postscript.cineflections
ความทรงจำสีขาว: ย่ำหิมะในหัวใจหลังดู Wind River (2017)
  • "Sometimes humans just die. And you cannot save them.

    Sometimes humans do not die, and you cannot save them."

    Natalie Young, from “Notes on Earth Life,” published in  Superstition Review


    "บางครั้งมนุษย์ก็จากไป และคุณไม่สามารถช่วยพวกเขาได้

    บางครั้งมนุษย์นั้นรอดชีวิต และคุณก็ไม่สามารถช่วยพวกเขาได้"

    -- นาตาลี ยัง, "บันทึกชีวิตโลก"



    เราเรียนรู้ที่จะรักความว่างเปล่าในทุ่งหิมะขาวโพลน


    เพราะเคยต้องอยู่ ต้องปรับตัวกับหิมะ ความหนาวเย็น เปียกชื้น และเวิ้งว้างในหัวใจ การดู Wind River (2017) คืนก่อนทำให้อารมณ์และความรู้สึกต่อดินแดนขาวโพลนในความทรงจำกลับคืนมา


    นักจิตวิทยาด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรมของมนุษย์ (Behavioural Science) กล่าวว่า ความทรงจำทางอารมณ์ (emotional memory) ทำให้เราจดจำเหตุการณ์ สถานที่ และผู้คนได้ชัดเจน โดยเฉพาะสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ที่สะเทือนใจหรือสำคัญกับเรา สิ่งที่กระทบเรามากที่สุด


    และสำหรับชีวิตที่เคยวนเวียนอยู่กับหิมะอยู่ห้าปี เลยรู้สึกเหมือนได้ผ่านประสบการณ์เสมือน (simulated experience) นั้นอีกครั้งด้วยการดูหนังหนาวดิบของเทย์เลอร์​ เชอร์ริแดน (Taylor Sheridan)



    บทเปิดของหนังสวยงาม แสนเหงา และเศร้าสร้อยในความหนาวเหน็บและเจ็บปวด ฉากไม่กี่นาทีของเด็กสาวที่วิ่งหนีพยายามเอาชีวิตรอดจากธรรมชาติและมนุษย์อันโหดร้ายนั้นทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ ร่างบางเด็ดเดี่ยวที่วิ่งเท้าเปล่า อ้างว้างท่ามกลางหิมะ และแสงจันทร์ในคืนดำมืด ประกอบกับเสียงหวาน ในความเงียบงัน อ่านถ้อยคำราวบทกวีระบายถึงความโหยหาและความรู้สึกผูกพันลึกซึ้ง ตรึงใจและยิ่งกระทบต่อความรู้สึกของเราต่อหนังเมื่อรู้เรื่องราวเบื้องหลังการวิ่งหนีของเธอ


    การเร่งรีบเพื่อหนีห่างจากความใฝ่ร้ายของมนุษย์ด้วยกันเอง หากต้องมาจบชีวิตเพราะความเป็นไปอย่างไร้ปราณีของโลกภายนอก



    เราเคยเกลียดหิมะเมื่อแรกพบ 


    เกลียดความหนาวเย็น รำคาญเสื้อผ้าหนาหลายชั้น และอุปกรณ์เสริมมากมาย (ผ้าพันคอ ถุงมือ หมวก/ที่ปิดหู รองเท้าบูท) ที่ต้องสวมใส่แต่ละครั้งที่ออกจากหอไปตึกเรียน

    หวั่นใจทุกครั้งที่ก้าวเดิน เพราะกลัวลื่นล้มจาก 'น้ำแข็งดำ' (black ice) น้ำที่แข็งตัวอยู่ตามและกลืนไปกับถนน จนยากจะมองเห็น

    ระมัดระวังหน้าหลัง เพราะสายฝนหิมะที่โปรยปรายมากับลมทำหมวก ผม และเป้คู่ใจเปียกชื้น

    หายใจเข้าแรงเมื่อก้าวเข้าเจอความอบอุ่นของฮีตเตอร์ ขณะบูทอีกข้างคาอยู่กับความเย็นเฉียบภายนอกประตู



    เคยเสียน้ำตาให้กับความอ้างว้างหลังจากความร้อนที่คุ้นเคยกลับไปเรียนต่อ


    ร้องไห้พลางหิมะตกหนักนอกหน้าต่าง


    ความเงียบและหิมะที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคอรี่นั้น เรารู้จักดี


    (ดีพอในระยะเวลาการปรับตัว

    แต่ไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของเพื่อนๆในมหาลัย ที่เล่นสกี สเก็ต และฮอกกี้ตั้งแต่เกิด

    เพราะเหมือนคอรี่ ความเหน็บหนาว และหิมะขาวโพลนคือบ้านของพวกเขา)




    หากเวลาทำให้ชาชินกับอุณหภูมิที่ดรอปลงจนเหลือเลขติดลบ


    ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าหิมะที่โปรยปรายหมายถึงภายนอกที่หนาวพอรับได้


    สายลมเย็นๆ ที่แทรกผ่านเสื้อหนาวและถุงมือสองข้าง ท่ามกลางสายแดดจ้าที่กระทบหิมะจนเป็นประกาย บอกใบ้ถึงความหนาวสุดขีดที่ต้องผ่านไปทั้งที่เลี่ยงไม่ได้


    ความคิดที่วุ่นวายกับการเรียนปีแรกๆ อันหนักหน่วงค่อยๆ กลายเป็นความกังวลแทนที่อากาศ สถานที่สีขาวแปลกตา และควันหนาวจากริมฝีปากเมื่อหายใจออก


    พายุหิมะครั้งแรกในชีวิตผ่านไปอย่างธรรมดาที่สุด



    หันไปมองหิมะนอกหน้าต่างแล้วอุ่นใจตอนไหนก็ไม่รู้


    ไม่ได้ดีใจกับอุณหภูมิที่ลดลง หรือหน้าหนาวที่(รู้ว่าจะ)ยาวนาน


    ไม่ได้รีบอยากสัมผัสหิมะที่ปกคลุมทุกอย่างที่ขวางหน้า


    แต่กลับรู้สึกปกติกับสีขาวของสิ่งแวดล้อมในสายตา



    ยังใส่เสื้อหลายชั้นเพื่อปกป้องตัวเองจากลมหนาว


    แต่ยิ้มให้สายฝนหิมะเหมือนเพื่อนเก่าที่เจอปีละครั้ง


    คอยปัด และ หลบหลีกหิมะที่ตกบ่อย


    เปลี่ยนรองเท้าผ้าใบมาใส่บูทเพื่อย่ำหิมะ เหมือนเปลี่ยนรองเท้าเพื่อเดินไปเรียนอีกวัน



    "เธอโชคดีมากเลยนะ" เจ้านายของเรา ณ​ ที่ฝึกงานในจังหวัดติดกับเมืองหลวงของแคนาดาพูดติดตลก "ที่ได้มาเจอหน้าหนาวที่หนาวที่สุดในรอบยี่สิบปี"


    ปี 2013 เรายืนหนาวสั่นอยู่ที่ป้ายรถเมล์​ รอรถที่ล่าช้าเพราะหิมะตกหนัก มือสองข้างในถุงมือเจ็บตุบๆเหมือนถูกมีดแทง เพราะอากาศติดลบสามสิบองศา ที่แย่ลงไปอีกเมื่อบวกกับลมหนาว


    เดินลุยหิมะไปโรงหนังใกล้ที่พักไปดู Frozen และเดินกลับท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย


    ต่อรถเมล์สองต่อเข้าเมือง ทั้งที่สวมรองเท้าผ้าใบเพราะรีบออกบ้าน เดินกลับไปมาในเมืองใหญ่ขณะหาโรงหนังที่ไม่เคยไปในถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ เพื่อดู Kill Your Darlings หนังอินดี้ของเดน เดอฮาน และแดเนียล แรดคลิฟฟ์




    ต้นไม้เปลี่ยวบางไร้ใบในหน้าหนาว


    หากเรามองสีขาวผ่านหน้าต่างแล้วก็สบายใจ 


    ในสองสิ่งเดิมที่คอรี่พูดถึงนั่นแหละ 


    เทย์เลอร์ เชอร์ริแดนสามารถนิยามความรู้สึกนั้นได้อย่างฉลาด




    หิมะและความเงียบ




    ถ้าชินกับมัน ถ้ามองมันเป็นเรื่องปกติ เป็นส่วนนึงของชีวิตที่ต้องพบเจอ อย่างที่เราค่อยๆ เรียนรู้กับตัวเอง ก็แอบคิดถึงความเหงา ความเงียบ และอ้างว้างตรงนั้นจากที่ของเราตรงนี้ ในช่วงเวลานี้อย่างแปลกๆ


    ความเหงา ว้าเหว่ และหิมะ ทำให้เราคิดถึงหนังอย่าง Inside Llewyn Davis (2013) ที่ทำให้เรารู้จักและหลงรักผู้ชายอย่างออสการ์​ ไอแซค เป็นครั้งแรก



    ผู้ชายที่เดินหน้าเศร้า ลุยหิมะ เทน้ำหิมะขังจากรองเท้าบูทโชกๆของเขาทิ้งเมื่ออยู่ในร้านอาหารที่อุ่นแล้ว

    เล่นกีตาร์โอดครวญถึงความหมดหวังในชีวิต ขณะเผชิญความเย็นชาจากโชคชะตาและคนรอบข้างที่รู้จักและเคยรู้จัก


    (มันถึงหน้านั้นอีกแล้วสินะ)



    ถ้อยคำสวยงามหากเปลือยเปล่าในความเปราะบางของเจ้าของเสียงในบทเปิด ทำให้เรานึกถึงอารมณ์เศร้าเหงาปนความหวังที่รู้ดีในความรักอันมั่นคงแต่บอบบางอย่างบทกวีของ John Keats ในหนังในดวงใจเราตลอดกาลอย่าง Bright Star (2009)



    “ It is here, in the cradle of all I hold dear, I guard every memory of you. And when I find myself frozen in the mud of the real, far from your loving eyes, I will return to this place, close mine.. and take solace in the simple perfection of knowing you. ” 

    "ณ ที่แห่งนี้ ในการโอบอุ้มทุกสิ่งที่ฉันรัก ฉันปกป้องความทรงจำทุกอย่างต่อคุณ​ และเมื่อฉันพบว่าตัวเองติดกับอยู่ในโคลนตมแห่งความจริง ห่างไกลจากสายตาที่รักใคร่ของคุณ​ ฉันจะกลับมาที่แห่งนี้ หลับตาของฉัน และพักใจในความสมบูรณ์แบบอันเรียบง่ายที่ฉันได้รู้จักคุณ"

    - Wind River (2017)


    บางทีความทรงจำถึงคุณในความมืดมิดยามหลับตา 


    ก็เป็นที่พึ่งพิงของฉันได้


    เพราะความจริงนั้นเยือกแข็งจนฉันหนาวเหน็บ 


    เพราะความจริงนั้นฉันห่างจากสายตาของคุณ


    เพราะการรู้จักคุณอันเรียบง่ายนั้นสมบูรณ์แบบสำหรับฉันแล้ว


    ในไม่กี่ประโยค เทย์เลอร์​ เชอร์ริแดนสามารถสื่อความรัก ความอ่อนโยนของหญิงสาว ผู้ถูกปิดกั้นด้วยความจริง รู้สึก 'ติด' และหนีไปไหนไม่ได้เหมือนย่ำอยู่ในโคลนดูด หากพบที่พักใจของเธอในคนรัก ในที่ๆ ไม่มีชื่อ ไม่มีหลักแหล่งชัดเจน แต่เป็นที่ส่วนตัว ที่หลีกหนีจากโลกภายนอก ที่อันลึกซึ้งในความนึกคิด ความรู้สึกของเธอ ที่เข้าถึงได้เพียงหลับตา



    มีอะไรๆ โรแมนติกมากๆ ที่กระตุกเส้นหัวใจเรากับการใช้คำวาดภาพการ 'รู้จัก' คนรัก ว่าเป็นความ 'เรียบง่ายอันสมบูรณ์แบบ'  (simple perfection)


    นอกจากจะเป็นประโยคที่สวยงาม การอ่านระหว่างบรรทัด (between the lines) ของประโยคนี้ทำให้เรา 'รู้สึก' ถึงความขัดแย้งในตัวประโยค


    การรู้จักคนๆหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย แต่การเรียกการรู้จักคนๆหนึ่งว่า 'เรียบง่าย' นั้นสะท้อนถึงระดับความลึกซึ้งในความสัมพันธ์ของคนสองคน ถึงขนาดความรักที่หญิงสาวมีให้ต่อคนรัก


    ก็เพราะแค่การได้รู้จักคนๆหนึ่ง เกี่ยวโยงความสัมพันธ์กับคนๆหนึ่ง ใช้เวลากับตัวตนของคนๆหนึ่งพอที่จะคิดว่า 'รู้จัก' เขา กลับถือเป็นที่พักใจของหญิงสาวผู้ต้องการหลบหนีความเป็นจริง


    เพราะถึงเส้นทางการรู้จักจะเรียบง่าย ความทรงจำทุกอย่างต่อคนรักในระหว่างทางการรู้จักเขานั้นสมบูรณ์แบบสำหรับหญิงสาวแล้ว.




    //


    cinema + reflections = cineflections เพราะการดูหนังไม่ได้จบเพียงหน้าจอ. 


    ขอบคุณที่สนใจอ่านนะคะ

    คิดเห็น ชอบไม่ชอบยังไง รบกวนกดด้านล่างให้เรารู้ จะได้ปรับปรุงบทความต่อๆไปให้ดีขึ้นค่ะ 

    ติชม พูดคุยกับเราทางเม้นท์ข้างล่างได้เสมอ

    หรือจะแวะมาทาง twitter: @cineflectionsx 

    หากชอบบทความ ฝากเพจ FB ด้วยนะคะ เราจะมาอัพเดทความคิด บทเรียน และเรื่องราวจากหนังที่ชอบทั้งเก่าและใหม่เรื่อยๆค่ะ



    ขอบคุณค่า

    x

    ข้าวเอง.


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in