My StoriesJirattipat Tengamnuay
ย้อนความหลังไปญี่ปุ่นครั้งแรก (ตอน 3: เดินทางไป Kyoto)
  • 21 ตุลาคม 2556

    วันที่ 5 ของการมาดูงานที่ญี่ปุ่นแล้ว...แป๊ปเดียวก็คงต้องถึงเวลากลับ -_-"...วันนี้ตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางโดยนั่งรถไฟไปเกียวโต เมืองที่ 2 ของทริปนี้ ก่อนออกจากห้องพักก็ถ่ายภาพห้องที่เราพักเป็นที่ระลึกเพราะคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีก...ก่อนที่เราจะโบกมือลา...บ๊ายบาย...Osaka


    ลงมาก็เจอคนอื่นๆ นั่งรอเพื่อออกเดินทางกันที่ Lobby ก็มีเคลียร์เงินค่าห้อง + ค่าอาหารเช้ามั้ง...เหมือนโดนคิดรวมๆ...แต่เราไม่ได้กินไง...ประสาทกินเรื่องเงินหน่อยๆ เพราะไม่ค่อยมีเงิน...จนสุดในทริปแหละ อย่างคนอื่นมีมือถือที่เล่นเนตได้ แต่เราคนเดียวไม่มี...ตอนนั้นเงินเดือน 16,000 บาท...


    เคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางโดยรถไฟไปเกียวโต (Kyoto)


    พอมาถึงสถานีรถไฟเมืองเกียวโต...จำไม่ได้ว่าใช้เวลาเท่าไหร่...ถ้าดูจากเวลาในรูปน่าจะเกือบ 1 ชม. มั้ง...ซึ่งไม่แน่ใจ...เดินผ่านๆ ในสถานีรถไฟ...ก็มีคลิปโปรโมทการท่องเที่ยวของเมืองเกียวโตด้วย...และก็มีแผนที่เมืองว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ไรบ้าง แต่หลักๆ ก็คือวัดและปราสาทโบราณสไตล์ญี่ปุ่นแหละ



    ตอนออกมาจากสถานีรถไฟก็มีพวกพี่บางคนข้ามฝั่งหรือไปไหนสักแห่งแถวๆ นั้น จำไม่ได้ แต่ไปซื้อตั๋วรถหรือสอบถามข้อมูลสักอย่าง ที่เหลือก็ยืนรอแถวหน้าสถานีรถไฟ


    ตั๋วรถเมล์ที่บนตั๋วบอกเหมือน "Kyoto City Bus One-day Pass"


    ขึ้นรถบัสไปยังที่พักที่จองเอาไว้ แต่เราจองที่นี่ไว้แค่ 1 คืนแต่ความจริงเราจะอยู่เกียวโต 2 คืน ไม่แน่ใจว่าตอนที่จอง...พวกเราอาจไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่นี่ 1 หรือ 2 คืนดี...อาจจะอยู่แค่ 1 คืนแล้วไปโตเกียวเลย หรืออาจจะอยู่เกียวโต 2 คืน ถ้ามีอะไรน่าสนใจที่จะเที่ยวต่อ...แต่ที่แน่ๆ คือ จะมีคนกลับเมืองไทยก่อน คืออาจารย์ยุ้ย, พี่จี๊ดและคริสติน่า ซึ่งจะกลับวันที่ 23 ตุลาคมตอนเช้าๆ นี่แหละ


    ระหว่างอยู่บนรถเมล์...คนนำทริปของเราช่วยกันดูแผนที่...



    จุดหมายปลายทางที่จะลงจากรถเมล์คือที่เสาแบบซุ้มประตูญี่ปุ่น ที่เรียกว่า "โทริอิ" แต่โรงแรมที่พักคือเรายังต้องเดินกันต่อไปอีก...เราก็เดินตามคนนำทริปไป...


    เดินมาถึงที่พักซึ่งสามารถมองเห็นซุ้มประตูญี่ปุ่นเมื่อกี้ได้


    ตอนนั่งรอ Check-in เราไม่มีไรทำ...ก็เลยออกไปเดินรอบๆ บริเวณนั้นคนเดียว แบบสำรวจว่ามีอะไรบ้าง ความจริงก่อนออกมาข้างนอก...เราก็เอาแผนที่ไปให้พนักงานต้อนรับดูเพื่อถามหาวัดเสาแดงด้วยว่าอยู่ที่ไหน...เผื่อเราจะได้ไปเที่ยวได้ คือถ้ามาเกียวโตควรได้มาเที่ยววัดนี้ด้วย...ที่มีเสาแดงเยอะๆ แต่จากแผนที่คือไกลมากๆ แบบถ้าไปเองคงไม่มีปัญญาไป...ต่อให้นั่งรถไฟไป...ดูจากแผนที่ก็คือไกลมากๆ

    เดินออกจากโรงแรมก็เดินไปฝั่งขวามือ...ก็เดินไปตามทางเรื่อยๆ....ดูบ้านเรือนรอบๆ...เดินไปได้สักพักจนสุดถนนที่เราคิดว่าเดินมาไกลพอแล้วก็เดินกลับโรงแรม...




    เดินย้อนกลับมารอ Check-in ที่โรงแรมต่อ โรงแรมนี้มีบ่อน้ำร้อนด้วย แต่ที่ฟังจากคนอื่น....คือถ้าจำไม่ผิด....ถ้าใครมีรอยสักห้ามเข้าบ่อน้ำร้อน แต่เราไม่คิดลองแช่เพราะเหมือนต้องแก้ผ้ามั้ง ถึงบ่อมันจะแยกชาย - หญิง แต่ก็เหมือนต้องแช่รวมกับคนอื่นๆ อยู่ดี



    พอเรา Check-in กันแล้ว...ก็ออกไปข้างนอกกัน เพื่อหาอะไรทานและไปสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ของเกียวโต...ซึ่งเราก็ไม่รู้พวกเขาไปไหนแค่เดินตามคนนำทริปไป...



    เดินมาถึงร้านอาหารหนึ่ง....ก็เริ่มต้นมื้ออาหารแรกของเกียวโต...



    หลังทานอาหาร..เราก็ออกเดินตามทางกันไปเรื่อยๆ...เริ่มจากเดินไปที่ป้ายรถเมล์มั้ง...




    เดินมาถึงป้ายรถเมล์หนึ่ง ก็มีการสอบถามเส้นทางกับผู้หญิงกลุ่มนี้ ซึ่งการใส่กิโมโนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นปกติหรือเขาอาจไปงานอะไรก็ได้...


    ตอนรอรถเมล์...เราก็มองไปรอบๆ ก็เจอบ้านหรือสิ่งก่อสร้างแบบโบราณ แต่ไม่รู้ว่าสถานที่นี้คืออะไร


    พอรถเมล์มา...เราก็ขึ้นรถไปพร้อมๆ ผู้หญิงกลุ่มนั้น....ก็นั่งรถเมล์กันไป ส่วนสาวๆ ชุดกิโมโนอยู่ด้านหน้า


    นั่งรถเมล์กันไปไกลเหมือนกัน สุดท้ายเราก็มาถึง "วัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji)" หรือวัดที่มีศาลาสีทองที่มีชื่อเสียงของเกียวโต


    เดินกันเข้าไปด้านในก็เจอวัดสีทองอยู่ตรงสระน้ำขนาดใหญ่


    ศาลเจ้าและสิ่งก่อสร้างบริเวณรอบๆ...แม้เป็นญี่ปุ่น...เราก็ไปยืนขอพรได้...



    ออกจาก  "วัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji)" เราก็เดินทางต่อไปที่ "Ryoanji Temple" ซึ่งทางเข้าต้องเดินผ่านทะเลสาบ มีพี่คนหนึ่งบอกมาดูเป็ด...แล้วเราก็ออกเดินทางต่อไปที่ "Ryoanji Temple"



    เดินขึ้นบันไดไปด้านบน..ซึ่งตอนเข้าไปในวัดต้องถอดรองเท้าก่อน...


    จุดเด่นของวัดนี้ก็คือสวนหินเก่าแก่สร้างตามแบบฉบับนิกายเซน....ซึ่งถ้าไปนั่งคนเดียวหรือไม่กี่คน..จะรู้สึกถึงบรรยากาศที่สงบมาก...เหมาะแก่การพักผ่อนสงบจิตใจ...แค่นั่งดูหินและก้อนกรวดในสวนเงียบๆ


    ตอนนั่งมองสวนก็รู้สึกถึงความสุขสงบ....ก็คิดว่าถ้าแถวบ้านมีแบบนี้คงสงบ...นั่งเงียบๆ คนเดียวแล้วมีหนังสือสักเล่มคงจะสบายใจ รู้สึกผ่อนคลาย..แต่ในความเป็นจริงเพราะเป็นวัดที่ดัง แต่แม้สวนจะดูสุขสงบ แต่นักท่องเที่ยวก็เยอะ



    ส่วนด้านในอาคารก็มีพื้นที่โล่งเยอะมาก และมีตู้จะเก็บพวกเอกสารหรือข้อความภาษาญี่ปุ่นเรียงราย



    พอออกจาก "Ryoanji Temple" เราก็ออกเดินทางกันต่อ...


    พวกเราเดินไปรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์แล้วเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป...


    ลงจากรถเมล์ก็ไปต่อรถไฟใต้ดิน...


    แวะมาที่โรงแรมแห่งหนึ่ง น่าจะมาเจอแฟนอาจารย์ที่นี่ และอาจารย์ก็จองที่พักเพราะคืนนี้อาจารย์ไม่ได้พักกับเรา...เพราะที่เกียวโตเหมือนเราจองที่พักสำหรับแค่พวกเราไม่ได้จองให้อาจารย์...อาจารย์ก็เลยมาจองที่พักที่นี่เอง...คือนานแล้วอาจจำไม่ค่อยได้...แต่น่าจะเป็นแบบนี้...ส่วนเราก็จองที่พักที่เกียวโตแค่ 1 คืนเหมือนกัน...ส่วนคืนพรุ่งนี้ต้องหาที่พักอื่น...


    พวกเราเดินทางต่อด้วย Taxi ไปยังร้านอาหารที่อาจารย์นัดเจอกับเพื่อนอาจารย์เอาไว้ โดยแบ่งนั่ง Taxi 3 คัน ซึ่งเราคิดหนักถ้าต้องจ่ายแม้หารกัน 4 คน เพราะมีคนบอกว่า Taxi ที่ญี่ปุ่นแพง เราไป Taxi คันแฟนอาจารย์ ซึ่งปรากฏตอนลงรถ แฟนอาจารย์จ่ายให้ทุกคนในรถด้วย คือเราไม่ค่อยมีเงินไง...ก็โชคดีไป ส่วนคนที่ไปรถคันที่อาจารย์นั่ง...ก็เหมือนอาจารย์จ่ายให้...ส่วนอีกคัน...จ่ายกันเอง...ประมาณนี้แหละ


    เดินทางมาถึงร้านอาหารหนึ่ง...ทานอาหารกับเพื่อนอาจารย์ที่เป็นคนญี่ปุ่น ลาภปากจริงๆ เพราะไม่มีปัญญาจ่ายแบบมื้อเมนูแบบนี้...ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตกับมื้ิออาหารญี่ปุ่นลักษณะนี้แล้วกัน...


    มื้ออาหารคือเขาจะเสิร์ฟเป็นจานๆ พอทานเสร็จจานหนึ่งก็รอให้เขามาเก็บและเสิร์ฟจานใหม่...





    พอทานเสร็จ....พวกเราก็ถ่ายภาพรวมหมู่ เหมือนเพื่อนอาจารย์คนนี้จะเป็นคนเลี้ยงมั้ง...ความจริงเพื่อนอาจารย์เขาแจกนามบัตรด้วยแต่หายไปแล้ว....


    ความจริงเหมือนหายไปแล้ว...นามบัตร...แม้จำได้ว่าตอนที่เรารื้อเอกสารเก่าๆ พวกโบรชัวร์ หรือนามบัตรเก่าๆ ที่ได้มาจากทริปนี้...เราเหมือนเจอนามบัตรนี้แต่ไม่ได้ถ่ายภาพไว้....ตอนมาพิมพ์ตอนนี้ครั้งแรก..พยายามหานามบัตรก็ไม่เจอ...ก็คิดว่าคงหายไปแล้ว...จนเมื่อกี้ที่มาพิมพ์แก้ข้อความอีกรอบ...ลองไปหาใหม่....อยู่ๆ ก็หาเจอซะงั้น...ก็คิดว่าอาจจะใช่นามบัตรของอาจารย์คนนี้ก็ได้...แม้ไม่แน่ใจ...แต่ลองเอาชื่อไปเสิร์จ Google...ก็ขึ้นภาพบุคคลนี้ขึ้นมา...คือผ่านมา 6 - 7 ปีแล้ว...ก็ไม่แน่ใจว่าใช่มั้ยแต่ก็คล้ายๆ อยู่.....

    ***เอกสารเยอะมาก...ได้มา..เขาแจกก็เก็บๆ มาหมด...เป็นที่ระลึก...***





    ตอนเดินอกจากร้านก็เดินออกมาพร้อมกัน เพื่อนอาจารย์ก็เหมือนชี้นั่นชี้นี่ ดูเมือง แต่พูดเป็นภาษาอังกฤษ เราก็ฟังไม่ออก แต่คนที่เกียวโต ก็เห็นใส่ชุดยูกาตะหรือกิโมโนเป็นปกติทั่วไป....เดินมาถึงจุดนึงน่าจะแถวถนนใหญ่ เพื่อนร่วมทริปบางคนก็มีการสอบถามเส้นทางกับอาจารย์ญี่ปุ่นท่านนี้...ความจริงจำไม่ได้หรอก...ดูจากรูปที่ถ่ายมาแค่นั้น....



    หลังบอกลาเพื่อนอาจารย์ เราก็แยกย้ายจากอาจารย์แล้วเดินทางกลับที่พัก



    ในการจองที่พักที่โรงแรมนี้ พวกเราคุยกันตั้งแต่จองที่พักผ่าน Agoda ที่เมืองไทยแล้วว่าอยากนอนแบบญี่ปุ่นที่เป็นผ้าปูนอนกับพื้นก็เลยเลือกพักที่นี่กัน...คืนนี้เรานอนกับแบท..ส่วนหอมนอนกับคริสติน่า ความจริงแบทสนิทกับหอม แต่เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ นอนกับคริสติน่าคงลำบาก...อึดอัดกันป่าวๆ


    ที่นี่มีชุดไว้ใส่นอนแบบเสื้อคลุมที่คนญี่ปุ่นเขาใส่ด้วย คนอื่นเขาใส่กัน เราก็เลยใส่บ้าง ซึ่งก็ใส่ทับชุดนอนของเรา เพราะอากาศหนาวแม้อยู่ในห้อง คนอื่นๆ ก็ใส่ทับชุดนอนตัวเองกันไป


    ตอนดึกๆ พวกพี่ๆ ก็มานั่งสังสรรค์ที่ห้อง ก็มี 6 คน เรา, แบท, พี่จี๊ด, พี่เต๋า และ 2 พี่ป๊อป...


    ตอนพวกพี่คนอื่นมานั่งสังสรรค์...นั่งด้านล่าง...เราก็ขึ้นไปนั่งที่ขอบๆ หน้าต่างแทน ซึ่งเป็นที่ที่ดีมาก แต่ไม่มีปัญญาทำขอบที่นั่งริมหน้าต่างแบบนี้ที่บ้านตัวเอง...ที่เราสามารถขึ้นไปนั่ง...วางผ้าปู...วางหมอนแล้วพักผ่อนอ่านหนังสือได้...



    สังสรรค์กันสักพักก็แยกย้ายกันกลับไปนอน....เพื่อเตรียมพร้อมเดินทางกันต่อพรุ่งนี้




    22 ตุลาคม 2556

    ตื่นตั้งแต่เช้าเพราะวันนี้ต้องหาที่พักและท่องเที่ยวต่อ เพราะที่พักที่เกียวโตเราจองแค่ 1 คืน วันนี้เราจะอยู่ต่ออีก 1 คืนก็เลยต้องหาที่พักใหม่...วันนี้แยกย้ายกับพี่จี๊ดและคริสติน่าด้วย ไม่แน่ใจพวกเขาไปรวมตัวพักที่เดียวกับอาจารย์ยุ้ยมั้ยคืนนี้ เพราะจะกลับเมืองไทยพร้อมกันน่าจะคืนนี้ไม่ก็พรุ่งนี้เช้า ส่วนพวกเราที่เหลืออีก 6 คนจะไปโตเกียวต่อ


    หาที่พักใหม่ก็เสิร์จหาใน Agoda ก็เจอที่ที่พักแบบแนวญี่ปุ่นๆ ก็เลยจะเดินทางไปที่นั่นกัน แล้วพวกเราก็เดินลากกระเป๋าตามกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอป้ายรถเมล์



    จากในภาพไม่แน่ใจรอรถเมล์ป้ายนี้มั้ย แต่เหมือนเราเดินกันต่อไป ถ้าดูเวลาที่ถ่ายภาพรูปต่อๆ มา เวลามันห่างกันนิดเดียว ดังนั้นน่าจะเดินกันต่อไป



    เดินลากกระเป๋ากันไปเรื่อยๆ ก็เดินกันไปไกลเหมือนกันเพื่อมารอรถเมล์เพื่อเดินทางสู่จุดหมายต่อไป


    ลงจากรถเมล์ เราก็เดินกันต่อ ก็เดินกันไปไกลแต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงโรงแรมที่หมายตาไว้ที่เป็นแบบญี่ปุ่น ตอนนั้นพอเดินผ่านโรงแรมหนึ่งก็คือเหนื่อยกันแล้ว พี่เต๋าบอกโรงแรมนี้มั้ย...ก็เลยแวะพักโรงแรมนี้เลยแล้วกัน คือก็แพงแหละ ไม่แน่ใจค่าห้อง 20,000 เยนมั้ย แต่จำได้น่าจะจ่ายไป 10,000 เยน หารกับพี่ที่พักด้วยแบบ 2 คนต่อห้อง แพงมาก แต่ไม่มีทางเลือก


    ตอนไปถึงก็คือยัง Check-in เข้าห้องไม่ได้ แต่พวกเราต้องเดินทางท่องเที่ยวกันต่อ ก็เลยฝากกระเป๋าไว้ที่ Lobby แบบกองรวมๆ กันแล้วพนักงานก็เอาตาข่ายมาคลุมไว้

    ออกจากโรงแรมก็เดินออกมาฝั่งตรงข้ามไม่แน่ใจคือปราสาทหรือวัดอะไร แต่มีขบวนแห่พอดี พวกเราเลยเดินเข้าไปดู ซึ่งคนเยอะมากๆ แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีเพราะไม่รู้ว่ามีขบวนแห่วันนี้ เราแค่ผ่านมาแต่อยู่ๆ ก็ได้มาดูขบวนแห่ของจริง

    ***ถ้าเอาชื่อโรงแรมไปเสิร์จหาดู ปราสาทที่อยู่ตรงข้ามโรงแรมคือ "Kyoto Imperial Palace"...และเมื่อลองค้นข้อมูลต่อ...ขบวนแห่นี่น่าจะเป็น "Jidai Matsuri" ซึ่งจะจัดทุกวันที่ 22 ตุลาคมของทุกปี***


    เดินเข้ามาในบริเวณด้านใน...คนก็เยอะมาก...ก็มองหาที่ยืนดูและหม่ำไอติมรอขบวนแห่


    ขบวนแห่แบบญี่ปุ่น ขบวนใหญ่และคนเยอะมาก


    พยายามหาที่สูงๆ ยืนดู เพราะยืนที่พื้นข้างหลังโดนคนอื่นบังหมด ก็หาเป็นเสาไรที่อยู่แถวนั้น ก็ไปยืนๆ ดูจะได้เห็นชัดๆ....ความจริงเสาพวกนี้ก็มีคนยืนเต็ม...แต่ลองหาๆ ดู...พอมีคนลง...เราก็ไปยืนแทน..จะได้เห็นชัดๆ แล้วถ่ายภาพ...

    ขบวนแห่ที่สวยงามและยาวมากๆ...ใช้จำนวนคนในขบวนแห่อย่างเยอะ....ยืนดูไปสักพักก็ยังมีเดินออกมาอีกเรื่อยๆ...




    เราก็ยืนบนเสาต้นเล็กๆ ที่ทำให้เราที่อยู่หลังๆ ได้มองเห็นชัดๆ หลายคนก็ขึ้นไปยืนถ่ายภาพหรือนั่งพัก ถ้าใครยืนแล้วลงจากเสาก็คือเสียเสา คนอื่นมายืนแทน....แต่ก็ได้ดูมาเยอะพอควร พอคนอื่นๆ นัดรวมตัวเพื่อไปที่อื่นต่อ...เราก็ต้องออกจากจุดนี้ไป...


    ตอนเดินๆ กันออกไป ก็มีหาดูมุมอื่น ที่ทำให้เห็นใกล้ขึ้นไปด้วย


    บรรดาตากล้องที่เอาบันได้เล็กๆ ส่วนตัวมาเพื่อถ่ายภาพ


    เดินออกมาด้านนอกก็มีขบวนแห่เช่นกันซึ่งก็คงออกมาจากด้านใน




    คนอื่นๆ ก็ศึกษาแผนที่เพื่อการเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป....ส่วนเราแค่ผู้ตามอย่างเดียว...


    ขบวนแห่ก็ยังดำเนินต่อไป...น่าสนใจมาก ตอนรอๆ คนอื่นตัดสินใจในการเดินทาง หรือตอนเดินๆ ไปยังป้ายรถเมล์ก็คอยมองๆ...คือขบวนสวยมาก...ดีที่เราได้มาวันที่เขามีงานพอดีก็เลยได้เห็นขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้...และบังเอิญมากที่ได้มาตรงนี้ด้วย...เพราะถ้าเราพักที่เก่าคงไม่ได้เห็นขบวนแห่นี้...




    นั่งรถเมล์ไปยังสถานที่ต่อไป


    ลงรถเมล์แถวๆ จุดหมาย พวกเราก็แวะทานอาหารก่อนเดินขึ้นไปบนวัด



    หลังทานอาหารเสร็จ ก็เดินทางขึ้นไปบนวัดซึ่งก็ผ่านพวกร้านค้าที่เรียงรายกัน 2 ข้างทาง...คนก็เยอะมากๆ....เพราะวัดนี้เป็นวัดดังของเกียวโตด้วย...


    เราก็เดินดูร้านขายของที่ระลึก เพราะต้องซื้อฝากพวกเพื่อนร่วมงานด้วยตามมรรยาท แม้เราจะไม่มีเงินก็เถอะ ก็ต้องซื้อไปบ้างอยู่ดี.....



    เดินขึ้นมาถึงบน "Kiyomizudera Temple หรือ วัดน้ำใส"



    พวกเครื่องรางของขลัง ซื้อมาแต่ไม่รู้หายไปไหนแล้ว ก็มีซื้อฝากคนในครอบครัวและคนอื่นๆ ด้วยแต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าซื้อฝากใครบ้าง...แต่ก็ตามมรรยาทและการระลึกถึงอยู่ดี...


    บนวัดคือคนก็เยอะเพราะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของเกียวโตที่นักท่องเที่ยวควรจะได้มาชม...และคงเป็นวัดที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็นิยมมาเช่นกัน


    เรามาถึง "Kiyomizudera Temple หรือ วัดน้ำใส" ช่วงพระอาทิตย์เริ่มตกพอดี ก็เลยได้แสงสวยๆ ยามเย็นกลับไป


    ตอนค่ำๆ พวกเราก็ออกจาก "Kiyomizudera Temple หรือ วัดน้ำใส"...ระหว่างทางที่ลง...คนก็ยังเยอะตรงร้านขายของข้างทาง อาจจะเป็นกลุ่มคนที่ลงจากวัดส่วนหนึ่ง....


    ตอนมารอรถเมล์คือแถวยาวมากก็ยืนต่อแถวกันขึ้นรถเมล์..คือเป็นแถวรอรถเมล์ที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยยืนรอ....แปลว่าจุดนี้คือคนเยอะมากจริงๆ


    ระหว่างรอขึ้นรถเมล์ คนนำทริปก็ดูแผนที่บ้าง คุยกันบ้าง....


    ขึ้นรถเมล์มาลงกันที่ "Kyoto station"


    ขึ้นรถไฟไปยังจุดหมายต่อไป.....


    พวกเราเดินทางมาที่ "Fushimi Inari Taisha หรือวัดเสาแดง" ที่เราอยากมาแต่มาเองไม่ได้ ก็ดีที่ได้มาเพราะไม่รู้จะได้มาเกียวโตอีกเมื่อใด





    "วัดเสาแดง" มีเสาที่เรียงรายเยอะมาก ซึ่งเราคงเดินไปไม่ถึงยอด...ก็เดินเท่าที่ได้นิดๆ หน่อยๆ...แล้วก็ออกเดินทางกลับไปที่ "Kyoto station" ซึ่งก็จะมีตารางเวลารถไฟเข้า - ออก...ว่าต้องรอประมาณกี่นาที




    เดินทางไม่ถึง 15 นาที (จากเวลาในภาพถ่าย เพราะความจริงจำไม่ได้) ก็มาถึง "Kyoto station"


    เราก็ไม่ทราบจะไปไหนกันต่อ...คนนำทริปของเราก็ดูแผนที่อีกครั้งที่ป้ายรถเมล์เพื่อหาจุดหมายปลายทางต่อไป หรือจะขึ้นรถเมล์สายไหนดี


    พวกเรานั่งรถเมล์ไปยังจุดหมายต่อไป


    บนรถเมล์ก็มีราคาตั๋วรถแปะไว้หรือแสดงที่หน้าจอตรงส่วนด้านหน้า ที่เห็นว่าราคาแพงกว่าน่าจะเป็นราคาผู้ใหญ่ ส่วนที่ถูกกว่าน่าจะเป็นของพวกเด็กนักเรียน


    หลังจากลงจากรถเมล์ พวกเราก็เดินต่อไป ตอนเดินๆ ก็จำได้ว่ามีคนส่งไลน์รูปงานเกี่ยวกับการจัดแสง หรือพวก Lighting design มา...ซึ่งน่าจะเป็นพี่จี๊ดหรือคริสติน่าส่งมาก็ได้ คืองานนี้...ถ้าจำไม่ผิดอาจารย์ที่เลี้ยงข้าวเย็นเมื่อวานเป็นคนจัดงานนี้หรือมีส่วนของผลงานที่นำมาจัดแสดงในงานนี้ก็ได้มั้ง จากรูปที่เห็นเมื่อนานมาแล้วแหละ...ก็จะเป็นแบบพวกงานศิลปะแล้วจัดแสงใส่เข้าไป ซึ่งความจริงเหมือนพวกเราน่าจะไปงานนี้ แต่เราไป "วัดเสาแดง" กันก็เลยไม่ได้ไปหรือไปไม่ทันก็ได้....จุดหมายต่อไปของเราก็คือเดินไปหาร้านนั่งทานข้าวเย็นกัน



    รถ Taxi ที่มีป้ายรูปหัวใจด้านบน


    นัดเจอกับพี่จี๊ดและคริสติน่าที่ไหนสักแห่ง จำไม่ได้แต่เจอกันระหว่างทาง แต่วันนี้ทั้ง 2 คนไม่ได้นอนกับพวกเราเพราะเขาจะไปนอนกับอาจารย์ยุ้ยที่โรงแรมสักแห่งมั้ง เพราะต้องบินกลับเมืองไทยพรุ่งนี้ ส่วนพวกเราที่เหลือที่จะโตเกียวกันต่อ


    เดินทางกันต่อไปแถวๆ ไหนสักแห่งในเกียวโตนี่แหละ


    เจอรถที่มีป้ายรูปหัวใจด้านบนอีกคัน


    คนอื่นๆ ในทริปก็เดินเข้าร้านนั้นร้านนี้อาจจะหาของฝากกลับบ้านก็ได้ เราก็เดินๆ ตามไปดูร้านขายของในเกียวโตด้วยว่าเป็นอย่างไร....แต่ไม่ซื้ออะไรทั้งนั้น...ไม่มีเงิน...ของฝากก็ซื้อไปแล้วตามมรรยาท..



    ดื่ม Coke รอคนอื่นๆ ที่ซื้อของแถวด้านหน้าร้าน ส่วนเราไม่มีเงิน


    หลังคนอื่นๆ ดูของจนพอใจแล้วก็เดินไปหาร้านทานข้าวเย็นกัน...ระหว่างทางก็เจอสิ่งที่น่าสนใจ



    เดินไปเรื่อยๆ ก็เลือกได้ร้านนึงสำหรับมื้อเย็นวันนี้....พวกคนอื่นๆ ก็เลือกสั่งอาหารกันไป..เรายังไงก็ได้ ร้านนี้ก็มีเมนูอาหารเยอะเหมือนกัน



    มีพี่สักคนสั่งซูชิชุดใหญ่มา คนอื่นๆ ก็มาถ่ายภาพและทานกัน...


    บรรยากาศร้านตรงส่วนหน้าห้องครัว...


    ตอนทานๆ กันเสร็จ ก็เริ่มมาหาที่พักที่โตเกียวกัน เราก็บอกไม่ค่อยมีเงิน เผื่อจะได้หาที่พักแบบถูกๆ...พี่ป๊อป (คล้ำ) ก็หาใน agoda จากมือถือ แล้วก็จองผ่านมือถือนั่นเอง ก็เหมือนให้พี่เขาจ่ายผ่านบัตรไปก่อน แล้วพอกลับเมืองไทยก็ให้พี่เขาคิดราคามา เราจะโอนเงินคืนให้ คืองบที่คณะให้มา 30,000 บาท (เงินค่าเทอมอ่ะแหละ) เขาจ่ายค่าเครื่องบินให้แล้ว แต่ที่พักคือรอให้กลับเมืองไทยก่อน...ค่อยโอนให้ ก็ที่เหลืออีกประมาณหมื่นนึงเพราะค่าเครื่องบินเกือบ 20,000 บาทแล้ว ก็คือแพงแต่ก็ถูกเท่าที่น่าจะหาได้ในตอนนั้น ดังนั้นที่พักที่จองๆ ไปก็หักผ่านบัตรพี่บางคนที่ออกไปก่อน พออยู่ที่เมืองไทย ให้พี่ที่ออกไปก่อนคิดเงินมาแล้วเราก็โอนคืนให้.....จำได้ตอนที่หาที่พักเหมือนมีคุยๆ กันว่า...ถ้ามีคนรู้จักแบบท้องถิ่นที่โตเกียวก็จะรู้ว่าที่พักราคาประมาณนี้ที่เราเจอใน agoda....แล้วเราจะได้ห้องพักแบบนี้ ทำเลตรงนี้...แต่ถ้าคนท้องถิ่นช่วย...เราอาจหาที่พักที่ราคาประมาณนี้..แต่ห้องพักโอเคขึ้น...ทำเลดีขึ้นให้เราก็ได้

    หลังออกจากร้านคืนนั้น พี่เต๋ากับพี่ป๊อป (ขาว) ก็แยกไป เหมือนเอาเบียร์หรือไวน์ไปด้วย 1 ขวด ที่เหลือก็กลับที่พัก เดินกันไปเรื่อยๆ ตามทาง...กลับโรงแรม...


    พอมาถึงที่พักก็ Check-in และเอากระเป๋าที่ฝากวางไว้ที่ Lobby ขึ้นห้อง...พี่ป๊อป (ขาว) กับพี่เต๋าไม่อยู่ คนอื่นๆ ก็ช่วยถือกระเป๋าขึ้นไปให้ไว้ในห้อง....


    เราก็มานั่งดู TV สักพักแล้วเข้านอน...จำได้ใน TV ก็มีข่าวงานเทศกาลที่มีขบวนแห่วันนี้ด้วย...และขอพูดถึงห้องน้ำหน่อย นอกจากที่โอซาก้าที่ห้องน้ำกว้างพอประมาณ มีอ่างอาบน้ำ ที่เกียวโตเหมือนห้องน้ำจะแคบ จำไม่ค่อยได้ ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แต่แคบ โดยเฉพาะที่พักที่แล้วที่เรานอนพื้นแบบญี่ปุ่นกัน เหมือนขยับตัวก็ชนๆ อ่างล้างหน้า...เสียดายไม่ได้ถ่ายภาพไว้...

    ตอนมา Check-out มีเรื่องเล่าว่าพี่เต๋ากับพี่ป๊อปหอบเบียร์หรือไวน์และมีแก้วไป 1 ใบมั้ง เจอสาวๆ ก็รินส่งให้ แต่ไม่รู้จริงมั้ย....ส่วนตอน Check-out ออกจากที่พัก....มีหารค่า pocket wifi ด้วย แต่เราไม่ได้จ่ายเพราะมือถือเราใช้เนตไม่ได้ รุ่นห่วยแตกตามสภาพเงินที่มี

                        .............................จบวันที่ 21 และ 22 ตุลาคม 2556.............................
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in