ค่อยๆเปลี่ยนจากสีฟ้าสว่างเป็นโทนสีชมพูอมส้ม สลับกับมองนาฬิกาไปเรื่อย เอาวะ ต้องทันสิโว้ย แต่ก็ยังไม่วายหยิบกล้องออกมาถ่ายรูปสิ่งที่พบเห็นระหว่างทางจนได้...








    วิ่งผ่านไปแล้วก็เฮ้ย! ร้านขายผัดไทยวะแก
    และสาบานด้วยเกียรติของเนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่
    ว่าดิฉันตั้งใจจะถ่ายร้านจริงๆ ไม่ได้ถ่ายพ่อหนุ่มแว่นคนนั้นเลย




















    ด้วยความที่มันเป็นเย็นวันเสาร์ปลายฤดูใบไม้ผลิ
    บรรยากาศตามริมถนนหนทางก็จะคึกคักเป็นพิเศษ
    มี food truck มาตั้งมากมาย ทุกอย่างล้วนน่าลองไปหมด
    แต่เรารีบ ทำได้แต่กดถ่ายรูปแชะๆแล้วก็วิ่งต่อแข่งกับพระอาทิตย์



















    บรรยากาศดีมาก นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราถึงรักยุโรปในช่วงเวลานี้ที่สุด



















    ตลอดจนช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ - ฤดูร้อนจะมีกิจกรรมดีๆมากมาย
    ผู้คนออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งกันเต็มที่มากๆ
    อย่างเช่นช่วงที่เราไปนี้ก็มีพวก film festival และ music festival ด้วยล่ะ




















    และเราว่าช่วงที่โรแมนติกที่สุดของยุโรปก็คือช่วงนี้แหละ





















  • เอาล่ะ... ในที่สุดเราก็กระหืดกระหอบพาร่างของตัวเองมาถึง Grand-Place เสียที และก็เจอเจ๊น้ำที่หอบเอาหนังสือเรียนมานั่งอ่านฆ่าเวลาด้วย (กูไม่ได้ขยัน แต่กูอ่านไม่ทันละสาสสสส - เสียงคร่ำครวญจากมิตรสหายนักเรียนนอกท่านหนึ่ง) แม้ว่าพระอาทิตย์จะเริ่มโบกมือลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ก็ยังคงทิ้งแสงสีส้มอ่อนกระทบตึกไว้ให้เราได้เก็บภาพอยู่






    บรรยากาศจริงๆในขณะเวลานั้นสวยมาก สวยจริงๆ
    แต่กล้องไอโฟนถ่ายออกมาได้เพียงเท่านี้
    และตัวเองก็ลืมไปว่าแบกกล้องมาด้วย โอ้ย อะไรกั๊นนนนนน เสียดายจัง



































    ความจริงแล้วจตุรัสนี้จะเปิดไฟสีเหลืองนวลตา
    แต่ช่วงที่เรามาเขากำลังเตรียมงาน Pride กันพอดี เลยเปลี่ยนการจัดแสงไฟกันนิดหน่อย
    พอเป็นไฟสายรุ้งก็ดูน่ารักกุ๊กกิ๊กดีทีเดียว :)





































    ถามว่าตัวทรงของตึกมันต่างจากเนเธอแลนด์หรือไม่
    โดยส่วนตัวแล้วมองว่าไม่ต่าง เพียงแต่เพิ่มความอร่ามของทองและรูปปั้นเข้าไป




















    นี่พยายามถ่ายเป็นภาพพาโนรามามาให้ดู
    รูปทรงตึกมันเลยแปลกๆไปหน่อย แต่สวยจริง ชอบ ประทับใจ





















    และเมื่อมาถึงเบลเยี่ยมแล้วก็ต้องนึกถึงช็อกโกแลต

    และช็อกโกลแลตที่ดีงามเป็นหนึ่งในดวงใจสำหรับเรานั้นคือช็อกโกแลตจากเบลเยี่ยมนะจ๊ะ (ใครใคร่ชอบของสวิสก็ชอบไป แต่ใจข้าพเจ้านั้นเทให้เมืองระฆังดังเพราะคนตี ระฆังดีคือเบลเยี่ยมเด้อ ฉะนั้นเราก็ไม่พลาดที่จะซื้อช็อกโกแลตจากร้าน Neuhaus ชื่อดังงงงงง อันที่เราโปรดปรานมากที่สุดของเราคือช็อกโกแลตทรัฟเฟิล โอ้ย มันดีงามเหลือเกิน น้ำตาไหล รักกกกกกกกกกก (อนึ่ง ได้สืบทราบข้อมูลจากเจ๊น้ำผู้เชี่ยวชาญยุโรปในแถบนี้ว่าจริงๆแล้วมันมีเดอะเบสต์ออฟช็อกโกแลตอยู่อีกเมืองนึงเว้ย ซึ่ง... การมาเลโอเวอร์เพียง 24 ชั่วโมงนั้น ฉันไม่ได้ไป ฮือออออ)



















    หลังจากเดินวนเวียนถ่ายรูปจนอิ่มใจจนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเรียบร้อย เจ๊น้ำก็พาเราเดินไปที่ร้าน Fin de Siècle ซึ่งเป็นร้านอาหารตำรับเบลเยี่ยมขนานแท้ การันตีความอร่อยโดยอาจารย์ของเจ๊น้ำเองว่าเด็ดจริ๊ง คนส่วนใหญ่ที่มากินก็เป็นชาวเมืองบรัสเซลและประเทศใกล้เคียงนั่นแหละ นักท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไร (แน่ล่ะ หากคุณผู้อ่านได้คลิกเข้ามา ก็ได้รู้แล้วว่าไปบรัสเซลแล้วกินอะไรดี)




    อร่อยจริงไม่จริงนั้นดูได้จากคิวหน้าร้านตามภาพด้านล่างนะเออ ร้านแน่นตลอด คนต่อแถวเยอะและยาวเป็นหางว่าวเลยจ้า



























    บรรยากาศในร้านก็สบายๆเป็นกันเองมาก
    พนักงานน่ารักและพร้อมอธิบายเกี่ยวกับเมนูต่างๆ

    อ้อ ที่นี่เขารับแต่เงินสดเท่านั้นนะจ๊ะ ไม่รับบัตรเด้อ



















    ขาหมูสไตล์เบลเยี่ยมที่ดี อร่อย ประทับใจ

















    อันนี้ข้างในเป็นหมูบด พันด้วยใบกะหล่ำ พันเบคอนอีกที
    อร่อยล้ำมากเช่นกัน




















    ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ดื่นแอลกอฮอล์ คือลด ละ เลิกไปตั้งแต่เริ่มบิน
    เพราะรู้สึกว่าที่ผ่านมาใช้ชีวิตเต็มที่มาเยอะแล้ว ตับไม่พัง ไตไม่วายตายไปก็บุญโข


    แต่พอมาเลโอเวอร์ก็จะคิดว่าเอาหน่อยว่ะ ไหนๆก็มาแล้ว
    ถือว่าได้มาเรียนรู้วัฒนธรรมก็แล้วกัน


    เลยจัด Brusseleir มาหนึ่งหน่วยจ้ะ


















  • รวมมิตรรูปปั้น "ฉี่" รอบบรัสเซล



    กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทำเมื่อมาเยือนเมืองบรัสเซลนั้น คือการเดินไปถ่ายรูปกับรูปปั้น เด็กฉี่ หรือ Manneken Pis (ซึ่งเป็นภาษาดัตช์ ส่วนภาษาฝรั่งเศสนั้นเรียกว่า Le petit Julien) แต่หารู้ไม่ว่าเมืองบรัสเซลนี่จริงจังกับเรื่องฉี่ๆมากกว่านั้น!






    รูปปั้นฉี่แรกที่เราจะพาไปดู ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากร้าน Fin de Siècle เราเลยเลือกที่จะมาดูรูปหล่อทองแดง หมาฉี่ หรือ Het Zinneke หรือ Zinneke Pis (หลายชื่อจังเว้ย) กันก่อน






    เหตุผลเบื้องหลังของรูปปั้นหมาฉี่นี่คืออะไร
    ทำไมถึงสร้างขึ้นมาแล้วเอามาตั้งตรงนี้ก็ไม่อาจทราบได้



















    แถวนั้นก็มีกราฟฟิตี้ที่น่าสนใจมากมาย

    อ้อ อีกอย่างนึงที่รู้สึกก็คือบรัสเซลยามค่ำคืนไม่ได้ปลอดภัยเหมือนอัมสเตอร์ดัม
    เวลาเดินตามตรอกอะไรงี้ก็ต้องระวังนะ






















    สำหรับรูปปั้นฉี่ที่สองนั้นอยู่ในถนนที่รวบรวมคนเมาไว้มากที่สุดในบรัสเซสแล้ว เป็นน้ำพุเล็กๆที่อยู่ในตรอกเดียวกันกับ Delirium Café ซึ่งบาร์และโรงเบียร์ Delirium Tremens ซึ่งเบียร์ที่ดีที่สุด ดังที่สุด เป็นความภาคภูมิใจของเบลเยี่ยมเลยทีเดียวเชียวล่ะ











    รอบตัวคือมนุษย์เดินถือแก้วเบียร์คุยกัน มีบ้างที่เดินโซเซ



















    ผ่าฟันคนดงคนเมาจนมาเจอกับ Jeanneke Pis
    หรือ รูปปั้นเด็กผู้หญิงนั่งยองๆฉี่


     อย่าถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีรูปปั้นกับน้ำพุนี้
    ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่าคนที่นี่เขาจริงจังกับเรื่องฉี่พอสมควร














    ถ่ายแบบให้เห็นดีเทล นึกถึงตอนกลางวันที่มีฉี่(ในที่นี้คือน้ำพุ)

    อืม... อภิรมย์ใช่ย่อย













    และไหนๆก็มาหยุดอยู่หน้า Delirium Café ที่ได้รับการรับรองจากกินเนสบุ๊คว่าบาร์และโรงเบียร์แห่งนี้ว่ามีลิสต์เมนูเบียร์ให้ได้เลือกลิ้มลองมากที่สุดในโลกในปี 2004 และปัจจุบันที่นี่เขามีเบียร์มากกว่า 60 ประเทศให้เลือกสรร






    ไหนๆก็มาแล้ว... เอาหน่อยว่ะ







    เบียร์น้องช้างชมพู ดีที่สุดในเบลเยี่ยม
    (และพูดจากใจว่าเราชอบมากกว่าเบียร์เยอรมัน)
















    บรรยากาศอึกทึกคึกโครมพอใช้โดยเฉพาะชั้นหนึ่ง
    เราเลยหนีขึ้นมาซื้อเบียร์ที่ชั้นสอง

    ซึ่งเคาเตอร์ขายเบียร์นั้นต้องเล็งเมนูดีๆเพราะมันไม่เหมือนกันนะจ๊ะ























































    Delirium Tremens
    โอ้ยยยย ของโคตรดี!

















    และไปเจอสิ่งนี้ในห้องน้ำ 
    ตลก ชอบบบบ
























  • และรูปปั้นฉี่สุดท้ายนั่นก็คือ Manneken Pis หรือ รูปปั้นเด็กผู้ชายฉี่ อันโด่งดังของบรัสเซลนั่นเองจ้า






























    ตามตำนานเล่าว่ารูปปั้นนี้สร้างเพื่อระลึกถึงเด็กชายนามว่า จูเลียนสกี ที่กล้าหาญยืนฉี่ใส่ฉนวนระเบิดเพื่อช่วยชาวเมืองในช่วงที่บรัสเซลกำลังอยู่ในภาวะสงคราม (ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุว่าทำไมคนที่นี่ถึงจริงจังกับอะไรฉี่ๆก็เป็นได้ ฉี่ช่วยเมืองที่แท้...) ส่วนปัจจุบันก็เป็นสัญลักษณ์แทนคนเบลเยี่ยมที่ตลก สนุกสนาน และเปิดกว้างทางความคิดนั่นเอง








    และเนื่องจากน้องเป็นเซเลป เป็นคนดัง ตารางงานของน้องก็แน่นนิดนึง ต้องเปลี่ยนชุด แต่งตัวใหม่ทุกเดือนให้เข้ากับงานเทศกาลต่างๆทั้งของเบลเยี่ยมและชาติอื่น (น้องเคยใส่ชุดไทยในช่วงสงกรานต์ด้วย และแน่นอนว่าช่วงบอลโลกนี้น้องก็ไม่พลาดที่จะใส่ชุดนักบอล)

















    และปิดท้ายค่ำคืนนี้ในบรัสเซลด้วยการไปนั่งมองไฟอยู่ใจกลาง Grand-Place เพื่อดื่มด่ำความงดงามในยามค่ำคืนของเมืองหลวงประเทศเบลเยี่ยม














































    บรรยากาศในยามค่ำคืนก็เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งเลย
    สวยมาก สวยจนอยากหอบขาตั้งกล้องมาถ่ายรูปดีๆ
    สวยๆจริงๆ เราขอโทษ เราเอากล้องมือถือถ่าย ฮือ

















    จริงๆรอบๆนี้มีอะไรสวยๆให้เดินดูอีกนะ
    แต่ด้วยความที่มันเป็นตอนกลางคืน
    ถ่ายรูปไม่สวยแล้วเลยไม่ได้ถ่ายมาจ้ะ




















  • นั่งรถไฟไปแอนต์เวิร์ปในยามสาย



    เช้านี้เราตัดสินใจว่าจะไม่กินอาหารเช้าที่โรงแรม เพราะมันแพงมากสำหรับ visitor อย่างเจ๊น้ำ (เราได้ส่วนลดราคาลูกเรือ แต่คนที่มาด้วยต้องจ่ายราคาเต็ม) เลยออกไปหาคาเฟ่ยามเช้ากันดีกว่า ก็ไปจบที่ร้าน Peck 20 ที่อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมเท่าไรนัก





















    น่ารักกุ๊กกิ๊กเป็นที่สุดดดดดดด















    ภายในร้านตกแต่งน่ารักดี instagram friendly อีกละ


















     
    คำเตือน: อย่าสั่งอะไรใดๆที่ใส่ชาเขียวในยุโรป นอกจากจะเดินเข้าแมงดาว
    รสชาติเหมือนน้ำล้างถ้วยมาก สะเทือนใจ

    ส่วนกาแฟนั้นเปรี้ยว ถ้าไม่ชอบก็โปรดข้าม



















    Egg Benedict ตามเคย

    จะว่ายังไงดี คือทุกอย่างในร้านมันก็โอเค กินได้อะ
    แต่ตอนที่แล้วเราพาไปกิน The Avocado Show ที่อัมสเตอร์ดัมใช่ปะ
    แล้วร้านนั้นคือประเสริฐแบบมีสิบดาวเราให้ไปเลยห้าสิบ


    พอมากินที่นี่เลยกร่อยๆลงนิดดดดดนึง





























    กินเสร็จ จ่ายเงินเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟเพื่อจะไปเมืองแอนต์เวิร์ปกันจ้า ชีวิตต้องสู้เพราะเลโอเวอร์เวลาน้อย ต้องใช้สอยอย่างรู้คุณค่านะเออ


























    สวนที่เราวิ่งสี่คูณร้อยผ่านไปเมื่อวานนี้


















    หลังคาของสถานีรถไฟ เก๋ดี


















    ได้ตั๋วมาแล้วจ้า ลาก่อนเบลเยี่ยมที่พูดฝรั่งเศส
    กลับไปสู่โซนเบลเยี่ยมที่พูดดัตช์อันคุ้นเคยยย













    ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร ตัดภาพมาที่แอนต์เวิร์ปเลยก็แล้วกันนะ





















    เป็นสถานีรถไฟที่สวยมาก งามอย่างมีอารยะมาก









    เรากับเจ๊น้ำมาตั้งข้อสังเกตกันว่าผู้อพยพต่างๆจะอยู่กันหนาแน่นในโซนที่พูดฝรั่งเศส เช่น ประเทศฝรั่งเศสเอง อย่างปารีสที่ไม่โรแมนติกมากก็อันตรายไปเลย บรัสเซลเองก็เช่นกัน แต่พอมาแอนต์เวิร์ปที่พูดดัตช์แล้วไม่ค่อยมีอะ รู้สึกบ้านเมืองปลอดภัย ยิ่งเนเธอแลนด์ก็ยิ่งปลอดภัยมากๆ และพอขึ้นเหนือไปแถบสแกนคือคุณภาพชีวิตดี๊ดีไปเลยเงี้ย คือคนแย่ๆมันก็มีอยู่ทุกที่นั่นแหละ แต่โอกาสที่จะเกิดเหตุร้าย ลักวิ่งชิงปล้น มันน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ



























    Street Performance มีให้ชมได้ทั่วไป
    เจ๊น้ำเล่าว่าเคยเจอคุณลุงคนหนึ่งลากแกรนด์เปียโนมาดีดโชว์ในบรัสเซลด้วย!

    เพราะฉะนั้นพี่หนวดคนนี้ยังอยู่ในเลเวลจิ๊บๆ










    และเหมือนกับเวลาที่ฝรั่งมาเมืองไทยแล้วต้องกินผัดไทย ส้มตำ ต้มยำกุ้ง และข้าวเหนียวมะม่วง สิ่งขาดไม่ได้สำหรับเราในการมาเยือนเบลเยี่ยมก็คือการกิน วอฟเฟิลเบลเยี่ยม (ซึ่งจริงๆมีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส) โดยร้านที่เราแนะนำมากมากมากมากมากมากเป็นที่สุดคือ ร้านที่ชื่อว่า Australian จ้ะ








    แม้ว่าร้านชื่อ Australian แต่เป็นวอฟเฟิลเบลเยี่ยมขนาดแท้นะเออ
    ไปถามคนขายมาแล้วเพราะสงสัยใคร่รู้เช่นกัน





    ร้านนี้มีสาขาอยู่ทั่วไปนั่นแหละ ถ้าเดินๆอยู่ในบรัสเซลก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไป อย่าไปกินแถวๆพวกย่านนักท่องเที่ยว เช่น ตรง Manneken Pis เพราะแพงมากและไม่อร่อยด้วย ใส่ทอปปิ้งน้อยนิดเท่าจิ๋มมด ไม่โอเคอย่างรุนแรง


    และสาขาที่แนะนำก็คือที่แอนต์เวิร์ปนี่แหละ เพราะคนขายใจดี น่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้ทอปปิ้งฟูฟ่องมากถึงมากที่สุด










    จะจิ้มเอาจากในตู้ หรือว่าจะสั่งเองก็ได้ว่าจะให้ใส่อันนู้น อันนั้น หรืออันนี้


















    รูปที่โชว์หน้าร้านกับของจริงเหมือนกันเปี๊ยบ โอ้ยยย ดีงามมมม

















    อาห์ ทุกวันนี้ยังคงเฝ้าฝันถวิลหา
    อาหารที่ดีเหล่านี้คือคำตอบว่าทำไมยังคงทำอาชีพนี้อยู่
    นี่แหละค่ะคือแรงใจในการทำงาน















  • หลังจากที่เราจัดการกับวอฟเฟิลแสนอร่อยเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาเดินต่อนยอนชมเมืองไปเรื่อยๆและเดิน Sunday Market ของเมืองแอนต์เวิร์ป








    โบส์ถใจกลางเมือง รายล้อมไปด้วยคาเฟ่และร้านขายของฝากมากมาย















    ส่วนตรงนี้เป็นตลาด มีของกินมาตั้งบูธเยอะแยะ (ครึ่งหนึ่งมาจากเนเธอร์แลนด์)
    และก็มีขายเสื้อผ้า ของทำมือ ของแต่งบ้าน ต้นไม้อีกมากมาย






































    เหล่าฝรั่งผู้โหยหาแสงแดด

    ส่วนกระโจมสีแดงเหลืองนั่นคือวงดนตรีจ้ะ
    บรรยากาศดีมาก ชิลมากมากมากมาก






















































    ก่อนจะโบกมือลาเมืองแอนต์เวิร์ปที่น่ารักแห่งนี้ไป เราก็ตามลายแทงของอร่อยจาก เจน (หรือ เจนจังจอมแก่น) เพื่อนนักเรียนนอกของเราอีกคนหนึ่งที่ให้ข้อมูลมาว่าที่นี่มีร้านอาหารไทยที่มีตำถาดอร่อยมากกกกกกกกกกกกก





    สำหรับคนไกลบ้านอย่างเราและเจ๊น้ำ (น่าจะเป็นเจ๊น้ำมากกว่าเพราะเราก็กลับกรุงเทพทุกเดือน) อาหารไทยนั้นคือเครื่องมือเยียวยาจากหัวใจให้คลายจากความบอบช้ำ ความเหน็ดเหนื่อยลำบากตรากตรำในชีวิต เป็นสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและร่างกายให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่ได้เวอร์นะ มันเป็นเรื่องจริง! คนอยู่เมืองไทยที่มีหมี่เกี๊ยวขายหน้าเซเว่นตอนตีสอง ตื่นเช้ามาซื้อหมูปิ้งกับน้ำเต้าหู้ กินบุฟเฟ่บาบีคิวพลาซ่าไม่เข้าใจเราหรอก ฮืออออออออ




    เราวาร์ปตัวเองมาอยู่ที่ ร้านเพื่อน ไทยคาเฟ่ ที่เปิดเพลงเต่างอย (สาวเต่างอยรอคอยอ้าย เต๊าง่อยรอคอยอ้าย เต๊างอยรอคอยอ้ายยย - เพลงถูกจริตข้าพเจ้ามาก สำนึกรักบ้านเกิดสุด สารภาพว่าทุกวันนี้เวลาทำความสะอาดบ้านจะเปิดเพลงลูกทุ่งนะจ๊ะ รู้สึกมีกำลังใจ ฟิลลิ่งสาวโรงงาน ดอกหญ้าในป่าปูนมากๆทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยฟังอะ ไม่ใช่แนว ทุกวันนี้หรอ เซิ้งอย่างเมามัน กินปลาร้าได้แล้วด้วย! ดูไบและความคิดถึงบ้านเปลี่ยนฉัน ฮาาา) เดินดุ่มๆเข้าไปนั่ง สั่งตำถาดหนึ่งที่ แล้วโซ้ยด้วยความเอร่ดอร่อย











    สำหรับเรื่องราวในเบลเยี่ยมของเราก็จบลงเพียงเท่านี้
    (ตัดจบดื้อๆแบบนี้ก็ได้หรอ ได้!)


    ได้มาเปิดเส้นทางใหม่ๆ ไม่วอแวไปแต่กรุงเทพและอัมสเตอร์ดัมอีกต่อไป
    แถมได้มาเที่ยวสองเมืองในเลโอเวอร์เดียว ถือว่าจัดสรรเวลาดีม๊าก



    สำหรับทริปหน้านั้นเราจะไปเที่ยวที่ไหน
    โปรดติดตามตอนต่อไปของ

    ด้วยรัก...จากทะเลทราย

    ด้วยนะคะ









    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert








Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in