ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
เรื่องไม่คาดฝัน (2)
  • การโดดเรียนวิชาสมุนไพรศาสตร์นั้นง่ายเสียยิ่งกว่าเคี้ยวเมล็ดธัญพืชในมื้อกลางวันชั้นเรียนเริ่มไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อาจารย์ซินธ์ก็ปล่อยให้นักเรียนทุกคนออกเดินสำรวจสวนกว้างในเรือนกระจกเขากับซิดจ์รีบคว้าโอกาสนี้วิ่งหลบหนีออกมาจากฝูงนักเรียนโดยระวังไม่ให้คนที่เหลือรู้ตัว


    พี่แซมจะช่วยเขาได้มากน้อยแค่ไหนและด้วยวิธีการใดความคิดลอยฟุ้งในห้วงคิดของเขาไม่ต่างจากเมฆฝนขมุกขมัวบนท้องฟ้าเหนือทางเดินเหล็กสีทองคำลัดสู่เหมืองร่วงโรยทอดยาวอยู่หลังรั้วเหล็กสีทองอร่ามเสียงฝีเท้าสองคู่กระทบพื้นเหล็กส่งเสียงดังเป็นจังหวะกึก ๆ สะท้อนทั่วทางเดินก่อนจะชะลอ และเงียบลงราวกับว่าฝีเท้าของทั้งสองเป็นเพียงแค่เสียงสะท้อนอันกังวาลของฝนหยาดแรกที่เริ่มโรยเม็ด


    รุ่นพี่เบอมิวด์เดินเลี้ยวมาตรงหัวมุมรูปปั้นหญิงชราเหล็กไกลออกไปพอสมควรถัดจากเขาคือเด็กผมม่วงคนเดิมเดินขนาบข้างอยู่ด้วยเห็นเช่นนั้นแล้วลูคจึงรีบคว้าคอเสื้อซิดจ์และเอี้ยวตัวหลบเข้ามาอยู่ระหว่างซอกหินติดกับดอกไม้สีเขียวไข่กาทรวดทรงกระดิ่งคว่ำขึ้นรกเรื้ออยู่ใกล้กับเพิงเก่าๆ ริมน้ำ


    รุ่นพี่ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่หน้าเพิงลูคสังเกตเห็นเบอมิวด์อ้าปากจะพูดบางอย่างขึ้นมาทว่ารุ่นพี่กลับเงียบปากของเขาลงเสียดื้อ ๆเมื่อใครผู้หนึ่งเดินพรวดออกมาจากเพิงเก่าริมน้ำอาจารย์โจชัวเดินไม่รู้อิโหน่อิเหน่ผ่านหน้าทั้งสองไปในมือของอาจารย์หนุ่มเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำสวนลูคเดาไม่ออกเลยว่าอาจารย์จะต้องการเครื่องมือพวกนั้นไปเพื่ออะไร คิดไม่ทันสำเร็จเบอมิวด์ก็ปริปากพูดบางสิ่งออกมาทันทีที่อาจารย์โจชัวเดินลับสายตาไปที่มุมรูปปั้นเหล็ก


    ไอ้เด็กไวท์ตัวป่วนกับกลุ่มเพื่อนของมันกล้ามากที่บุกเข้ามาในสวนของแม่ฉัน!พวกมันจะต้องชดใช้! ทั้งหมดเป็นเพราะความล้มเหลวของแก!ถ้าแกไม่ทำพลาดป่านนี้ฉันคงจับตัวมันมาได้แล้ว! --” รุ่นเบอมิวด์กัดฟันพูดอย่างเคียดแค้นก่อนจะหันไปสบถใส่ใบหน้าสลดของน็อกซ์“-- แกมันตัวไร้ประโยชน์!


    สองคู่ซี้รูดซิบปากเสียสนิทเพียงแค่ประสานสายตากันความอยากรู้อยากเห็นวาวโรจน์อยู่ในตาคู่สีฟ้าครามของซิดจ์


    แต่ก็เอาเถอะ ฉันก็ไม่ได้ถูกลงโทษอะไร ยังมีโอกาสให้แก้มืออีกครั้งอีกไม่นานมันต้องเสร็จฉัน” เบอมิวด์สลัดคราบความเกลียดชังบนใบหน้าออกไปเหลือเพียงแค่รอยยิ้มกริ่มที่ชั่วร้าย


    คืนนี้แกทำตัวดี ๆ แล้วอย่ามากวนฉันต้องไปให้อาหารผ่านประตูบานนั้นตามที่ไอ้นั่นบอก ฉันเบื่อจริง ๆที่ต้องมาทนรับใช้มันอยู่อย่างนี้ทุกคืนต้องคอยให้อาหารสัตว์ประหลาดที่มันสร้างขึ้นมา ‘ไอ้เด็กกำพร้า!อย่าลืมเวลาให้อาหารล่ะฉันเบื่อคำดูถูกของมันเสียจริงลูคเห็นใบหน้าของเบอมิวด์บิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง


    เด็กผมม่วงเริ่มมีท่าทีผิดแปลกไปเขาสูดอากาศเข้าจมูกเสียงดังฟืดฟาด คล้ายว่าได้กลิ่นของสิ่งแปลกปลอมบางอย่างก่อนจะหันขวับจองเขม็งมายังพงไม้ริมเพิงที่ลูคกับซิดจ์ซ่อนตัวอยู่ 


    ซิดจ์หันมองเขาด้วยแววตาเลิ่กลั่กเมื่อน็อกซ์ย่างเท้าเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ


    เป็นอะไรไปน็อกซ์ แกได้กลิ่นอะไรอย่างงั้นหรือ” เบอมิวด์ทักก่อนจะเพ่งสายตามองมายังพงไม้มาสบประสาน ลูคขนลุกเกรียวขึ้นมาทันทีเขารีบเหลียวมองรอบตัวเพื่อมองหาที่ซ่อนที่ใหม่จนไปเห็นเข้ากับขอนไม้ใหญ่ผุพังลอยอยู่ในทะเลสาบน้ำขุ่นโคลนห่างไปเพียงไม่กี่เมตรเด็กหนุ่มไม่รอรีรีบลากเกลอแสบวิ่งยองด้วยฝีเท้ากริบลงไปในน้ำโคลนเพื่อซ่อนตัวหลังซากต้นไม้ในน้ำวินาทีเดียวกับที่น็อกซ์แหวกพงไม้ออกและพบแต่ความว่างเปล่า


    กลิ่นลิลลี่สนิม เหม็น ๆ พวกนั้นที่ตาแก่นั่นปลูกไว้รอบ ๆนี่คงทำแกจมูกเสีย” เบอมิวด์หยุดฝีเท้าของเขาลงก่อนจะหันหลังกลับ และออกเดินหายลับไปที่มุมอาคารเหล็ก


    ที่นายพูดถูกต้องจริง ๆ ด้วยรุ่นพี่เบอมิวด์ต้องเป็นคนขังตัวฌายาไว้ในกระท่อมร้างกลางป่าสาบสูญแน่ ๆนายได้ยินไหมที่เขาว่าต้องไปให้อาหารผ่านประตูบานนั้นทุกคืนน่ะ” ซิดจ์ร้องเสียงแหลมแหวกความเงียบงันขึ้นมาทันทีที่เห็นว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว


    แต่ฉันคิดว่าต้องมีคนชั่วร้ายกำลังบงการเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี่อยู่เบื้องหลังเหมือนกับว่ารุ่นพี่กำลังทำตามคำสั่งของใครบางคนอยู่เลย พวกเราต้องรู้ให้ได้ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร” ลูคสันนิษฐานเสียงเข้ม


    เสียดายชะมัดที่เบ็นไม่ได้ยินเรื่องนี้ด้วยหูของตัวเองพนันได้เลยว่าหมอนั่นคงไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ แน่” ซิดจ์พูดด้วยสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด


    ทั้งสองตกลงกันวางปมปริศนาที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อครู่พักไว้ก่อนและเริ่มออกเดินทางหาตัวพี่แซมกันต่อ เดินไปได้ครู่หนึ่ง ก็ต้องหยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง


    เจ้าสาหร่ายจอมปัญหา ถ้าไม่ติดว่าฉันกำลังศึกษาการถอดความโลหะใต้น้ำป่านนี้ฉันคงอิ่มซุปสาหร่ายไปแล้ว” เสียงบ่นงึมงำของอาจารย์หนุ่มในชุดเอี้ยมดังขึ้นจากทะเลสาบอาจารย์โจชัวกำลังยืนกำสาหร่ายน้ำมาเต็มมือทั้งสอง


    อ้าว พวกเธอมาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ --” โจชัวเอ่ยทัก


    ลูคหันมองซิดจ์หวังจะขอคำแก้ตัวที่ดูฟังขึ้นมากไปกว่าบอกอาจารย์ไปตรงๆ ว่าพวกเขาโดดเรียน ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าปั้นยากของซิดจ์ เขาก็นึกคำแก้ตัวออก


    พอดีอาจารย์ซินธ์วานให้เราตามหารุ่นพี่ปีสามคนหนึ่งครับพวกเราเลยกำลังจะไปที่เหมือนร่วงโรย” ลูคหัวเราะแห้งกลบเกลือนคำโกหกพลางกระทุ้งศอกใส่ลิ้นปี่ของเพื่อนตัวดีให้ช่วยเออออห่อหมกตาม


    อาจารย์จะทำอะไรกับสาหร่ายพวกนั้นเหรอครับ” ซิดจ์รีบทำเป็นเปลี่ยนเรื่องเรียกรอยยิ้มน้อย ๆ จากมุมปากของอาจารย์หนุ่ม


    ฉันกำลังศึกษาเรื่องการถอดความโลหะใต้น้ำอยู่น่ะเด็ก ๆแล้วพวกเธอรู้ไหมว่าสาหร่ายชนิดนี้เนี่ยชอบขึ้นในพื้นที่ที่เป็นแหล่งสินแร่ก็เลยต้องถอนมันออกมา” โจชัวตอบพลางมองสาหร่ายสีเหลืองทองในมือด้วยแววตาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะละสายตามามองหน้าลูคด้วยแววตาประหนึ่งว่านึกบางอย่างขึ้นได้


    พกติดตัวไว้ มันจะช่วยเธอได้ในยามคับขันหรือเมื่อใกล้หมดลมหายใจ...”อาจารย์กระซิบข้างหูลูคก่อนจะยัดบางสิ่งบางอย่างใส่อุ้งมือลูค


    ถ้าพวกเธอไม่ว่าอะไร ฉันขอตัวก่อนนะ” สิ้นคำกล่าวลาอาจารย์หนุ่มก็ก้าวเท้าฝ่าน้ำนิ่งในทะเลสาบขึ้นริมฝั่ง เหลือทิ้งไว้เพียงคลื่นน้ำกระเพื่อมเป็นวงไว้ให้พวกเขาดูต่างหน้า


    ลูคก้มมองสิ่งของบนฝ่ามือเห็นกำไลลูกหินสีใสแวววาวเป็นมันเมื่อสะท้อนกับพื้นเหล็กสีทองอร่ามเขารีบสวมกำไลหินพลางคิดในใจว่าทำไมอาจารย์โจชัวถึงต้องพูดอะไรแปลก ๆที่เหมือนคำแช่งให้ตายแบบนั้นกับเขาด้วยก่อนที่เขาจะเริ่มออกเดินต่อเมื่อเพื่อนตัวดีกระชากแขนเขาอย่างแรง


    ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ทั้งสองก็มาถึงยังสุดทางเดิน เหมืองร่วงโรยซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกขนาดใหญ่ลูคจ้องมองลงไปยังพื้นน้ำเชี่ยวใต้สะพานกำลังส่งเสียงดังซู่ซ่ามือก็ปัดละอองน้ำเย็นที่ฟุ้งกระจายมาโดนแขนพลางคิดสงสัยในใจว่าเท่าที่ผ่านมาเคยเกิดอุบัติเหตุเด็กนักเรียนตกลงเสียชีวิตบ้างไหม


    เบื้องหลังสายน้ำตกคือทัศนียภาพหน้าผาสูงชันแลดูอันตรายเกินกว่าจะใช้เป็นสถานที่เรียนหนังสือเขาเห็นกลุ่มเด็กโตหลากหลายคนกำลังจับกลุ่มกันทำกิจกรรมอยู่บนพื้นเหล็กยกสูงติดริมผายาวออกไปไกลลิบตา เสียงระเบิดและเสียงตอกหินดังขึ้นอยู่เนือง ๆตลอดระยะทางที่พวกเขาเดินบนทางเดินเหล็กยกสูง


    เวลาล่วงเลยถึงพลบค่ำเหมืองร่วงโรยเงียบกริบราวป่าช้าเพราะบรรดาเด็กปีสามกลับออกจากเหมืองกันไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่สองหนุ่มปีหนึ่งกำลังนั่งพักแข้งพักขาอยู่หน้าปากทางเข้า


    ไอ้พี่บ้ามันหายหัวไปไหนของมันวะ” ซิดจ์บ่นหน้าบูดเหมือนหมาบูลด็อกขณะที่พวกเขาเดินฝ่าความมืดกลับไปยังทางลัดสู่ห้องอาหารใบไม้ร่วง


    ทางเดินลัดพร่ามัวด้วยแสงสลัวของไฟริมทางอาจเป็นเพราะเมฆฝนที่กำลังบดบังแสงสว่างอันน้อยนิดของจันทร์เสี้ยว ทั้งสองเดินไปได้พักหนึ่งก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นเมื่อฝนห่าใหญ่เทซู่ใส่ศีรษะของพวกเขาพร้อมกับไฟริมทางต่างพากันดับพรึ่บลงพร้อมกันหมดทุกดวงส่งผลให้ทั่วทางเดินมืดมัวเสียจนลูคมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง


    อะไรวะเนี่ย สงสัยไฟดับเพราะฝนตก รีบจับมือฉันไว้เร็ว” เจ้าเพื่อนตัวแสบร้องดังฝ่าความมืดมาพร้อมกับฝ่ามือรัดแขนเขาแน่นราวหนวดปลาหมึก


    เสียงสายฝนและเสียงอึ่งอ่างร้องดังระงมกลางความมืดทั่วริมทะเลสาบสองหนุ่มพยายามเดินคลำทางไปต่อโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขากำลังออกนอกเส้นทางฝ่าความมืดสนิทอย่างไร้จุดหมาย 


    เวลาผ่านไปครู่ใหญ่แสงไฟริมทางก็กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง แทนที่จะอยู่บนทางเดินลัดลูคพบว่าพวกเขากลับโผล่มาอยู่กลางปลักโคลนขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยทิวไม้หนาทึบยังไม่ทันจะหันหลังเดินกลับ กลิ่นสาบเหม็นน่าสะอิดสะเอียนก็คลุ้งโชยเข้าเตะจมูกเด็กหนุ่มทั้งสองหันไปรอบ ๆ เพื่อมองหาต้นตอของกลิ่นเจ้าเพื่อนตัวแสบบีบแขนเขาอย่างแรงเมื่อเห็นบางสิ่งอยู่ตรงพงไม้ไกลออกไป


                เงาตะคุ่มดำของสิ่งมีชีวิตเจ้าของนัยน์ตาแดงก่ำกำลังส่งเสียงขู่ต่ำในลำคอชวนขนหัวลุกลูครู้ทันทีว่ามันคือเจ้ามนุษย์หมาป่าตัวเดียวกันกับที่เขาเคยเจอในป่าสาบสูญ เขารีบหันมองหน้าเพื่อนรักที่ดูจะยังมีสติอยู่เต็มร้อยก่อนจะลากแขนซิดจ์เดินลุยฝ่าพื้นโคลนหนีกลับไปสู่ทางเดินเหล็กสีทอง


    ทว่าดินโคลนดูดความเร็วของเขาไปจนเกือบหมดเสียงฝีเท้าของเจ้าสัตว์ประหลาดดังสวบสาบแหวกพงหญ้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆจนลูคคิดว่ามันคงอยู่ห่างจากพวกเขาออกไปเพียงไม่กี่เมตร


    ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบลูคหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินเสียงซิดจ์กรีดร้องดังก้องด้วยความเจ็บปวดสัตว์ร้ายซึ่งวิ่งตามมาถึงพวกเขาแล้วได้ฝังกรงเล็บอันคบกริบลงบนแผ่นหลังของเจ้าเพื่อนตัวแสบจนเสื้อขาดรุ่งริ่งทิ้งรอยแผลลากยาวถึงบั้นเอวไว้ให้ดูต่างหน้า


    แม้เขาจะสติเตลิดด้วยความหวาดกลัวแต่ลูคก็ยังคงจับมือเพื่อนของเขาไว้แน่นด้วยสติเสี้ยวสุดท้ายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวลูคพยายามลากซิดจ์ออกห่างจากสัตว์ร้ายให้ไกลที่สุดแม้เขาจะรู้ดีว่าความพยายามของตนไม่มีวันสำเร็จได้แต่แล้วเขาก็กลับไปสติแตกกระเจิงอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านหลังของสัตว์ประหลาดเขาได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของมันดังขึ้นตามมาอย่างน่าสยดสยอง


    ลูคสัมผัสได้ว่ามีมือของใครคนหนึ่งกระชากเขาอย่างแรงจนเกือบล้มหน้าคะมำไปข้างหน้าเด็กหนุ่มร่างสูงเจ้าของปอยผมสีเขียวนีออนกำลังวิ่งลากเขาหน้าตั้งกลับไปยังทางเดินลัดซึ่งส่องสว่างอยู่ริบหรี่ด้วยแสงไฟริมทางแม้ว่าสัตว์ร้ายจะไม่ได้วิ่งตามพวกเขามาอีกต่อไปแล้วแต่ทั้งสามก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างไม่คิดยั้งฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย


    เกือบไม่ทันแล้ว ถ้าฉันมาเห็นเข้าช้ากว่านี้ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นดีนะที่พกระเบิดเหมืองติดกระเป๋ามาด้วย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข่าวลือเป็นเรื่องจริง”พี่แซมพูดไปหอบไปเมื่อวิ่งถลาเข้ามาในห้องอาหารใบไม้ร่วงที่เงียบวังเวง


    พี่แซม ซิดจ์โดน...” ลูครีบพูดจนสำลักเพราะความเหนื่อย


             รีบพาไปทำแผลก่อน” พี่แซมทำหน้าเครียดขณะสำรวจบาดแผลบนแผ่นหลังของน้องชายผู้หมดสติก่อนจะช่วยเขาพยุงซิดจ์ไว้บนไหล่ข้างหนึ่ง


            ไปหาเบ็นจามิน หมอนั่นพอจะปฐมพยาบาลได้” ลูคกระวนกระวาย


    ป้ายรอรถบัสไปหอพักของเด็กปีสามเงียบเชียบวังเวงจนน่ากลัวระหว่างรอรถบัสมาจอดเทียบป้ายพี่แซมบอกว่าได้ยินเสียงร้องของซิดจ์ขณะเดินมาที่ทางลัดกลับจากเหมืองหนาวเหน็บของนักเรียนปีสี่เพราะเขาจำเป็นต้องอยู่เก็บรายละเอียดบุษราคัมเพื่อใช้ทำโครงงานพิเศษวิชาถอดความโลหะของอาจารย์โจชัวที่ต้องส่งภายในคาบเช้าวันรุ่งขึ้น


    ความจริงทางลัดนี้มันไม่ได้ลัดไปแค่ที่เหมืองร่วงโรยหรอกแต่มันพาไปเหมืองหนาวเหน็บได้ถ้าหากนายเดินเลี้ยวซ้ายไปอีกทางหนึ่งที่รูปปั้นมาดามนานูค”พี่แซมบอก


    นั่นแกเอง… เหรอไอ้พี่บ้า... รู้ไหมวันนี้… พวกฉันวิ่งหาตัวแก…ทั้งวันเลย...” ซิดจ์ได้สติเงยหน้ามามองหน้าพี่ชายพอดีกับรถบัสวิ่งเข้ามาจอดที่ป้าย


    ฉันอยู่นี่แล้ว แผลแค่นี้ทำไรแกไม่ได้หรอก --” พี่แซมพูดเสียงเครือ“-- เออ ว่าแต่แกจะไม่บอกฉันจริง ๆเหรอว่าเมื่อวันเสาร์แกหายหัวไปไหนมาทั้งคืนกลับบ้านมาสภาพมอมแมมอย่างกับเจ้าซิลเวอร์ตอนมันเล่นคลุกขี้โคลนแซมยังคงไม่ละความพยายามขณะก้าวขายาวขึ้นรถบัส


    ไม่มีวันหรอก” ซิดจ์พูดด้วยเสียงในลำคอก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง


    สมกับเป็นน้องพี่จริง ๆ แกนี่” พี่แซมหัวเราะฝืน ๆ ก่อนที่รถบัสจะเริ่มออกแล่นฝ่าความมืดยามราตรีไป

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in