ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
จารึกโลหะ (2)
  • เย็นวันเสาร์วันหนึ่งในปลายฤดูใบไม้ผลิ ลูคและเพื่อน ๆ กำลังนั่งเบียดเสียดกันอยู่บนโบกี้อันคับแคบของรถรางมุ่งหน้าสู่ลูนคาเฟ่ ลมฝนหน้าร้อนพัดพาเอาเศษฝุ่นควันจากเชื้อเพลิงถ่านหินผ่านบานหน้าต่างเข้ากระทบใบหน้าของลูคจนรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ อากาศร้อนชื้นของหน้าร้อนมาพร้อมกับข่าวดีที่ลูคตั้งหน้าตั้งตารอคอยมานานร่วมเดือน เพราะในที่สุด อาจารย์โจชัวก็ถอดความจารึกโลหะได้สำเร็จแล้ว


    วันนี้น้าจูเลียทำขนมอะไรไว้รอฉันนะจะเป็นเค้กช็อกโกแลตรสเข้มหรือเปล่าเนี่ย” ซิดจ์พูดหน้าตาเพ้อฝันผมเผ้าฟูกระเซิงจากแรงลมแลดูเหมือนคนสติไม่สมประกอบ


    นายนี่ตะกละจริง ๆ ที่น่าคิดกว่านั้นคือเรื่องจารึกโลหะนะเว้ย” เบ็นจามินพูดเสียงแหลมพลางเอามือประกบหมวกถังของตนไว้บนศีรษะเพราะกลัวลมพัดปลิวหายส่วนชินก็ยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ คนเดียวโดยไม่สนใจใครทั้งนั้นกว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงเซนต์ฟรานซิสพระอาทิตย์ก็ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว 


    ถึงแม้ว่าจะเลยเวลาปิดร้านมาได้สักพักหนึ่งแล้วแต่บรรยากาศในลูนคาเฟ่ก็ยังคงอบอุ่นและสว่างไสวด้วยแสงไฟจากหลอดนีออนและเตาผิงถ่านหินน้าจูเลียทักทายพวกเขาทันทีที่กระดิ่งประตูลั่นเสียงกรุ้งกริ้งเธอกำลังเก็บเก้าอี้และโต๊ะให้เข้าที่เข้าทาง


    พวกเพื่อน ๆ นั่งรออยู่ที่ระเบียงนะจ๊ะ ถ้าพวกเธอไม่ว่าอะไรน้าขอตัวก่อนนะ”เธอกล่าวด้วยท่าทางอิดโรย


    ที่โต๊ะตัวยาวนอกระเบียงลูคเห็นฌองและคลีโอกำลังนั่งคุยกับแอนเสียงแจ้วถัดไปคืออาจารย์โจชัวที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ราวกับคนขาดนอนมาร่วมสัปดาห์


    สวัสดีลูค สบายดีหรือเปล่าไม่เจอกันตั้งเกือบเดือน” แอนทักทายอย่างสดใสผิดกับพ่อของเธอลิบลับ 


    ลูคยิ้มรับ


    อาจารย์ถอดความจารึกโลหะเสร็จแล้วเหรอ” ไม่ทันจะล้มตัวลงนั่งเบ็นจามินก็รีบหันไปถามเธอด้วยความกระตือรือร้นส่วนซิดจ์กลับดูไม่ได้สนใจเรื่องจารึกนั่นเท่าไหร่นักเจ้าตัวแสบกำลังฟุดฟิดจมูกเหมือนหมาล่าเนื้อทันทีที่มองเห็นถ้วยไอศครีมซอร์เบท์หลากรสชาติวางอยู่บนโต๊ะ


    แอนพยักหน้าตอบพวกเธอต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ว่าจารึกมันเขียนอะไรเอาไว้” แอนทำเป็นกระซิบกระซาบชวนให้ทุกคนยิ่งรู้สึกอยากรู้


    ให้พ่อฉันเป็นคนเล่ารายละเอียดทั้งหมดดีกว่า” แอนหันไปหาพ่อของเธอที่ยังคงนั่งสัปหงกอยู่ข้างๆ ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว


    พ่อคะตื่น!” แอนตะเบ็งเสียงจนโจชัวสะดุ้งเฮือก


    โอ้ะ พวกเธอมาถึงเร็วจัง” โจชัวหาวอ้าปากหวอราวกับคนเมาขี้ตาแต่แล้วก็ต้องสำลักค่อกแค่กเพราะลูกสาวตัวดีแอบยัดช้อนพูนด้วยไอศครีมรสมะนาวคำโตเข้าปาก


    นี่แหล่ะวิธีปลุกพ่อที่ถูกต้อง” แอนหัวเราะคิกคักแม้ว่าผู้เป็นพ่อจะส่งสายตาตำหนิติเตียนใส่เธอก็ตาม


    อาจารย์โจชัวกระแอมกระไอก่อนเริ่มเล่าสรุปสิ่งที่เขาค้นพบเหมือนเช่นทุกครั้งก่อนการบรรยายในชั้นเรียน


    “...จารึกกล่าวถึงแร่ศิลาหายาก 3 ชนิดที่ตกผลึกจากดอกไม้เดย์ดรีม เดจาวู และอินคิวบัส ว่ากันว่าหากชาวมากอสเข้าใกล้ศิลาวิเศษทั้ง 3ก้อนนี้ในคืนจันทรุปราคาพวกเขาจะถูกสาปให้สูญเสียความสามารถในการท่องโลกแห่งความฝันไปชั่วกาลมันถูกเรียกว่าพิธีศิลาเลือด มีไว้ใช้ลงโทษชาวมากอสที่ประพฤติผิด...อาจารย์โจชัวถอนหายใจแล้วเล่าต่อ


                “...เดย์ดรีม แร่หายากแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ว่ากันว่าส่องแสงได้ราวหิ่งห้อยในตอนกลางคืนและจะตกผลึกได้เฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้นเดจาวู แร่น้ำแข็งที่เรืองแสงเฉพาะในเวลาเที่ยงคืนและสลายตัวหากต้องแสงอาทิตย์และอินคิวบัสที่ยังคงเป็นปริศนามาถึงปัจจุบันนี้ไม่มีนักแปรธาตุคนไหนเคยบันทึกว่าพบมันอีกเลยตั้งแต่ครั้งแรกที่มันถูกสร้างขึ้นโดยเลดี้ออกัสต้าอาซารัน เมื่อ 3 ร้อยปีที่แล้ว...” 


                แล้วเราจะไปหาศิลาพวกนั้นได้จากที่ไหนในฟอร์ทอีสต์ในเวลานี้ล่ะครับ”ทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันแต่ไร้ซึ่งคำตอบจากอาจารย์โจชัวที่เริ่มกลับไปนั่งคอตกอีกครั้ง


                พ่อฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นหรอกลูคแต่เห็นว่ามีอาจารย์อยู่คนหนึ่งในโกลเด็นฟอร์เธ่ที่รู้เรื่องพวกนี้ละเอียดยิบรู้สึกว่าจะเป็นอาจารย์ผู้หญิงนะ --” แอนอธิบายแทนพ่อของเธอ“-- แต่ที่แน่ ๆ จันทรุปราคาครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในอีก 4 เดือน และดูเหมือนว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับปีนี้ด้วย” เธอเสริมอีกครั้งด้วยแววตาผิดหวัง


    เดจาวู… อาจารย์ผู้หญิง… ฉันคิดออกแล้ว!พวกนายจำได้หรือเปล่าว่าเราเคยเขียนเรียงความเรื่องปฏิกิริยาการสลายตัวของหินเดจาวูส่งคาบอาจารย์มัวราห์!”จู่ ๆ เบ็นจามินก็โพล่งเสียงแหลมขึ้นมาจนอาจารย์หนุ่มสะดุ้งตื่นอีกเป็นครั้งที่สอง


    หมายถึงเรียงความที่ฉันรีบลอกนายส่งก่อนหมดเวลาเรียนนั่นเหรอ” ซิดจ์พูดพลางถูแก้มที่เปื้อนไอศรีมรสส้มด้วยฝ่ามืออย่างมูมมาม


                ฝนเริ่มมีทีท่าว่าจะตั้งเค้าครั้งใหญ่ลูคหันออกไปมองที่ด้านนอกบานกระจกใสของคาเฟ่ ซอยซูเคร่ดูมืดมัว ท้องฟ้าถูกบดบังไปด้วยเมฆสีดำครึ้มก้อนโตสายลมพัดพาเศษใบไม้แห้งปลิวว่อนกระทบกระจกร้านพ่อลูกฮันเตอร์บอกว่าพวกเขาควรรีบแยกย้ายกันกลับบ้านเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้กลับเพราะติดฝน


                จะกลับกันแล้วเหรอเด็ก ๆ” เสียงของน้าจูเลียดังขึ้นใกล้กับบันไดลูคไม่ทันสังเกตว่าเธอมายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่แต่จากสภาพหน้าตาที่ดูเหมือนเพิ่งตื่นนอน ก็คงจะเดาได้ว่าเพิ่งเมื่อสักครู่นี้แน่


                ครับจูเลีย พอดีฝนตั้งเค้า แล้วผมก็ต้องจัดการกับงานอีกเยอะแยะเลย”โจชัวชิงตอบก่อนใคร


                ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยรอฉันแปปนึงนะ หนูฌองมากับน้าหน่อยลูก” เธอหันไปเรียกหลานชายแล้วก็เดินนำเข้าไปในครัวตามมาด้วยเสียงดังก๊อกแก๊กครู่ใหญ่สักพักน้าหลานก็เดินกลับออกมาพร้อมทั้งถุงกระดาษเต็มไม้เต็มมือไปหมดจูเลียยื่นถุงใบใหญ่ให้กับโจชัว ส่วนฌองก็ยื่นถุงใบที่เล็กกว่าให้กับเพื่อน ๆลูคพอจะเดาออกว่าข้างในถุงพวกนี้คงจะเต็มไปด้วยขนมและเครื่องดื่มหลากหลายเมนูเป็นแน่ทุกคนกล่าวคำขอบคุณคุณน้าจูเลียในความใจดีของเธอ ก่อนจะกลับบ้านพร้อมกัน 


                ขณะที่ลูคและเพื่อนๆ กำลังเดินกลับไปยังสถานีรถราง เสียงคุ้นหูเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

                ฉันว่าจะไปอ่านหนังสือที่สวนหลังคฤหาสน์ รู้หรือเปล่าน๊อกซ์ว่าใคร ๆเขาก็เรียกที่นั่นว่าสวนนิรันดร์ เพราะมันเขียวชอุ่มร่มรื่นมานานหลาย 100 ปีแล้วต้นไม้แต่ละชนิดในนั้นรูปร่างหน้าตาอย่างกับไม้ดึกดำบรรพ์อย่างไงอย่างงั้นเลยถึงฉันจะถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในสวนนั่นเพราะเรื่องเล่างี่เง่าที่เจ้าเบอมิวด์เคยเล่าให้ฟังก็เถอะ ก็เรื่องไม่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตาแก่ประสาทกลับต้นตระกูลอะไรนั่นอีกน่ะแหละ” 


    รุ่นพี่ฮาลน์กำลังเดินมากับเด็กหนุ่มผมดำหยักศกสุดแปลกคนเดิมดูเหมือนว่าฮาลน์จะไม่ทันสังเกตว่าพวกเขายืนอยู่หน้าคาเฟ่ในขณะที่น็อกซ์มองมาที่ลูคด้วยแววตาน่ากลัว


                นายว่าคนนั้นแปลก ๆ ไหม --” ซิดจ์เอ่ยปากขึ้นมาทันทีที่รุ่นพี่ทั้งสองเดินเลี้ยวหายไปที่ปากซอย“-- สาบานได้ว่าฉันไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนเลยจะเป็นไปได้ยังไงที่จะมีเด็กปี 4 ที่ฉันไม่รู้จักหรือเคยเห็นหน้าเหลือรอดในโกลเด็นฟอร์เธ่


                การที่แซมมัว ลอว์สัน เป็นพี่ชายของนายไม่ได้ทำให้จะได้รู้จักเด็กทุกคนบนโลกสักหน่อยซิดจ์” เบ็นจามินเอ่ยส่วนซิดจ์ย่นจมูกอย่างขัดใจ


    กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดแล้วทันทีที่แยกกับซิดจ์ที่หน้าประตูบ้าน ฝนก็กระหน่ำตกลงมาอย่างหนักจนเจ้าตัวต้องรีบวิ่งกระโจนกลับบ้านตัวเองไม่ต่างจากเจ้าซิลเวอร์สมัยที่ยังหนุ่มยังแน่นเลยทีเดียว


    ในที่สุดเช้าวันพฤหัสบดีที่ลูคตั้งหน้าตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อก็มาถึงนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดเทอมมาที่เขากับเพื่อน ๆ มาถึงห้องเป็นกลุ่มแรกกว่าสองคืนเต็ม ๆ ที่ผ่านมา เขายอมอุทิศเวลาทั้งหมดอ่านทบทวนบทเรียนล่วงหน้าของวิชาอัตชีวประวัตินักแปรธาตุขั้นเริ่มต้นเผื่อจะสามารถเอามาตอบคำถามอาจารย์ในชั้นเรียนได้บ้าง


    ทันทีที่ถึงเวลาเริ่มชั้นเรียนอาจารย์สาวผู้สอนวิชาอัตชีวประวัตินักแปรธาตุก็ก้าวฉับเข้ามาในห้องเธอกระแทกตำราเรียนเล่มหนาใส่โต๊ะดังพลั่ก และกวาดสายตาทะลุผ่านกรอบแว่นสีรุ้งไปทั่วทั้งชั้นเรียนประหนึ่งนกแร้งจ้องหาเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย


    ดูท่าจะขอให้ช่วยยากแล้วล่ะ ยัยนี่อารมณ์บ่จอยแทบทุกคาบ” ซิดจ์ขมุบขมิบปากพูด


    ไม่มีอยู่ในบทเรียน พวกเธอไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้!” อาจารย์มัวราห์หวีดเสียงแหลมเหมือนนกแสกใส่ลูคและเพื่อน ๆเป็นครั้งที่ห้าเมื่อลูคถามเธอถึงศิลาวิเศษ


    อาจารย์สาวรีบควบส้นเข็มสูงเกินห้านิ้วสีชมพูแป๊นตรงหรี้สู่ระเบียงสุดแสนคดเคี้ยวทันทีที่ชั้นเรียนเลิกลูคไม่รีรอรีบลากแขนเพื่อน ๆ ลุกพรวดจากโต๊ะเรียนตามเธอไปติด ๆ


    อาจารย์ เดี๋ยวก่อนครับ! ผมมีเรื่องจะปรึกษา” 


    ลูคตะโกนไล่หลังยิ่งทำให้อาจารย์สาวเร่งฝีเท้าไวยิ่งขึ้นจนในที่สุดก็คลาดกันที่มุมหนึ่งของระเบียงทางเดินซึ่งล้นทะลักด้วยเด็กนักเรียนชั้นโต


    มหาลัยนี้ไม่ได้มีอาจารย์อยู่แค่คนเดียวสักหน่อย คนอะไรงกวิชาชะมัด”ซิดจ์พูดอย่างมีอารมณ์

    มันต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้อาจารย์ไม่อยากบอกพวกเราเรื่องหินเดจาวูแน่ๆ” ชินเอ่ยเสียงเรียบทว่าดวงหน้าเคลือบด้วยความครุ่นคิด


    ฉันไม่เชื่อหรอกว่ายัยนั่นรู้เรื่องเดจาวูกับอินคิวบัสจริง ๆ ถ้าเป็นฉันนะเล่าไปตั้งแต่ครั้งแรกที่นายยกมือถามแล้ว” ซิดจ์ว่าเสียงดัง


    ใกลออกไปสุดระเบียงลูคเห็นรุ่นพี่เบอมิวด์กำลังเดินหน้าหงิกมาตัวคนเดียว


    เฮ้ยดูดิ นั่นใช่รุ่นพี่แกรนด์โกสต์หรือเปล่าที่กำลังเดินมาทางนี้น่ะหน้าตาดุเอาเรื่องเลยเชียว --ฉันได้ยินมาว่ารุ่นพี่คนนี้เขาอยู่ในคฤหาสน์ท้ายซอยซูเคร่คนเดียวเหรอวะ -- เออดิแกไม่รู้หรือไงว่าเมื่อ 10 ปีก่อนพ่อแม่เขาเสียชีวิตเพราะเหตุระเบิดในเซนต์ฟรานซิส ทุกคนเลยเรียกเขาว่าไอ้ตัวซวย --จริงดิ งั้นเราเผ่นกันเหอะลูคได้ยินเด็กนักเรียนรอบ ๆซุบซิบกันดังหึ่งเหมือนเสียงผึ้งงานก่อนยกจะขโยงเดินหนีไปจากระเบียง


    เบอมิวด์เดินใกล้เข้ามาหยุดอยู่หน้ากระจกเงาบานยักษ์ความรู้สึกสงสัยใคร่รู้โถมใส่ห้วงคิดของเขาอย่างจังเมื่อเห็นเงาสะท้อนของอาจารย์สาวจอมดุที่หน้ากระจก


    ลูคเห็นเช่นนั้นก็รีบลากตัวเพื่อนๆ ไปหลบอยู่หลังรูปปั้นสตรีทรวดทรงอ้วนพีที่ยืนถือองุ่นพวงงามอยู่ใกล้ ๆ


    ไอ้นั่นมันได้ถามอะไรเธอบ้างไหม เรื่องที่มันไม่ควรจะถามน่ะ” เบอมิวด์พูดเสียงขรึมกังวาลไปทั่วระเบียง


    อาจารย์มัวราห์พยักหน้าแทนคำตอบ 


    แต่ฉันไม่ปริปากบอกอะไรไปหรอก ตามที่คุณท่านสั่งไว้” อาจารย์มัวราห์ตอบ


    จำไว้แล้วกันในบรรดาอาจารย์ทั้งมหาลัยนี้ ว่าเขาไว้ใจคุณมากที่สุด”เบอมิวด์สลัดคราบความเกลียดชังบนใบหน้าออกไปเหลือเพียงแค่รอยยิ้มกริ่มที่ชั่วร้าย


    หวังว่าไอ้ 2 คนนั้นคงไม่ได้เผลอปริปากอะไรให้พวกมันได้ยิน-- ฮึ! ไอ้เจ้าไวท์ คิดหรือว่าแกจะตามหาของพวกนั้นได้ครบก่อนวันจันทรุปราคาไม่มีวันเสีย! ฉันไม่มีทางยอมให้แกหนีจากโชคชะตา แกจะต้องทุกข์ทรมานแบบนี้ไปจนวันตายลูคเห็นใบหน้าของเบอมิวด์บิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชังเมื่อรุ่นพี่เดินผ่านหน้ารูปปั้นก่อนจะหายลับไปที่มุมระเบียง


    เด็กรีบแทรกตัวออกมาจากช่องแคบหลังรูปปั้นทันทีที่ไร้เงาเบอมิวด์ลูคยังคงฉงนกับบทสนทนาที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ เขาเหลือบมองเบ็นจามินกับชินทั้งคู่เอาแต่ยืนเงียบหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนกำลังใช้สมองอย่างหนักอยู่คลีโอก็ดูจะเป็นไปกับเขาด้วย ส่วนหน้าฌองดูหวาด ๆ บอกไม่ถูกในขณะที่ซิดจ์ท้องร้องออกมาเสียงดังเหมือนมีระเบิดอยู่ข้างใน


    ช่างเรื่องหนักสมองพวกนั้นก่อนเถอะ เอาเป็นว่าตอนนี้พาฉันไปหาอะไรกินหน่อยหิวจะตายอยู่แล้ว” 


    ซิดจ์ประท้วงแทนกระเพาะอาหารของตัวเองที่ร้องเสียงดังโครกครากจนเจ้าตัวทนไม่ไหวอีกต่อไป


    ใกล้หมดเวลาพักแล้วแต่ห้องอาหารใบไม้ผลิยังคงคราคร่ำไปด้วยนักเรียนมากหน้าหลายตาส่วนมากจะเป็นเด็กนักเรียนชั้นที่โตกว่าทุกโต๊ะพูดคุยกันเสียงดังกระหึ่มราวกับว่าการแข่งขันแหกปากประจำปีกำลังจัดขึ้นอยู่ในห้องอาหารทุกโต๊ะยกเว้นโต๊ะของลูคและเพื่อนซี้อีกสามคนที่เงียบเชียบ


    ฉันคิดว่าต้องมีคนชั่วร้ายกำลังบงการเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี่อยู่เบื้องหลังนายได้ยินไหม อาจารย์มัวราห์พูดคำว่าคุณท่านขึ้นมาฉันไม่คิดว่าเธอจะเรียกเบอมิวด์ด้วยคำแบบนั้นหรอก” ชินพูดออกมาเป็นคนแรกหลังจากใช้ความคิดอยู่นาน


    เบ็นจามินพยักหน้าเห็นด้วย


    ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอาจารย์จะเป็นพวกเดียวกับเบอมิวด์หวังว่าคงไม่มีอาจารย์คนอื่นแล้วนะนอกจากเธอน่ะ --” เบ็นจามินพูดเสียงเคร่งเครียด“-- สงสัยว่าตระกูลแกรนด์โกสต์คงมีอำนาจควบคุมมหาลัยนี้ตามข่าวลือพวกนั้นจริงๆ เสียแล้วสิ


    แต่เรื่องที่ฉันสงสัยที่สุดคือบทสนทนาที่ฟังดูชอบกลนั่น 2 คนที่เบอมิวด์พูดถึงคือใคร ฉันคิดไม่ตกสักที” เบ็นจามินนั่งท้าวศอกบนโต๊ะอาหารที่สั่นกึกจากแรงมือที่กำลังขยี้ผมตัวเองอย่างแรงเสียจนหัวฟู


    มีใครอีกเหรอที่จะยอมสุงสิงกับคนอย่างเบอมิวด์น่ะ...ไม่รู้ว่าหมายถึงอาจารย์ หรือเด็กนักเรียนคนอื่น” ลูคงึมงำเหมือนกำลังถามตัวเองแล้วเขาก็ตีโต๊ะเสียงดังพลั่กประหนึ่งคิดบางอย่างออก


    รุ่นพี่ฮาลน์กับเด็กประหลาดคนนั้นไง!” ลูคร้องแล้วเขาก็นึกถึงบทสนทนาที่แอบได้ยินจากปากของรุ่นพี่เมื่อครั้งก่อน


    จำเมื่อตอนที่เรากลับออกมาจากลูนค่าเฟ่เมื่อวันเสาร์ได้ไหมพวกเราได้ยินเรื่องที่รุ่นพี่ฮาลน์พูดถึงสวนหลังคฤหาสน์แกรนด์โกสต์ฉันคิดว่าที่สวนนั่นอาจจะมีเบาะแสเกี่ยวกับศิลาพวกนั้นก็ได้”


    แล้วเราจะไปหาเรื่องเกี่ยวกับสวนนั่นได้จากที่ไหนกัน” ซิดจ์ถาม ปากยังเคี้ยวอาหารตุ้ยอย่างมูมมาม


    ก็ห้องสมุดสิวะ ถามแปลก ๆ” เบ็นจามินกับชินหันไปตอบเป็นเสียงเดียวกัน


    ทั้งวันเต็มไปด้วยเรื่องแปลกๆ ประหนึ่งว่าลูคได้หลุดเข้ามาในโลกอีกโลกหนึ่งเรื่องแรกคือความสัมพันธ์ที่มีพิรุธระหว่างอาจารย์มัวราห์กับรุ่นพี่เบอมิวด์ส่วนเรื่องแปลกเรื่องที่สองของวันน่ะเหรอ…ลูคคิดในใจพลางชำเลืองมองเพื่อนซี้สองคนที่ตอนนี้อยู่ผิดที่ผิดเวลาเป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว แต่ทุกคนแห่กันมาสิงสถิตอยู่ในห้องสมุดของมหาลัยยกเว้นคลีโอกับฌองที่ขอแยกตัวไปเข้าเรียนตั้งแต่ตอนที่กินอาหารของตัวเองเสร็จเมื่อตอนพักเที่ยงแล้ว


    ไม่คิดเลยว่าเกิดมาชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เห็นพวกนายโดดเรียน” ซิดจ์เอ่ยเสียงค่อยเพราะบรรณารักษ์สมุดเพิ่งจะเดินผ่านหลังไปก่อนที่เจ้าเพื่อนตัวดีจะเอื้อมคว้าหนังสือเล่นบางเฉียบเล่มหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมากางแกล้งทำว่าอ่าน


    ลูคคิดเอาเองว่าเพื่อนเนิร์ดทั้งสองอาจจะไม่อยากเสียเวลาไปงมหาเศษหินที่ลำธารในวิชาเทคนิคเหมืองโลหะเพราะเขาเคยได้ยินเบ็นจามินบ่นกับชินว่าวิชานี้เป็นวิชาที่เขาชอบเรียนน้อยที่สุดในภาคเรียนนี้


    ถึงแม้ฟ้ามืดแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าพวกเขาจะล้มเลิกความพยายามพวกเขาไล่อ่านเฉพาะส่วนสารบัญของหนังสือแทบทุกเล่มที่มีคำว่าสวนอยู่ในชื่อเล่มและบางเล่มที่แลดูมีแนวโน้มว่าเกี่ยวข้องกับสวน


    เอาไงต่อดี” ลูคกล่าวอย่างผิดหวังขณะเดินกลับมาที่โต๊ะหลังจากแบกเอาหนังสือกว่าห้าเล่มกลับไปเก็บยังชั้นที่ตัวเองหยิบมาพลางกวาดตาไล่มองหน้าเพื่อนแต่ละคนซิดจ์นั้นนอนหลับฟุบลงไปที่โต๊ะนำหน้าทุกคนไปแล้วเบ็นจามินกับชินง่วนอยู่กับตำราเล่มหนา ๆ ได้ไม่นานทั้งคู่ก็พับหน้าหนังสือปิดลงแทบจะพร้อมกัน


    เฮ้! ทำไมถึงไม่มาเข้าเรียนวิชาอาจารย์แม็คโนเลีย” คลีโอปรี่เดินเข้ามาพร้อมกับฌองคงเพราะชั้นเรียนเพิ่งจะเลิก เธอเหน็บสมุดจดกว่าสองเล่มไว้ที่ซอกแขนลูคเดาว่าเธอคงเข้าห้องสมุดมาเพื่อทำการบ้านสักวิชา


    เธอมาทันพอดีเลย ฉันกับชินกำลังจะเล่าให้ฟังอยู่พอดีว่าเราเจออะไร”เบ็นจามินว่า


    ฉันลองหาหนังสือเกี่ยวกับศิลาทั้ง 3 ที่เราตามหาน่าเสียดายที่เจอเพียงเล่มเดียวที่บอกร่องรอยของศิลาเดย์ดรีม ก็คือเล่มนี้มันเขียนไว้ว่ามีการบันทึกไว้ว่าศิลาเดย์ดรีมเคยถูกพบในสวนดอกไม้ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งแต่มันไม่ระบุชื่อของสวนเอาไว้เบ็นจามินเริ่มเล่า


    ทีนี้มันเลยเข้าแก๊ปกับเรื่องที่เราเคยได้ยินรุ่นพี่ 2 คนนั้นคุยกันเมื่อตอนนั้นที่ว่าฮาลน์ชอบไปนั่งในสวนอะไรสักอย่างที่อยู่หลังคฤหาสน์แกรนด์โกสต์มันก็มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะหาศิลาเดย์ดรีมเจอได้ในสวนแห่งนั้นเพราะฉันไม่คิดว่าจะมีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ในฟอร์ทอีสต์หลุดรอดสายตาของพวกเราหรือแม้แต่ชาวเมืองทุกคนไปได้หรอกจริงไหม” ชินเสริม 


    แววตาของทุกคนเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น


    สวนหลังคฤหาสน์แกรนด์โกสต์... หมายถึงสวนนิรันดร์เหรอครับ” ฌองถามขึ้น เรียกทุกสายตาบนโต๊ะให้หันมอง


    นายรู้จักสวนนั่นเหรอ” ทุกคนถามขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน


    ฌองพยักหน้าตอนเล็ก ๆ ผมเคยแอบเข้าไปเล่นในสวนแห่งนั้นบ่อย ๆ จนรู้ทางเข้าออกหมดแล้วมันอยู่ไม่ไกลจากบ้านน่ะครับ” เขาตอบ


    ลูคนึกเอะใจอยู่ครู่หนึ่งว่าทำไมฌองถึงรู้เรื่องสวนหลังคฤหาสน์แกรนด์โกสต์และทำไมถึงเคยเข้าไปเล่นในสถานที่สุดลึกลับแบบนั้น แต่ตอนนี้เขากลับเลือกที่จะไม่สนใจคำถามเหล่านี้ในหัว


    ดีเลย เราจะต้องหาทางแอบเข้าไปในสวนใหญ่นั่นให้ได้ในวันพรุ่งนี้!” เขาโพล่งขึ้นเสียงดังจนบรรณารักษ์จุ๊ปากตักเตือน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in