NN traveling guidenuna wongvises
เวียดนามตามท้องเรื่อง ตอนที่ 2
  • เวียดนามตามท้องเรื่อง ตอนที่ 2
    ตอน ซาปาว่ะ

    ความชิบหายของทริปนี้เกิดขึ้นในช่วงเที่ยงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2020
    หลังจากเฝ้ารอ เฝ้าคอยกันมาเป็นเวลากว่าครึ่งปี
    ในที่สุดความชิบหายของทริปนี้ก็เริ่มผลิดอก ออกผล
    เพราะเป็นช่วงการเดินทางที่ซ้อนทับกับไทม์ไลน์การระบาดของไวรัสโคโรน่า COVID19 ...

    เรามาถึงสุวรรณภูมิกันในช่วงบ่ายโมง พร้อมกับหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือเต็มพิกัด
    ความชิบหายที่สองเริ่มขึ้นคือ VietJetAir แม่งไม่มีเช็คอินออนไลน์ 
    ความงกในตั๋วถูกในวันนั้นก็ผลิดอกออกผลเป็นความชิบหายในวันนี้เช่นเดียวกัน
    เเม้ว่าเราจะเผื่อเวลาโหลดกระเป๋า เข้าห้องน้ำ ทานเบอร์เกอร์คิง
    เราก็มาถึงเกตในช่วงเวลาจวนเจียนๆกับที่ทางสนามบินเรียกขึ้นเครื่องอยู่ดี ...

    เรามาถึง Noi Bai International Airport ในช่วงเวลาประมาณ 17.00 
    คนขับรถของทางบริษัททัวร์มารับเราถึงหน้าเกตเเละเป็นฝ่ายทักเราก่อน
    คิดว่าเป็นเพราะจำนวนผู้เดินทางร่วมกับเราเป็นนางชะนีอีกเเปดชีวิต ก็เลยหาง่าย
    เพื่อนๆต่อเเถวซื้อซิมการ์ดของเวียดนามในราคาเกือบสามร้อยบาท

    เราใช้ของยี่ห้อนี้ค่ะ เพื่อนกล่าวว่าสัญญาณดีไม่มีตกแม้บนยอดเขาฟ่านซีปัน
    ในคณะที่เราใช้ sim2fly ที่พกมาจากไทยเนื่องจากจะต้องเอาไว้ติดต่อไกด์เมื่อมาถึงเลยไม่ได้ซื้อซิมกับเขาด้วย ไว้ไปลุ้นอีกทีตอนถึงซาปาแล้วกันว่าจะยังมีสัญญาณอยู่ไหม ...

    รถตู้ที่ทาง Ms. Dung จัดหามาให้เป็นรถขนาดเก้าที่นั่ง ไม่รวมข้างคนขับ
    นับว่าพอดีกับกรุ๊ปเราอย่างไม่น่าเชื่อ

    ลีมูซีนเก้าที่นั่งในเวียดนาม และคุณกี้ ให้เกียรติเป็นพริตตี้ลีมูซีน
    ระยะทางจากสนามบิน Noi Bai ไปยังออฟฟิศคุณเฮืองถือว่าไกลกว่าที่เราคิด
    กว่าชั่วโมงบนถนนฮานอยที่เต็มไปด้วยเสียงเเตร
    มอเตอร์ไซค์ เเละตึกที่ประดับประดาด้วยไฟ 
    ...เหมือนที่นี่เค้าฉลองคริสมาสต์กันทุกวันในอุณหภูมิ 20 องศากว่าๆ
    บรรยากาศบางอย่างชวนให้นึกถึงบางช่วงของเมืองเชียงใหม่อย่างบอกไม่ถูก

    เรามาถึงออฟฟิศคุณเฮืองในเวลาหกโมงกว่า
    ตามเพลงเกสสึโนว่าคือ ออฟฟิศคุณเฮืองที่ไม่พบคุณเฮือง
    ภาพออฟฟิศคุณเฮือง เป็นห้องเเถวเล็กๆสี่ชั้นบนถนนที่เราไม่ทราบชื่อในฮานอย
    เราพบกับ Ms. Dung คนที่เป็นผู้จัดหาว้อยเช่อต่างๆให้เรา 
    Ms.Dung อธิบายโปรเเกรมต่างๆที่เราซื้อไว้ ว่าเราจะไปเจอคนขับรถแต่ละจุดได้ที่ไหนบ้าง
    รวมถึงถ้าเราต้องการเรียกเเท้กซี่เอง ต้องระวังอะไรบ้าง
    เเละหากเราต้องทำตัวอย่างไรบ้างในขณะนอนบนรถไฟ

    การอธิบาย เเละการจ่ายเงินเป็นไปอย่างรวดเร็วเพราะว่าพวกเราตาลายด้วยความหิว
    ด้วยความเอ็นดูปนสงสาร Ms. Dung เลยแนะนำว่าพวกมึงไปหาอะไรกินกันเถอะ
    น้ำลายหกเลอะออฟฟิศกูหมดแล้ว

    ทำให้เราได้ลองเมนูเเรกในเวียดนามก็คือ Bun Cha !
    อาหารมื้อแรกในฮานอย อร่อยสัสๆ
    เเม่งเอ้ย มึงคะ อร่อยมาก อร่อยอะไรอย่างนี้ !!!
    Bun Cha เป็นหมูย่าง เหมือนหมูปิ้งหน้าโรงเรียนแล้วเอามาใส่ในน้ำซุปรสหวานๆ
    Bun Cha ร้านที่เราไปทาน มีเนื้อหมูย่าง เนื้อหมูสับย่าง เเละหมูสามชั้นย่าง
    ชิ้นที่เป็นหมูสามชั้นยากมันเด็ดมาก มันเริส มันยืนหนึ่งในถ้วยชาม
    รับประทานรวมกับขนมจีนเเละผักทั้งสวนเเบบอันลิมิเต็ดในราคาเพียง 65,000 ดองเท่านั้น
    (ต้องยอมรับความจริงว่า paintful มากกับการหารเงิน ทอนเงินในประเทศนี้)
    ถ้ามีสิ่งนึงที่อยากจะแนะนำบอกต่อให้กับชาวโลกว่านี่คือของดีของเด็ดในเวียดนาม 
    ก็จะขอแนะนำเป็น Bun Cha นี่แหละค่ะ

    หลังจากนั้นไม่นาน พวกเราก็อาบน้ำด้วยความไวเเสงที่ออฟฟิศคุณเฮือง
    และทางบริษัทก็ได้เรียกรถเเท้กซี่ไปส่งเราที่สถานีรถไฟ อันเป็นที่ที่เราจะหลับนอนเเล้วไปตื่นเช้าที่ซาปา
    ความชิบหายถัดมาก็เริ่มขึ้น เมื่อเราจับฉลากได้ไปนอนคนเเยกตู้คนเดียว 
    (เนื่องจากมา 9 คน เเต่รถไฟนอนได้ตู้ละ 4 คน)

    เราได้นอนเตียงบนขวาาา
    ภาพรถไฟนอนที่ใช้เดินทางสู่ซาปา
    ซึ่ง สัสเอ้ยยย มันสูงมากกก สูงอ่ะะะ
    กว่าจะขึ้น กว่าจะลง ไม่ลงละเเม่งง ขึ้นไปละนอนเลยละกัน

    รีวิวรถไฟก่อน
    เราเลือกใช้บริการของ Dream Delux train เนื่องจากเห็นรีวิวว่าดีงาม
    เพื่อนๆเห็นดีเห็นงามเช่นกันกับการนั่งรถไฟในบรรยากาศที่ไปฮอตวอก 

    ตัดภาพมา...

    ไอสัส รถไฟอ่ะ ถึงอากาศจะดี ผ้าห่มจะสะอาดขนาดไหน
    แต่รถไฟก็คือรถไฟ กูหลับๆตื่นๆตลอดหกชั่วโมง !!!
    หกชั่วโมงจากสถานีรถไฟฮานอยถึงสถานีลาวไก สัสเอ้ย !!!
    สถานีรถไฟปลายทางของการเดินทางสู่เมืองซาปา
    จนถึงสถานีปลายทางเเล้ว ฟ้ายังไม่สว่าง ไม่มีเลย ภาพเมฆหมอก ภาพป่าเขาลำเนาไพรที่เราต่างคาดหวังจะเห็นกัน อุส่าตั้งนาฬิกาปลุกตอนตีห้า เพื่อมาพบกับความมืด มืด เเละมืด !

    เอาเถอะ ไปต่อกันจ้ะ

    เรามาถึงซาปาในตอนเช้า หลังจากนั่งรถตู้มาประมาณสามพันโค้ง
    เกือบขอให้พี่คนขับแกจอดเพื่อลงไปอ้วก ร้องขอยาดมกันเป็นระลอกๆ
    ในที่สุดก็มาถึงโรงเเรมซักที

    เราเลือกพักที่ Aira Boutique Hotel ซึ่ง ทำการรีเสิชมาเป็นอย่างดีว่าอันนี้เเพงจริง ดีจริง ไม่จกตา
    พนักงานที่โรงเเรมน่ารักมากๆ หลังจากนอนเเผ่ให้หายพะอืดพะอมจากโค้งมรณะ
    ตั๋วขึ้นไปยังฟ่านซีปัน (Fansipan) ก็ส่งมาถึงโรงเเรมตอน 8.30 
    หลังจากเข้าไปเเต่งหน้ากันใหม่ในห้องส้วม เเละงัดเสื้อกันหนาวออกมาให้พอเหมาะพอควรเเล้ว
    เราก็เดินทางจากโรงเเรม ไปยัง Sapa Station 
    เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ยอดเขาที่สูงที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน

    Sapa Station ในวันถัดมา สถาปัตยกรรมเขายุโรปมาก
    ต้องยอมรับเลยว่า Sapa Station ทำได้ดีมาก ห้องน้ำสะอาดมาก
    ระบบการตรวจตั๋วก็ดูมีความทันสมัยเเละสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก
    ตลอดการเดินทางจากรถไฟไปยังกระเช้า เราได้เเต่สวดภาวนาให้ข้างบนหมอกไม่หนามาก
    ให้กูไม่หนาวตาย เเละได้เห็นวิวอะไรซักอย่างด้วยเถอะ !!!

    อห มึงคะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน
    ในช่วงเเรกๆที่เรากำลังเพลิดเพลินเจริญใจกับวิวนั้น มันสวยมากจริงๆ
    เเล้วด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล ทำให้เรามีเวลาได้เอนจอยกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างเต็มอิ่ม

    ภาพวิวบางส่วนที่เราสามารถถ่ายได้จากบนกระเช้า มีหลายมุมมากๆที่สวย
    เเต่หลังจากนั้นไม่นาน เหมือนความชิบหายที่เราเพิ่งจะได้บอกลาไปได้ไม่นานก็กลับมาโจมตีเราอีกครั้ง
    กระเช้าพุ่งเข้าสู่หมอก ทุกสิ่งขาวโพลน เงียบสงัด
    บทสนทนาระหว่างนักท่องเที่ยวจีนที่ร่วมกระเช้ากับเรา รวมถึงเสียงเพื่อนๆเองก็เริ่มเงียบลง
    บรรยากาศเหมือนซ้อมขึ้นสวรรค์ ทุกสิ่งสงบเงียบ สำรวม ผ่านเสาต้นเเล้วต้นเล่าไปสู่ยอดเขาฟ่านซีปัน

    บนยอดเขาฟ่านซีปัน
    หนาวสะใจมาก ไม่เห็นอะไรเลยข้างบนนั้นเเต่พวกเราสนุกมาก 
    ผลัดกันถ่ายรูปจนหัวเปียก เพราะว่ามันมีเเต่ หมอก หมอก เเละหมอก
    เราขึ้นกระเช้าขึ้นมา ซึ่งมันเป็นเเค่ชั้นที่สองของยอดเขา ถ้าต้องการขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด
    จะต้องเสียค่ารถไฟอีกประมาณ 80,000 ดอง 
    ซึ่งเราตัดสินใจกันเเล้วว่าวิวข้างบนนั่นก็คงไม่ได้ต่างกับที่พวกเรายืนอยู่นี่เท่าไหร่
    นางสาวหัวเปียก กับวิวที่มองไม่เห็น ณ ฟ่านซีปัน
    ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ เสื้อกันหนาวที่เริ่มเปียกชื้น เเละน้ำมูกที่เริ่มไหล
    บนชั้นที่สองของยอดเขาฟ่านซีปัน มีวัด มีคาเฟ่ เเละม่ีกระถางดอกทิวลิปให้เราถ่ายรูป
    จริงๆอากาศข้างบนนั้นเเค่ประมาณ 9 องศาเซลเซียส เเต่อากาศชื้นเกินเรื่องมาก 
    ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งหนึ่ง ที่ได้ไปยืนอยู่ (ชั้นที่สอง) ของภูเขาที่สูงที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน

    หลังจากนั้นพวกเราจะต้องรีบนั่งกระเช้ากลับกัน
    เนื่องจากช่วงบ่ายเรานัดไกด์เอาไว้ ว่าจะต้องไปเที่ยวที่ Cat Cat Village ตอนบ่ายโมง

    เรารีบส่งข้อความทางไลน์ไปบอก Ms.Dung ว่ากรุ๊ปเราอาจจะสายหน่อย
    รู้สึกดีมากที่ Sim2Fly ยังคงใช้งานได้ดีในสภาพภูมิประเทศที่ราบสูงเเบบนี้
    Ms.Dung บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่าเค้าจอง Private Tour ไว้ให้เรา ไม่จำเป็นจะต้องให้ใครรอเรา
    และบอกว่าให้เราเดินจาก Sapa Station ไปยัง Panorama Hotel 
    ไกด์จะรอรับเราอยู่ที่นั่นพร้อมกับอาหารกลางวัน

    ต้องยอมรับเลยว่าเป็นมื้ออาหารที่ประทับใจ 
    เวลาเราซื้อทัวร์กับที่ใดๆก็ตาม เป็นปกติหรือเปล่าที่เราจะไม่สามารถคาดหวังกับกับข้าวที่ทางทัวร์จัดหาไว้ให้เราได้ เเต่ว่าอันนี้ต้องยอมรับเลยว่าอร่อยจริงอร่อยจัง ความหิวทำให้เราเเทบจะเลียจานเข้าไปแล้ว
    อาหารที่ทางทัวร์จัดให้ ผักเยอะหน่อยตามสไตล์เวียดนาม แต่หิวมาก ซัดเรียบ
    ช่วงบ่ายของวันนั้นเราใช้เวลาอยู่ที่ Cat Cat Village
    หมู่บ้านที่ให้ความรู้สึกผสมๆระหว่าง ปาย ม่อนเเจ่ม ดอยตุง อะไรประมาณนั้น
    หมู่บ้าน Cat Cat และเส้นทางที่เราต้องเดินผ่านช่วงที่มีร้านขายของ
    มีมุมถ่ายรูป มีน้ำตก มีการเเสดงพื้นเมือง มีมุมทอผ้าเเละปักผ้าโชว์นักท่องเที่ยว
    แม้ว่าบรรยากาศจะสวยงามแค่ไหน แต่การหลับๆตื่นๆมาบนรถไฟ ความอิ่มของอาหารที่ซัดไปเมื่อช่วงบ่ายทำให้เราเหนื่อยล้ากันมาก 55555 
    เรียกได้ว่าช่วง Tracking ช่วงท้ายๆ เป็นการร้องขอชีวิตกับไกด์ว่าพาเรากลับเถอะ เราไม่ไหวเเล้ว

    ภาพหมู่สุดท้าย ก่อนร้องขอไกด์ว่าพาพวกกุกลับเถอะ 
    เรารับข้าวเย็นกันที่ร้าน Chicago Pizza ซึ่งอร่อยจนต้องร้องขอชีวิต
    เเก๊งชะนีหิวยังเดินตามหาร้านของหวานในซาปาอีกหลายร้าน แต่ว่าตอนนั้นมันจะสามทุ่มแล้ว
    สุดท้ายเลยต้องพึ่งพาของหวานราคาเเพงหูฉี่ที่โรงแรม แต่ว่าไม่กินมันไม่ได้จริงๆโว้ยยยยย

    -------------------------------------------------------

    เช้าอันสดใสในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2020 วันถัดมาของซาปาว่ะ

    เราให้ทาง Ms.Dung จองรถบัสนอนไว้ให้ตอนเวลา 13.00
    Premium VIP Bus นาจา คันด้านหน้าเป็นแบบธรรมดานาจา
    เนื่องจากชาวเน็ตร่ำลือกันว่า มาซาปาจะต้องสัมผัสประสบการณ์ในการนั่งรถนอนสักครั้ง
    แต่ว่าทางเราเองก็ไม่สะดวกใจที่จะไปนั่งรถนอนเเบบไม่เป็นส่วนตัว
    ทาง Ms.Dung เลยจอง Bus แบบ VIP ให้ ซึ่งสะดวกสบายสมใจชะนีมาก
    เนื่องจากนอนในกล่องส่วนตัว มีสายชาร์จ ผ้าห่ม และไม่มีห้องน้ำบนรถ
    เค้าจะจอดให้เราเข้าห้องน้ำเป็นระยะๆแทน
    จบปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าเหม็น ส้วมเหม็น เเละอาหารกวนใจจากผู้โดยสารท่านอื่นได้

    ช่วงเช้าก่อนหน้าที่จะไปขึ้นรถก็เลยมีเวลาได้เดินท่องเที่ยวเมืองซาปานิดหน่อยย
    เราเดินไล่จากโรงเรมไปจนถึง Sapa Lake 
    ชื่นชมผู้คน สีสันบ้านเมือง และโรงเเรมในโซนอื่นๆของเมืองซาปา
    ก่อนจะพบว่า เมื่อวานเป็นวันที่โชคดีจริงๆ เพราะว่าวันนี้หมอกลงจัดกว่ามาก
    ถ้าเราไปฟ่านซีปัน หรือ Cat Cat Village ตั้งเเต่เมื่อวาน คงไม่เห็นอะไรแน่ๆ

    ภาพวิวบางส่วนจาก Sapa Lake ที่หนึ่งให้ชื่อเล่นว่าทะเลสาบตกใจ (ทะเลสาบโห) ....
    หลังจากซื้อของกินประทังหิวบนรถ
    พวกเราก็เเยกย้ายกันเข้ากล่อง ของใครของมัน
    การเดินทางจากซาปาสู่ฮานอยกินเวลามากกว่าหกชั่วโมง
    เเม้ว่ารถบัสมันจะ VIP พวกเราก็นอนเหยียดขากันจนเมื่อยขบไปหมด 

    ภาพกล่องส่วนตัวของดิฉันบนรถค่ะ
    เป็นอันจบทริปซาปา มหานครเเห่งม่านหมอกเเต่เพียงเท่านี้
    เป็นประสบการณ์ที่ดี เเละประทับใจกับสีสันของบ้านเมืองมากๆ
    คิดว่าถ้าบ้านเรา หมายถึงประเทศไทยมีสภาพอากาศดีๆแบบนี้ก็คงจะเป็นเมืองที่น่าเที่ยวไม่แพ้กัน

    เราปิดท้ายการเดินทางที่แสนยาวนานด้วยร้านอาหารระดับเชฟเทเบิ้ล
    แล้วเราก็ได้พบกับ Bun Cha ที่รักของเราที่นำเสนอในรูปเเบบไฟน์ ไดน์นิ่งอีกครั้ง
    อร่อย ให้เยอะมาก และเเพงมากเช่นกัน เชฟเทเบิ้ลเลยนะโว้ยยยย

    สั่งด้วยความไม่รู้ เพราะในเมนูเขียนว่า Pork BBQ !!
    จบตอนซาปาว่ะเเต่เพียงเท่านี้
    พบกับเวียดนามตอนหน้า เป็นตอนสุดท้ายละ เหนื่อย 5555
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in