Music Producer Lifecrisca
EP6 : ส่งใบสมัครงาน 100 ที่
  • เวลาฉันน้อยลงตามคาด และช่วงนี้พยายามฝึกตัวเองให้เลิกเล่น facebook ได้อยู่ มันไม่สามารถทำได้ 100% หรอก ตราบใดที่เรายังต้องทำงานที่ต้องอาศัยความเชื่อมต่อกับคนในสายงาน วิธีการที่ผมทำช่วงนี้คือ หยุดไถหน้า feed เมื่อไรที่รู้ตัวว่ากำลังไถหน้า feed อย่างไร้จุดหมาย ผมจะอนุญาตให้ตัวเองไถได้อีก สองสามครั้ง แล้วหยุด ผมหยุดการพิมพ์ status ไร้สาระ แล้วพยายามมาใช้เวลาพิมพ์ในสื่ออื่น อย่างที่นี่แทน ยังไงขอบคุณคนที่ติดตามด้วย จะพยายามหาเวลามาอัพให้จบครับ

    ปี 2006-2007
    อายุ 23-24 ปี
    เรียนจบ หางาน

    ความเดิมจากตอนที่แล้ว ฉันใช้เวลาช่วงระหว่างรอรับปริญญา ไปกับการเข้าชมรม เข้าสังคม ทำกิจกรรม ฉันรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ชื่อกลุ่ม "Akuniki" และเริ่มล่ารางวัล ส่งประกวดโฆษณาและหนังสั้นอย่างบ้าคลั่ง ฉันได้รางวัลมา 4 ตัว มีทั้ง ชมเชย ขวัญใจกรรมการ ที่สอง และที่หนึ่ง (และยังไม่รวมการเข้าร่วมเวิร์คชอปต่างๆ อาทิ bad award , tact award อีกหลายเจ้า)

    การได้รางวัลทำให้ฉันเข้าใจผิด ว่าตัวเองเหมาะกับอาชีพครีเอทีฟ...

    ช่วงนั้นฉันก็เหมือนวัยรุ่นตอนปลายที่เพิ่งเรียนจบคนอื่นทั่วไป ยังเคว้งคว้าง ไม่รู้ว่าชีวิตควรไปทางไหน ฉันยังคงมี mind set แบบเดิมว่า 
     " เรียนไปเพื่อหางานทำ > หางานทำไปเพื่อมีเงินมีเวลามาเรียนดนตรีเพิ่ม > เพื่อจะทำดนตรีแบบที่อยากทำได้ "

    มันเป็นช่วงเวลาที่ต้องเริ่มจริงจังกับอนาคต ฉันถึงลุกขึ้นมาทำอะไรที่จริงๆก็ไม่ได้ชอบมัน แค่พอรับได้ สองอย่างที่ฉันคิดว่าเป็นทางออก ที่น่าจะไปได้ นอกจากดนตรีแล้วคือ หนัง กับ โฆษณา 

    มีเวิร์คชอปหนึ่งที่ฉันส่งเข้าร่วม เกี่ยวกับการทำหนังสั้น คือ The Good , The Bad and The Ugly Film Workshop (จำชื่อได้ดี) สตอรี่บอร์ดของฉันผ่านเข้ารอบ ในปีแรก พี่ต้อม เป็นเอก รัตนเรือง (ผกก. เรื่อง last life in the universe ซึ่งเป็นขวัญใจเด็กแนวคนนึงในยุคนั้น) เป็นคนสัมภาษณ์ พี่ต้อมถามว่า อะไรที่ฉันอยากทำจริงๆ ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินอะไรก็ตาม ฉันตอบว่า "คงทำวงดนตรีกับเพื่อนครับ" คือฉันมองเรื่องพวกนี้ทั้งหมดเป็นงานน่ะแหละ ส่วนความฝันยังคงเป็นดนตรีเหมือนเดิม สรุปก็คือ ปีนั้นฉันไม่ติด เพราะพี่ต้อมบอกว่า เค้าต้องการคนที่อยากทำหนังจริงๆ ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องทำหนังให้ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ใช่ฉัน...

    เวิร์คชอปนี้มีจัดอีก เป็นปีที่สอง ซึ่งอยู่ในช่วงที่ฉันหางานพอดี และฉันยังคงไม่ลดละความพยายาม ลองส่งไปอีก แล้วก็ติดเข้ารอบอีก แต่รอบนี้ดันผ่านสัมภาษณ์ด้วย งงเหมือนกัน

    แม้จบเวิร์คชอปครั้งนั้น ฉันจะไม่ได้ไปต่อทางสายหนังเต็มตัว แต่การเรียนทำหนังสั้น โดยมีพี่ต้อม เป็นเอก เป็นโค้ชให้ ทำให้ฉันได้อะไรเยอะมาก และเป็นอีกจุดเปลี่ยน เมื่อฉันทำดนตรีประกอบเอง (แบบ งูๆปลาๆ) ที่ผลลัพธ์ออกมาไม่เลว ทำให้ฉันรู้ว่า เออ มันมีอาชีพคนทำดนตรีประกอบอยู่ด้วยนี่หว่า (ละใครบอกว่าดนตรีหาเงินไม่ได้วะ)

    หลังจากนั้น ถึงผ่านประสบการณ์เวิร์คชอปชั้นดีไป ก็ใช่ว่าจะได้งาน ฉันก็ตระเวณฝึกงาน สมัครงาน ลองทำงานหลายสิ่งหลายอย่างในแวดวงหนังและโฆษณาไปเรื่อย ทั้งฝึกเป็นครีเอทีฟอยู่ เอเจนซี่โฆษณา , ออกกองถ่ายหนังต่างประเทศ , ฝึกตำแหน่งอื่นๆในเอเจนซี่ ด้วยโปรไฟล์ที่ถึงเรียนไม่เก่งนักในช่วงมหาวิทยาลัย แต่ก็พอมีพอร์ทบ้าง มีคนโน้นคนนี้ฝากไปให้ แต่อยากจะบอกว่า มันไม่มีอะไรง่ายเลย

    ถ้าน้องๆหลายๆคนที่หลงมาอ่าน blog นี้ อยากให้รู้ไว้ว่า ไม่ว่าได้รางวัลอะไรมากี่ใบ พอมาถึงตอนสมัครงาน มันช่วยอะไรไม่ได้มากเท่าไรหรอก สุดท้ายมันคือการ reset 

    เหมือนเราเล่น rag พอ lv. 99 แล้วเราต้องมารีเซต จุติ กลับมาเกิด lv.1 ใหม่น่ะแหละ แล้วก็ต้องไปขออยู่กะกิลด์ กะตี้ใหม่ด้วย ชีวิตตอนเรียนก็ส่วนตอนเรียนจริงๆ

    ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีทางไปซะทีเดียว ฉันพยายามอย่างหนัก เพื่อที่จะเจอทั้งงานที่ฉันทำได้ เขารับฉัน และอยู่ในเงื่อนไขที่ฉันยังสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้อยู่ คือการ "พอมีเงินและเวลามาทำดนตรีอย่างที่ฝันได้" 

    ในวงการครีเอทีฟเอง การแข่งขันก็สูงมาก แล้วมีตัวอย่างของคนที่ได้งาน คือเค้าทำงานกราฟฟิคไปเรื่อยๆก่อน 4-5 ปี แล้วเค้าพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นครีเอทีฟ ตอนอายุใกล้ 30 คือมันปกติมากๆ วงการครีเอทีฟรับแต่คนที่อยากทำจริงๆ ซึ่งไม่ใช่คนที่ใจจริงอยากทำดนตรีแบบฉัน

    นอกจากเส้นสายที่คนอื่นฝากให้ไปลองนู่นลองนี่แล้ว ฉันยื่นใบสมัครงาน... รอตอบรับเข้าไปสัมภาษณ์ หลายๆที่ ไม่ตอบ ที่ๆตอบ บางที่ไปลองคุยดูแล้ว ไม่ใช่อย่างที่คิด หรือบางที่ลองทำไปแล้ว ก็พบว่าไม่ใช่
    เจอมาแล้วทุกรูปแบบ โดนหลอกไปขายตรงก็เคยแล้ว หลอกไปเป็น sale เป็นงานขาย ก็เคยแล้ว 
     
    ฉันจำได้ว่า ยื่นใบสม้ัครไปถึง 100 ที่...

    งานมันหายากจริงๆ น่ะแหละ (นั่นขนาดตอนช่วงปี 2006 นะ ตอนนี้น่าจะยิ่งยากกว่าเดิม น้องๆที่อ่านอยู่ ถ้าหางานเป็นปีสองปี ก็ไม่ต้องท้อนะ ปกติแหละ)

    ปัญหาที่ฉันเจอคือ ไม่ว่าจะวงการไหน เค้ารับแต่คนมีไฟ รักชอบสายงานนั้นจริงๆทั้งนั้นแหละ คนรักดนตรีที่โกหกคนอื่นไม่เป็นแบบฉันไม่สามารถหางานได้เลย

    ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าชีวิตถึงทางตันซะแล้วล่ะ... จะทำยังไงดี
    ไปที่ไหนก็ไม่มีใครต้องการคนอย่างฉัน ไม่มีใครต้องการสิ่งที่ฉันเป็น ไม่มีที่ไหนที่ฉัน fit กับตำแหน่งเลยสักอย่าง

    วันนึงจุดเปลี่ยนก็มาถึง

    หลังจากยื่นใบสมัคร ที่ที่ 100 ไปไม่นาน ก็มีเพื่อนแนะนำให้ไปสัมภาษณ์งานที่หนึ่ง เป็นงานตัดต่อวิดิโอ เค้าบอกไว้ว่า เจ้าของที่นี่ชื่อ "ครูนภ" (เป็นอาจารย์ของเพื่อนที่แนะนำ)

    ยังจำได้ถึงทุกวันนี้ ครูนภให้เขียนข้อมูลลงบนแบบสอบถาม ที่ค่อนข้างละเอียด
    จะมีอยู่ข้อ ที่ให้เขียนว่า
    "หากคุณเลือกได้ ตอนนี้คุณอยากทำงานตำแหน่งอะไร ที่บริษัทอะไร"

    ฉันเขียนไปว่า 
    "Music Composer หรือนักแต่งเพลง ที่ บ. Small Room"
    ตอนนั้นก็นึกออกแค่นี้จริงๆ นั่นน่าจะเป็นงานในฝันที่สุดแล้ว งานในฝันสำหรับฉันในวัยนั้น ที่ไม่มีวันเอื้อมถึง

    ครูนภ เอากระดาษนั้นไปอ่าน สักพัก เดินออกมาสัมภาษณ์
    มีการพูดคุยมากมายเกิดขึ้นในวันนั้น จำได้ว่า สัมภาษณ์กันอยู่ 3 ชม.

    ครูนภ บอกว่า
    "คุณต้องการเป็น Music Composer แล้วทำไมคุณมาสมัครงานที่นี่ ทำไมไม่ไปสมัคร Music Composer"

    "ผม... ไม่เก่งดนตรีพอครับ"

    "อ่าว แล้วทำยังไงจะเก่ง"

    "ก็ต้องเรียนดนตรีครับ ผมไม่ได้เรียนดนตรีในมหาลัย แล้วก็ไม่ได้เก่งอยู่แล้ว"

    "อ่าว แล้วทำไมไม่ไปเรียน"

    "ก็เรียนนิเทศมาแล้วครับ เลยต้องพยายามหางานให้ได้ ก็คิดว่า ได้งานแล้วจะเอาเงินกับเวลาไปหาเรียนดนตรีเพิ่ม พอเก่งแล้วก็จะค่อยๆไปทางนั้นครับ"

    "ไม่มีหรอก ไม่ว่าที่ไหนเค้าก็อยากได้คนที่มี passion กับงานนั้นๆเท่านั้นแหละ ปัญหาของคุณคือ ใจคุณมันไม่ได้อยากทำงาน ใจคุณมันอยากจะเรียน และคุณควรจะไปเรียน"

    "...."

    "เรียนดนตรีในมหาลัยใช้เวลาเรียนเท่าไรล่ะ"

    "ก็ 4-5 ปีได้มั้งครับ รวมช่วงสอบเข้าด้วย"

    "ตอนนี้คุณ 24 ใช่มั้ย จบมาก็ 29 ได้ ก็ยังมีเวลาอีกเยอะ คุณจะยอมเสียเวลาทั้งชีวิตตั้งแต่ตอนนี้ หรือคุณจะยอมเสียเวลาอีกแค่ 4-5 ปี แล้วคุณได้อยู่กับดนตรีที่คุณรักอีกทั้งชีวิต"

    คำแนะแนวของ ครูนภ ทำฉันอึ้ง
    ไม่เคยมีใครแนะแนวแบบนี้มาก่อนเลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่มัธยม
    ฉันกลับบ้านมาด้วยความ stun กับคำพูดของครูนภ

    ฉันกลับมานอนก่ายหน้าผาก คืนนั้น และโทรปรึกษาเพื่อนว่าควรทำยังไง ควรต้องกลับไปเรียนตรีใหม่จริงๆอย่างที่ครูนภบอกใช่มั้ย กอล์ฟ เพื่อนในทีม Akuniki บอกว่า 

    "สุดท้ายมันไม่มีถูกหรือผิด และไม่มีใครให้คำตอบนี้ได้เท่ากับตัวมึงเองหรอกว่ะ"
    "กูว่า มึงลองไปที่คีย์บอร์ดนะ แล้วกดโน๊ตตัวเดียวดู ไม่ต้องเล่นเป็นเพลงนะ กดตัวเดียวเพียวๆ แล้วถามตัวเองว่ารู้สึกยังไง"

    ฉันลองทำตามที่กอล์ฟบอก

    กดโน๊ต ตัว โด......

    "ตึ๊ง..............." ตัวเดียว

    ....
    ......
    ........

    น้ำตาฉันไหล......

    ......
    ...

    "กูว่า กูรู้คำตอบแล้วว่ะ ขอบใจมากกอล์ฟ"

    .....

    เช้าวันต่อมา ฉันตื่นขึ้นมาเหมือนเป็นคนใหม่
    พ่อเข้ามาบอกว่า วันนี้ไปด้วยกันหน่อย

    พ่อพาฉันไปที่ๆนึง ที่เป็นนิทรรศการเรียนต่อโท 
    มีซุ้มจากมหาวิทยาลัยต่างๆมากมาย ทุกมหาวิทยาลัยไม่รู้จักชื่อสักที่ 

    ใช่แล้ว... พ่อกำลังจะส่งฉันไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศ...

    ฉันรู้สึกขอบคุณพ่อนะ
    ฉันบอกพ่อว่า

    "แต่ถ้าให้เลือกไปเรียนโท ที่ ต่างประเทศ ขอเปลี่ยนเป็นเรียนตรี ที่ไทย อีกใบ ละกันครับ"

    "ผมหมดใจกับทุกอย่างที่ไม่ใช่ดนตรีแล้วครับ"

    ......

    พ่อน่าจะงง...

    ฉันเริ่มเล่าทุกอย่างให้พ่อฟัง วันนั้น
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in