ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
ความจริง (2)
  •             เสียงเม็ดฝนโปรยดังเป็นจังหวะนำเข้ามาในโสตประสาท กลิ่นเค็มของไอเกลือทะเลคุ้งแตะจมูก ทิวทัศน์ชายทะเลกว้างสุดเส้นขอบฟ้าสีเทาขุ่นมัวเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเลือนลาง คลื่นทะเลซัดสาดกระทบผืนทรายละเอียดสีขาวดังซู่ซ่า เขาก้มลงมองยังร่างกายท่อนล่างของตนแล้วต้องนึกสงสัยเมื่อตนไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นของน้ำทะเล

                “ทำไงดีวะเนี่ย วันเกิดคุณยายแต่ดันหาปลาได้ไม่พอซะนี่” ยังไม่ทันคิดหาคำตอบของร่างกายที่ล่องหน เสียงคุ้นหูก็ดังแหวกฝ่ากระแสลมกระโชก เรียกเขาให้หันไปมอง

                “ฝนก็ดันมาตกหนักวันนี้ซะได้ --” ไคล์กำลังเดินมาทางเขาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ คิ้วขมวดปมราวเชือกเงื่อนฉายความวิตกอยู่บนดวงหน้าที่เปรอะเปื้อนหยาดน้ำฝน “-- เออจริงด้วย! ยังมีลอบดักปลาที่วางไว้ตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนตรงแนวปะการังใหญ่ ไปดูหน่อยดีกว่า” พี่ชายเอ่ยก่อนจะยัดปลาตัวหนึ่งลงใส่กระเป๋า และวิ่งผ่านตัวเขาไปราวอากาศธาตุ

                “ตอนนี้ฉันคงกำลังอยู่ในอดีตของไคล์” ลูคนึกขึ้นได้ก่อนจะรีบวิ่งตามผู้เป็นพี่ชายไปทันที

                เขาเดินตามไคล์ขึ้นจากหาด ผ่านกระท่อมสีสนิมเก่ามอซอของคุณยายเอลเลน ลัดเลาะผ่านโขดหินแฝด สถานที่นัดพบอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ พื้นปูด้วยก้อนกรวดผิวคมพาทั้งสองมาถึงยังทางเดินบนผาหินยาวออกไปสุดหน้าผาสูงชัน เขารู้ดีว่าทางเดินหินนี้จะพาเขาไปสู่ที่ไหน เด็กหนุ่มคิดพลางจ้องมองความมืดมิดบนช่องโหว่กว้างสองช่องของผนังหินซึ่งมีสายน้ำไหลรินลงมา ราวกับดวงตาสองข้างที่มืดบอดกำลังหลั่งน้ำตา ถ้ำร่ำไห้ยังคงสร้างความรู้สึกไม่น่าอภิรมย์ให้กับเขาแม้กระทั่งตอนโต

                “ก็ยังดูน่ากลัวเหมือนเดิม” เด็กหนุ่มงึมงำกับตัวเองขณะตามไคล์เข้าปากถ้ำไป

                แสงริบหรี่จากผิวน้ำที่ไหลบ่าลงตามผนังถ้ำพอส่องให้เห็นทางได้อย่างลางเลือน เสียงน้ำหยดดังติ๋งเป็นจังหวะแผ่ว ผสานกับเสียงฝีเท้าดังกังวาลสะท้อนทั่วผนังหินเย็นชื้นชวนให้ขนลุกเกรียว

                เขาสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงร้องโอดโอยดังจากผู้นำทางที่ดันเซ่อซ่าเอาหัวไปโขกเข้ากับหินแหลมที่ย้อยลงจากเพดานถ้ำ เขาเห็นพี่ชายลูบหัวตัวเองปล้อยในใจก็นึกขำปนสงสาร เขายังคงเดินตามลึกเข้าไปจนเกือบสุดถ้ำ แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอแนวปะการังใหญ่ที่เจ้าตัวว่าเลยแม้แต่น้อย

                เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เขาไม่เคยได้มีโอกาสเข้ามาในถ้ำนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะถูกพ่อสั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้สถานที่แห่งนี้ ซึ่งหากมาคิดดูแล้วมันก็ไม่ใช่สถานที่ที่น่าเข้ามาอยู่เลยด้วยซ้ำ ลูคคิดพลางเดินก้มหัวลอดผ่านหินย้อยตรงหน้าอย่างระมัดระวัง

                ภูมิทัศน์ของถ้ำแปลกประหลาดราวกับไม่ได้เกิดจากการรังสรรค์ของธรรมชาติ หากแต่เป็นฝีมือของมนุษย์ ไคล์พาเขามาสู่ริมผาหินสูงชันขนาดที่ว่าคนไม่กลัวความสูงอย่างเขายังนึกหวาดเสียวเมื่อมองลงไป เสียงคลื่นทะเลเกรี้ยวกราดดังอยู่เนือง ๆ เรียกความสนใจจากลูคให้ชะเง้อมองลงไปด้านล่าง เขาเห็นแอ่งน้ำขนาดกว้างซ่อนตัวอยู่ที่ริมผา โอบล้อมอย่างระเกะระกะด้วยหินโสโครกนับสิบก้อน น้ำในแอ่งใสสะอาดเสียจนสามารถมองเห็นแนวปะการัง ซึ่งจมลึกอยู่ใต้ผิวน้ำยาวเหยียดออกไปจนถึงนอกทะเล ดูเหมือนหนอนบุ้งยักษ์สีชมพูอ่อน

                ไคล์เริ่มปีนป่ายลงไปตามผาหินที่ทั้งชันและเปียกชื้นด้วยน้ำฝนอย่างช่ำชองเส้นทาง เขาไม่รอช้า รีบปีนตามพี่ชายไปและนั่งรออยู่บนโขดหินก้อนหนึ่ง เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงไคล์ก็ว่ายกลับเข้าฝั่งพร้อมกับปลาตัวใหญ่กว่าครึ่งโหล

                “คุณยายต้องดีใจมากแน่ ๆ” ไคล์เอ่ยแววตาเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง ก่อนจะเริ่มปีนไต่หน้าผาหินจากแอ่งปะการังใหญ่กลับขึ้นไปบนถ้ำร่ำไห้อีกครั้งหนึ่ง ขอบผาอยู่ห่างเพียงแค่เอื้อมมือ ทว่าเด็กหนุ่มกลับหยุดนิ่งประหนึ่งร่างกายแข็งตัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของผาหิน ลูคชะงักตามพลางจ้องมองดวงหน้ามุ่นกังวลของพี่ชายด้วยความแปลกใจ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงพูดงึมงำดังแทรกเสียงซัดสาดของเกลียวคลื่นมาจากบนหน้าผา

                “ฉันปล่อยเขาไปไม่ได้ ฉันต้องปกป้องเขาจากคนนอก นายไม่เข้าใจหรอกว่ามันกำลังพยายามทำอะไรกับลูกชายของฉัน มันต้องการพรากลูกไปจากฉัน!” น้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบราวอมนุษย์สะท้อนก้องขึ้นตัดความเงียบ

                “งั้นเหรอ… แต่ฉันว่าบางทีนายก็ทำเกินไปหน่อยนะ” น้ำเสียงที่คล้ายกันฟังแปร่งหูโต้ตอบ

                “มีเด็กคนหนึ่งพยายามเข้ามาสอด ฉันไม่กล้าเสี่ยง มันอันตรายเกินไป ต้องรีบจัดการก่อนที่จะสายเกินแก้” เสียงนั้นแฝงความกลัดกลุ้ม

                “ฉันจะให้โอกาสนายอีกครั้ง...” อีกเสียงหนึ่งตอบ ทิ้งความเงียบงันให้ทิ่มแทงโสตประสาท

                ไคล์ค่อย ๆ ปีนไต่ขึ้นไปใกล้ขอบผายิ่งขึ้น เสียงหินเปราะดังสะท้อนทั่วผนังถ้ำ เขาเห็นผู้เป็นพี่ชายปีนก้อนหินพลาดเสียหลัก เหลือมือเพียงข้างเดียวที่ยังยื้อร่างให้เกาะไว้บนขอบผา ก้อนหินร่วงกราวเรียกร่างบุรุษให้ปรากฏในบัดดล การเผยตัวตนของเจ้าของเสียงทำเอาลูคถึงกับผงะ เขาจับจ้องไปยังใบหน้าของคนพวกนั้นซึ่งถูกปกปิดอย่างมิดชิดด้วยหน้ากากป้องกันแก๊สพิษสีดำด้วยความหวาดหวั่น ชายผู้นั้นกำลังยืนตัวแข็งทื่อดั่งรูปปั้นหินค้ำหัวอยู่ตรงหน้า

                “ดูซินี่อะไรเนี่ย ตายยากจริงเชียว --” ลูคแยกไม่ออกว่าเสียงพูดนั้นเล็ดลอดออกมาจากใต้หน้ากากใบไหน

                หนึ่งในนั้นก้มลงนั่งยองและยื่นหน้าเข้ามาใกล้ไคล์ “-- แย่จริง ดูเหมือนว่ามันกำลังลำบาก” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงความเย้ยหยันเอาไว้

                “พวกแกเป็นใครกันแน่” ไคล์กัดฟันกรอดเอ่ยขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว แม้ว่าลูคจะแอบเห็นพี่ชายกลืนน้ำลายลงคอจนลูกกระเดือกเลื่อนเป็นคลื่น

                ชายคนที่นั่งยองขยับนิ้วเรียกคนที่ตัวสูงกว่าซึ่งยืนอยู่ข้างหลังให้เข้ามาใกล้ และถอดหน้ากากของตนออก ไม่ใช่เพราะเสียงร้องครืนของฟ้า หากแต่เป็นโฉมหน้าเบื้องหลังหน้ากากที่ทำให้เขารู้สึกใจหาย ใบหน้าของพ่อผู้ให้กำเนิด ประหนึ่งว่าเผลอทำหัวใจร่วงหล่นจากผาหิน ความรู้สึกด้านชาสับสนว้าวุ่นใจเริ่มแทรกซึมผ่านหน้าอกลามขึ้นไปทั่วทั้งศีรษะของเด็กหนุ่ม

                “เพื่อตัวลูค นายคงเข้าใจใช่ไหมเจ้าหนุ่ม” โนเอลเอ่ยก่อนจะขยี้ฝ่าเท้าลงบนมือของไคล์

                ทำไมถึงทำแบบนี้” ไคล์กรีดร้องเสียงสั่นด้วยความเจ็บปวด ทว่าไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ

                ลูคเริ่มสติแตก เขารีบปีนป่ายผนังหินขึ้นไปบนหน้าผาได้เป็นที่สำเร็จ เด็กหนุ่มพยายามเอื้อมมือไปคว้าแขนของพี่ชายเอาไว้แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าความพยายามนั้นไร้ผล น้ำตาหลั่งรินอาบสองข้างแก้มประหนึ่งว่าเป็นอาถรรพ์ของถ้ำร่ำไห้ แรงโน้มถ่วงนำพาร่างของพี่ชายกำลังร่วงหล่นลงจากริมขอบผา ก่อนจะถูกคลื่นทะเลเชี่ยวกราดเบื้องล่างกลืนกินหายลับไป

                สายฝนเริ่มปรอยเม็ดบางลงจนหยุดสนิท ผิดกับหยาดน้ำตาของเขายังคงหลั่งรินออกมาไม่ขาดสาย ท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนจากสีเทาขมุกขมัวเป็นสีแดงฉานปานโลหิต ลูคนั่งแน่นิ่งอยู่ริมผาในถ้ำร่ำไห้ มือยกขึ้นกุมหน้าอกซึ่งเบาโหวง แม้จะเริ่มหายใจไม่ออก แต่สายตายังคงมิวายจ้องมองเกลียวคลื่นอย่างเหม่อลอย ก่อนที่ทุกอย่างจะพร่าเลือนจางหายไป

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in