with love from the desertployapha.j
เปิดโลกมาร์เวลคอมมิคที่ซีแอตเทิล - Marvel: Universe of Super Heroes





  • และแล้วหลังจากที่เราแวะเวียนไปโผล่ที่มุมนู้นมุมนี้รอบโลก ในที่สุดเราก็ได้กลับมาเยือนเมืองที่เรารักที่สุด เป็นอันดับหนึ่งในดวงใจโดยที่ไม่มีเมืองใดในโลกหล้ามาท้าชิงตำแหน่งนี้ไปได้








    - Hello Seattle -
    เราได้กลับมาเจอกันแล้วนะ








    ขอย้อนความหลังไปซักนิด ว่าทำไมเราถึงรักเมืองริมมหาสมุทรแปซิกฟิกที่อีกนิดจะถึงแคนาดามากขนาดนี้... ความจริงแล้วเราอยากมาที่นี่ตั้งแต่ฟังเพลง Hello Seattle ของ Owl City (ไปลองฟังกันได้นะ เราชอบมากจริงๆ) ประกอบกับชอบภาพยนตร์เรื่อง Sleepless in Seattle (ใครไม่เคยดูก็โปรดไปหามาดูเถิด)​ จนทำให้ตอนที่เรามา work and travel เราเลือกที่จะมาที่นี่แทนที่จะนั่งเครื่องบินไปชมแสงสีของมหานครนิวยอร์ก






    และเราก็ไม่ผิดหวัง






    ซีแอตเทิลในเพลงหรือในภาพยนตร์ มันน่ารักและดีงามเท่ากับการมาเห็นด้วยตาของตัวเองจริงๆ แล้วทริปนั้นทุกอย่างมันดีไปหมดเลย ทั้งคนที่บ้าบอข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาด้วย สวนที่เราไปนั่งชมบรรยากาศยามบ่าย หรือตอนที่นั่งมองชิงช้าสวรรค์ตอนพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า



    เหมือนกับว่าเรารู้จักซีแอตเทิลผ่านการแนะนำของคนอื่น ในที่นี้คือเพลงและภาพยนตร์​ เขาว่ามันสวยยังไง เป็นแบบไหน เราทำได้แต่จินตนาการตามเท่านั้น แต่พอเรามาที่นี่ด้วยตัวเองแล้ว ได้มาเห็น ได้มาสัมผัสที่นี่จริงๆ ณ​ ตอนนั้นเราเองได้สร้างเรื่องราวและทิ้งร่องรอยความทรงจำของเราไว้ เป็นซีแอตเทิลที่เป็นซีแอตเทิลอันแสนจะงดงามของเราแต่เพียงผู้เดียว (ตามไปอ่านและชมภาพจากเศษเสี้ยวความทรงจำของเราในทริปตะลุย West Coast ได้ที่ Once Remembered นะจ๊ะ -- ขายกันตรงๆแบบนี้แหละ)









    เอาละ



    เอาเป็นว่าเราได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปนานแสนนานเนื่องจากซีแอตเทิลนี้ก็เป็นไฟล์ทอเมริกาที่ได้มาค่อนข้างยาก เนื่องจากเขาว่ากันว่ามันเป็นไฟล์ทยูเอสที่ดีที่สุด เนื่องจากผู้โดยสารน่ารัก ไม่โหดร้ายทารุณต่อจิตใจเหมือนไฟล์ทนิวยอร์ก บอสตัน วอชิงตัน แอลเอและซานฟรานซิสโก แถมบินด้วยเครื่อง B777 ซึ่งมีช่วงพักให้ลูกเรือให้ไปนอนพักอาบรังสีคอสมิกเสริมสร้างเซลล์มะเร็งยาวนาน แถม CRC ก็กว้างขวางโอ่อ่าวิ่งเล่นได้ ส่วนเลโอเวอร์นั้นก็แสนจะชิล เอาไปเลย 50 ชั่วโมงเก๋ๆ โอ้ ประเสริฐ!

    ซึ่งตอนแรกเราต้องบินไปซานฟรานแหละ แต่ด้วยแต้มบุญที่สั่งสมมา ฟ้ามีตาเห็นว่าเป็นเด็กดีทุกไฟล์ท เลยมีคนส่งไฟล์ทนี้มาแลก ก็รับสิครับ รออะไร หนูไม่ไปซานฟร๊านนน







    อะ หลังจากเล่าเรื่องความหลังที่ฝังในอุราประกอบกับบ่นจุกจิกเรียบร้อยแล้ว
    ก็ตามมาเที่ยวซีแอตเทิลกันเล้ยยยยย
















  • ทริปนี้เราไม่เป็นคนเหงาอีกต่อไป เพราะ สมาย เพื่อนรักสมัยวัยมหาลัยกรุบกริบผู้ย้ายสัมมะโนครัวจากประเทศไทยมาลงหลักปักฐาน เรียนและทำงานอยู่ที่แวนคูเวอร์​ได้จองรถนั่งมาเจอเราที่นี่จ้า ฮูเร่♡






    ไม่ได้เจอกันมาสองปีเต็ม นานม๊ากกกกกกกกกก



    ซึ่งวันแรกเราก็ไม่ได้ทำอะไรมากเท่าไร เพราะแลนด์มาถึงก็เที่ยงๆ กว่าจะยุรยาตรมาจนถึงโรงแรมก็ตอนบ่ายแล้ว เลยออกไปกินข้าว เม้ามอยตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมาสองปี เดินเล่น ช้อปปิ้งเสียเงินเสียทอง และไปดู The Avengers - Infinity War ซ้ำรอบที่สองด้วยความติ่ง กะว่าดูรอบนี้เพื่อเก็บรายละเอียด หาอีสเตอร์เอ้กที่ซุกซ่อนอยู่ ขบคิดเกี่ยวกับทฤษฎีว่าโลกิของฉันยังไม่ตาย ไม่ รับไม่ได้ เขายังอยู่ เขายังจะต้องอยู่!!! (ซีนนั้นข้าพเจ้านั่งน้ำตารินนะจ๊ะ ไม่! เรื่องราวมันจะไม่จบแบบนี้ย์!) สานต่อทฤษฎีว่าจักรวาลมาร์เวลจะเดินไปในทิศทางใด ในเมื่อพวกมีหนังภาคต่อต่างๆสลายหายไปดั่งใบไม้ที่ปลิดปลิว (ว้อยยย คิดแล้วก็เครียด ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อดูสิ่งเหล่านี้โว้ย!)









    แวะมาเติมพลังก่อน กินก่อนที่จะเคลื่อนมวลสารไปทำอะไร
    ไม่รู้ว่าที่กินอยู่คือมื้อไหนของวัน เฮ้อออออ
    บินข้ามไทม์โซนนี่มันเหนื่อยเหลือเกิน


    ส่วนอาหารในร้านนั้นดีงาม
    แนะนำ Vegan Burger ดีมากมากมากมากมาก
    (ช่วงนี้เป็น vegetarian newbie อยู่จ้ะ)













    โรงหนังที่นี่ช่างแสนสบาย
    ที่นั่งนุ่มมาก ปรับเบาะเอนได้ รู้สึกเหมือนนอนดูหนังที่บ้าน














    ใช้ชีวิตตื่นแบบ 24 ชั่วโมง+++
    เพราะไม่งั้นกลางคืนจะไม่ยอมหลับ เราจะปรับเวลาไม่ได้
    เหมือนถือคติว่าตายแล้วค่อยได้นอน โฮ

    นี่คือข้อเสียของอาชีพนี้นะ สุขภาพพังรัวมากเด้อ












    ภาพตัดมาที่ยามสายในวันรุ่งขึ้น สมายพาเราเดินมาหาอาหารเช้ากินกันที่ Pike Place Market ซึ่งเป็นตลาดสดอันโด่งดังของซีแอตเทิล เป็นศูนย์รวมของอร่อยมากมาย อีกทั้งยังมีผักสด ผลไม้ และแซลมอน รวมถึงเนื้อสัตว์ต่างๆให้เลือกสรร ตลอดจนมีจุดชมวิวรับลมทะเลจากมหาสมุทรแปซิฟิกที่งดงามอีกด้วยจ้ะ













































    และการที่จะต่อสู้กับอาการ jet lag ที่ถาโถมนั้นต้องอาศัยคาเฟอีนเข้าช่วย เราลากร่างอันเหนื่อยอ่อนไปต่อแถวที่ สตาร์บัคสาขาแรกของโลก ที่คนยืนอออยู่เต็มไปหม๊ดดดด






    ยังคงเป็นโลโก้แรกของร้านอยู่นะจ๊ะ
    ไม่ใช่โลโก้น้องไซเรนเขียวอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน















    มุมขายของที่ระทึก
    ซึ่งเราก็ไปได้แก้วมาหนึ่งใบ
















    มุมสั่งกาแฟที่ไม่ได้มีเมนูสเปเชียลอะไรให้น่าตื่นตา
    แถมต้องคิวนานอีกต่างหาก พอ เลิก หงุดหงิด ต้องการคาเฟอีน
    ก็คิดว่าสตาร์บัคที่ไหนก็เหมือนๆกันนั่นแหละนะ
    เพราะฉะนั้นไปซื้อสาขาตรงหัวมุมถนนอีกทีก็ได้ว้า










    เราทิ้งให้สมายต่อคิวซื้อแก้วไปก่อน แล้วหลบความวุ่นวายของฝูงชนมาต่อแถวที่ร้านเบเกอร์รี่ข้างๆจ้ะ ซึ่งร้านนี้เราหมายมาดไว้ตั้งแต่การมาเยี่ยมเยือนซีแอตเทิลครั้งแรกเมื่อสามปีก่อนว่าอยากลอง แต่ตอนนั้นอิ่มเหลือเกินเลยไม่ได้ไปซื้อ










    Piroshky Piroshky ร้านเบเกอร์รี่ต้นตำรับจากประเทศพี่หมีขาว รัสเซีย!
    แน่นอนว่าร้านนี้ก็เป็นที่รู้จัก ต้องต่อแถวเช่นกันนะจ๊ะ











    อร่ามมาก ทุกอย่างช่างดูอวบอึ๋มน่ากินไปหม๊ด
    มนุษย์สวายผู้รักการบริโภคขนมปังและคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดเป็นสุขมาก














    เราสั่ง Moscow Roll ที่ไส้ข้างในเป็นบาวาเรียนครีมสุดละมุน
    และ Little Miss Apricot ที่อร่อยแบบหวานอมเปรี้ยว
    ดีงาม ประทับใจ


    ควรค่าแก่การกินสิ่งนี้กับอเมริกาโน่ร้อนๆ
    โอ้ ช่างเป็นการเริ่มวันใหม่ที่งดงามอะไรเช่นนี้หนอ











    ร้านเปิดตอนปีเกิดดิฉันพอดิบพอดีเลยจ้า
    25 ปีแห่งความอร่อยหอมกรุ่นจากเตาทุกวัน


















    ยัง เรายังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะไหนๆก็มาแล้วเราเลยเดินไปแวะที่ร้าน Beecher's ซึ่งเป็นร้านขายชีสในละแวกใกล้เคียงกัน เดินสามก้าวก็ถึงแล้ว ร้านนี้เราเคยมาลองแล้วประทับใจใน Mac&Cheese ของที่นี่มาก โอ้ย อยากกินอีก ซื้อ!







    กินไปด้วย เรียนรู้กรรมวิธีการทำชีสไปด้วย














    หน้าตาของอาหารเช้าในวันนี้เจ้าค่ะ


    จริงๆร้านข้างๆมีขาย french pastries ด้วยนะ เป็นร้านดังเหมือนกัน
    แต่ ณ จุดนี้เราอิ่มมากแล้ว จะให้กินอีกก็ไม่ไหวแล้วจ้า










    หลังจากกวาดทุกอย่างเข้ากระเพาะอาหารเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาเดินเล่นต่อนยอนต๊ะต้อนย้อนรอบๆตลาดค่ะ เรามีร้านนึงที่ติดใจทั้งแต่การมาเยือนที่นี่ครั้งที่แล้วซึ่งอยู่ในบริเวณชั้นใต้ดินของตลาดนั่นเอง







































    โซนตรงนี้เป็นจุดหนึ่งในดวงใจของเราเลยล่ะ เพราะว่ามีร้านขายของวินเทจเยอะแยะ มีร้านขายพวกงาน hand craft ต่างๆ รวมถึงพวกเครื่องประดับน่ารักๆมากมายอีกด้วย







    เราเดินเรื่อยๆจนมาถึงร้าน Golden Age Collectables อันเป็นเป้าหมายของเราในเช้าวันนี้ค่ะ ร้านนี้เป็นร้านที่ขายคอมมิคและของเล่นต่างๆเยอะมากจนละลานตาไปหมด รวมถึงมีโปสเตอร์หนังอีกมากมาย โอ้ยยย อยากมีเงินเยอะๆแล้วก็กวาดทุกอย่างกลับบ้าน





    ไปหอบ funko pop และโปสเตอร์มาจำนวนหนึ่ง
    ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะขนกลับมาเมืองไทยได้อย่างไรกันหนา

    (ป.ล.เดี๋ยวนี้ผันตัวมารับหิ้วของเล่นด้วยนะจ๊ะ สนใจโปรดติดต่อ ฮิฮิ)










    หลังจากที่เราเสียเงินเสียทองพร้อมกับกรี๊ดร้องและเดินวนไปวนมาในรอบอย่างบ้าคลั่งว่าอันนั้นก็น่าซื้อ อันนี้ก็อยากได้ อันนั้นถ้าซื้อเอาไปขายต่อต้องได้ราคาดีมากแน่ๆ จนสมายเริ่มถามแล้วว่ายูโอเคไหม เราจะไปจากที่นี่ได้รึยัง เราก็ตัดใจโบกมือลาร้านนี้และนั่งอูเบอร์ไปที่ MoPop หรือ Museum of Pop Culture หรือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ของดีประจำซีแอตเทิลนั่นเองจ้า













    มาเยี่ยมชม วัฒนธรรมกระแสนิยม ที่โคตรจะอเมริกันกันเถอะ!




















  • บรรยากาศภายในของ MoPop ในวันนี้คึกคักมากทีเดียว เนื่องจากเป็นช่วงที่มีนิทรรศการใหญ่สองงานจัดขึ้นที่นี่ นั่นก็คือ Star Trek: Exploring New World (อะ ขอเสียงชาว Treky ทั้งหลายหน่อยเร็วววว) และ Marvel: Universe of Super Heros (ข้าพเจ้ากรี๊ดจนสุดปอดเมื่อเห็นป้ายตรงทางเข้า) นอกจากนี้ก็ยังมีโซนอื่นๆที่น่าสนใจไม่แพ้กันอีกด้วย








    เราเริ่มเดินจากโซน Star Trek: Exploring New World ก่อน (ออกตัวไว้ ณ​ ที่นี้ว่าข้าพเจ้าไม่ใช่แฟน Star Trek แต่อย่างใด ดูแค่หนังกัปตันเคิร์กเวอร์ชั่นพี่คริส พายน์เท่านั้นนะจ๊ะ)












    (แอบมานั่งคิดๆดูแล้วนะ มีมเหล่านี้ก็จัดเป็น pop culture นะเนี่ย)











    อาจจะเก็บภาพบรรยากาศมาไม่ครบจนถ้วนทั่ว
    ต้องขออภัยแฟนๆสตาร์เทรคมา ณ ที่นี่ด้วยนะคะ🖖🏼













































    รวมคอสตูมของตัวละครต่างๆ





















    จริงๆตัวนิทรรศการมันใหญ่มาก ถ้าอิน ชอบ รัก คงเดินไม่เบื่อ มีห้องเธียร์เตอร์เล็กๆด้วย มีกิจกรรมให้ทำ ดีงาม แต่เพราะข้าพเจ้าไม่อินเท่าไร ก็เลยขอเดินวนไปดูโซนอื่นๆบ้างจ้ะ


















    Nirvana: Taking punk to the masses



















    ภายในก็มีการจัดแสดงกีต้าร์ โน้ต กระดาษจดต่างๆ
    ภาพจากคอนเสิร์ตที่นั่นที่นี่ มีสื่อ interactive ที่น่าสนใจ

























    ส่วนฝั่งตรงข้ามนั้นก็เป็นนิทรรศการ Indie Game Revolution ที่จัดแสดงเกี่ยวกับผลงานสร้างสรรค์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเรื่องราวเกี่ยวกับ contemporary video game culture ตั้งแต่ยุคเริ่มแรก ประทับใจมากๆคือมีเกมให้เล่นจริงๆด้วยทั้งเก่าและใหม่ ฮือ คิดถึงเกมบอยเหลือเกิน
















































    มาต่อกันที่ Infinite World of Science Fiction กันบ้าง โซนนี่เป็นโซนที่คอหนังไซไฟที่กรี๊ดเพราะจุดนี้เป็นที่รวบรวมโมเดลตัวละครต่างๆจากภาพยนตร์และทีวีที่ทุกท่านชื่นชอบบบบบบบ
































    Terminator ก็มาาาาาาาา






















    Back to the Future ก็มี
    (โอ้ หนังในวัยเด็กของหนู)






















    Dr. Who ก็อยู่ในโซนนี้นะเออ

















    เอเลี่ยนนนน ที่ตอนเด็กๆกลัวมาก แต่ก็ชอบดู เพราะเป็นเรื่องอวกาศ
    และตอนนี้ก็ยังคงเฝ้ารอ Prometheus อยู่อย่างใจจดใจจ่อ
    (หลังจากอุทานด่าอิเชี่ยเดวิดใน Alien: Covenant ไปหลายรอบมาก โอ้ยยย)


















    ทางฝั่งของโซน Scared to death: The thrill of horror film นั้นเป็นโซนที่เราเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยความหลอน เนื่องจากจุดนี้ินั้นจัดแสดงพรอปและชุดที่ในการถ่ายทำหนังสยองขวัญของจริงจากสตูดิโอกว่า 50 เรื่อง โอ้ย เดินไปแล้วหัวใจจะวาย เพราะมีทั้งจากเรื่อง A Nighmare on Elm Street (แม่จ๋า นิ้วเวรนั่นมันตามมาหลอกหลอนหนู ฮือออออ) Friday the 13th. (มนุษย์เวรนั่นที่ใส่หน้ากากฮอกกี้ ฮือออออออออ) ตลอดจน The Walking Death (ข้าพเจ้าผู้กลัวซอมบี้ รู้สึกว่าถ้ามี Zombie Apocalypse จริงๆจะยอมตายคนแรกๆ เราจะไม่เป็นผู้มีชีวิตรอด พอกันที ลาแล้วโลกนี้ที่งดงาม เหนื่อยจะต่อสู้ ไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป)










    การดูหนังสยองขวัญสั่นประสาทในวัยเยาว์ทำให้เป็นปมในจิตใจมาจนถึงทุกวันนี้ 


















    มีมุมนี้สวยอยู่มุมเดียว ส่วนมุมอื่นของนิทรรศการนั้น...
    เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเป็นเรต PG-13
    เด็กน้อยต้อยติ่งไม่ควรเดินเข้ามาจริงๆอะ











    อินังนิ้วเวรรรรรรรรรรรรร
    กูเกลียดมึ้งงงงงงงงง

















    หลอนมาก มีซาวด์เอฟเฟคประกอบตลอดเวลา
    พี่คะ พี่ไม่ต้องทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในตัวละครที่กำลังจะหนีตายก็ได้ค่ะ










    ตอนเด็กๆกลัวมาก ตอนนี้ก็ยังกลัวอยู่
    แต่ถามว่าดูไหม ดู!















    โอเค จะเป็นลม
    พอ เลิก เดินออก!!
















    มาล้างตาความเลือดสาดกับ Fantasy: World of myth and magic กันดีกว่า ฮิฮิ พอก้าวผ่านประตูเข้ามาแล้วเหมือนเข้าสู่จุดเซฟ หนูรอดแล้ว ไชโย๊








    เป็นโซนเล็กๆ เหมือนเป็นที่พักใจจากอะไรก็ไม่รู้ก่อนหน้านี้




























    มีมังกรด้วยจ้า สมแล้วกับที่เป็นโซนแฟนตาซีเด้อ






























    LOTR ที่รักของข้าพเจ้า


    นี่แหละคือโลกวัยเด็กของเรา
    LOTR, Harry Potter, อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย และห้าสหายผจญภัย
    เติบโตมาด้วยวรรณกรรมเยาวชนและนิยายไทยต่างๆ















  • และแล้วก็มาถึงโซนที่เรารอคอย หลังจากเดินนุ้งนิ้งทิงนองนอยไปรอบๆพิพิธภัณฑ์(จนท่านผู้อ่านบ่นในใจแล้วว่าเมื่อไรแกจะเดินมาถึงโซนมาร์เวลซะทีวะ)






    เออ ถึงแล้ว!






    MARVEL: UNIVERSE OF SUPER HEROES











    แก๊ ชั้นตื่นเต้นนนนนนนนนน






































    นี่คือบูธขายตั๋วด้านหน้า
    คือด้วยความที่นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการพิเศษ
    เลยเก็บค่าเข้าแยกอีกต่างหาก

    ถามว่าจ่ายมั้ย
    Shut up and take my money ค่าาาาาาาา
    เอาเงินหนูไป หนูยอมมมมม











    และพอเราย่างเท้าเข้ามาด้านในปุ๊บก็จะเจอกับหน้าจอฉายหนังกลางแปลง ไม่ใช่! หน้าจอที่ฉายเกี่ยวกับความเป็นมาของมาร์เวลคอมมิคว่ามีประวัติอย่างไร ซุปเปอร์ฮีโร่ที่แจ้งเกิดคือตัวไหน ซึ่งทำได้ดีมาก เป็น 4 นาทีที่อลังการงานสร้างสุดๆ ซึ่งมีเนื้อหาโดยย่อ ดังต่อไปนี้...









    แน่นอน เมื่อเรานึกถึงมาร์เวล
    สิ่งแรกที่แว้บเข้ามาในหัวก็คือ



    The Avengers



    ซึ่งเป็นเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่โด่งดังเปรี้ยงปร้างของมาร์เวลเขาล่ะ
    แต่จุดกำเนิดที่แท้จริงนั้นก็คือ...















    The Fantastic Four
    เป็นการสร้างคาแรกเตอร์ของตัวละครที่มีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน
    ไม่ใช่ตัวละครเดี่ยวๆ ที่ออกไปต่อสู้กับเหล่าร้ายเพียงลำพัง


    เมื่อแฟรนไชน์แฟนทาสติกโฟว์โด่งดัง ทำเงินได้มากมาย
    จึงได้มีการสร้างตัวละครต่างๆตามมามากมาย




    เช่น...



































































    The Avengers ก็ถือกำเนิดขึ้น
    และทำให้จักรวาลมาร์เวลขยายไปกว้างไกลมากกว่าแค่หนังสือการ์ตูน
    แต่รวมไปถึงการ์ตูนที่ฉายทางโทรทัศน์ เกม ของเล่น
    และ Marvel Cinematic Universe!













    และนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป
    เราจะนำทุกท่านย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้น
    ของจักรวาลมาร์เวลและเรื่องราวของซุปเปอร์ฮีโร่ในดวงใจของทุกท่าน







    เพราะฉะนั้น... ตามเราเข้าไปดูด้านในกันได้เล้ยยย!

















  • THE ORIGIN OF THE SUPER HEROS











    จุดกำเนิดของ American newspaper commic นั่นต้นในช่วงปี 1890sซึ่งเป็นการ์ตูนแก๊กขำขันสั้นๆเป็นตอนๆ เช่น การ์ตูนเรื่อง Popeye ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดีซึ่งความนิยมของคอมมิคก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มาแรงงงงงง

    ต่อมาก็เริ่มมีคนเขียนและวาดคอมมิคเป็นเนื้อเรื่องยาว ไม่ใช่แบบที่จบในตอนและมีหลากหลายแนวให้ได้เลือกอ่านทั้งคาวบอย สงคราม อาชญากรรม สยองขวัญ และไซไฟ





    แล้วซุปเปอร์ฮีโร่ล่ะ?




    คอมมิคซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายนั้นเริ่มต้นที่ช่วงปี 1938 และได้รับความนิยมแพร่หลายดั่งไฟลามทุ่ง เบียดตำแหน่งคอมมิคแนวอื่นไปเสียสิ้นจนเรียกได้ว่าช่วง 1940s เป็นยุคทองอันรุ่งเรืองที่แท้จริง เพราะในยุคนั้นมีซุปเปอร์ฮีโร่ถือกำเนิดขึ้นมากกว่า 100 ตัว แป้กบ้าง ออกมาเล่มเดียวแล้วก็หายบ้าง หรือโดนดองเพราะมีตัวใหม่โผล่มาบ้าง

    ที่เหลือรอดจากการคัดเลือกตามธรรมชาติโดยผู้อ่านจนถึงทุกวันนี้ก็เท่าที่เห็นนี่แหละจ้ะ(ซึ่งก็มีจำนวนเยอะมากๆอยู่ดีจากทั้งสองค่าย)







    และนี่คือซุปเปอร์ฮีโร่ต้วแรกของมาร์เวลจ้า














    Marvel Comics #1
    เป็นเรื่องราวของแอนดรอยที่มีพลังเป็นไฟ ชื่อว่า Human Torch
    และเจ้าชายจากดินแดนแอตแลนติส ชื่อ Namor

    ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี  1939
    ซึ่งปัจจุบันนี้ Marvel Comics #1
    กลายเป็นของหายากของเหล่านักสะสมจ้า














    ซุปเปอร์ฮีโร่ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สองจะเป็นใครไปไม่ได้

    นอกจาก...




    Captain America










    โด่งดังและเป็นขวัญและกำลังใจของชาวอเมริกันโดยแท้







    แต่แล้ว...หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง
    ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป


















    WAR ON COMICS!










    หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง มีการตีพิมพ์คอมมิคออกมากมายนอกเหนือจากซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย ซึ่งเรื่องที่ได้รับความนิยมแบบมาแรงแซงทางโค้งสุดๆก็คือ อาชญากรรมและเรื่องสยองขวัญ นำมาซึ่งการถกเถียงกันเกี่ยวกับประเด็นความเปราะบางด้านจริยธรรมของสื่อที่ลูกเด็กเล็กแดงก็อ่าน ผู้ใหญ่ก็อ่าน ซึ่งเกือบจะทำลายวงการอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์คอมมิคบุ๊คเลยทีเดียว




    ในช่วงปี 1950 นั้น ได้มีการตีพิมพ์หนังสือ Seduction of the innocent ขึ้นซึ่งเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาของคอมมิคต่างๆว่าไม่เหมาะสมกับผู้อ่านที่เป็นเด็กและเยาวชน ตลอดจนเป็นตัวส่งเสริมให้เด็กโดดเรียน มีแรงจูงใจที่จะทำตามอย่างในหนังสือ และทดลองก่ออาชญากรรมขึ้นมาจริงๆ (เหมือนผู้ใหญ่สมัยนี้ที่โทษเกมเลยแหะ)


    ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแรงกระเพือมขึ้นในสังคมที่ส่งผลต่ออุตสหกรรมคอมมิคบุ๊คอย่างรุนแรง เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองต่างพากันวิตกกังวลว่าลูกฉันจะเสียคนเพราะการอ่านการ์ตูน แล้วก็ลามไปถึงเรื่องของอัตราการก่ออาชญากรรมของวัยรุ่นที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ทางผู้ผลิต ตีพิมพ์และจัดจำหน่ายจึงรวมกันผลักดันให้มีเซนเซอร์คอมมิกขึ้น นัยว่าเด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี การันตีแล้วนะจ๊ะ เรียกว่า Comic Code Authority



    ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี อะ มีเซนเซอร์ให้แล้ว มีการตรวจทานเนื้อเรื่องว่าโอเค ทุกคนอ่านได้สบายใจกันแล้วนะสังคม แต่ดูเหมือนว่าปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าปัญหาเดิมที่เหล่าผู้ผลิตคอมมิกบุ๊คต้องเผชิญอีกระลอก นั่นคือ สื่อ  โทรทัศน์  ทำให้ทางสำนักพิมพ์ต่างๆต้องปรับกลยุทธเพื่อความอยู่รอดไปเรื่อยๆ สำนักพิมพ์หลายแห่งตัวปิดตัวลง คนเขียนคอมมิคตกงานเป็นจำนวนมาก หลายคนท้อแท้ถอดใจไปทำอย่างอื่น และก็มีหลายคนที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ และอยู่ "รันวงการ" มาจนถึงทุกวันนี้









    Stan Lee - บุคคลผู้รันวงการมาตั้งแต่ปี 1939










    เด็กหนุ่มนิวยอร์เกอร์ที่เกิดและเติบโตมาจาก Upper West Side
    เข้ามาทำงานที่บริษัท ​Timely Publications ในฐานะเบ๊ประจำออฟฟิศในปี 1939
    ไต่เต้าตัวเองจนกระทั่งมาเป็นนักเขียนการ์ตูนในปี 1941
    และขยับขึ้นมาเป็นบรรณาธิการในเวลาต่อมา

    และเกือบจะออกจากวงการคอมมิคบุ๊คไปในยุควิกฤตช่วงปี 1950

    แต่สุดท้าย ลุง Stan Lee ก็เปิดตัว Marvel Universe อย่างงดงามในช่วงปี 1960s
    ที่ไม่ได้พิมพ์คอมมิคอย่างเดียว แต่เริ่มโฟกัสไปที่ทีวีและภาพยนตร์อีกด้วย
    (แถมชอบโผล่ตัวมาในหนังมาร์เวลให้แฟนๆได้เดาเล่นว่าลุงแกจะโผล่มาตอนไหน)









    ตรงนี้เป็นโซนจำลองห้องทำงานของคุณลุงค่ะ












    Tales of suspense #44
    ไอรอนแมนสมัยยังเป็นหุ่นกระป๋องเด้อ

































  • จากนั้นก็เข้าสู่โซนประวัติของตัวละครต่างๆของมาร์เวลจ้า ซึ่งเราไม่ขอลงรายละเอียดประวัติความเป็นมา เพราะคิดว่าท่านผู้อ่านก็น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตา ทราบประวัติโดยคราวกันมาบ้างแล้ว (อย่างน้อยที่สุด หากคลิกมาอ่านจนถึงตอนนี้ก็ต้องเคยดูหนังมาร์เวลกันมาบ้างแหละ แม้ว่าจะไม่เคยอ่านคอมมิคก็ตาม) เลยจะขอลงเป็นภาพบรรยากาศของนิทรรศการโดยคร่าวๆให้ได้ชมกันนะจ๊ะ♡




    ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มต้นกันที่แก๊งซุปเปอร์ฮีโร่กลุ่มแรก
    ที่สร้างชื่อให้แก่มาร์เวลคอมมิคกันดีกว่ากับ...





    The Fantastic Four

    Marvel's First Family

























    The Fantastic Four #1














    T' Challa: The Black Panther





    (ฝ่าบาทของน้องงงงงงงงงงงง)















    เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการดีไซน์ชุดในแบล็กแพนเตอร์ที่อยากจะเล่าให้อ่าน
    คือเรื่องนี้เป็นการรวมเอาวัฒนธรรมของแอฟริกาตะวันออกเข้าด้วยกัน

    ไม่ว่าจะเป็นชุดของนาเกียที่ใส่เครื่องประดับจากธรรมชาติ
    เช่น ใบไม้ ลูกปัดเปลือกหอย ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากชนเผ่าซูรีในเอธิโอเปีย


    ชุดของโอโคเยก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชนเผ่ามาไซและตูร์กานา






    โดยส่วนตัวแล้ว ใน Marvel Cinematic Universe เราชอบ Black Panther มากที่สุด ชอบมากกว่า The Infinity War อีก (ยอมรับว่าเขากระจายบทดีจริง สนุกจริง) แต่เหตุที่เราชอบเรื่องนี้เพราะเรารู้สึกว่าเขาไม่ได้ยัดเยียดให้คนดูรู้สึกว่านี่คือหนังของคนผิวสีอะ คือเราว่าหนังฮอลิวู้ดส่วนใหญ่ที่มีนักแสดงผิวสี จะมีสองแบบคือ ผิวสีตายก่อน ซึ่งก็...เหยียดหน่อยๆ ไม่ก็เป็นฮีโร่ เป็นผู้รอดชีวิต เป็นอะไรที่แบบพระเอกมากๆไปเลย อะ ถ้าเทียบกันอย่าง Star Wars: Rogue One เงี้ย มีครบทุกเชื้อชาติ ผิวสี เอเชียนต่างๆนานา แต่เรารู้สึกว่าเขาพยายามยัดเยียดบทให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย มีซีนนะ พระเอกนะ ตายเพื่อเสียสละแก่ส่วนรวมนะ


    ซึ่ง... เราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นใน Black Panther อะ เราดูด้วยความสนุก เอนจอย ไม่ได้มีความเอ๊ะแบบที่ดูหนังเรื่องอื่นอะ 




















































    อ้อ... ความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งหลังดูจบคือ โอดินเลี้ยงลูกยังไง ทำไมสองบ้านนี้ต่างกันจังเล้ย อย่างบ้านแอสการ์ดเนี่ย ลูกสาวคนโตก็อีโมเกิน ลูกชายคนกลางที่ต้องขึ้นครองราชย์ก็จิบเบียร์ชิวๆอยู่มิดการ์ด ลูกชายคนเล็กที่เก็บมาเลี้ยงก็เป็นเด็กขี้อิจฉา ทำไม๊ (แต่ใน Infinity War ตัวละครที่เราชอบมากที่สุดคือธอร์นะ คือเห็นการเติบโตของคาแรกเตอร์ชัดเจนมาก ชอบบทพูดที่คุยกับร็อกเก็ตมากๆ ท่อน I'm only alive because fate wants me alive. คือมัน touch อยู่ในใจมากจริงๆ)















  • With great power comes great responsibilities

    The Amazing Spider Man
















































    Amazing Fantasy #15



















    ตอนเด็กๆไม่ค่อยชอบสไปดี้เท่าไร เพราะคิดว่าชีวิตเขาช่างหดหู่น่าสงสาร ลุงตาย กลายมาเป็นฮีโร่ มีแฟน แฟนก็ตายอีกช่วยไม่ทัน ชีวิตส่วนตัวก็จัดการอะไรไม่ค่อยได้ วัยทำงานก็ลุ่มๆดอนๆงงๆ ชีวิตรักก็พังๆอีก พอโตมาก็รู้สึกว่า เฮ้ยยย นี่มันสะท้อนปัญหาชีวิตมนุษย์เลยนะ แม้ว่าเป็นฮีโร่มีพลังพิเศษ แต่ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเหมือนๆกับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป


    With great power there must also come great responsibilities
    จริงๆนั่นแหละ










    อะ ก่อนจะไปต่อ
    เราอยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านเปิดสิ่งนี้ฟังไปด้วย





    รู้แล้วใช่มะ ว่าจะไปโซนไหนต่อ


    พร้อมแล้ว ลุยกันเล้ย!













    The Avengers




    สืบเนื่องจากความผิดพลาดที่งานเรื่องอื่นส่งไม่ทันเดดไลน์ที่จะต้องตีพิมพ์
    The Avengers จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อกอบกู้สถานการณ์
    โดยการนำเอาเดอะฮัลค์ ธอร์ ไอรอนแมน และ แอนท์แมน มาสู้กับโลกิ



    เฮ้ย! ดังว่ะ คนชอบเว้ยเฮ้ย


    เลยดึงเอาตัวละครที่คนรักมากที่สุดตลอดกาลอย่างกัปตันอเมริกามาร่วมวง



    ผ่ามผ๊ามมมมมมม



    Today, almost every Marvel hero has at some time answered
    the famous battle cry: "Avenger Assembles!"











    The Incredible Hulk

































    Thor





    โซนนี้เป็นโซนที่มนุษย์มุงมาก






















































    ซีนนี้ตรงนี้คือเรายืนถ่ายรูปอยู่ แล้วถอนหายใจหนึ่งเฮือก
    มีแฟนเกิร์ลมายืนข้างๆแล้วตบไหล่
    พูดกับเราว่า I know... I know how you feel...
    สบตากันแล้วแบบโฮกกกกกกกกก
    ภาพในหัวคือเราสองคนยืนกอดคอกันร้องไห้อะ
    แต่สิ่งที่ทำได้คือแค่ยิ้มๆเศร้าๆให้กัน




    ฉันรักเขา เขาต้องไม่ตาย!!














  • Ant-Man and The Wasp


















    Iron Man































    มี VR ให้ลองเล่นๆยิงๆเป็นไอรอนแมนด้วยนะ แต่คนเยอะเลยไม่ได้ไปเล่นจ้า











    Captain America (and Falcon)













































    Scarlet Witch and Vision




















    Black Widow



















    Nick Fury - Agent Of S.H.E.L.D.















    Guardians of the galaxy 































    ไอ้คนหัวร้อนนนนน โกรธธธธธ ยังคงโกรธอยู่จนถึงทุกวันนี้!















    ฮืออออออออ
















    Thanos




    "I ignored my destiny once. I cannot do that again. Even... for you."


    ความเห็นส่วนตัว: เราเป็นทีมธานอส

    ใช่ค่ะ!

    ประชากรที่มากเกินไปเหมือนไวรัสที่กัดกินโลก
    การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อทุุกคนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
    และมนุษย์เราทำลายล้างโลก รวมถึงสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นๆมาเกินไปแล้ว

    หากไม่มีมนุษย์ หรือ จำนวนของเผ่าพันธุ์เราลดจำนวนลง
    โลกนี้คงจะสุขสงบและงดงามมากยิ่งขึ้น


    You know what's happened since then?
    The children born have known nothing but full bellies and clear skies.

    It's a paradise!


    อนึ่ง

    ไม่ได้สนับสนุนการ genocide แต่อย่างใด
    แต่เห็นด้วยในแนวทางจากหนังสือ Inferno ของ Dan Brown มากกว่า












    Captain Marvel



















    Doctor Strange












    เป็นโซนที่จัดสวยมาก มีกระจกล้อมรอบหมดเลย จัดแสงอลังการมาก
    เหมือนคนจัดดิสเพลย์เป็นแฟนหมอแปลก ทุ่มทุนกว่าตัวละครอื่นๆเยอะ










































  • The X-MEN





    เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเพราะคนเรามักจะกลัวและต่อต้าน
    สิ่งที่ ประหลาด และ ผิดแผกแตกต่าง ไปจากตัวเรา




    นี่คือคอนเล็ปสำคัญของ X-MEN
    ซุปเปอร์ฮีโร่ที่เล่นประเด็นเกี่ยวกับความแตกต่างของมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบ



    เมื่อเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์ธรรมดา
    ที่รังเกียจ หวาดกลัว และต้องการกวาดล้างกำจัดพวกเขา











    ในยุค 80 นั้น X-MEN ได้รับความนิยมสูงมากจนเป็น
    Mavel's most sucessful characters เลยทีเดียว

    และ Wolverine ได้กลายเป็นขวัญใจมหาชน
    เบียดตำแหน่งแชมป์เก่าอย่าง Spider-Man ไปเลยทีเดียว


















    Deadpool



    ฮีโร่ในยุค 90 ที่เริ่มต้นจากวายร้ายที่ปากรว้ายรว้าย
    โดนธานอสสาปไม่ให้ตาย (ถ้าเอาอย่างในคอมมิค)
    แล้วอยู่ๆก็ได้เป็นพระเอกเฉ๊ย

    แถมรู้ตัวว่าตัวเองเป็นตัวละครไปอี๊ก หันมาคุยกับผู้อ่านและคนดูเฉ๊ย
    ตลกเกินไปละพ่อ







    เกรียน(ระยำตำบอน)จนไม่ค่อยอยากจะเรียกแกว่าฮีโร่ซักเท่าไร...
















    แก๊ง The Defender ก็มา แต่เราถ่ายรูปมาแค่ DareDevil เพราะดิสเพลย์สวยสุด



















    การ์ตูนอื่นๆของมาร์เวลจ้ะ ไม่ได้มีแค่ฮีโร่อย่างเดียวนะเออ


























































  • เราขอปิดท้ายทริปซีแอตเทิลนี้ไปกับวิวตอนพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า

    เพราะนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้รักเมืองนี้มากที่สุด :)










































    นั่นคือแคนาดานะ





























    รักนะ รักเสมอ

    แล้วค่อยเจอกันใหม่นะ















    ด้วยรัก... จากเมืองที่เรารักมากที่สุดในโลก









    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in