จุดหมายอยู่ที่โดยสาร ถึงคันไซที่ไม่มีเหตุผลMOUNTAIN BEAR
คิบูเนะไงทำไมลืมละ
  • คือกว่าจะมาเขียน คิบูเนะได้ใช่เวลาในการเสิดกู้เกิ้ลกว่าครึ่งชั่วโมงว่า ที่ๆ ที่เคยไปชื่ออะไร คือจำรายละเอียดได้หมดนะแต่จำชื่อไม่ได้ ขยำหัวแล้วหาต่อไป ผ่านไป 1 ปีชื่อสถานที่ลืมหมดไม่ต้องสืบว่าตอนเรียนจำอะไรได้บ้าง ลืมหมดเหมือนกัน ฮือๆ 

    คิบูเนะเป็นที่ที่วางแผนว่าจะมาเพราะมันดูธรรมชาติดี และคงเงียบมาก นั่งรถก็ค่อยข้างไกลเหมือนเดิมต้องต่อกันหลายสถานีกว่าจะมาถึงสถานีหลัก แค่ทางเข้าสถานนีหลักก็รู้สึกชอบแล้วเพราะทุกอย่างมันดูญี่ปุ่นไปหมดที่นั่งรอรถ ผู้คนที่มารอรถ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวญี่ปุ่นเอง ดูเหมือนเป็นที่ท่องเที่ยวตากอากาศที่ไม่ได้ไกลมาก รถไฟที่เรานั่งไปจะเป็นรถไฟสำหรับการท่องเที่ยว ที่เราบอกว่าเป็นรถไฟสำหรับการท่องเที่ยวเพราะ ที่นั่งจะเป็นแบบหันหน้าเข้าหากระจก คือนั่งมองวิวกันให้อิ่มไปเลย ระหว่างทางคือ นึกถึงอนิเมะเรื่อง My Neighbor Totoro มาก แบบความเขียวความเย็น ความสบายตา ชุ่มช่ำมากๆ จริงๆ จะหยิบเพลงมาฟังหรือนั่งฟังเสียงประกาศเงียบๆ ก็ได้หมดทั้งนั้น ตามสถานนีต่างๆ ก็ดูเป็นหมู่บ้านชนตามที่เราเห็นกันในการ์ตูนญี่ปุ่นหลายๆ เรื่อง


    มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว ตอนที่เรานั่งทำงานในออฟฟิศตาก็็จ้องมองคอมพิวเตอร์ การได้มาเห็นความเขียวแบบนอทสต้อปนี้มาก คลายล้าได้เป็นสิบเท่าเลยแหละ 


    ตอนเรามาถึงมันยิ่งทำให้นึกถึงอะนิเมชั่นของจิบลิหลายเรื่องเข้าไปอีกบรรยากาศมันใช่มาก เนื่องจากคิบูเนะอยู่กลางหุบเขาและมีน้ำตกไหลผ่านทำให้อากาศเย็นสบายแม้จะเป็นช่วงหน้าร้อน มีนักท่องเที่ยวประปลายไม่เงียบมากและไม่โวยวายมาก คือ ทุกอย่างกำลังดี มันอาจจะดูไม่มีอะไรมากนักแต่มันชวนให้สบายในตัวเองมันเอง จริงๆที่นี้มีทางเทรคกิ้ง เรียกว่า คุรามะ - คิบูเนะ แต่เราไม่ได้ไปเพราะไม่มีเวลา แต่ถ้ามีเวลาก็อยากลองดูนะ ตอนเดินคงได้คิดอะไรเยอะแยะเลย


    พอลงจากรถไฟก็มารอรสบัตรเพื่อที่จะเข้าไปด้านใน จริงๆ เดินก็ได้นะแต่เรามีบัตรคันไซทรูพาส (หลังจากทำหายในตอนที่ 2 ก็ไปซื้อใหม่มาแล้ว ปล.อีก ถ้าใครทำหายก็ลองเสิดที่ซื้อในกู้เกิ้ลได้นะซื้อไม่ยากไปเที่ยวแบบนี้เราว่ามีไว้ก็คุ้มอยู่เด้อ) มีบัตรนี้ยังไงก็นั่งได้หมดเลยเลือกนั่งรถไปเลย เราไปลงแถวบริเวณตีนเขาของศาลเจ้าซึ่งเป็นร้านอาหารซะส่วนใหญ่ ร้านอาหารที่นี้คงจะดังเรื่องการกินข้าว อูด้ง หรือ อื่นๆ ท่ามกลางน้ำตก บางร้านจะเป็นแนวห้อยขา บางร้านก็เป็นวิว และร้านอาหารส่วนใหญ่ก็จะตกแต่งหรือทำมาจากไม้ไผ่ เพื่อความกลมกลืนกับบรรยากาศ

    เราเลือกร้านนึง ซึ่งไม่มีภาษาอังกฤษเลยมีแต่รูปภาพ ราคาเท่าไหรยังไม่รู้เลยเอาจจริง คนบริการที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นยาย ใส่ชุดยูกะตะ คุณยายเอาเมนูมาให้เราพร้อมกับรัวญี่ปุ่นแบบไม่หายใจ เราเห็นเป็นเซ็ทเลยจิ้มไปสองเซ็ทพร้อมยิ้มกว้างให้คุณยาย เมนูทั้งหมดมีแค่ 4 เซ็ทเอง นางรีบยกมือขึ้นมาว่า ผิด! จ้า เหมือนสั่งได้แค่ 1 เซ็ทต่อสองคน เราเลยอ่อ งั้นเอามาเซ็ทเดียวก็ได้ ตอนแรกคิดว่าดูน้อยจังชุดเดียวใครจะไปอิ่ม อย่างแรกที่เค้าเสริฟ์คือ ชากับโมจิไส้ถัวแดง จิบชาร้อนๆ กินกับโมจิ อยู่ข้างน้ำตกที่ไหลแรงมากจนกระเด้นมาโดนอยู่หลายที และอากาศก็ค่อนข้างเย็น การกินอะไรแบบนี้เลยฟินสุดๆ ไปเลย


    ต่อมาเป็นพวกปลาดิบและอื่นๆที่เราก็ไม่รู้จักเป็นผักและ อาหารเย็นๆ ไม่มีอะไรร้อนเลย คำแรกที่ได้กินรู้สึกว่าทุกอย่างสดมาก! ทุกอย่างก่อนวางลงคุณยายจะวางก่อน และถามว่า โออิชิเดสส? ก่อนจะเริ่มเสริฟชุดต่อไป ถามว่าชุดนี้อร่อยไหมก็อร่อยอยู่แม้เราจะไม่กินปลาดิบแต่ไหนๆ ก็มาแล้วเลยกินดูสุดท้ายมันก็ไม่ได้แย่นะ ไม่คาวหวานอร่อย แต่ด้วยความที่ทุกอย่างมันเน้นสุขภาพแบบสุดโต่งเซ้ทนี้เลยยังไม่ถูกใจ
    เราเท่าไหร


    เราคิดว่าต่อไปคงเป็นของหวานแล้ว แต่เปล่าจ๊ะ นางยกข้าวพร้อมผักดอง และซุปมาให้ เราก็แบบหือ ข้าวกับผักดองกินยังไงอ่ะ พอกินเท่านั้นแหละ โอ้ยอร่อยมาก คือนี้อาหารที่เค้ากินกันจริงๆ ใช่ม่ะ ผักดองมีทั้งความกรอบ ที่ยังดูสดกินเข้าไปแล้วเราไม่รู้สึกว่ามันเหี่ยวเลย กินพร้อมกับข้าวรถเค็มๆ เปรี้ยวๆ ข้าวนิ่มๆ ของญี่ปุ่นเข้ากันได้ได้ดีโคตรๆ 


    แค่นี้เราก็อิ่มแล้ว แต่ยังคะ ยังไม่หมด นางเอาปลามาเสริฟหลังจากกินข้าวเสร็จ เป็นปลาย่างเกลือ เค้าชี้ไปตรงบ่อน้ำตกหลังเราประมาณว่าตักมาเมื้อแล้วเอาไปย่างประมาณนั้น คือ ความอร่อยมันค่อยๆ ไต่ระดับ เพราะจากจานเรียกน้ำย่อยเราไม่ได้ว้าวมาก พอมันเป็นจานต่อๆ รสก็จะมีเพิ่มมากขึ้นความอูมามิก็จะเด่นในลิ้นมากขึ้น ฟินเวอร์


    คือพอเห็นจานต่อไปแล้วอยากจะร้องไห้แบบยังไม่หมดอีกหรอท้องจะแตกแล้วโว้ยยยยยย คุณยายก็ยังคงพยักหน้าแบบโอชิเดสส? เหน่โออิชิ เหนนน่ เสร็จก็เสริฟเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหนูน้อยในบ้านขนมหวาน เราอิ่มมาก แต่เราก็ยังคงกินได้ต่อ จานนี้เป็นบะหมี่เย็นแต่รสชาติไม่ได้แรงมาก เราว่าน่าจะเป็นเพราะล้างปากก่อนนะทานของหวานเพราะหลังจาก จานนี้เสร็จเค้าก็เอาของหวานมาเสริฟเป็นเชเบสมะม่วง ประทับใจอีกแล้วตบท้ายได้อย่างสวยงามและอร่อย ตอนจ่ายเงินก็หมื่นเยนถ้วนหน้าซีดเลยจ้า แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าได้พัดลายดีมากแถมมาคนละอัน


    ทางร้านบอกว่ามีรถไปส่งให้ตรงศาลเจ้าแต่เราขอเดินไปดีกว่าเนื่องจากถ้านั่งรถอาจพุ่งได้ เพราะอิ่มมาก เราเดินไปเรื่อยๆ ไม่ถึง 15 นาทีก็ถึงทางเข้าวัด ด้านล่างก็มีร้านค้าและร้านอาหารตลอดทางที่นี้เค้าให้ความสำคัญกับความสดของวัตถุดิบมากจริงๆ



    ศาลเจ้าที่นี้ก็ดูสงบดีขึ้นไปดูไม่ค่อยมีอะไรมากนะ คนส่วนใหญ่เดินมาสั่นระฆัง ทำความเคารพและก็มานั่งชิวๆ กันบริเวณด้านใน เนื่องจากพื้นที่ด้านบนไม่ได้ใหญ่มาก คนส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้อยู่ตรงนั้นนาน พื้นที่เล็กๆ เลยไม่คับแคบสำหรับคนที่เวียนกันขึ้นไป




    เราเข้าไปด้านในเดินดูรอบๆ ลองไหว้พระแบบคนญี่ปุ่นดู สังเกตคนข้างๆ ละทำเอา แม้ว่าจะไม่ค่อยได้ไหว้พระทำบุญ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ทำแบบคนข้างๆ นะ อาจจะเพราะเราต่างถิ่น อะไรที่แปลกออกไปต่างออกไปเลยทำให้ดูตื่นเต้น และอยากทำมากกว่าอะไรเดิมๆ ที่เคยทำๆ กัน หลังจากนั้นก็ลงมาเดินด้านล่างและนั่งรถกลับเพื่อไปสถานีเดิม


    เราว่าคิบูเนะใช้เวลาเดินทางนานไปหน่อย แค่นั้นจริงๆ แต่วิวระหว่างทาง อาหารผู้คน ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเสียดายเวลาที่มานะ เรารู้ปอดเราเต็มไปด้วยความสุขของการเดิน กิน ดู และสูดอากาศที่คิบูเนะ สัญญาว่าครั้งหน้าจะไม่ลืมชื่อแล้วคิบูเนะ 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in