ไทรอยด์ที่รัก [An Illustrated Story]Rainbow Coral
ไทรอยด์ที่รัก (Part 1)
  • กาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้…

    ฉันกำลังขับรถกลับบ้านหลังเลิกงานตามปกติ ในขณะที่รถติดไฟแดงอยู่ ก็ไม่รู้อะไรดลใจ ทำให้มือไปลูบคอตัวเองแบบลอยๆ

    แล้วมือก็ไปสัมผัสโดนอะไรบางอย่างที่ปูดขึ้นมาตรงคอด้านขวา มันไม่ได้ใหญ่มาก แต่ใหญ่พอที่จะรู้สึกได้ ในใจคิดขึ้นมาว่า “หืม?อะไรเนี่ย…”
    หลายคนถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อาจตกใจ รีบไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจให้แน่ชัด แต่เพราะฉันมีจิตวิญญาณของความชิลล์ค่อนข้างสูง เลยไม่ได้เอะใจอะไร หลายอาทิตย์ผ่านไปโดยที่ฉันใช้ชีวิตตามปกติ ทำงานดึกบ้าง ไปออกกำลังกายบ้าง แต่ทุกครั้งที่มือไปจับที่คอ ก็จะยังรู้สึกถึงก้อนที่ปูดขึ้นมา

    วันหนึ่ง ฉันเลยชี้ให้คุณแม่ดูแบบเล่นๆ พอคุณแม่ลองคลำ ก็บอกให้ไปตรวจทันที

  • 17 ก.พ. 2561
    ฉันไปที่โรงพยาบาล B ที่ไปตรวจประจำ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร จึงไปรายงานตัวที่แผนกอายุรกรรม แต่พอบอกอาการกับพยาบาลประจำแผนก ก็ถูกแนะนำให้ไปแผนกศัลยกรรมแทน

    แผนกศัลยกรรมถึงจะไม่ได้แตกต่างจากแผนกอายุรกรรมอะไร แต่เพราะฉันไม่เคยมาแผนกนี้มาก่อน จึงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

    หลังได้พบคุณหมอและอธิบายอาการแล้ว คุณหมอฟันธงเลยว่าเกิดขึ้นที่ไทรอยด์แน่นอน สังเกตได้จากการที่ก้อนนั้นขยับขึ้นลงเมื่อกลืนน้ำลาย ตอนนี้คำถามคือ ก้อนๆนี้เป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ

    คุณหมอเปิดรูปจากอินเตอร์เน็ตให้ดูเพื่ออธิบายความแตกต่าง
    “หากเป็นถุงน้ำ จะอัลตร้าซาวด์เห็นเป็นวงกลมดำๆ แต่ถ้ามีสีขาวๆอยู่ข้างใน นั่นละ
    ก้อนเนื้อ” 


    คุณหมอพูอดย่างอารมณ์ดีต่อว่า “ส่วนใหญ่เป็นแค่ถุงน้ำ หมอเจาะให้แป๊บเดียวก็หาย ไปอัลตร้าซาวด์ดูก่อนนะ”

    และแล้ว ป้ายต่อไปของฉันก็คือห้องอัลตร้าซาวด์
  • ในขณะที่ฉันนอนนิ่งให้คุณหมออัลตร้าซาวด์ ฉันก็พยายามเหลือบตามองหน้าจอที่อยู่ด้านข้าง ฉันดูรูปอัลตร้าซาวด์ไม่เป็นจึงไม่รู้ว่ารูปไทรอยด์ปกติควรเป็นยังไง คุณหมอไม่พูดหรืออธิบายอะไรซักคำ แต่สิ่งที่ฉันเห็นคล้ายกับรูปที่คูณหมอคนแรกเปิดให้ดู รูปที่มีวงกลมสีขาว

    ถ้ามีสีขาวๆอยู่ข้างใน นั่นละก้อนเนื้อ
    ชั่วโมงหนึ่งให้หลัง ฉันพบคุณหมอที่แผนกศัลยกรรมอีกครั้งเพื่อฟังผลอัลตร้าซาวด์

    “มันไม่ใช่ถุงน้ำ แต่มีก้อนเนื้ออยู่ข้างใน” คุณหมอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อารมณ์ดีเหมือนรอบแรก “ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก แต่ตามหลักการณ์ หมอแนะนำให้ทำการเจาะชิ้นเนื้อเพื่อตรวจว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย เดี๋ยวหมอจะส่งต่อให้คุณหมอเฉพาะทางที่เก่งๆให้”

    หลังจากนั้น พยาบาลก็ช่วยฉันนัดหมายการเจาะชิ้นเนื้อในวันถัดไปทันที

  • เพราะไม่รู้ว่าหลังเจาะจะเป็นยังไง และวันนั้นก็เป็นวันหยุด ฉันจึงให้พี่ชายมาเป็นเพื่อน ต่างจากห้องตรวจและห้องอัลตร้าซาวด์ สถานที่ทำการเจาะอยู่ที่ห้องผ่าตัด พอคิดถึงห้องผ่าตัดก็อดประหม่าเล็กน้อยไม่ได้

    “สัมภาระทั้งหมดฝากไว้กับญาตินะคะ” พยาบาลกล่าว ฉันต้องฝากทุกอย่างไว้กับพี่ชายที่ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แม้แต่มือถือก็เอาติดตัวไม่ได้ พี่ชายกล่าวให้กำลังใจฉันก่อนฉันเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมตัวทำการเจาะชิ้นเนื้อ

    หลังจากนั่งรออยู่พักหนึ่ง พยาบาลก็ให้ฉันขึ้นนอนบนเตียงและเข็นเข้าห้องผ่าตัดห้องหนึ่ง ฉันดูหนังเกี่ยวกับหมอผ่าตัดมาเยอะพอควร ตอนดูมักรู้สึกว่าห้องผ่าตัดไฮเทคมาก แต่พอถูกเข็นเข้าไปเองรู้สึกว่ามันก็คือห้องธรรมดาห้องหนึ่งที่มีเครื่องมือเยอะหน่อยเท่านั้นเอง 

    พยาบาลเอาหมอนมารองคอเพื่อให้เจาะสะดวก คุณหมอพ่นยาชาแต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกชาอะไร ระหว่างที่กลัวๆอยู่นั้นเอง ก็รู้สึกได้ว่ามีเข็มทิ่มเข้ามาแล้ว
  • “อย่ากลืนน้ำลายนะคะ” คุณหมอผู้หญิงพูด

    เป็นเรื่องละสิ ก่อนคุณหมอพูดก็ไม่ได้อยากกลืนน้ำลายหรอก แต่พอพูดปุ๊บนี่แหละ เหมือนน้ำลายจะล้นปาก คอก็แห้งขึ้นมาทันใด ฉันพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปที่อื่น แต่ก็อดรู้สึกอึดอัดคอไม่ได้ สุดท้ายทนไม่ไหวจริงๆก็กลืนอึกเข้าไปคำใหญ่
    ฉันรู้สึกถึงแรงกดที่เข็มตอนที่ก้อนเนื้อขยับไปตามการกลืนน้ำลาย “อย่ากลืนน้ำลายค่ะ!” คุณหมอพูดแบบแอบดุนิดหน่อยหลังรู้สึกถึงการกลืนน้ำลายของฉัน ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา…

    ฉันมองไม่เห็นว่าคุณหมอทำอะไรอยู่ แต่รู้สึกว่ามันนานจัง รู้สึกถึงเข็มที่ติดอยู่ที่คอ และรู้สึกถึงเครื่องมืออัลตร้าซาวด์ที่ใช้หาตำแหน่งก้อนเนื้อขยับไปมา และแล้วการเจาะก็จบลงหลังฉันกลืนน้ำลายไปอีก 2 ครั้งถ้วน

    ฉันออกจากห้องผ่าโดยมีเพียงพลาสเตอร์อันเล็กๆติดอยู่ที่คอ
  • ผลการตรวจใช้เวลา 1 อาทิตย์ ฉันกลับไปใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ได้คิดอะไรมาก ก็ยังไม่รู้ซักหน่อยว่าเป็นอะไร ก็ไม่ควรคิดมากไปก่อนให้เสียสุขภาพจิตนี่

    ในวันฟังผล คุณแม่และพี่ชายไปโรงพยาบาลกับฉันด้วยเพราะก็อยากรู้ผลเหมือนกัน 
    ระหว่างที่นั่งรอ ในหัวของฉันก็คิดว่า “ไม่มีอะไรหรอก~ก็คงแค่ก้อนเนื้อเล็กๆธรรมดาก้อนนึง หมอคงบอกว่าปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่เป็นไร” 
    นี่คือความคิดชิลล์ๆ ฉันเชื่อความคิดนี้เกือบ 100% เพราะก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเจออะไรร้ายๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกความคิดนึงสะกิดตัวฉันอยู่ ความคิดที่ยังไม่มีคำพูดอะไร มีแต่ความรู้สึกกังวลแบบบอกไม่ถูก

    และแล้วพยาบาลก็เรียกชื่อฉันให้เข้าพบหมอ

    ไม่ใช่ก้อนเนื้อดีครับ” คุณหมอที่ดูมีอายุกว่าคุณหมอคนก่อนบอกพวกเรา 3 คน
    เราต่างอึ้งกันไป คุณหมอชี้ผลตรวจบนหน้าจอคอมให้ดู ถึงฉันจะมั่นใจในความสามารถภาษาอังกฤษพอสมควร แต่ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอเลย
  • “Atypia of undetermined significance (AUS)” คุณหมอชี้คีย์เวิร์ดให้ดู “หมายความว่าโอกาสที่เป็นเนื้อร้ายไม่ใช่ศูนย์ ถึงจะไม่มากก็ตาม หมอแนะนำให้ผ่าครับ”

    “มีโอกาสเป็นเนื้อร้ายหมายความว่ายังไงคะ”
    “สาเหตุที่ทำให้เกิดก้อนเนื้อนี้คืออะไรครับ”
    คุณแม่กับพี่ชายยิงคำถามใส่คุณหมอแบบรัวๆ ฉันพยายามนั่งฟังอย่างสงบ เหมือนกับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 


    “ขอไปหา second opinion ค่ะ” ฉันพูดขึ้นสุดท้าย ตอนนั้นคิดในแง่ร้ายว่า คุณหมออาจจะอยากยัดเยียดให้ผ่า จริงๆอาจไม่จำเป็นก็ได้ คุณหมอก็ทำตามหน้าที่ ให้พยาบาลเตรียมผลอัลตร้าซาวด์ ผลเจาะชิ้นเนื้อทุกอย่างให้ฉันเอาไปปรึกษาหมอที่อื่น 
  • หลังจากกลับบ้านวันนั้น พวกเราต่างพยายามหาข้อมูลเต็มที่ คุณแม่โทรไปถามคุณป้าเพื่อหาวิธีติดต่อลูกพี่ลูกน้องที่เป็นหมอของฉันที่ตอนนี้อยู่อเมริกา พี่ชายหาข้อมูลเรื่องอาหารการกินว่าฉันกินอะไรได้ไม่ได้ให้ฉันทำตาม ฉันเองก็หาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการผ่าไทรอยด์และก้อนเนื้อ พบว่าผล AUS มีโอกาสเป็นเมร็ง 5-15% ต่ำกว่าผลอื่นๆ แต่ก็ไม่ใช่ 0% อย่างที่คุณหมอว่าจริงๆ
    คุณแม่ได้ไลน์ของลูกพี่ลูกน้องเป็นหมอมา ฉันจึงได้โทรไปปรึกษาขอความคิดเห็นจากเขา
    “พี่มีเพื่อนร่วมรุ่นที่ชำนาญด้านไทรอยด์มาก ไปหาเขาดูสิ” 
    ได้ชื่อคุณหมอมาแล้ว ฉันก็รีบทำการติดต่อนัดหมายทันที

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Cha-ame (@Cha-ame)
ขอให้ไม่เป็นอะไรมากนะคะ
รักษาหายไวๆ สู้ๆค่ะ ^^
Rainbow Coral (@fb1015608890269)
@Cha-ame ขอบคุณมากๆค่ะ :)
เพิ่งลง part 2 เล่าเรื่องต่อ ยังไงลองอ่านต่อนะคะ