Better DaySopon Supamangmee
ชีวิตไม่ได้มีแค่สวนดอกไม้
  • ในที่สุดช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงปีที่ผ่านมาก็วนกลับมาอีกครั้ง คงไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกที่รู้สึกแบบนี้ ช่วงรอยต่อของวันเวลามักทำให้เกิดอารมณ์แบบนี้อยู่เสมอ มันเหมือนเวลาของปีนี้กำลังจะไหลหมดก๊อกในอีกไม่กี่อึดใจ พอใกล้ถึงปลายทางเรามักคิดถึงจุดเริ่มต้นที่เหมือนผ่านมานานแล้วเสมอ

    ช่วงปีนี้ของผมถ้าเป็นส้มตำก็ถือว่า “ครบรส” มีเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด รสเด็ดจนต้องซี๊ดปาก ดูดนิ้วขอข้าวเหนียวไก่ย่างเพิ่มอีกสองชุด

    เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ภรรยาท้องแก่เข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย ความวุ่นวายในการขับรถฝาง-เชียงใหม่ผ่านหลายร้อยโค้งบนดอยเข้าไปตรวจครรภ์แบบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ว่าเหนื่อยแล้ว แม่ยายดันเล่นซนเป็นเด็ก ร่วงตกลงมาจากลำโพงตัวสูงเมตรครึ่งเพราะจะวางกับดักหนูบนเพดาน ส้นเท้าลงพื้น แตกสิครับ…

    วันเดียวกันที่แม่ยายเข้าโรงพยาบาล เตี่ยผมเองมีอาหารเวียนหัวบ้านหมุนเข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน ผมไปนอนเฝ้าเตี่ย ภรรยาหิ้วท้องป่องๆไปนอนเฝ้าแม่ยาย เช้าวันต่อมาผมมีอาการปวดหลังด้านขวาเป็นอย่างมาก ปวดบีบจนน้ำตาไหลเดินไม่ได้ กลายสภาพจากญาติผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยซะเอง พยาบาลเอารถเข็นมารับไปส่งห้อง x-ray ตั้งแต่เช้าตรู่ ปรากฎว่าผมดันมีก้อนนิ่วในท่อปัสสาวะ อาการปวดรุนแรงจนต้องพึ่งมอร์ฟีน ทานอะไรเข้าไปก็อ้วกออกมาหมดแม้แต่น้ำเปล่า ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยา โชคยังดีที่หมออยู่พอดี ได้เข้าห้องผ่าตัดบ่ายวันนั้น และโชคยังดีอีกอย่างที่ประกันชีวิตของผมคุ้มครองจ่ายเกือบ 80% ของค่ารักษาพยาบาล ไม่งั้นก็ต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตอีกเกือบแสน

    นั้นแค่ช่วงเดือนแรกของปีนะ…ชีวิตเริ่มต้นได้เด็ดดวงจริงๆ

    หลังจากนั้นผมก็เตรียมตัวเป็นพ่อคน การได้ลูกสาวมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตถือว่าเป็นบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่พบเจอมา จังหวะชีวิตที่เคยเป็นมาตลอดสามสิบกว่าปีถูกเจ้าตัวน้อยทลายไปจนหมดสิ้น ความต้องการของเขาต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าหลับ ไม่ว่าตื่น ถ้าเขาต้องการเรา เราต้องอยู่ที่นั้น โปรดอย่าถามว่าได้นอนพักบ้างไหม ผมกับภรรยากลายร่างเป็นซอมบี้ตั้งแต่วันที่ลูกสาวร้องอุแว๊กันแล้วครับ ที่เคยได้ยินมาว่า “ถ้ามีลูกแล้วได้นอนสามชั่วโมงถือเป็นสวรรค์” มันเป็นประโยคที่จริงยิ่งกว่า 1+1 = 2

    กิจวัตรประจำวันของผมต้องเปลี่ยนใหม่หมด ช่วงเวลาระหว่างวันที่ได้ทำงานแบบเต็มที่ลดลงไปเกือบครึ่งเพราะต้องช่วยภรรยาเลี้ยงลูกระหว่างที่เขาปั้มนมและทำอาหารให้ลูก งานอดิเรกที่รักอย่างการเดินทางก็ต้องงดเพราะพาเจ้าตัวเล็กไปด้วยไม่ได้ แม้แต่การอ่านหนังสือก็ยังมีเวลาจำกัดในแต่ละวัน งานเขียนเองก็ต้องห้ามเวิ่นเว้อ จะแอบไปดูซีรี่ย์แบบเมื่อก่อนก็ไม่ได้แล้ว เอางี้ดีกว่า เห็นภาพชัดๆ ขนาดไปนั่งขี้ยังต้องมีเวลาจำกัดแค่ห้านาที

    แต่รู้อะไรไหมครับ? ที่พูดไปข้างบนเหมือนเป็นการบ่น ที่จริงแล้วผมมีความสุขมากเลยนะ การได้อยู่กับเขา ได้อุ้มเขาในอ้อมกอด นอนข้างๆเขา ได้ป้อนนม ป้อนข้าว อาบน้ำ ชวนเขาคุย อ่านนิทานให้ฟัง ร้องเพลง ได้โอ๋เขาตอนร้องไห้ ได้เห็นเขาตบมือเปาะแปะ เกาะยืนแล้วล้ม แต่ก็ยังพยายามต่ออย่างไม่ยอมแพ้ การที่เป็นพ่อของเขา…เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผมเลย

    เรื่องงานเขียนที่ผมรัก ช่วงกลางปีผมถูกปฎิเสธงานครั้งแล้วครั้งเล่า ส่งไปที่ไหนก็ไม่มีคนรับ มันเหนื่อยและหดหู่ เป็นช่วงชีวิตที่ท้อแท้และชวนหมดหวัง หลายครั้งผมเฝ้าถามตัวเองว่าทำไมถึงยังทำงานตรงนี้ ทั้งๆที่เส้นทางช้างหน้าไม่ได้ง่ายเลยสักนิดเดียว คำตอบซึ่งเกร่อและฟังซ้ำซากก็คือ “ผมรักงานนี้” ผมอยากทำมันให้ดี ไม่อยากให้ตัวเองในอนาคตอีกยี่สิบสามสิบปีมองกลับมาแล้วพูดคำว่า “ถ้ารู้แบบนี้…” เพราะถึงตอนนั้นมันอาจจะสายเกินไปแล้ว

    อาจจะเรียกว่าโชคชะตา อาจจะเรียกว่าความดื้อดึงสำเร็จผล หรือมันแค่เรื่องบังเอิญของจักรวาลก็แล้วแต่ พอเข้าปลายปีผมกลับกำลังปั่นต้นฉบับส่ง สนพ.แห่งหนึ่งแบบบ้าคลั่ง มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ โอกาสครั้งใหญ่ที่เหนือความคาดหมายมาเคาะประตูหน้าบ้าน ผมอ้าแขนกอดรัดเอาไว้แน่น และจะทำมันอย่างสุดความสามารถ

    ถึงตอนนี้ที่เวลาของปีนี้กำลังใกล้หมดลงทุกที เข็มวินาทีหมุนวนไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายอีกไม่นานก็มีการนับตามเป็นธรรมเนียมปฎิบัติ 10…9…8…7 และตัวเลขปฎิทินก็เปลี่ยนขึ้นสู่ปีใหม่อีกครั้ง มีหลายอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ความท้าทายครั้งใหม่ ความตื่นเต้น เป้าหมายของชีวิต การเติบโต การเปลี่ยนแปลง การเดินทาง และที่ขาดเสียไม่ได้คือความผิดหวังและความล้มเหลวที่คอยเตือนสติอยู่เสมอว่าชีวิตไม่ใช่การเดินอยู่ในสวนดอกไม้ ทุกอย่างไม่มีทางราบเรียบและสวยงาม แต่มันคือการเดินอยู่บนเส้นทางใหม่ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่ามีอะไรรออยู่บ้าง

    Happy New Year, ขอให้ปีนี้เป็นปีที่เติบโตอย่างเข้มแข็ง

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in