My StoriesJirattipat Tengamnuay
ย้อนความหลังไปญี่ปุ่นครั้งแรก (ตอน 2: ชมเมืองOsaka และตะลอนเที่ยวคนเดียว)
  • 19 ตุลาคม 2556

    หลังกินยาของพี่ป๊อป (ขาว) ไปก็ดีขึ้น และตื่นแต่เช้าเพราะเมื่อวานตื่นสายสุด กลัวคนอื่นต้องมารอ พอตื่น อาบน้ำแต่งตัวก็ออกไปเดินหาของกินตอนเช้าคนเดียวแถวนั้น แบบเจอร้านไหนเปิดและราคาไม่แพงก็ทาน แต่ตอนเดินไปเรื่อยๆ ดันเจอพี่ป๊อป (ขาว) เดินสวนมาเงียบๆ พอมาเจอกันกลางทาง พี่เขาก็เลยชวนไปกินร้านข้าวแถวนั้น ก็มีตู้สั่งอาหาร พี่ก็อัดคลิปการทำงานของเครื่องสั่งอาหาร ช่วงหยอดเงิน สั่งอาหาร พี่เขาบอกอาจารย์ฮิมบอกมาให้อัดคลิปตู้นี้ให้ (ประมาณนั้น)....ความจริงเราก็เพิ่งเคยใช้ตู้แบบนี้ครั้งแรก ก็ดีเจอพี่เขา จะได้กดสั่งอาหารถูก เพราะพี่เขามีประสบการณ์ในการเดินทางมากกว่า อาจจะเคยใช้ตู้แบบนี้

    รายการอาหารบนตู้สั่งอาหารก็มีรายการอาหารมากมาย และข้างๆ ก็มีโปสเตอร์ใหญ่แสดงรายการอาหารเหมือนกันซึ่งดูได้ชัดเจนกว่า อาจจะให้คนมารอสั่งอาหาร ยืนดูง่ายๆ ขณะรอว่าจะสั่งอะไรทานดี


    เราสั่งชุดปลาแซลมอนย่าง ราคา 440 เยน ซึ่งถ้าเทียบกับเมนูอื่นๆ ทั่วไปก็คือราคามาตรฐานในระดับไม่แพง



    บางคนก็ทานอาหารเช้าที่ส่วนห้องอาหารโรงแรม พอเราทานข้าวเช้าเสร็จจากข้างนอกก็มารวมตัวกับคนอื่นที่ห้องอาหารโรงแรม


    หลังทานอาหารเช้า เราก็ออกเดินทางกันต่อ วันนี้เราไปสถานีรถไฟใต้ดินก่อนซึ่งก็อยู่แถวนั้น อาจจะแถวใต้โรงแรมก็ได้ เราเลยได้รู้ว่ามีตั๋วรายวัน 2,000 เยนด้วย และมีคู่มือรายการสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ในโอซาก้า ซึ่งบางที่หรือทุกที่น่าจะเข้าฟรี (มั้ง)....มีแสดงเส้นทางว่าอยู่โซนไหน แบ่งเป็นสี และแผนที่ประกอบด้วย



    พวกเราออกเดินทางโดยรถไฟใต้ดินแล้วมาโผล่สถานีที่เคยมาเมื่อวานก่อนแวะ Cafe เดิมที่เคยมาเมื่อวานอีกรอบเพื่อนั่งพัก และแวะซื้อกาแฟ วันนี้เราก็ซื้อกาแฟไปแก้วนึงเหมือนกัน แต่ก็ดูแบบถูกๆ



    จำได้ว่าตอนมาช่วงวันแรกๆ ได้ไปแวะห้างหรือตึกไรที่ขายของเหมือนแพลตตินั่มบ้านเรามั้ง เราก็เลยไปหาเสื้อกันหนาวตัวใหม่ เพราะตัวที่เอามาไม่ได้หนามากและมีกระดุมด้านหน้าอันเดียว และอากาศคือหนาว ยอมรับว่าโง่เพราะไม่ได้ไปต่างประเทศนานมากแล้ว ไปล่าสุด ครั้งแรกและครั้งเดียวเมื่อ 10 ปีก่อนนู้น พอมาดูรูปเพื่อเอามาลงในนี้ คือถ้ามีใส่แปลว่าซื้อมาตั้งแต่เมื่อวานแต่จำไม่ได้ว่าซื้อตอนไหน


    กลับมาที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มาเมื่อวานแต่ไม่ได้เข้า เป็นตึกที่โดดเด่นด้วยลักษณะโครงสร้างที่เป็นเส้นๆ ลักษณะโค้งๆ สูงขึ้นไป


    อันนี้จำไม่ได้ว่าคูปองนี้คืออะไร แบบเข้าฟรีมั้ย?....จำไม่ได้นานแล้ว


    การเข้าพิพิธภัณฑ์ ต้องมีพาสปอร์ตด้วย แต่เราลืมเอามา ก็โดนคนอื่นตำหนิ แต่บอกมาด้วยกันก็เลยเข้าได้ ไม่งั้นเสียดาย ไม่มาครั้งนี้คงไม่ได้มาอีกแล้วแหละ


    ภายในพิพิธภัณฑ์ด้านใน เขาห้ามถ่ายภาพ ก็เลยถ่ายภาพได้แค่ด้านนอกเท่านั้น



    ใกล้ๆ กันน่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของโอซาก้า พอดีอยู่ใกล้กันก็เลยเดินเข้าไปดูด้วย


    ด้านในก็มีนิทรรศการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์, ดาราศาสตร์ และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นหลายชั้นและหลายหมวดหมู่




    หลังออกจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เราก็ออกเดินทางกันต่อ


    ระหว่างทาง...เดินผ่านตึกนี้ สวยดี...แต่ไม่รู้คือตึกอะไร สถาปัตยกรรมแบบยุโรป


    เดินลงสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อเดินทางอีกครั้ง แต่สถานีนี้สวยแบบกำแพงเป็นไม้ๆ


    เราเดินทางกันเอง หลายที่ก็ไม่เคยมา ดังนั้นหลายทีก็ต้องดูแผนที่ ตรวจสอบเส้นทาง อาจารย์และคนอื่นๆ ก็ดูเส้นทางรถไฟก่อนเดินทาง จะได้ลงถูกสถานี


    สุดท้ายแล้วเราก็มาถึงสถานีหนึ่ง ซึ่งจำไม่ได้ว่าภาพนี้คือสถานีต้นทางหรือปลายทาง แต่น่าจะปลายทางแหละ


    ตึกสวยๆ แบบโบราณ


    ตึกที่แหละที่เป็นจุดหมายของเรา เป็นจุดหมายที่อาจารย์อยากมา ส่วนเราเดินตามเขาไปเรื่อยๆ ไม่รู้ไปไหนเหมือนกัน แต่ไปได้หมด เพราะไม่เคยมาสักที่


    ที่นี่คือ "The Museum of Oriental Ceramics, Osaka"
    ซึ่งเขาไม่ให้ถ่ายภาพด้านในส่วนจัดแสดง ก็เลยถ่ายภาพได้แต่ด้านนอกเท่านั้น


    พอออกจาก "The Museum of Oriental Ceramics, Osaka" เราก็มาทานอาหารมื้อกลางวันกัน






    เริ่มตะลอนเที่ยวคนเดียว


    ทานเสร็จแล้ว เราก็แยกย้ายแบบไม่รู้ทำไมถึงแยกย้าย แต่รู้สึกแฟนอาจารย์จะมาเจออาจารย์ที่ร้านนี้นะ คือหลายปีแล้วจำไม่ได้ ว่าใครไปไหนต่อกันบ้าง แต่พอมาดูรูป คือรูปต่อไปนี้คือสถานที่ที่เราไปคนเดียว แต่จำไม่ได้ว่าแยกย้ายกันยังไง คนอื่นๆ ไปที่ไหนกันบ้าง แต่เราอ่านคู่มือท่องเที่ยวที่ได้มาพร้อมกับตั๋วรายวัน 2,000 เยน ซึ่งเราเปิดอ่านดูและสนใจหลายที่ ก็วงๆ ไว้ว่าอยากไปที่ไหนบ้าง ถ้าไปพร้อมกับคนอื่นก็จะไม่ได้ไปที่ที่เราอยากไป เราเลยต้องแยกตัวไปคนเดียว คืิอมาโอซาก้าทั้งที ไม่รู้ชาตินี้จะได้มาอีกมั้ย ถ้ามีโอกาสก็ต้องไปที่ที่เราอยากไปให้มากที่สุด


    เดินทางมาที่สถานีรถไฟใต้ดิน เริ่มเดินทางด้วยตัวเองอย่างจริงจัง


    ออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน ก็มุ่งไปจุดหมายแรก เดินเข้ามาในอาคารแห่งหนึ่งซึ่งมีหลายชั้น สถานที่แรกที่เราเริ่มเที่ยวคนเดียว


    ของตกแต่งบนกำแพงสื่อถึงนิทรรศการที่เราจะมาดูตอนที่เราขึ้นบันไดเลื่อน


    มาถึงหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณแบบจำลอง...คือผ่านมาหลายปีแล้ว จำไม่ได้...ไม่แน่ใจว่ามีกระจกตรงบันไดเลื่อนมั้ย? ที่จะมองเห็นหลังคาบ้านญี่ปุ่นเหล่านี้ อันนี้จำไม่ได้จริงๆ



    เดินเข้าไปในหมู่บ้าน...คนเยอะพอสมควร ส่วนค่าเข้าชม ไม่แน่ใจว่าต้องเสียเงินมั้ย จำไม่ได้จริงๆ แต่เหมือนเรามีตั๋วรายวัน 2,000 เยน หลายๆ สถานที่ที่อยู่ในคู่มือท่องเที่ยวที่ได้มาพร้อมตั๋ว หลายที่คือเข้าฟรี เราถึงได้ไป เพราะให้ไปเสียค่าเข้าชมทุกที่ คงไม่มีปัญญาอ่ะ


    ด้านในก็มีสิ่งของที่จัดแสดงถึงวิถีชีวิตและข้าวของเครื่องใช้ของคนญี่ปุ่น




    เราออกจากหมู่บ้านญี่ปุ่นจำลองก็ไปห้องแสดงนิทรรศการห้องต่อไปที่เหมือนแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างชุมชน, ข้าวของเครื่องใช้และการค้าขายแบบวิถีชีวิตในสมัยก่อนของญี่ปุ่น




    ออกจากนิทรรศการที่นี่ เราก็ออกเดินทางต่อไปคนเดียวเพื่อไปยังสถานที่ต่อไป....ผ่านร้านของกินต่างๆ มากมายข้างทาง แต่ไม่แวะซื้อสักร้าน ไม่มีเงิน



    ร้านเกมส์ข้างทาง...แค่เดินผ่านและมองๆ 


    เดินต่อไปเรื่อยๆ คนเดียวในโอซาก้า


    ต่อรถไฟใต้ดินไปยังสถานที่ถัดไป


    ตอนมาถึงสถานีนี้ เราไม่แน่ใจว่าเราจะไปถึงสถานที่ที่เราต้องการไปอย่างไร ก็เลยถามน้องผู้หญิงญี่ปุ่นแถวนั้น เขาก็ใจดีนำทางให้เราไปในย่านที่คนเยอะแยะ ร้านอาหารเยอะแยะ และแสงสีเต็มไปหมด จนเราไม่แน่ใจว่ามาถูกที่รึเปล่า


    น้องเขาไปถามร้านอาหารแห่งหนึ่งว่าที่ที่เราจะไปอยู่ไหน ปรากฏอยู่ฝั่งตรงข้าม แบบถ้ามาเองคือหลงทางแน่นอน เราก็ขอบคุณความมีน้ำใจของน้องเขาไป แบบเดินนำมาถึงที่ ปกติเจอแบบมีน้ำใจช่วยแต่ก็แค่บอกทิศทาง แต่น้องคนนี้เดินนำและหาพิพิธภัณฑ์ที่เราจะไปให้เลย 


    เดินเข้าชมพิพิธภัณฑ์ สิ่งของที่จัดแสดงส่วนใหญ่จะเป็นภาพเขียนแบบญี่ปุ่น



    ออกจากพิพิธภัณฑ์ เราก็เดินทางต่อไปเพื่อไปยังจุดนัดหมายที่เราจะพบกับคนอื่นๆ ในทริป



    บริเวณจุดนัดพบคือแถวๆ ที่มีชิงช้าสวรรค์สีแดงอันโดดเด่น ความจริงอยากขึ้นไปนั่งแต่เวลาคงไม่พอหรือไม่แน่ใจเหมือนกันอ่ะว่าจะเสียเงินมั้ย แต่ถ้าอยู่ในคู่มือเที่ยวที่ได้มาพร้อมตั๋วรายวัน 2,000 เยน อาจไม่ต้องเสียเงินค่าขึ้นก็ได้


    ตรงนี้เป็นย่านที่คนเยอะมาก เพราะเป็นแหล่ง Shopping และร้านอาหารเยอะ


    ตรงชิงช้าสวรรค์สีแดงนี่แหละที่เราเจอพี่เต๋าและพี่ป๊อป แล้วเราก็ไปรวมตัวกันกับคนอื่นๆ เพื่อไปยังจุดหมายต่อไป


    เดินๆ กันมาแล้วก็มาที่ตึกนี้ (น่าจะอ่ะนะ จำไม่ได้ แต่น่าจะตึกนี้แหละ ไม่ก็สักตึกแถวๆ ตึกนี้)


    รอลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้น 173 ซึ่งเป็น "Floating Garden" 


    ต่อแถวรับตั๋วกัน แถวยาวพอสมควร


    มองวิวแสงไฟของตึกจากมุมสูง


    Gallery ภาพที่จัดแสดงบริเวณนั้น ไม่แน่ใจว่ามีจำกัดคนขึ้นไปด้านบนหรือเปล่า แต่เราก็เดินๆ วนๆ ดูๆ ภาพพวกนี้ก่อนขึ้นไปด้านบน




    แล้วเราก็ขึ้นไปที่ "Floating Garden" (ความจริงจำไม่ได้ แต่น่าจะขึ้นไปอีกจากชั้น Gallery เมื่อกี้) ความจริงก็เป็นจุดชมวิว แต่ดึกๆ ก็เห็นแค่แสงไฟเท่านั้น แต่ก็สวยดี บรรยากาศยามค่ำคืน




    แสงที่เปลี่ยนสีสันได้



    อยู่สักพัก พวกเราก็เดินทางออกจากตึกนี้


    ออกมา เราก็มองหาร้านอาหารเย็นทานกัน...ตามเส้นทางที่เดินผ่านคือร้านอาหารเยอะมาก





    สุดท้ายมาทานอาหารเย็นกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งนึง



    เมนูก็คือภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ การเลือกอาหารก็ดูจากภาพเอา ปกติต้องดูราคาด้วยว่าจ่ายไหวมั้ย แต่พอมาดูเมนูที่ถ่ายภาพมา หาราคาไม่เจอ เหมือนมีตัวเลขอยู่แต่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่ราคามั้ย



    ทานอาหารเย็นแล้วพวกเราก็เดินทางกลับ ก็มีการมายืนดูแผนที่เพื่อการเดินทางกันอีกครั้ง


    ออกเดินทางกันต่อจนถึงโรงแรม





    20 ตุลาคม 2556
    ตะลอนเที่ยวคนเดียวแบบครึ่งวัน

    ความจริง อาจารย์จะไปโบสถ์หรืออาคารอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับแสง เพราะอาจารย์สอน Lighting Design เลยให้ความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับแสงและอาคาร แต่เราอยากไปสถานที่เที่ยวในคู่มือเที่ยวที่เราไปซื้อมากับคนอื่นๆ เมื่อวาน ราคา 2,000 เยนพร้อมตั๋วรถไฟรายวันมากกว่า เราเลยตัดสินใจจะไปที่ที่เราสนใจแทนแบบคนเดียว ก็มีวงๆ ไว้ว่าอยากไปไหนบ้าง แล้วไปซื้อตั๋วรายวันใหม่ของวันนี้ ซึ่งก็ได้คู่มือเที่ยวมาเหมือนเดิม ตอนอยู่ที่สถานี กำลังซื้อตั๋ว จำได้ว่าตอนเราสอบถามอะไรเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการเดินทางแล้วมีคุณป้าคนนึงมาช่วยแนะนำ แต่จำไม่ได้ถามอะไรแต่คงเกี่ยวกับการเดินทางว่าสถานที่ที่เราจะไป ต้องขึ้นรถไฟยังไง สายไหนประมาณนี้รึเปล่า เพราะเมื่อวาน คนอื่นๆ ในทริปมาซื้อ มาสอบถาม เราแค่ทำตามเขาและจ่ายเงิน แต่สุดท้ายเราก็พร้อมออกเดินทางไปท่องเที่ยวตามใจเราคนเดียว


    สถานที่แรกที่จะไปเป็นศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ลองเปิดๆ ดูคู่มือสถานที่ท่องเที่ยวที่เก็บไว้น่าจะเลขที่ 16  ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปที่ศาลเจ้าแห่งนี้....ที่เราเลือกไปที่นี่ก่อนเพราะเปิด 8.30 น. ตามเวลาที่แจ้งเอาไว้ด้านล่าง
    เราก็วงเวลาเปิดไว้ด้วย ว่าแต่ละสถานที่ที่เราอยากไปเปิดกี่โมง


    หน้าที่ต่อกันจะเป็นแผนที่ และมีหมายเลขว่าแต่ละสถานที่อยู่ตรงจุดไหน เราก็วงๆ ไว้


    มาถึงศาลเจ้าหลังเวลาเปิดไม่นาน...แต่ไม่รู้ชื่อศาลเจ้าอะไรเพราะในคู่มือเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ถ้าไปหาใน Google แบบพวกศาลเจ้าในโอซาก้า ก็อาจจะคือ "Shitenno-ji Temple" ก็ได้...พอมาถึงก็เดินถ่ายภาพ รอบๆ และทำเวลาเพื่อไปยังสถานที่ต่อไปด้วย




    9 โมงกว่าก็ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป...ฝนก็ตกหนัก...ดีที่เราเอาร่มมาด้วย


    เดินผ่านฝาท่อที่มีลวดลายแตกต่างกันไป ไม่แน่ใจว่าประจำเมืองมั้ย


    ตรงจุดนี้คือจำไม่ได้ว่าตรงไหน แต่ถ้าจากรูปถ่ายที่ถ่ายมาที่เห็นไกลๆ สูงๆ อาจเป็นหมายเลข 15 ก็ได้


    เดินฝ่าฝนมาถึงอาคารแห่งนึง (น่าจะหมายเลข 18 แต่ภาษาญี่ปุ่นหมดเลยไม่รู้ว่าชื่อสถานที่อะไร) อาจจะเป็นพิพิธภัณฑ์มั้ง ไม่ได้ถ่ายป้ายชื่อด้านหน้ามา แต่เหมือนไม่ได้เข้าไปชมด้านใน ไม่แน่ใจว่าปิดหรือต้องเสียเงิน เลยได้แต่ถ่ายภาพด้านหน้ามาเท่านั้น...ส่วนรูปตัวเองก็ไปขอให้คนแถวนั้นถ่ายภาพให้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเคยมาที่นี่แล้ว


    พอเดินออกจากอาคารก็มาเดินผ่านสวนนี้ไป




    เดินออกไปถนนใหญ่แล้วมุ่งตรงต่อไปที่สถานีรถไฟ



    พอออกจากสถานีรถไฟ ก็ออกเดินไปตามถนนอีกครั้งเพื่อตามหาจุดหมายต่อไป


    ตอนแรกเดินผ่านหน้าสถานที่ที่เหมือนสวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ก็เดินผ่านไป เพราะคิดว่าไม่น่าใช่ เพราะเราจะมาพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้มาเดินสวนสาธาณะ ก็เดินไปเรื่อยๆ ก็หาไม่เจอ แบบไกลไปแล้วมั้ย ก็เลยลองถามร้านแถวนั้นแบบโชว์แผนที่และที่ที่จะไปให้ดูว่าอยู่ตรงไหน สรุปก็อยู่ในสวนขนาดใหญ่นั่นแหละ ก็เลยเดินย้อนกลับมาอีก....ฝนตกตลอดช่วงที่ไป


    แล้วเราก็เดินฝ่าฝนมาถึง "Osaka Museum of Natural History"...ถ้าตามแผนที่น่าจะหมายเลข 21 ส่วนหมายเลข 20 ก็คงเป็นสวนที่เดินผ่านมา...ก็วงเวลาเปิดของแต่ละสถานที่ที่อยากไปเอาไว้ด้วย..




    เข้าไปดูด้านในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งไม่แน่ใจเสียค่าเข้ามั้ย แต่เราน่าจะเข้าฟรีเพราะรวมอยู่ในตั๋วรายวัน 2,000 เยน ไม่งั้นคงไม่ตะเวนไปหลายที่แบบนี้เพราะไม่มีเงิน




    ออกจากพิพิธภัณฑ์ ก็ออกเดินทางต่อไป


    ตอนมาถึงสถานีต่อไปก็งงๆ เพราะหาทางออกไม่เจอ ก็เจอกลุ่มน้องผู้หญิงกลุ่มนึงเลยเอาแผนที่และสถานที่ที่จะไปเดินไปถามเขา น้องคนหนึ่งก็เดินนำไปชี้ทางออกให้ ออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน ฝนก็ยังตกหนัก แต่ก็ต้องเดินหน้าฝ่าฝนต่อไป คืออยากเก็บสถานที่ให้ได้มากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสมาที่โอซาก้าอีกมั้ย ถึงได้มาอีกก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้มาสถานที่เหล่านี้หรือเปล่า

    สถานที่ที่เราจะไปต่อไปเป็นหมายเลข 13 ซึ่งถ้าดูในคู่มือท่องเที่ยวจะไม่รู้ว่าสถานที่นี้ชื่ออะไรต้องเสิร์จหาใน Google เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสงคราม ซึ่งน่าจะเป็น "Osaka International Peace Center"





    มีรูปภาพและสิ่งของเกี่ยวกับสงครามเยอะมาก




    ออกจากที่นี่ เราก็เดินทางต่อไปยังตึกเดิมที่เคยผ่านเมื่อวานหลังออกจาก "Osaka Castle" คือจำได้ เพราะเมื่อวานเดินผ่านและสนใจว่าตึกอะไร 


    ถ้าดูในคู่มือท่องเที่ยวน่าจะหมายเลข 12 คือ "Osaka Museum of History"





    ถ้ามองออกจากหน้าต่างกระจกไปก็จะเห็น "Osaka Castle" จากมุมสูง


    ออกจาก "Osaka Museum of History" เราก็ออกเดินทางต่อเพราะมีนัดเจอกับคนอื่นๆ ที่ "Church of the Light" ก็เดินทางโดยรถไฟไป ความจริงก็มีสถานที่ที่อยากไปมากกว่านี้แต่เวลาไม่ทันจริงๆ คือ "Church of the Light" ก็น่าสนใจ และเป็นการกลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ ในทริป


    ตอนไปถึงสถานีรถไฟที่จะไปลงสถานีที่จะต่อรถไป "Church of the Light" ได้ คือก็ไม่เคยซื้อตั๋วรถไฟจากเครื่องขายตั๋วด้วยตัวเองเลยมั้ง เพราะที่เดินทางก็ใช้ตั๋วแบบที่ซื้อรายวัน 2,000 เยนที่ซื้อจากเจ้าหน้าที่สถานี ดังนั้นก็เลยวิ่งไปหานายสถานีให้เขามาช่วยซื้อตั๋วให้ คือรบกวนมากๆ แต่หาตัวช่วยไม่ได้แล้วจริงๆ เพราะรีบมาก กลัวไปไม่ทันนัด และดูเวลา รถไฟอาจจะใกล้ออกแล้วก็ได้ พอได้ตั๋วรถไฟก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ชานชาลา ตอนแรกคิดว่าจะทันรถไฟมั้ยเพราะไม่ทันก็ต้องรอและจะไปไม่ทันคนอื่นๆ  แต่พอขึ้นไปที่ชานชาลา เห็นขบวนรถไฟ ก็เห็นเจ้าหน้าที่ประจำรถไฟยืนที่ริมรถไฟโบกมือเหมือนให้ผู้โดยสารเข้าไปในขบวน เราก็เลยรีบวิ่งเข้าไปในรถไฟ


    ออกมาจากสถานีรถไฟก็มองหาป้ายรถเมล์ที่จะไป แล้วยืนรอรถเมล์เพื่อเดินทางต่อ เราก็เจอพี่ป๊อป (ขาว) และพี่จี๊ดที่ป้ายรถเมล์แบบบังเอิญ ก็ดีก็ได้ไปด้วยกัน และบนรถก็เจอเด็กนักเรียนไทยอีก 3 - 4 คนมั้ง แต่เขาคุยๆ กับพวกพี่ป๊อป เราแค่นั่งฟัง เหมือนไปลงที่เดียวกัน


    มาถึงป้ายที่จะลงก็ต้องเดินเข้าไปอีกจนถึง  "Church of the Light" 


    ในที่สุดก็มาถึง "Church of the Light" 


    จุดเด่นที่ทำให้มาเป็น "Church of the Light" คือผนังที่เจาะเป็นช่องรูปไม้กางเขนให้แสงส่องลอดเข้ามาจนเป็นรูปไม้กางเขนที่มีแสงสว่างในตัวเอง



    ดูจนพอใจ พวกเราก็เดินทางกลับ

    อาจารย์โชว์รูปที่ไปเมื่อเช้าด้วย เป็นอาคารสีแดงๆ อาจารย์บอกรอตอนเช้า ไม่มีใครมาก็เลยไปกับแฟนเขามั้ง แต่ก็บอกว่าเดินทางไกลมากๆ



    เดินทางโดยรถไฟต่อไปยังย่านนัมบะ แหล่ง Shopping และอาหาร เหมือนมีนัดเจอพวกอาจารย์คนอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนอาจารย์ยุ้ยที่นำทีมพวกเรามา เหมือนเขามาเรียนต่อที่นี่มั้ง เราไม่รู้จักพวกเขาหรอก...เราก็เดินตามคนอื่นไปเรื่อยๆ ถ่ายภาพสิ่งที่สนใจระหว่างทาง...ร้านขายของแพงๆ ก็เยอะแถวที่เราเดินผ่าน




    เข้าไปในย่านนัมบะ ที่มีป้าย "นักวิ่งกูลิโกะ (Glico runner)" คนก็เยอะเพราะเป็นแหล่ง Shopping และร้านของกินที่มีชื่อเสียงมากของโอซาก้า



    เดินหาของทานมื้อเย็นกัน ส่วนเพื่อนอาจารย์หรืออาจารย์ก็ไม่ได้พบเจอกันแล้วมั้ง เหมือนมาเจอกันครั้งหนึ่งว่าจะไปกินพิซซ่าญี่ปุ่น นัดเจอแต่สุดท้ายต่างคนต่างไปไม่เจอกัน อาจารย์ไปกับอาจารย์ เราก็ไปกันเอง



    บรรยากาศร้าน ก็เป็นร้านที่มีโต๊ะเยอะมากๆ




    มื้อเย็นวันนี้


    ทานข้าวกันเสร็จ เราก็ออกเดินเล่นรอบๆ ย่านนัมบะ





    ตะลอนเที่ยวคนเดียวแบบดึกๆ

    ความจริงเราไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้เราไปเดินคนเดียวรึเปล่า แต่จำได้ว่าตอนอยู่โอซาก้า ก็มีตอนเราไปเดินเรื่อยๆ คนเดียวเพราะคิดว่าคงไม่ได้มาโอซาก้าอีก ก็เลยอยากเดินให้คุ้มกับที่ได้มีโอกาสมา แต่เดินๆ ก็ต้องกลับให้ทันรถไฟใต้ดิน เพราะไม่รู้หมดกี่โมงเพราะจะกลับที่พักไม่ได้ เราเดินไปเรื่อยๆ แถวๆ นั้น ก็ไม่รู้ยังอยู่ในย่านนัมบะหรือย่านไหนแต่ก็เดินไปได้เรื่อยๆ ร้านค้าเยอะมาก




    เดินไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย ถือว่าเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ บางทีก็เดินวนไปวนมาคนเดียว





    แสงไฟเหนือคลองยามค่ำคืน


    ความจริงตอนเดินก็ผ่านย่านโฮสต์ด้วย แต่ไม่กล้าถ่ายภาพ เพราะเดินเข้าไปในซอย ผู้ชายเยอะมากและหันมา คือทุกคนใส่สูทสีดำ ก็เลยได้แค่เดินผ่านไม่กล้าถ่ายรูป แต่พวกเขาคงดูออกว่าเราไม่มีปัญญาเที่ยวแหละ ความจริงก็อยากถ่ายภาพว่าเดินผ่านย่านนี้ ลองเดินไปแอบในซอกตึก แต่พอหันมอง ผู้ชายตรงนั้นก็มอง คือหลายตรีนด้วยไง แบบกลัวไปถ่ายภาพพวกเขา กลัวจะมีใครเดินเข้ามาแล้วโดนสั่งว่าให้ลบ เพราะยืนกันเต็มพื้นที่ กลัวโดนตรีนจริงๆ แต่ทำให้รู้คือตอนแรกนึกว่าจะอยู่กันในร้าน แต่มายืนเต็มถนนเล็กๆ นี้เลย แต่ตอนที่เดินผ่านก็ไม่เห็นลูกค้าไรนะ หรือว่าพวกมาเฟีย แต่ไม่น่าใช่

    ตอนหาทางกลับไปที่รถไฟใต้ดิน มันจะแบ่งเป็นสายๆ สีๆ อะไรนี่แหละมั้ง สรุปคือหาสถานีไม่เจอ เลยไปถามทางคนที่เดินผ่านมา และไปเจอคนนึง ปรากฏว่าไปที่เดียวกัน เขาไป Taxi และชวนเราไปด้วย เราก็เลยขอติดรถไปด้วย เขาทำงานบริษัทพวกวางแผนแต่งงาน ก็เป็นการขึ้น Taxi ครั้งแรกของเราที่ญี่ปุ่นที่ใครๆ บอกว่าแพง



    พอมาถึงก็ขอบคุณเขาที่ให้ติดรถมาด้วยแล้วก็เดินกลับโรงแรมที่พักของเรา


    ตอนกลับมาก็นอนดูทีวีกับพี่จี๊ด ตอนเข้าห้องน่้ำก็เอาเท้าแช่น้ำร้อนในอ่างอาบน้ำ แบบปวดเท้ามาก แต่เพราะมาครั้งนี้ก็อาจไม่ได้มาโอซาก้าอีก ก็เลยต้องเดินไปเดินมาให้มากที่สุด เพื่อซึมซับบรรยากาศของเมืองโอซาก้า



                        .............................จบวันที่ 19 และ 20 ตุลาคม 2556.............................

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in