Midnight Thought (ทูคิมดง)myephemeralmind
Ficlet: วันของเดี่ยว
  • Note: จากจอยลดาเรื่อง “วันของเดี่ยว”

    เดี่ยว-ดงฮัน/เดย์-ดงฮยอน/บิล-ฮยอนบิน/ย้ง-ยงกุก/เกี๊ยว-ซังกยุน/พี่เคน-เคนตะ/พี่โน่-โนแทฮยอน/วี-แดฮวี








    “และกิจกรรมที่เราจะทำต่อไปก็คือ เต้นสันจ้า”



    เดี่ยวขมวดคิ้วหลังจากได้ยินเสียงที่ตะโกนผ่านไมค์ของรุ่นพี่ที่แต่งกายดูจัดเต็มกว่าใครในที่แห่งนั้น บรรดารุ่นพี่ที่ยืนล้อมกันบนโต๊ะไม้ที่ต่อเป็นแสตนด์ล้อมรอบพากันตะโกนบอกให้เด็กปีหนึ่งในสีชุดชมพูยืนขึ้นแล้วล้อมกันเป็นวงกลมหันหน้าเข้าหากันสองวง บ้างก็มามายืนแทรกระหว่างน้อง



    ร้อน



    อากาศในเมืองไทยไม่ว่าเวลาไหนก็ร้อน กลางเดือนมิถุนายนที่เข้าสู่หน้าฝนแล้วก็ยังร้อน ยิ่งยืนเบียดกับคนอื่นก็ยิ่งร้อน



    เสียงเพลงสันทนาการดังขึ้น รุ่นพี่ที่ยืนข้างเขาเริ่มวาดลวดลายการเต้น ทว่าเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งมาวันเฟิร์สเดทอย่างเขาจะเต้นเป็นได้อย่างไร แม้ว่าเพื่อนคนอื่นของเขาอย่างพวกบิล ย้ง หรือเกี๊ยวที่มาจากโรงเรียนเดียวกันนั้นสุดแสนจะเรียนรู้ไว หลายคนพยายามเต้นตามพี่ หลายคนดูสนุกสนานกับกิจกรรม แต่ไม่ใช่เดี่ยว



    เดี่ยวพยายามแล้ว ในการยกแขนขึ้นลงตามจังหวะเพลง ตรงไหนให้หมุนก็หมุน ขยับไปทางซ้ายเรื่อยๆให้เวียนไปเจอเพื่อนใหม่ๆก็ทำแล้ว แต่อากาศมันร้อน ร้อนจนเดี่ยวนึกโมโหว่าทำไมดาวโลกต้องยอมเป็นดาวเคราะห์บริวารของดวงอาทิตย์ จนเมื่อการขยับไปทางซ้ายอีกหนึ่งก้าวของเขาตรงกับที่ใครคนหนึ่งในฝั่งตรงข้ามขยับมาทางขวาของเขาพอดี



    เดย์



    ชื่อนี้เขียนบนป้ายคล้องคอของคนตรงหน้าที่กำลังยิ้มแย้ม ในตอนนั้นเองที่เดี่ยวได้เข้าใจว่าทำไมดาวโลกถึงต้องยอมเป็นดาวเคราะห์บริวารของดวงอาทิตย์



    ดวงอาทิตย์ที่ชื่อเดย์ไม่ได้ร้อนเหมือนดาวฤกษ์ขนาดยักษ์บนท้องฟ้าที่เขาเคยนึกก่นด่า แต่กลับสว่างไสวน่ามอง และทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเขาเต้นแรงขึ้นมา



    น่ารักชิบหาย



    เกิดความร้อนแถวผิวแก้มที่ไม่ใช่เพราะอากาศหรือการขยับร่างกาย

    แม้จะขยับไปทางซ้ายจนหลุดพ้นจากวงโคจรของกันไป แต่เดี่ยวก็ไม่อาจลืมรอยยิ้มของเพื่อนใหม่ในคณะที่ชื่อเดย์ได้เลย







    “มึง ไปอาฟเตอร์กันป่ะ”



    บิล เพื่อนหน้าตี๋ที่สูงที่สุดในกลุ่มเปิดประเด็นขึ้นมา ในตอนที่เดี่ยวและผองเพื่อนกำลังล้อมวงถกกันว่าเสร็จจากกิจกรรมรับน้องจะกลับเลยหรือไม่



    “คือไรวะ” เดี่ยวเป็นคนถามกลับ



    “แดกเหล้า เขาบอกว่าปีหนึ่งฟรี ร้านอยู่แถวๆนี้เอง” คนชวนอย่างบิลอธิบายเสริม “ถ้าไปก็อยู่เล่นที่คณะก่อน เดี๋ยวสักสองสามทุ่มพี่เขาจะพาไปที่ร้าน”



    “กูขอบายนะไม่ใช่ทาง” เป็นย้ง เพื่อนหน้ามึนที่ในหัววันๆมีแค่เรื่องของแมว (ที่ไม่ใช่ชื่อหมาคณะ) กับเรื่องการมาทำกิจกรรมของคณะอย่างกระตือรือร้น



    “เรื่องของมึงครับ กูไป เกี๊ยว เดี่ยว มึงไปเหมือนกูช่ะ”



    “ไปดิวะ เหล้าฟรี” ไอ้เกี๊ยวหัวเราะอย่างอารมณ์ดีจนเห็นฟันเกือบครบทุกซี่พร้อมกับตาที่หยีขึ้น เดี่ยวพยักหน้าแทนคำตอบ



    คณะของพวกเขามีรับน้องหลายวัน วันนั้นเป็นวันที่สองของกิจกรรมทั้งหมด โดยปกติแล้วเมื่อเสร็จจากกิจกรรม ในตอนเย็นถ้าใครยังไม่อยากกลับที่คณะก็จะมีรุ่นพี่มาล้อมวงพาเล่นเกมเพื่อเป็นการทำความรู้จักกัน หรือบ้างก็เล่นเพื่อความสนุกสนาน



    ในวันแรกของการรับน้อง เดี่ยวกลับหอไปนอนพักทันทีเพราะกิจกรรมนั้นได้สูบพลังงานชีวิตเขาไปหมดแล้ว แต่วันนี้ที่จะอยู่เพื่อรอไปอาฟเตอร์ เขาจึงโดนเหล่าเพื่อนตัวดีลากไปเล่นตามวงต่างๆ ซึ่งหลายวงก็เป็นเกมที่ต้องวิ่งไล่จับซะส่วนมาก



    จนมาถึงวงที่สามกับเกมรักไม่รัก



    “เกมนี้ก็ง่ายๆ” เป็นพี่เคน พี่จากโรงเรียนเก่าของพวกเดี่ยวที่เป็นคนอธิบาย “ใครอยู่กลางวงก็เดินไปหาเพื่อน ถามเขาว่ารักเรามั้ย ถ้าเขาบอกว่ารัก สองคนซ้ายขวาของคนตอบต้องสลับที่กัน ตอนนั้นเราต้องวิ่งไปแทรกให้ทัน ถ้าเขาตอบว่าไม่รัก ถามเขาว่ารักอะไร เช่น รักคนใส่กางเกงยีนส์ คนใส่ยีนส์ก็ต้องวิ่งสลับที่กัน เก็ทเนอะ”



    เมื่อเกมเริ่ม เหมือนเป็นเวรกรรมของเดี่ยวที่โดนแทบทุกคำตอบให้ต้องวิ่งสลับไปมา แต่ด้วยความว่องไวทำให้เขาไม่เคยต้องอยู่กลางวง



    แต่ที่น่าตลกคือ เพื่อนคนนั้น คนที่ชื่อเดย์น่ะ คราวนี้ออกมาอยู่กลางวง



    เดย์กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนที่ดวงตากลมโตนั้นจะมาหยุดที่เขา เดี่ยวรู้สึกว่าตัวเองเผลอกลั้นหายใจเมื่อเพื่อนคนนั้นก้าวมาตรงหน้า เจ้าตัวฉีกยิ้มแหยๆ



    “โทดที ชื่อไรนะ”



    เดี่ยวก้มลงมอง นึกขึ้นได้ว่าตัวเองถอดป้ายชื่อเก็บไปแล้ว



    “เดี่ยว” เขาตอบไปสั้นๆ ควบคุมตัวเองให้ไม่มีพิรุธ แต่เหมือนมีสายตาจากเพื่อนเวรๆที่หรี่มองราวจับผิดอยู่



    “โอเค เดี่ยว” เดย์ทวน กลับมาฉีกยิ้มกว้างอีกครั้ง “เดี่ยว เดี่ยวรักเราป่าว”



    ประโยคจากในเกมที่ทำให้เดี่ยวถึงกับแข้งขาอ่อนไปดื้อๆ เพื่อนของเขากำลังยิ้มล้อเลียนเต็มที่ ถ้าไม่เกรงใจคนตรงหน้าเดี่ยวจะยกนิ้วกลางส่งให้ไปแล้ว แต่ที่เขาต้องทำคือตอบไป



    “ม...ไม่รักครับ”



    “อ่าว แล้วเดี่ยวรักใคร”



    คนที่ยิ้มสวยครับ มโนสำนึกของเดี่ยวกู่ร้อง แต่สมองเขาสั่งการให้ตอบอย่างอื่นไป



    “รักคนใส่เสื้อสีแดงครับ” สิ้นสุดคำตอบ คนสีแดงที่มีในวงจึงต้องวิ่งสลับที่กัน ในวงนั้นมีเพียงแค่เพื่อนของเขาเท่านั้นเพราะนัดกันใส่มา และใช่ เดี่ยวเองก็ใส่มาเหมือนเพื่อนเขาจึงต้องวิ่งไปสลับด้วย ครั้งนี้เดี่ยววิ่งไปถึงช้ากว่าเพื่อนที่สลับที่กันเองเรียบร้อย เดี่ยวจึงได้ออกไปอยู่กลางวง แต่เดย์ก็ได้วิ่งเข้าไปแทนตำแหน่งเมื่อสักครู่ของเขา



    หัวใจของเดี่ยวทำงานหนักอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะวิ่ง แต่เพราะได้คุยกันเป็นครั้งแรก





    ชายหนุ่มที่วันๆในหัวไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าภาพยนตร์ เพลง และเพื่อนมีอีกเรื่องเพิ่มเข้ามา



    เรื่องของคนที่ชื่อเดย์





    “อ่ะมอง มองเก่ง”



    บิลที่นั่งขัดสมาธิข้างๆเขาเขยิบเข้ามาแซวในระหว่างที่เด็กปีหนึ่งในคณะกำลังล้อมวงประชุมเรื่องงานรุ่น เดี่ยวตอบกลับด้วยศัพท์ค.ควาย 1 พยางค์กับนิ้วกลาง



    เกี๊ยวที่นั่งกอดเข่าอยู่ฝั่งซ้ายหัวเราะคิกคักเสริม เดี่ยวรู้สึกเหมือนถูกสังคมรังแกเมื่อผองเพื่อนต่างพากันล่วงรู้ความในใจของเขาที่มีต่อคนที่ลุกขึ้นพูดเรื่องงานรุ่นอยู่กลางวง ตั้งแต่คนเหล่านี้รู้ มันก็ไม่เคยเลิกแซ็วเรื่องของเขาเลย แม้แต่ย้งที่ดูหน้ามึนที่สุดก็ยังไม่วายร่วมวงด้วย ทำตัวเหมือนเพื่อนไม่เคยมีความรักกัน



    ถึงจะถูกแซ็วอยู่อย่างนั้น แต่เดี่ยวก็ไม่ยอมละสายตาออกจากเดย์ที่ลุกขึ้นเสนอไอเดียของตัวเองอย่างเสียงดังฟังชัดอยู่กลางวง แม้การเสนองานจะเริ่มเคร่งเครียดขึ้น แต่เดย์ยังคงมีรอยยิ้มประดับประดาในตอนที่กำลังพูด



    ขณะที่เดย์ค่อยๆเปล่งประกายมากขึ้น เดี่ยวก็รู้สึกจมลึกกับความรู้สึกของตัวเองไปในเวลาเดียวกัน เหมือนยิ่งรู้จักเดย์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกชอบมากขึ้นเท่านั้น แต่ยิ่งชอบก็ยิ่งไม่กล้าเข้าหา



    ถ้าเดี่ยวเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์อย่างเดย์ เดี่ยวก็คงเป็นดาวเคราะห์ที่พึงพอใจในวงโคจรของตนเอง ไม่ต้องเข้าใกล้มาก ทว่ายังได้รับแสงสว่างอันแสนอบอุ่นผ่านรอยยิ้มนั่น





    แต่โชคชะตาก็ชอบเล่นตลก แม้จะพยายามอยู่ในวงโคจรห่างๆ แต่เดี่ยวกับเดย์ดันถูกรันเลขนิสิตต่อกันเนื่องมาจากชื่อจริงที่เรียงพยัญชนะ เขาจึงมักจะเห็นหน้าอีกฝ่ายตามตอนเรียน และได้นั่งสอบข้างเดย์อยู่บ่อยๆ



    ตอนสอบกลางภาคที่ผ่านมา ในวิชาแรกที่รู้ว่าต้องนั่งสอบต่อกัน มือของเดี่ยวสั่นจนเผลอปัดกล่องดินสอของตนเองตก โชคยังดีที่เลิกใช้แบบแสตนเลสแบบตอนประถม ไม่งั้นคงโดนเพื่อนทั้งคณะก่นด่าได้ แต่ก็ยังไม่วายแอบได้ยินเสียงหลุดขำพรืดจากคนที่เป็นสาเหตุความเด๋อด๋าของเขา



    ไม่เพียงแต่เรื่องกล่องดินสอ แต่เดย์ยังคงเป็นสาเหตุความน่าอายที่เกิดขึ้นของเดี่ยว เพราะเมื่อไหร่ที่เดย์เปลี่ยนดิสไลน์ เดี่ยวก็จะกดเข้าดูและเผลอกดลั่นคอลไปหลายครั้ง



    และโชคชะตาก็บีบวงโคจรของเดี่ยวให้มาเจอกับเดย์อย่างจังๆจนได้ เมื่อเขาถูกเพื่อนที่น่ารักถีบหัวส่งให้ต้องมาขอวีทำงานกลุ่ม โดยลืมไปว่าวีสนิทกับเดย์



    ร้ายกาจไปกว่านั้น วันที่ต้องไปสัมภาษณ์วีดันติดธุระทำให้เดี่ยวต้องมากับเดย์เพียงสองคน





    “มาพบคุณองอาจครับ นัดเอาไว้ตอนสิบโมง”



    เดย์เอ่ยกับพนักงานที่เคาท์เตอร์ โดยมีเดี่ยวยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านหลัง ในมือของเขาถือกล้อง DSLR ของตนเองเอาไว้ ในระหว่างที่เดย์กำลังประสานงาน เขายกกล้องขึ้นส่องคนตรงหน้า อันที่จริงในตัวงานไม่ได้ต้องการช็อตเหล่านี้ แต่เป็นความต้องการของเขาเองที่จะบันทึกภาพเอาไว้



    เดย์หันมาพอดีในจังหวะที่เดี่ยวกดชัตเตอร์ลง



    ไม่แน่ใจนักว่าเจ้าตัวรู้หรือไม่ แต่ไม่ทันที่เดย์จะพูดอะไร พนักงานที่เคาท์เตอร์ก็บอกทางไปยังห้องของคุณองอาจให้เสียก่อน พวกเขาเดินไปตามทางที่ว่า เดี่ยวค่อนข้างประหม่า หนึ่งคือเขากำลังจะได้พบกับผู้กำกับในดวงใจ สองคือเขาประหม่าที่ได้มากับเดย์แค่สองคน



    และเดี่ยวที่เคยคิดว่าพระเจ้ากลั่นแกล้งให้วีติดธุระ ได้เปลี่ยนความคิดไปเมื่อระหว่างทางกลับบนรถแท็กซี่ที่เดย์ชวนเขาคุยสัพเพเหระ



    เดี่ยวเอ่ยขอบคุณพระเจ้าในใจไปนับครั้งไม่ถ้วน





    “ทั้งนี้คุณองอาจต้องการจะสร้างภาพยนตร์ที่เสนอแง่มุมใหม่ๆของกลุ่ม LGBT ในแบบที่หนังไทยส่วนมากในตลาดยังไม่ค่อยทำออกมา โดยเขาหวังว่าหนังของเขาจะสามารถเป็นกระบอกเสียงและเป็นพลังเล็กๆที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมของเราได้ด้วยครับ”



    “เราว่าตรงนี้ดีมากแล้วนะเดี่ยว แต่ว่าเดี่ยวพูดเร็วไปหน่อย มันจะฟังยากนิดนึง” เดย์เอ่ยหลังจบการซ้อมนำเสนอของกลุ่มงานพวกเขา วีหันมาพยักหน้าเห็นด้วย



    “โอเค เราจะพูดให้ช้าลง”



    “ไม่ต้องเครียดนะเดี่ยว หายใจเข้าลึกๆ” เดย์ทำท่าสูดลมหายใจเข้าออกให้เขาดู ก่อนจะระบายยิ้มออกมาพร้อมกับชูกำปั้นขึ้นสองข้าง “กลุ่มงานครูไก่สู้ๆ!”



    น่ารักชิบหาย



    มโนสำนึกของเขากู่ร้องเรื่องนี้มาหลายพันครั้ง





    “มึงต้องเห็นหน้าตัวเองตอนนี้อ่ะว่ายิ้มกว้างแค่ไหน” พี่โน่ พี่ในคณะที่เขาสนิทพ่วงตำแหน่งรูมเมทในหอของเขาเอ่ยขึ้นมาระหว่างที่เดี่ยวกำลังอ่านแชทงานกลุ่ม “ชอบเขามากสินะ”



    “มากเลยอ่ะพี่” เดี่ยวตอบไปตรงๆ เรื่องของเดย์ไม่เคยเป็นความลับในกลุ่มคนเหี้ย



    พี่โน่หัวเราะเบาๆแล้วส่ายหัวไปมาอย่างระอาเมื่อเห็นว่าเดี่ยวล้มตัวลงอุดปากกรี๊ดเมื่อมีข้อความชวนใจเต้นส่งมาถึง แต่ก็เป็นภาพชินตาเสียแล้วล่ะเพราะเดี่ยวชอบมีอาการประหลาดๆเวลาอ่านแชท





    “ยินดีต้อนรับน้องๆทุกคนเข้าสู่งาน Open house นะครับ พี่ชื่อเดย์ รับหน้าที่เป็นพิธีกรของงานวันนี้เอง”



    เดี่ยวยกกล้องขึ้นเก็บภาพบรรยากาศในงานอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้จะรับบรีฟมาแล้วว่าอยากให้เห็นสีหน้าท่าทางของเด็กนักเรียนที่มาร่วมงานด้วย แต่ใจเขาก็โฟกัสอยู่ที่คุณพิธีกรที่วันนี้ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม



    เดย์รับหน้าที่เป็นพิธีกรช่วงเช้าของงานร่วมกับวี และเป็นเหตุผลที่ทำให้เดี่ยวลงชื่อถ่ายรูปงานไปโดยไม่ลังเล อาศัยว่าได้พี่เคนที่สนิทช่วยจัดโซนให้เขาได้ถ่ายพาร์ทนี้



    ตั้งแต่ที่ได้ทำงานกลุ่มกับเดย์ เดี่ยวมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเดย์มากขึ้นก็จริง แต่เดี่ยวก็คือเดี่ยวที่ไม่ได้ใจกล้าสักเท่าไหร่ เขาไม่เคยกล้ามองหน้าเดย์นานๆนัก แต่เมื่ออยู่หลังกล้อง ในตอนที่กำลังหมุนโฟกัส เขาได้มองเดย์ค้างไปด้วย



    จะตอนที่เห็นแค่แว้บเดียวในวันเฟิร์สเดท ตอนที่คุยด้วย หรือตอนนี้ ตอนไหนๆรอยยิ้มที่แสนสวยงามของเดย์ก็ไม่เคยเป็นเรื่องโกหกเลย



    รู้ตัวอีกที ในเมมกล้องเขาก็เต็มไปด้วยรูปของเดย์





    Day.

    เราคิดว่าเราชอบเดี่ยวอยู่ฝ่ายเดียวซะอีก





    “เชี่ย” เดี่ยวอุทานขึ้นทันทีที่มือถือของเขาร่วงใส่หน้าตอนนอนอ่านข้อความที่อีกฝ่ายส่งตอบกลับมา แต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าเดี่ยวไม่ได้ฝันไป



    ทั้งที่คอยเฝ้ามองมาตลอดแต่ไม่เคยได้รู้ คำสารภาพของอีกฝ่ายคล้ายจักรวาลกำลังเปิดเผยความลับให้เขาได้รู้ เขาพยายามควบคุมสติในการตอบกลับ





    พอเจอหน้าเดย์ กลายเป็นว่าเดี่ยวดันกลับเข้าสู่ยุคทำอะไรไม่ถูกอีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่เขาแล้วเพราะเดย์เองก็ดูไปไม่เป็นเช่นกัน หลังเลิกเรียนที่เดี่ยวอาสาเดินไปส่งเดย์ถึงบีทีเอส เขาเดินทิ้งระยะห่างหนึ่งช่วงตัวเหมือนที่เป็นมา ประสบการณ์ที่เคยคบหาดูใจใครสักคนในตอนมัธยมต้นช่วยอะไรเดี่ยวไม่ได้เลย



    หัวใจพองโต มีความสุข หุบยิ้มไม่ได้ แต่ก็ประหม่า สับสน ขลาดกลัว



    ทำตัวเหมือนเด็กที่เพิ่งจะมีความรัก





    และเดี่ยวก็ได้เรียนรู้ว่ามันไม่เป็นปัญหาอะไรที่จะรู้สึกเช่นนั้น เมื่อคนด้านข้างเขาเองก็เช่นกัน เราต่างเป็นเด็กที่เพิ่งมีความรักและจะลองผิดลองถูกกับมันไปพร้อมๆกัน



    เมื่อค่อยๆศึกษากัน ทุกความสับสนอลหม่านค่อยๆลดน้อย จนมันกลายเป็นความสบายใจที่จะมีอีกฝ่ายอยู่ด้วยกันแบบนี้





    เราออกมาจากโรงหนังด้วยกัน เดย์หยิบทิชชู่ซับน้ำตาพลางพล่ามถึงความรู้สึกอันท่วมท้นหลังหนังจบ ภาพตรงหน้าทำให้เดี่ยวนึกเอ็นดูจนอดยกมือขึ้นลูบหัวไม่ได้ คนกำลังอินกับหนังชะงักไปเมื่อมีมือของเดี่ยวแตะลงบนหัว เดย์ยิ้มบางๆก่อนจะพยายามฮึบให้ตัวเองเลิกร้องไห้



    “ทุ่มนึงแล้ว เดย์จะกลับเลยมั้ย” เดี่ยวลดมือกลับมาวางข้างตัว เดย์หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูเวลา



    “อ่า...จริงด้วย ต้องไปปั่นการบ้านอีก คงกลับเลยอ่ะ”



    “เดี๋ยวเราเดินไปส่ง”



    “อื้ม”



    ทั้งคู่ลงจากชั้นโรงหนัง ระหว่างทางเมื่อผ่านร้านค้าเดย์มักจะหันมาพูดคุยกับเขา ท่าทางเจื้อยแจ้วของอีกฝ่ายยังคงน่ามองเสมอ



    เดี่ยวรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้ว



    “เดย์” เขาเรียกชื่อของอีกฝ่ายขึ้น เดย์ที่เดินนำไปเล็กน้อยหยุดชะงัดลงแล้วหันกลับมา



    “ว่า” คนตรงหน้าเอียงคอนิดๆ ดวงตาฉายแววฉงน เจ้าตัวเม้มปากลุ้นว่าเขาจะพูดอะไรต่อ เดี่ยวสูดลมหายใจเข้าหนึ่งเฮือกแล้วพูดสิ่งที่ตัดสินใจได้ออกมา



    “คบกันมั้ย”



    เขากลั้นหายใจไปเล็กน้อยหลังพูดจบ แม้จะผ่านการสารภาพทุกความในใจออกไปแล้วและรับรู้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่ครั้งนี้ก็ยังรู้สึกลุ้นอยู่ไม่ต่าง เดย์หลุดยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นยังคงสว่างไสวไม่เปลี่ยนแปลง คนถูกถามพยักหน้าลงก่อนจะเอ่ยคำตอบที่ทำให้หัวใจนายเด็ดเดี่ยวพองโตยิ่งกว่าครั้งไหนที่ผ่านมา



    “อือ” เดย์หัวเราะเล็กน้อย “คบก็คบ”



    เหมือนมีคนจุดพลุขึ้นกลางท้องฟ้า



    เขาเดินไปส่งเดย์ถึงหน้าสถานี ระยะห่างหนึ่งช่วงตัวของคนทั้งคู่ลดลงมาเล็กน้อย เขาโบกมือให้ก่อนที่อีกฝ่ายจะผ่านช่องแตะบัตรไป



    เดี่ยวเดินยิ้มเหมือนคนบ้าไปตลอดทางที่เดินกลับหอ





    Deaw

    ดีใจกับกูหน่อย

    กูมีแฟนแล้ว

    T_T





    วันสุดท้ายของการสอบปลายภาค



    เดี่ยวพลิกกระดาษข้อสอบไปมาเพื่อตรวจทานความเรียบร้อยหลังจากเขียนคำตอบข้อสุดท้ายเสร็จ เข็มนาฬิกาบ่งชี้ว่ายังเหลืออีกครึ่งชั่วโมงก่อนจะหมดเวลาทำข้อสอบ เขาเหลือบมองไปทางคนที่นั่งสอบที่โต๊ะเลคเชอร์ถัดไปสองตัว เดย์ยังง่วนอยู่กับการเขียนคำตอบและดูท่าจะใช้เวลาจนนาทีสุดท้ายอย่างเป็นอยู่เสมอ



    ถึงแม้จะอยากจ้องมองแค่ไหน แต่เพราะอยู่ในห้องสอบเดี่ยวจึงทำได้แค่กวาดสายตาผ่านๆให้พอรู้ว่าอีกฝ่ายยังทำข้อสอบอยู่ ไม่เช่นนั้นคงโดนกรรมการคุมสอบหาว่าทุจริตได้ เขารวบเครื่องเขียนลงถุงใสที่แจกก่อนเข้าสอบแล้วลุกขึ้นถือข้อสอบบนโต๊ะเดินไปส่งที่หน้าห้อง



    เมื่อเปิดประตูออกมา เดี่ยวก็ถูกคลื่นเสียงการถกกันเรื่องข้อสอบของเพื่อนข้างนอกตีเข้าเต็มหน้า เขารีบปิดประตูลงไม่ให้เสียงจากด้านนอกเข้าไปรบกวนคนที่ยังสอบอยู่ ก่อนจะเดินไปหาย้ง เกี๊ยว และบิลเหล่าเพื่อนของเขาที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่แถวบันได



    “อีเดี่ยวมันออกมาละโว้ย” เกี๊ยวเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมา ตามด้วยบิลและย้ง เดี่ยวนิ่งไปสักพัก เขากะพริบตาปริบๆระหว่างประมวลผลในหัวที่ยังคงตื้อจากการสอบ



    “พวกมึงรอกูเหรอ”



    สิ้นสุดคำถาม เดี่ยวก็สัมผัสกับสายตาประณามหยามเหยียดจากเพื่อนทั้งสามได้ในทันที



    “เออดิสัด” เกี๊ยวขมวดคิ้ว “พวกกูว่าจะไปแดกส้มตำกันเลยรอถามว่ามึงจะไปด้วยป่ะ”



    “กูว่าจะพาเดย์ไปกินชาบูอ่ะ” เดี่ยวยิ้มแห้งๆ เพื่อนทั้งสามของเขาพยักหน้าเอือมๆ ทว่าเข้าใจแต่โดยดี





    “ไงเดี่ยว” วีที่เพิ่งออกจากห้องสอบเป็นคนพูดกับเขา เจ้าตัวยิ้มอ่อนกึ่งแซ็วเหมือนที่มักจะทำเวลาเห็นเขาอยู่กับเดย์ “รอเดย์อยู่เหรอ”



    “ช่าย” มีคำว่าแหมปรากฏบนหน้าแม้วีจะไม่ได้พูดอะไร



    “งั้นฝากบอกเดย์ด้วยละกันว่าเราไปก่อนนะ รายนั้นน่ะใช้เวลาจนวินาทีสุดท้าย”



    “ครับผม” เดี่ยวโบกมือให้วีที่เดินแยกออกไป เขากลับไปนั่งรอตรงบันได้ที่ผองเพื่อนของเขาเคยนั่งอยู่ก่อนหน้านี้



    สี่โมงตรง เดย์เปิดประตูห้องสอบแล้วเดินตรงมาที่เขา เจ้าตัวยิ้มแหยๆเมื่อเห็นว่าเดี่ยวนั่งรออยู่ที่บันไดตรงกับหน้าห้อง เขาลุกขึ้นยืนเมื่อเดย์เดินมาถึง



    “รอนานอ่ะดิ”



    “ไม่อ่ะ แปปเดียวเอง”



    “เดี่ยวหิวยัง”



    “นิดหน่อยครับ”



    “หิวเหมือนกันเลย”



    เดย์บ่นเรื่องข้อสอบระหว่างที่พวกเขากำลังเดินไปยังร้านชาบูแถวคณะ ช่วงเวลานี้มีรถเยอะหน่อย พวกเขาจึงต้องรอจังหวะที่จะข้าม



    “รถเยอะเนอะ” เดย์พึมพำพลางชะโงกดูว่าได้จังหวะไปได้หรือยัง “โอ๊ะ ไปได้ละ”



    เพราะเดี่ยวมัวแต่มองหน้าคนข้างๆ เดย์เลยเป็นฝ่ายกึ่งจับกึ่งจูงมือเขาข้ามถนนเส้นเล็กๆนี้ แต่เมื่อข้ามมาอีกฝั่งเรียบร้อยแล้วเดี่ยวกลับเป็นฝ่ายกุมมืออีกคนแทน



    “เดี๋ยวนี้ร้ายกาจใหญ่ละนะ” เดย์เอ่ยแซ็ว แต่ก็ปล่อยให้จับมือแต่โดยดี



    เมื่อถึงร้าน พวกเขาช่วยกันเลือกสิ่งที่อยากกิน ไม่นานนักอาหารก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะในเวลาที่น้ำซุปกำลังเดือดได้ที่ เดย์จัดแจงวางผักลงในหม้อ ส่วนเดี่ยวก็คีบหมูสามชั้นลงไป



    พวกเขาค่อยๆกินอย่างไม่รีบร้อน พลางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ



    จวบจนเวลาผ่านเลย คนตรงหน้ายังคงสาละวนอยู่กับการใช้ทัพพีควานหาลูกชิ้นที่อาจจมอยู่ใต้ผัก เดี่ยวคีบหมูที่ต้มแล้วลงบนจานของเดย์ เจ้าของจานเงยขึ้นมายิ้มให้เขา







    เมื่อคนเราเจอเรื่องที่ดี เรามักจะพูดว่าวันนี้เป็นวันของเรา สำหรับเดี่ยวนั้น ตั้งแต่ที่ได้พบกับเดย์ วันทุกวันล้วนเป็นทุกวันที่มีความหมาย





    ตั้งแต่ได้พบกับเดย์ 

    ทุกวันคือวันของเดี่ยว













     #มนต101#วันของเดี่ยว 



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in