เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Ram Roam Romeผู้พลาดพลั้งแห่งวันศุกร์
.italy 4
  • ชื่อของทะเลสาปโคโม่ติดอยู่ในสมองผมมานานมาก แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าไปรู้จักกับชื่อนี้มาจากที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร พอหยิบไกด์บุ๊คมาเปิดหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้มิลาน ผมก็เจอกับรูปถ่ายที่เป็นสวนขนาดใหญ่ มุมด้านซ้ายมีท่าเรือเล็กๆ เปิดออกสู่ทะเลสาปสีเขียวอมน้ำเงิน ด้านหลังมีภูเขาลูกใหญ่ตัดกับปุยเมฆขาวที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสีคราม เท่านั้นก็เพียงพอให้ผมหยิบปากกามาวงกลมรอบตัวอักษร ‘Lago di Como’ ใต้รูป เพื่อรวมเอาทะเลสาปแห่งนี้เข้าไปในแผนลุยอิตาลีของเรา

    จากไกด์บุ๊คผมได้เรียนรู้ว่า Lago di Como เป็นทะเลสาปรูปตัว Y กลับหัวที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของอิตาลี และด้วยความที่มันไม่ไกลจากมิลาน ขุนนางผู้ร่ำรวยตั้งแต่ยุคสมัยกรีกโรมันจึงมักจะมาสร้างวิลล่าส่วนตัวเอาไว้หลบหนีความวุ่นวายจากในเมือง เพื่อมาพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางทะเลสาปและภูเขา จึงไม่น่าแปลกใจที่ชายฝั่งของโคโม่จะถูกรายล้อมไปด้วยเมืองตากอากาศเล็กๆ มากมาย โดยทีเด็ดจะกระจุกอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นตัวเชื่อมปลายทั้ง 3 ด้านของทะเลสาปเข้าด้วยกัน

    การเดินทางมาเที่ยวทะเลสาปโคโม่ทำได้สองแบบ แบบแรกคือนั่งรถไฟมาลงที่ Como เมืองที่ได้ชื่อเหมือนกับทะเลสาป หลังจากนั้นก็นั่งเรือชมวิวไปเรื่อยๆ เกือบ 2 ชั่วโมงแล้วมาลงที่ Bellagio แต่สำหรับนักเดินทางที่มีเวลาจำกัด ผมแนะนำให้นั่งรถไฟต่อมาจนถึงสถานี Varenna Esino เลย เพราะสามารถเดินทางไปเมืองอื่นๆ ได้ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่า

    การเดินทางข้ามทวีปแบบติดต่อกันทำให้ร่างกายเพลีย รถไฟเคลื่อนที่ไปข้างหน้า โยกเยกซ้ายขวาพอเป็นพิธี เรากลายสภาพเหมือนเป็นเด็กที่ถูกรถไฟไกวเปลกล่อมให้นอนหลับ สติผมหลุดเข้าหลุดออกจากร่างตลอดการเดินทางช่วงแรก แต่หลังจากที่ลืมตาขึ้นมาเจอทะเลสาปสะท้อนแสงแดดวิบวับๆ ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ผมก็หลับไม่ลง สุดท้ายเลยหยิบกล้องคู่ใจออกมาเก็บรูปริมทางไปเรื่อย

    บรรยากาศภายในรถไฟหวานเย็นของอิตาลีนั้น ละม้ายคล้ายคลึงกับรถไฟชั้น 2 ปรับอากาศที่เมืองไทยเป็นอย่างมาก แตกต่างตรงที่นั่งริมหน้าต่างจะมีชั้นเล็กๆ เอาไว้วางขวดน้ำและด้านล่างจะมีปลั๊กไว้ให้เสียบชาร์ตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค ซึ่งถือเป็นโอเอซิสทางพลังงานสำหรับนักท่องเที่ยวแบกเป้อย่างเราสองคน



    1 ชั่วโมงนิดๆ แบตกล้องผมเต็มพอดี เหลือแบตในร่างกายนี่แหละที่รอทะเลสาปแห่งนี้มาชาร์ตให้เต็ม
    เรามาถึงทะเลสาปโคโม่ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของอิตาลี ดอกไม้ในสวนของวิลล่าและคฤหาสน์ต่างๆ ก็แข่งกันออกดอกบานสะพรั่ง ดึงดูดจำนวนนักท่องเที่ยวให้คึกคักเป็นพิเศษ เราเดินผ่านทางเล็กๆ ที่นำไปสู่ท่าเรือของเมือง Varenna ถึงแม้จะไม่ได้ถูกตัดแต่งอย่างพิถีพิพันเหมือนอย่างในสวน แต่ดอกไม้ตามริมทางก็มีสีสันสดใสอย่างไม่ยอมแพ้ใคร

    อันที่จริงฤดูโปรดที่ผมมักจะเก็บกระเป๋าเดินทางออกไปเที่ยวคือฤดูใบไม้ร่วงครับ ผมเสพติดใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาที่ประดับไปด้วยใบไม้สีเขียว ส้ม และแดง บวกกับอากาศที่หนาวเย็นลงทุกคืน ผู้คนเคลื่อนตัวช้าลง เพื่อเตรียมพร้อมจะหยุดนิ่งในหน้าหนาวที่หิมะเริ่มโปรยปรายลงมา สำหรับผมแล้ว ฤดูใบไม้ร่วงให้บรรยากาศเหงาๆ ทึมๆ เหมาะสำหรับการมโนว่าตัวเองเป็นพระเอกในหนังคูลๆ สักเรื่อง

    นี่เป็นครั้งแรกที่ผมออกเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิ ผมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ผู้คนที่ดูกระฉับกระเฉง บ้านเมืองคึกคัก เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง อากาศอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ และดอกไม้หลากสีสันก็บาน เพิ่มความสดใสเข้าไปในบรรยากาศรอบตัว ผมผู้ซึ่งเป็นมนุษย์แห่งความจำเจและอ่อนแอต่อการเปลี่ยนแปลงก็ได้เรียนรู้ว่า ทีหน้าทีหลังอย่าปฎิเสธที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ เพียงเพราะ ‘คิดว่า’ มันจะไม่สนุกเท่ากับของที่เราคุ้นเคย บางทีเราอาจจะเจอสิ่งที่เราชอบมากขึ้นก็ได้ ...ใครจะไปรู้


    ท่าเรืออยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เราซื้อตั๋ว One-day pass ในราคา 15 ยูโร ซึ่งถือว่าคุ้มมากเพราะขึ้นเรือ 3 เที่ยวก็แพงกว่าราคาเหมาจ่ายแล้ว ตอนแรกเราวางแผนจะเดินเล่นใน Varenna ก่อนจะเดินทางไปเมืองอื่น แต่เพราะน้องอ้วนใน Tim shop และการเดินหลงในมิลานทำให้เวลาเราหดสั้นกว่าที่คาดไว้ ผมเลยตัดสินใจกระโดดขึ้นเรือนั่งไปเมือง Bellagio (อ่านว่า เบล-ลา-โจ้ นะครับ ไอ้เราก็ เบลลาจิโอ้ อยู่นานสองนาน)

    เรือแฟรี่ที่มีดาดฟ้าเปิดโล่งเป็นสิ่งดีงามที่เข้าคู่กันได้ดีกับความสวยงามของทะเลสาปโคโม่ ผมนั่งมองระฆังและบ้านในธีมสีส้มอิฐของเมือง Varenna มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ตามระยะทางของแฟรี่ที่แล่นออกสู่ใจกลางทะเลสาป มีฉากหลังเป็นยอดภูเขาสีขาวของหิมะที่ยังไม่ละลาย



  • ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเราก็มาถึง Bellagio เมืองนี้มีความโดดเด่นที่ขั้นบันไดครับ คือบันไดเขาเยอะจริงๆ ถ้าวิ่งพรวดจากตีนบันไดไปจนสุดทางมีหอบแน่นอน แต่ไม่ต้องกลัวเพราะนักท่องเที่ยวจะถูกดึงดูดด้วยสองข้างทางที่เรียงรายไปด้วย ร้านอาหาร ร้านเจลาโต้ (ไอติมในแบบอิตาลี) และร้านขายของที่ระลึกอีกนับไม่ถ้วน

    แต่ตอนนี้ ต้องร้านอาหารเท่านั้นครับ หิวมาก!!!
    ด้วยกฎที่คิดขึ้นมาเองข้อที่ 1 ซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘ร้านอาหารตรงใจกลางแหล่งท่องเที่ยวมักจะไม่อร่อย หรือหากอร่อยก็จะแพง’ ผมเลยรีดเร้นพลังงานที่สะสมไว้ตามพุง เพื่อเดินหาร้านอร่อยที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็กๆ ของ Bellagio สุดท้ายก็สะดุดเข้ากับร้านที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนทะลุออกมาถึงด้านนอก

    ผมเปิดประตูเดินเข้าไปในร้านทันที
    จานพร้อม อาวุธพร้อม บริกรพร้อม คนกินโคตรจะพร้อม
    ผมจ้องเมนูที่มีอยู่หน้ากระดาษเดียวพร้อมกับนึกในใจ


    ‘โอ้วมายก๊อด แพงฉิบหาย’

    ครั้นจะอุทานออกมาให้ได้ยินก็กลัวจะทำเสื่อมเสียชื่อเสียงนักท่องเที่ยวชาวไทย เลยต้องนั่งเก๊กเหมือนไม่สะทกสะท้านกับราคา เท่าที่กวาดสายตาดูมาตราฐานอาหาร 1 จานอยู่ที่ประมาณ 11-15 ยูโร หรือประมาณ 500-600 บาท แต่ถ้าเป็นจานเนื้อสัตว์ อาจมีทะลุ 20 ยูโรได้

    ผมเองก็เตรียมใจมาบ้าง แต่พอมาเจอจริงๆ ก็สะดุ้งอยู่เหมือนกัน ที่บ้านเกิดเมืองนอนกำเงินไปในจำนวนเท่ากัน คงได้กินบุฟเฟต์เนื้อย่างสุดจนพุงกาง ที่นี่ได้สปาเก็ตตี้จานนึง แต่ก็เอาวะ! ทำงานหนัก มาเที่ยวทั้งทีก็ต้องให้รางวัลตัวเองหน่อย แถมตั้งแต่ขึ้นเครื่องบินมา ยังไม่ได้กินอาหารแบบเป็นเรื่องเป็นราวสักมื้อเลย

    มาเที่ยวที่ไหนก็ควรทานของขึ้นชื่อของที่นั่น
    ด้วยความหิว เราเลยสั่งพิซซ่ามา 1 ถาด แล้วก็พาสต้าชื่อเรียกยากอีกหนึ่งเมนู

    น้องบริกรยกตะกร้าใส่ขนมปังหลายก้อนมาวางไว้บนโต๊ะ ตอนแรกก็แค่จะกินเล่นๆ ฉีกเข้าปากไปเรื่อย อ้าวหมดก้อนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ (แถมก้อนใหญ่ด้วยนะ) คราวนี้พอบริกรยกพิซซ่ามาเสิร์ฟเท่านั้นแหละ แทบอยากจะล้วงคอเอาขนมปังที่เพิ่งกลืนลงไปออกมา

    นี่พิซซ่าหรือกระด้งเนี่ย! ไหงมันใหญ่แบบนี้ล่ะ
    น้ำตาจะไหล ปกติพิซซ่าที่ไทย สั่งถาดกลางกินกันสองคนยังจุก แล้วนี่คือใหญ่โตมหึมามาก ผมหันไปแอบมองครอบครัวฝรั่งโต๊ะข้างๆ มีพิซซ่า 3 ถาดวางอยู่บนโต๊ะ พ่อกับแม่คนละถาด ลูกแบ่งกันอีกครึ่งถาด ทุกคนดูไม่ตื่นเต้นหรือเดือดร้อนกับขนาดของกระด้ง เอ้ย! พิซซ่าที่อยู่บนโต๊ะ... สำหรับคนยุโรปแล้วนี่คงเป็นเรื่องปกติสินะ

    “Cancel พาสต้าทันไหม” เอกถาม แต่ผมส่ายหน้า เพราะเห็นบริกรผู้แข็งขันกำลังยกพาสต้าจานเบ่อเริ่มเดินตรงมาที่โต๊ะของเรา
    ถามว่าอร่อยไหม คำตอบคืออร่อยมาก พิซซ่าเนื้อนุ่มกำลังดี แฮมกับซีสที่ใช้ก็หอมและเข้ากันสมกับเป็นพิซซ่าจากประเทศต้นตำหรับ ส่วนพาสต้าผมรู้สึกว่ามันเลี่ยนไปหน่อย นี่ขนาดผมเป็นมนุษย์เอเชียที่ทนทานกับชีสแล้วนะ เอกที่จวกตำปลาร้าเป็นอาจิณตักพาสต้าใส่ปากไปสามคำถึงกับยอมแพ้ (เฮ้ย! ไม่คิดจะช่วยกันหน่อยเหรอไง)

    สุดท้ายเราสองคนก็เดินพุงโย้ออกมาจากร้าน ถึงแม้จะใช้ความพยายามอย่างหนักแต่ก็ไม่สามารถยัดทุกอย่างลงไปในกระเพาะได้จริงๆ

    เห็นทีคงจะต้องตั้งกฎข้อที่ 2 เพิ่มเติม....

    จงอย่าริอาจดูถูกขนาดของพิซซ่าในอิตาลีเป็นอันขาด




    つづく
    พบกันใหม่ตอนต่อไป
    ผู้พลาดพลั้งแห่งวันศุกร์

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in