ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
ความจริง (1)
  •             นาฬิกาบอกเวลาสี่โมงเย็น ดวงอาทิตย์ในปลายฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะลับขอบฟ้าในอีกไม่ช้า ฝูงนกเป็ดน้ำบินถลาเป็นรูปตัววีอยู่บนฟากฟ้าสีอัมพัน บึงลิตเติลดิวยามโพล้เพล้มีบรรยากาศเหงาหงอยชอบกล

                “เพชร สัญลักษณ์ของกลุ่มดาวเพกาซัส หนึ่งในกลุ่มดาวเหนือ พบได้ในช่วงปลายฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง ความเชื่อโบราณมากมายเกี่ยวโยงกับรัตนชาติชนิดนี้ เพชรถูกใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการสร้าง… เฮ้ย! ยังฟังอยู่หรือเปล่าวะ” เสียงเบ็นจามินดังแว่วเข้ามาในหัวซึ่งหนักอึ้งด้วยปัญหา เรียกสติที่ลอยฟุ้งของเขาให้กลับเข้าร่างอีกครั้ง

                “อ๋อเออ… กลุ่มดาวเหนือ แล้วไงต่อนะ...” ซิดจ์ซึ่งนั่งเหม่ออยู่บนตอไม้ใหญ่ข้าง ๆ กลับเป็นคนตอบขึ้นมาแทน

                “ตั้งใจหน่อยสิ นี่เรายังอ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งของเล่มแรกเลยนะ --” เบ็นจามินถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายพลางยกมือขึ้นตบกระโหลกซิดจ์ไปหนึ่งที “-- นายเองก็ด้วย อย่ามัวแต่เหม่อ” เพื่อนผมยุ่งหันมาเพ่งเล็งที่เขาบ้าง

                “ช่วยไม่ได้นี่ พักนี้ฉันแทบไม่ได้นอน ไม่ใช่แค่อาจารย์บาร์ทคนเดียวที่เคี่ยวหนักช่วงก่อนสอบ” ลูคเอ่ยเสียงเนือยพลางนึกย้อนไปถึงคาบเรียนของอาจารย์บาร์ทเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากสัปดาห์ของการพักฟื้นร่างกายจากการแข่งขันว่ายน้ำ

                “ถ้าคุณแอบหลับอีกครั้ง ผมจะตัดสิทธิ์สอบของคุณ -- ทำไมไม่ก้มหน้าฟุบโต๊ะอีกรอบละคะคุณไวท์ ฉันจะได้เขียนเอฟในใบเกรดของคุณให้จบ ๆ ไป -- เห็นผมไม่พูดอะไรก็ไม่ใช่ว่าผมไม่จดบันทึกพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของคุณนะครับคุณไวท์ จำเอาไว้” เสียงขู่ของเหล่าอาจารย์ดังขึ้นในหัวเขาราวภาพหลอน

                จะมืดแล้วนะ พวกนายยังไม่เลิกอ่านอีกเหรอ” เสียงของฌายาดังเจื้อยแจ้วมาจากเหนือหัว เด็กสาวกำลังนอนเหยียดตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ท่ามกลางใบไม้สีส้มอมแดงของต้นโอ๊คที่สูงชะลูดด้วยท่าทีสบายอารมณ์

                “ใกล้มืดแล้ว ฉันว่าเรากลับกันเถอะเบ็น” ชินกล่าวขณะงับหน้าหนังสือปิด ก่อนเจ้าตัวจะคืบบุหรี่สมุนไพรกลิ่นอบเชยขึ้นมาจุดไฟ พ่นควันหอมฉุนไปทั่วบริเวณ

                “ก็ได้ งั้นวันนี้พอแค่นี้ ที่เหลือพวกนายไปอ่านกันเองแล้วกัน” เบ็นจามินเอ่ยพลางยันตัวลุกขึ้นจากพื้นหญ้าสีน้ำตาลเฉา

                หลังจากโบกมือลาซิดจ์ เบ็นและชินที่หน้าบ้านของตนเอง ลูคก็เดินกลับไปที่บึงลิตเติลดิวเช่นเดิม ตั้งแต่เหตุการณ์คราวก่อนที่พบกับพ่อ ลูคก็พยายามหลบหน้าแม่ของเขามาโดยตลอด ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไรที่ทำให้ตอนนี้ตัวเองมองหน้าแม่ไม่ติด มันอาจเป็นเพียงความขุ่นเคืองใจที่ได้เจอหน้าพ่ออีกครั้งในรอบหลายปี หรือความจริงแล้วเขาเพียงแค่รู้สึกละอายแก่ใจที่ไม่ยอมให้แม่ได้อยู่กับพ่ออีกครั้งอย่างมีความสุข เด็กหนุ่มคิดไปพลางนอนแหงนมองดวงดาวที่เริ่มพร่างพรายบนท้องฟ้าสีม่วงอมส้มยามพลบค่ำ

                “นายจะไม่บอกพวกเขาจริง ๆ เหรอสหาย” ฌายาหลิ่วตามองลงมาจากกิ่งไม้โอ๊คต้นประจำ

                “ไม่ล่ะ แค่นี้ฉันก็สร้างปัญหาให้พวกเขามากพออยู่แล้ว” ลูคตอบเสียงเนือย สายตายังจ้องไปในผืนฟ้าสีม่วงอย่างไร้จุดหมาย ในหัวก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งล่าสุดที่เจอหน้าพ่อของตน

                “แต่ยังไงพวกเขาก็เพื่อนสนิทของเจ้านะ ฉันไปก่อนล่ะสหาย ไว้เจอกันพรุ่งนี้เช้า” เด็กสาวเอ่ยอีกครั้ง ก่อนจะกระโดดลงมาจากกิ่งโอ๊คสู่พื้นหญ้าสั้นเตียนส่งเสียงดังตุ๊บและเดินหายลับตาไป

                เหมือนเช่นเคยที่ทุกวันหลังตะวันตกดิน เด็กสาวมักจะหายตัวไปตลอดทั้งคืน และกลับมาอีกครั้งหลังจากตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า จะว่าไปเขายังไม่มีโอกาสได้คุยกับฌายาเรื่องน้องของเด็กสาวเลยสักครั้งตั้งแต่พาเธอมาพักชั่วคราวที่บ้าน ลูคนอนคิดพลางยกแขนขึ้นก่ายหน้าผากด้วยความอ่อนเพลีย พลันเปลือกตาก็เริ่มหนักอึ้งจากการอดนอนสะสมร่วมสองสัปดาห์ และแล้วเด็กหนุ่มก็ผล็อยหลับสนิทไปบนพื้นหญ้าริมบึงอย่างไม่ทันตั้งตัว


    ...


                เสียงร้องของนกฮูกดังข่มขวัญต้อนรับเด็กหนุ่มเจ้าของดวงหน้าซีดเผือด เขาคงจะเผลอหลับไปที่บึงลิตเติลดิว โชคดีที่ตื่นขึ้นมาทันก่อนพระจันทร์ขึ้นพอดี ลูคคิดพลางยันตัวลุกขึ้นจากพื้นดินริมบ่อน้ำ มือข้างหนึ่งก็ขึ้นกุมขมับจากอาการวิงเวียนศีรษะ เด็กหนุ่มหันมองรอบตัวอย่างยากลำบากราวกับทุกสิ่งกำลังถูกเหวี่ยงไปมา แสงกระพริบริบหรี่ของหิ่งห้อยป่านับสิบตัวยิ่งทำให้ตาลายจนเดินเซล้มเกือบจะตกลงไปในบึง แต่แล้วดวงตาก็ต้องเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นเงาจันทร์เพ็ญดวงมโหฬารสะท้อนอยู่บนผิวน้ำนิ่งของบ่อบึง เขารู้ทันทีว่าตนเองได้กลับเข้ามาในความฝันอีกครา

                ลูคนั่งยันแขนก้มลงมองผิวน้ำที่สงบนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ กระทั่งการมองเห็นกลับมาเป็นปกติ สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของใครบางคนกำลังยืนค้ำหัวเขาอยู่ด้านหลัง เงาสะท้อนของเด็กสาวเจ้าของดวงหน้ารูปไข่ใต้ปอยผมยาวสลวยสีขาวผ่อง ดวงตากลมได้รูปกำลังจ้องเขม็งมายังเขาฉายแววฉงน ริมผีปากเผยอขึ้นประหนึ่งต้องการเอื้อนเอ่ยอะไรออกมา ลูครีบหันขวับกลับไปมองด้านหลังทันที ราวกับว่าตนเพิ่งจะเห็นภาพหลอนเพราะด้านหลังมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

                เขารีบเลิ่กลั่กหันมองไปรอบ ๆ เผื่อว่าตนไม่ได้ตาฝาด เขาเห็นต้นหญ้าเรืองแสงปกคลุมอยู่ทั่วพื้นเนินกว้าง รายล้อมด้วยทิวไม้เรืองแสงห้อยระโยงระยางประหนึ่งสายไฟฟ้า น้ำตกขนาดสูงไหลเอื่อยอยู่ฝั่งตรงข้ามบึง ไกลออกไปหลายเมตร ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาในหัวยามนึกถึงฝันร้ายครั้งก่อน ที่เขาและเพื่อน ๆ หนีดวงตาคู่โตของสัตว์ร้าย จนพลัดตกจากสะพานและไหลตามกระแสน้ำเชี่ยวกราดจนมาโผล่ ณ บึงแห่งนี้

                เสียงสวบสาบดังขึ้นจากพงไม้ใกล้ ๆ ราวกับแผ่นเทปกำลังกรอซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน ลูครู้ทันทีว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นตามมา เด็กหนุ่มรีบหันซ้ายแลขวาหาที่ซ่อนตัว ทว่าหัวใจของเขาก็ตกฮวบลงไปถึงตาตุ่มเมื่อเห็นใครบางคนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า

                ไคล์ ซี โผล่หน้าอกมาจากพงไม้ แววตาฉายความประหลาดใจกำจังจับจ้องมาที่เขา

                “มาทำอะไรอยู่ตรงที่อันตรายแบบนี้ รีบตามพี่มาเร็ว --” พี่ชายพยักเพยิดหน้ากล่าวก่อนจะทำท่าทีออกเดินมุ่งตรงไปในทิวไม้ใกล้ ๆ ลูคแน่นิ่งอยู่ชั่วครู่ด้วยความลังเล เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง “-- เร็วสิ ก่อนที่เจ้าสัตว์ร้ายนั่นจะจับพวกเรากินทั้งเป็น” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทอันคุ้นเคยดังขึ้นจากปากของไคล์ เรียกฝีเท้าของเขาให้ก้าวตามไปอย่างว่าง่าย

                ลูคกลับเข้าไปในทิวไม้เรืองแสงที่ขึ้นหนาแน่น โดยมีไคล์นำหน้าเขาอย่างชำนาญทาง แม้ว่าตลอดการเดินจะไร้ซึ่งสรรพเสียงอื่นใดนอกเสียจากเสียงร้องคลอของนกกลางคืน หรือเสียงย่ำฝีเท้าเดินสวบสาบบนใบไม้แห้ง ทว่าลูคกลับรู้สึกอุ่นใจที่ได้พบกับพี่ชายของตนอีกครั้ง เหมือนกับว่าไคล์โผล่มาเป็นที่พึ่งทางใจให้กับเขาเหมือนวันก่อน ๆ

                “ถ้าให้เดาจากสีหน้าแล้ว นายคงมีเรื่องอยากถามฉันเยอะแยะเลยสิ รออีกเดี๋ยวก็ถึงแล้วเราค่อยคุยกัน” ไคล์กระซิบเอ่ยอย่างรู้ทันประหนึ่งว่าเกรงกลัวบางอย่างอยู่จนไม่กล้าพูดเสียงดัง พี่ชายพาเขาก้มลอดตัวผ่านกิ่งไม้ใหญ่ที่แตกแขนงบดบังทางเดินจนเกือบมิด จนกระทั่งโผลามาถึงยังหน้าผาสูงแห่งหนึ่ง

                “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมาเจอนายที่นี่” ทันทีที่ทั้งคู่หย่อนก้นลงนั่งที่ริมหน้าผา ไคล์ก็เอื้อมมือมาตบไหล่เขาอย่างเป็นกันเอง

                “แต่พี่ไม่เปลี่ยนไปเลยเนอะ คือฉันหมายถึงว่าพี่ยังดูเหมือนแต่ก่อน” ลูคกระแอมกระไอเอ่ยแม้ว่าเขาจะยังสับสนกับการปรากฏตัวของบุคคลตรงหน้า แน่นอนว่าในใจของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยคำถามหลายข้อซึ่งดูน่าถามกว่าข้อแรกที่เพิ่งจะเอ่ยปากออกไปเมื่อครู่

                “ฉันไม่แก่ขึ้น นายว่าอย่างนั้นใช่ไหม --” ผู้เป็นพี่หลิวตาหยอกล้อเหมือนคราวก่อนที่ทั้งคู่เจอกันเป็นครั้งแรก “-- ก็อย่างว่าแหล่ะ ฉันตายไปแล้วนี่” คำพูดของพี่ชายทำเอาลูคสะอึก เขาชะเง้อมองลงไปยังผิวน้ำเบื้องล่างที่นิ่งสงบราวกับภาพวาด ต่างจากผาสูงชันที่ชายฝั่งทะเลอันดาลเดือดในอดีตลิบลับ ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำสร้างบรรยากาศอันแปลกประหลาด

                “นายสิเปลี่ยนไปเยอะ โตขึ้นเยอะเลยนี่” ไคล์ทำลายความเงียบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

                “เล่าให้ฉันฟังได้ไหมว่าในวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกับนายกันแน่” ลูคตัดบทหน้าเครียด

                ไคล์เสยผมสีดำเหลือบเขียวราวปีกแมลงทับให้เข้าที่เข้าทาง แววตาเหม่อลอยออกไปในความมืดเบื้องหน้าของดินแดนแห่งรัตติกาล ก่อนจะหยิบยื่นขวดแก้วทรวดนาฬิกาทรายทรงสวยงามจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาในมือ ลูคจ้องมองเข้าไปภายในขวดแก้วเห็นผงทรายสีเงินละเอียดกำลังส่องแสงระยิบดั่งหมู่ดาว

                “คล้ายกับผงทรายนิทราที่มนุษย์ทรายเสกให้มนุษย์นอนหลับ ผงทรายความทรงจำจะทำให้นายเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น” ไคล์เอ่ย “เอาล่ะ… มันอาจจะเลอะเทอะนิดหน่อยไม่ว่ากันนะ” เด็กหนุ่มเปิดฝาขวดป้องอุ้งมือรองรับเม็ดทรายเอาไว้ ก่อนจะเป่าผงสีเงินเหล่านั้นเข้าที่ใบหน้าลูคเต็ม ๆ

                ลูคขยี้ตาที่รู้สึกระคายเคืองราวกับถูกฝุ่น ทัศนียภาพริมผาอันมืดมิดเลือนหายไปอย่างช้า ๆ ทุกอย่างรอบตัวเริ่มสว่างไสวและส่องแสงเจิดจรัส ไล่จากเส้นขอบฟ้าสีนิลเข้ามาถึงริมขอบผา เขาจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาของพี่ชายที่เริ่มสุกสว่างขึ้นราวกับดวงดาว ก่อนทุกสิ่งจะกลายเป็นสีขาวโพลน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in