Short Storyfebturday
คำสาปที่กริลเดอร์วาล (Ice Verse/ Danhoon)
  • 1.

     

                แสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีครีมที่ถูกแง้มไว้พอประมาณเข้ามาส่องสว่างในห้องสี่เหลี่ยมขนาด   78 ตารางเมตรลำแสงที่จับม่านฝุ่นดูว่อนวุ่นวิบไหวกระทบกับเจ้าของเปลือกตาสีมุกที่เพิ่งตื่นจากการตกอยู่ในห้วงนิทรามานานกว่าเจ็ดสิบสองชั่วโมง

     

     เซ็ทธ์ ชายหนุ่มวัย 29 ปีกำลังใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังในการเปิดเปลือกตาขึ้น  มันช่างยากลำบากเหลือเกิน เขาครวญครางอยู่ในใจเปลือกตาในยามปกติที่ครอบครองดวงตาคู่คมไว้ แต่ในขณะนี้แปรสภาพเป็นนัยน์ตาสีเหลืองตุ่นราวกับความสดใสทั้งมวลได้ถูกดูดซับออกไปทั่วร่างเซทธ์พยายามกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น ลำคอแห้งผากราวกับทะเลทรายสั่งการให้เขายื่นมือออกไปคว้าแก้วน้ำที่เขาเห็น  เลือนรางที่โต๊ะข้างเตียง มัดแขนที่เคยเข้มเข็งกลับไร้เรี่ยวแรงและสูญเสียการควบคุมจนทำให้ประคองแก้วน้ำใบเล็กไม่อยู่

     

    “เพล้ง!!

     

    เสียงแก้วใสที่ตกกระทบพื้นจนแหลกกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยช่วยปลุกให้เซ็ทธ์ตื่นขึ้นจากภวังค์  เขาหันไปมองรอบๆห้องตามสัญชาตญาณของการเป็น “ผู้ปกป้อง”ร่างสูงโปร่งเกือบ 180 เซนติเมตรพยายามขยับตัวลุกขึ้นอย่างยากเย็นทุกส่วนของร่างกายเหมือนถูกตรวนไว้ด้วยวัตถุขนาดใหญ่ เขามองแขนข้างซ้ายที่มีเข็มและสายน้ำเกลือห้อยระโยงระยางอยู่สมองที่เพิ่งตื่นตัวเริ่มทบทวนถึงเหตุการณ์ต่างๆว่าเหตุใดเขาจึงมานอนอยู่ในห้องนี้ได้

    แรงขยี้ตาเบาๆช่วยให้เขามองเตียงข้างๆชัดขึ้นห่างจากเตียงของเขาเพียงไม่กี่ก้าว มีอีกร่างนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่แม้เสียงแก้วกระทบพื้นที่เป็นสัญญาณปลุกแบบไม่ได้ตั้งใจของเซทธ์ก็เหมือนว่าจะ    ไม่ช่วยให้เจ้าของร่างนั้น “ตื่น”ขึ้นมาได้เลยสักนิด

    “นาย..น้อย” เซ็ทธ์ครางเรียกคนที่อยู่เตียงข้างๆอย่างแหบแห้ง

    “นายน้อยครับ” เสียงแหบลอดออกจากริมฝีปากเบาจนแทบไม่ได้ยิน  ใบหน้าคร้ามเริ่มได้สติเต็มตื่นก่อนจะพยายามประคองร่างตัวเองลุกขึ้นอีกครั้ง  หลังจากพยายามอยู่สักพักเขาก็ยันกายนั่งได้อาศัยแรงหนุนของหมอนใบใหญ่สองใบช่วยประคองหลังให้นั่งได้อย่างสบายตัวขึ้น

    อากาศดูเหมือนจะอุ่นขึ้นเพียงบางเบาหลังมองออกไปนอกหน้าต่างดอกไม้สีชมพูนั่น...กลีบของใบบางกำลังลอยละลิ่วตามลมคว้างช่วยกระตุกความคิดบางอย่างที่อยู่ก้นบึ้งของหัวใจกลุ่มดาวสามดวงที่เรียงตัวกันเป็นกลุ่มก้อนบนใบหน้าซีกซ้ายเหมือนจะขยับไปตามแรงสั่นระริกบนใบหน้าแววตาวูบไหวและความเปล่าเปลี่ยวในหัวใจกำลังสำแดงออกมาเป็นหยาดน้ำใส 

     

    เขาเริ่มนึกถึงเรื่องราวต่างๆ

    นึกถึง ใครบางคนที่อยู่ที่ไหน...สักที่

     

    นึกถึงเหตุการณ์ที่นำพาเขาและ “เดฟ”ผู้กำลังหลงวนอยู่ในห้วงฝันจนไม่ยอมตื่นมานอนนิ่งอยู่ที่นี่  เซ็ทธ์พยายามกล้ำกลืนความรู้สึกบางอย่างไว้  

     

    “ตื่นเถอะเดฟ” หลังรินน้ำในแก้วใบใหม่ลงคอรวดเดียว เสียงของเขาเหมือนจะเริ่มคืนชีพ

     

    ไร้การตอบรับจากร่างสูงหนาที่บัดนี้นอนเป็นมนุษย์ผักมีเพียงแรงหายใจหอบขัดที่แสดงให้รู้ว่าร่างนี้ยังมีชีวิตอยู่  เซ็ทธ์เหยียดขาลงบนพื้น พยายามทรงตัวขึ้น เขาพบว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเดินเหินไปไหนมาไหนอย่างคนปกติได้ในยามนี้แม้เลือดนักสู้ที่ข้นคลั่กอยู่ในกายก็ยังต้องพ่ายแพ้อาการ “เจ็บป่วย” นี้ เซ็ทธ์ถอนใจแรงยอมยกธงขาวก่อนจะกลับนั่งลงอย่างเดิม  

     

    เขาเอื้อมมือไปจับมือของบุคคลสูงศักดิ์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายเดฟอายุห่างจากเขาเพียง 2 ปี ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันทั้งกิน เรียน นอนจนแทบจะกลายเป็นฝาแฝดกัน แม้ท่านนิค พ่อของเดฟจะบอกว่า      รักเขาเหมือนลูกแต่เซ็ทธ์ก็ไม่เคยหลงระเริงย่ามใจแต่อย่างใดเพราะในความสนิทสนมกันประหนึ่งพี่น้องนั้น

     

    แต่ทุกสำนึกของเซ็ทธ์บอกเขาว่า “เดฟ”เป็นเจ้านาย

    เป็น “นายน้อย” ที่เขาต้องปกป้องสุดชีวิตและหัวใจ

     

    แน่นอนว่าการสืบสายเลือดของชนชั้น“ไอซ์” ช่วยให้เขามีศักดิ์และสิทธิ์อันสูงส่งในอาญาจักร     “กริลเดอร์วาล” แห่งนี้เป็นประชากรชั้นสูงกว่าพวก “จู๊ซ” ที่ดูต่ำต้อยและไร้ค่า ยิ่งถ้าหาก “จู๊ซ”ผู้นั้นไม่ได้แต่งงานหรือใช้ชีวิตคู่กับ “ไอซ์” ศักดิ์ของจู๊ซก็ดูจะยิ่งด้อยค่าลงไปอีก

     

    มือกร้านกระชับเข้ากับมือของชายที่มีศักดิ์ทั้งเป็น“นาย” และ “น้อง” เหมือนจะถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านกระแสสัมผัส ร่างสูงใหญ่ของเดฟเริ่มขยับเหมือนรู้สึกตัวเหมือนว่าสัมผัสจากเซ็ทธ์จะสัมฤทธิ์ผล ใบหน้าซีดเผือดของนายน้อยเดฟเริ่มขยับปากหนาเริ่มขมุบขมิบไปมา มีเสียงลอดออกมาเบาๆ

     

    “เจ...เจเรมี่”

    “เจ ข้าขอโทษ” เดฟพลิกตัวไปมาสองสามรอบ  สองมือกางขึ้นไปในอากาศเหมือนทั้งไขว่คว้าและปัดป้องอะไรบางอย่างก่อนจะกรีดร้อง“เจ!!!”  สุดเสียงพร้อมเบิกตาโพลง

    “นายน้อย ท่านฟื้นแล้ว” เซ็ทธ์ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ได้สติ 

    “เซ็ทธ์”  เดฟหันมาสบตาเซ็ทธ์ก่อนจะมองไปที่มือของอีกฝ่ายที่เกาะกุมมือของตนอยู่

    “ท่านตื่นนานแล้วรึ”

    “ครับ”

    “เจเรมี่ล่ะ...ไปไหน”

    “......”

    “เซ็ทธ์ ข้าถามว่าเจไปไหน เจอยู่ไหน!!!

    “เจเรมี่...ไม่อยู่แล้วครับ”

    “ท่านว่ายังไงนะ”

    “เซ็ทธ์!!!”

    “นายน้อย...”

    “ท่านพี่!!! ท่านตอบข้ามาสิ ตอบข้ามา!!!

     

    2.

                เมืองกริลเดอร์วาลตั้งอยู่ในกำแพงเทือกเขาสูงซับซ้อนยันชั้นฟ้าสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,400 เมตรนอกจากขุนเขาที่งดงามจนเป็นที่เลื่องลือแล้ว ยังมีทะเลสาบแวลลีย์ล้อมรอบขุนเขาตรึงตาให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางของอาณาจักรอื่นๆ 

    แม้จะเป็นอาณาจักรเล็กๆที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลแต่ในฤดูร้อนที่อากาศยังคงความหนาวเย็นจากอิทธิพลเขาสูงที่ยังถูกปกคลุมไปด้วยหิมะกับแสงแดดอุ่นที่ทาบทาลงมาที่ตัวเขาขณะนี้เดฟบอกได้ทันทีว่าที่นี่คือเมืองสวรรค์อย่างแท้จริง  ร่างสูงหนาลุกขึ้นจากเก้าอี้ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทะเลสาบมายืนพิงกำแพงไม้ที่เตี้ยอยู่ระดับอกกางมือออก หลับตา สูดลมหายใจ พร้อมกับยิ้มกว้าง

     

    “ท่านนี่ เล่นอะไรเหมือนเด็กๆเลยนะ” เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง

    “โธ่ ก็อากาศดีขนาดนี้ข้าขอสูดให้เต็มปอดเสียหน่อย” ว่าพลางก็วิ่งไปรอบๆ

    “เดฟ อีกไม่กี่วันท่านจะออกเรือนแล้วนะ”

    “พูดเหมือนคนแก่จริงๆเลยท่านพี่” เดฟหลุดหัวเราะกิ๊กออกมาก่อนจะหยุดกึก เดินหน้าเครียดมาหาองครักษ์ประจำตัว อารมณ์ของเดฟช่างเปลี่ยนไปมายากเกินจะคาดเดา

     

    “หึ! เมืองต้องคำสาป”

    “ทำไมท่านว่าอย่างนั้นเล่า”

    “ข้าต้องแต่งงานกับคนที่ข้าไม่ได้รักแต่ต้องทำเสมือนว่ารักมันตลกไหมล่ะ”

    “ท่านรักกับจู๊ซไม่ได้เพราะอะไรท่านน่าจะรู้ดี”

    “ไม่ใช่แค่ข้า  เซ็ทธ์...ท่านพี่ก็ด้วย”

    “อืมมม”

    “เราแก้ไขอะไรได้บ้างหรือไม่ ข้าต้องแต่งกับเจ้าเด็กตัวเปี๊ยกนั่นจริงรึ?

    “จู๊ซให้พลังกับเราได้และเด็กนั่น....ก็เป็นคนที่จะให้พลังกับท่านได้”

    “ข้าถึงบอกไงว่าที่นี่เป็นเมืองต้องคำสาป”

    “ถ้าท่านไม่อยากแต่งกับเด็กนั่นท่านก็ต้องหาชาวไอซ์ด้วยกัน”

    “แต่ท่านก็รู้ ไอซ์ให้พลังที่พวกเราต้องการไม่ได้”

    “นั่นไง....”

    “ข้าถึงบอกว่าที่นี่”

    “เป็นเมืองต้องคำสาป” ทั้งสองเอ่ยขึ้นและหัวเราะลั่นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

     

    เซ็ทธ์ขยับฝีเท้าเดินห่างออกไปใบหน้าหล่อคมเสมองออกไปทางทะเลสาบแวลลีย์ที่ประกายน้ำต้องแสงอาทิตย์เป็นประกายวาวงามจนยากจะถอนสายตาเวลาพูดถึง “เด็กนั่น” เขาไม่อยากอยู่ใกล้เดฟเท่าไรนัก

    “เด็กคนนั้น เป็นยังไงบ้าง” เหมือนถามธรรมดาแต่ที่จริงมีความสงสัยใคร่รู้อยู่เต็มประดา

    “ก็น่ารักดี” เดฟยิ้มเจ้าเล่ห์

    “ท่านชมแบบนี้ แสดงว่า...ท่านต้องระวังนะ” เซ็ทธ์เตือน

    “ก็แค่ชมว่าน่ารักท่านพี่คิดมากไปได้”  เดฟเข้าไปยืนซ้อนหลังเซ็ทธ์ ยื่นหน้าไปข้างๆแสดงอาการ  ยั่วล้อพี่ชายคนสนิท  

    เซ็ทธ์ผละออกพลางคิดในใจเจ้าเด็กคนนี้เล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลาเอาเสียเลยก่อนจะถามต่อว่า

    “เด็กนั่นจะย้ายเข้ามาอยู่กับท่านเมื่อไหร่”

    “อาทิตย์หน้า”

    “ช่างเร็วเสียจริง”

    “ร่างกายของข้าต้องการพลังข้าต้องให้เด็กนั่นช่วย”

    “อายุ 27เป็นช่วงเวลาที่ชาวไอซ์ทุกคนจะต้องผ่านมันไปให้ได้” เซ็ทธ์หน้านิ่งเสียงเขาเข้มงวดเหมือนคุณลุงที่กำลังสอนบทเรียนชีวิตให้กับหลานตัวน้อย

    “ตอนนั้นท่านผ่านมาได้อย่างไรกันนะ”เดฟกะพริบตาทำหน้าครุ่นคิด

    “ต้องขอบคุณเขาถ้าไม่มีเขาข้าคงผ่านช่วงเวลานั้นมาไม่ได้”  เซ็ทธ์หม่อมองไปยังทะเลสาบ      แวลลีย์ที่อยู่เบื้องหน้า

    “ท่านพี่...ข้าขอโทษข้าไม่ได้ตั้งใจ” เดฟน้ำเสียงอ่อยอย่างคนรู้สึกผิด

    “ไม่เป็นไรหรอก ข้าเข้าใจ ท่านพูดถึงมันได้นะเดฟตอนนี้ข้า...ทำใจได้แล้ว”

    ความมืดเข้ามาโรยตัวในหัวใจของชายหนุ่มผู้พี่อีกครา

    ขัดกับที่เพิ่งพูดไปว่าทำใจได้แล้วแท้ๆ

     

    3.

    “นี่ห้องของเจ้า ขาดเหลืออะไรก็บอกเรียกข้าหรือเซ็ทธ์ก็ได้” ร่างสูงเอ่ยขึ้นหลังจากช่วยหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ของคนตัวเล็กวางไว้ที่ห้องชั้นสองของคฤหาสถ์ที่จัดไว้เป็น“ห้องหอ” ระหว่างเขากับ “เจเรมี่”      หนุ่มน้อยสายเลือดจู๊ซ

    “ส่วนพิธีต่างๆ ต้องรอท่านพ่อข้ากลับมาก่อน”  ว่าแล้วก็หันหลังเดินไปที่ประตู

    “ท่านจะไปไหน” ร่างเล็กหันขวับ นัยน์ตาคู่สวยยังมีแววตื่นตระหนกกับสถานที่ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

    “ทำไมรึ นี่ยังไม่ใช่ตอนกลางคืนเลยหรือว่าท่านต้องการ...”

    “หยาบคาย!

    “ท่านกล้าว่าว่าที่สามีเช่นนี้เลยรึ” เดฟเดินเข้ามาหาว่าที่ “ภรรยา”   ยั่วให้อีกฝ่ายหนึ่งโกรธสนุกดี

    วันนี้เขาอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูกนับตั้งแต่ไปรับเจเรมี่ที่บ้านหลังน้อยตรงเนินเขาลูกเล็กนั่น       สนุกนักเวลาได้ยินเสียงแว้ดและท่าทางตะบึงตะบอนนั่น 

     

    เจเรมี่รู้สึกอึดอัดแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกการที่ชาวจู๊ซอย่างเขาได้รับเลือกให้เข้ามาอยู่กับ “ไอซ์ตัวท็อป”อย่างเดฟเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเมืองกริลเดอร์วาล ญาติผู้น้องของเขาคนหนึ่งถึงกับบอกว่าถ้าได้อยู่กับเดฟ“ต่อให้ถูกดูดพลังหมดร่าง” ก็ยอม ยิ่งคิดถึงวิธีการมอบพลังให้กับ “ว่าที่สามี”อยู่ๆหน้าใสก็ขึ้นสีชาดอย่างปิดไม่มิด

     

    “พี่เจคืนนี้ท่านก็รักษาเนื้อรักษาตัวดีๆล่ะ” เจเด็นกระเซ้า

     

    “เลีย”

    “จูบ”

    “กัด”

     

    “ท่านเดฟอาจจะทำทั้ง 3 อย่างเลยก็ได้นะ!

    “บ้าหน่า” เจเรมี่แว้ดใส่เจเด็นญาติผู้น้องกลบเกลื่อนอาการสะเทิ้น 

     

    “คิดอะไรอยู่เหรอ หน้าแดงเชียว”เดฟขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าสวยจนแทบชิด เขาใช้มือขวาประคองดวงหน้าหวานของเจเรมี่ไว้  ลมหายใจของ “เสือร้าย”กำลังรินรดเจ้าของดวงหน้าสวยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     

    แม้จะอยู่ใน “สถานการณ์คับขัน”แต่เจเรมี่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบสำรวจวงหน้าของว่าที่สามีแบบใกล้ๆอย่างที่ไม่เคยมาก่อน 

     

    อันที่จริงเจเรมี่อายุไล่เลี่ยกับเดฟแต่ขนาดร่างกลับต่างกันลิบลับ ร่างสูงของเดฟยืนค้ำเขาแทบมิดบริเวณช่วงไหล่กว้างแข็งแกร่งคล้ายนักกีฬา ใครๆก็รู้ว่าฝีมือพายเรือคายัคของเดฟคือที่หนึ่งในเมืองนี้ไม่นับฝีมือการเล่นสกีบนภูเขาที่เลื่องชื่อไปทั่วอาณาจักรผิวขาวที่แปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอมแดงระเรื่อจากการออกกำลังกลางแดดขับใบหน้าหล่อใสให้ดูมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

     

    รอยยิ้มพรายของเดฟทำเอาหัวใจเจเรมี่ปั่นป่วนเขาบอกไม่ถูกว่ารอยยิ้มนี้มาจาก “ใจจริง” หรือ “แกล้งทำ” กันแน่

     

    ยิ่งตอนที่เดฟก้มหน้ามาชิดผิวปลั่งของตนเองหัวใจเจเรมี่ยิ่งเต้นระรัว “แทบบ้า”  ไหนจะคิ้วเข้มที่เหมือนถูกระบายด้วยสีถ่านและนัยน์ตาสีน้ำตาลแสนร้ายนั่น  จมูกโด่งเป็นสันคมช่างรับกับริมฝีปากหยักหนา  ขณะที่กำลังคิดเพลินจมูกที่โด่งเป็นสันนั่นก็ฝังลงบนเนื้อนิ่มแรงๆหนึ่งทีปลายผมนิ่มหยักสวย              สีน้ำตาลเข้มระเข้าที่จมูกของเจเรมี่ก่อนเจ้าของการกระทำอันร้ายกาจจะปล่อยร่างเล็กให้เป็นอิสระ

     

    “ท่าน...บังอาจนัก” เหมือนเป็นวาจาที่เปล่งออกมาแก้ความขวยเขินมากกว่าจะต่อว่าจริงจังก่อนจะรีบขยับร่างไปซุกตัวอยู่อีกมุมห้อง 

     

    เจเรมี่เตือนตัวเอง เขาต้องอยู่ให้ไกลจากเดฟมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

     

    “เจ้าหนีข้าไปไม่ได้หรอก คืนนี้ข้าจะ...จัดให้เจ้าหนำใจ”

    “เมื่อกี๊น่ะ แค่น้ำจิ้ม”

     

    “ท่านนี่มันหยาบคายชั่วช้าที่สุด”

    “ก็ไม่เห็นขัดขืนอะไรนี่ข้ารู้ว่าเจ้าชอบ”

     “เราสองคนมันก็แค่คนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน” เหมือนเจเรมี่จะพูดเพื่อตอกย้ำตัวเอง

     

    “ข้าต้องการพลังจากเจ้า”

    “ส่วนข้าต้องการเงินและอำนาจจากท่าน”

     

    “หึ เจ้ามันก็แค่ไอ้หน้าเงิน ดีง่ายดี!!! ดวงหน้าของเดฟกระด้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเขาหยุดต่อ    ความยาวสาวความยืดก่อนจะลงน้ำหนักที่ฝีเท้าปิดประตูห้องหอดังปัง! ทิ้งให้เจเรมี่ยืนงงอยู่ว่าตัวเอง       ทำอะไรผิดในเมื่อที่พูดไปมันก็คือความจริงทั้งนั้น!

     

     

     

    4.

    “ก๊อกๆ”

     

    เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบในยามเย็นกว่าสี่ชั่วโมงที่เจ้าตัวหมกตัวอยู่ในห้องนี้ ไม่ยอมเคลื่อนกายออกไปไหนเหมือนจะกลัวการเผชิญหน้ากับ “ใครบางคน” เจเรมี่ละสายตาจากวิวทะเลสาบแวลลีย์ที่อยู่นอกหน้าต่าง แสงสีแดงอมส้มพาดผ่านเข้ามาในห้องฉาบผนังสีขาวจนกลายเป็นสีอิฐละมุนตา

    ตะวันเพิ่งจะจมลงก้นทะเลสาบไปเมื่อครู่นี้มันคงจะสวยกว่านี้ถ้าที่ที่ยืนอยู่เป็น “บ้าน” ของเขาจริงๆ 

     

    “ก๊อกๆ ก๊อกๆ ” น้ำหนักการเคาะแรงขึ้น

    เจเรมี่อ้อยอิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะก้าวเนิบไปเปิดประตู 

     

    มุมเฉียง 45 องศาของบานประตูที่เปิดไปบังใบหน้าคมอยู่ครู่เดียวก่อนองครักษ์หนุ่มจะก้าวออกมาเผชิญหน้าหนุ่มน้อย“สมาชิกใหม่” ของคฤหาสน์หลังนี้

     

    “ถึงเวลาอาหารค่ำแล้วครับ” เสียงทุ้มบอกคนตรงหน้า

    “ข้ายังไม่หิว” เจเรมี่ตอบเลี่ยงเขาไม่อยากลงไปเจอเดฟ ถึงลงไปก็คาดว่าคงจะกินข้าวไม่อร่อยเป็นแน่แท้

    ยังไม่หิวแต่ถึงเวลาก็ต้องกินครับ” สายตาคมมองเข้าไปบนโต๊ะเล็กที่อยู่มุมห้องจานผลไม้และขนมปังยังวางอยู่ที่เดิมและดูเหมือนจะไม่พร่องไปเลยสักนิด

     

    “ท่านยังไม่ทานของว่างเลยเดี๋ยวจะเป็นลมเอานะครับ” น้ำเสียงอ่อนโยนของเซ็ทธ์ทำให้เจเรมี่ฉงนเล็กๆถ้าเขาฟังไม่ผิด มันเหมือนมีความห่วงใยอยู่ในน้ำเสียงนั้น

    “เอ่อ...ขอบคุณครับ แต่ข้ายังไม่หิวจริงๆ”เจเรมี่ยิ้มจืด

    “ท่านก็รู้ว่าขัดเดฟไม่ได้ลงไปเถอะครับ เดี๋ยวคนนั้นรอนานแล้วจะโมโหเอานะ”

    “ตกลง เดี๋ยวข้าจะลงไปเดี๋ยวนี้ล่ะว่าแต่มีแต่ข้ากับนายของท่านเหรอ ท่านล่ะกินด้วยมั้ย”

    “ถ้าข้าอยู่ด้วย เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมังครับ”

    “อืม ว่าแต่ท่านชื่ออะไรนะ”

    “เซ็ทธ์  ข้าชื่อเซ็ทธ์”

    “ข้าเจเรมี่  ยินดีที่ได้รู้จัก”

    “ครับ ยินดีต้อนรับสู่ที่นี่” เซ็ทก้มหัวให้นิดหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินลงบันไดยังไม่พ้นขั้นที่ 3 เจ้าตัวชะงักไปเล็กน้อยหลังมีเสียงจากคนตัวเล็กที่ยังยืนอยู่หน้าห้องแว่วมาให้ได้ยินว่า

     

    “ท่านกับข้า...เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่านะ”

     

    ถ้าเจเรมี่มีตาทิพย์ก็จะเห็นเซ็ทธ์ที่ยืนหันหลังให้ยิ้มน้อยๆแทนคำตอบก่อนจะเดินลงบันไดไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้เจ้าของคำถามครุ่นคิดเป็นปริศนาต่อไป

     

    5.

    บนลานหน้าคฤหาสน์ในยามค่ำคืนมีเพียงไฟส่องสว่างตามทางเดินเป็นเพื่อนร่วมดื่มด่ำลมเย็นในยามรัตติกาลหลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จ เดฟปล่อยให้คนหน้าบึ้งที่แตะข้าวเหมือนแมวดมขึ้นห้องก่อน  เขายิ้มกริ่มในใจพลางนึกว่าปล่อยให้ “หนู”ตัวนั้นร่าเริงก่อนที่ “แมว” ตัวนี้จะขึ้นไปขย้ำ  

     

    นึกสนุกอย่างไรไม่รู้  คืนนี้เขาจับสเก็ตบอร์ดที่ร้างมือไปนานมาไถปรู๊ดไปตามทางที่ลงจากเนินเขาพารูปร่างที่ใครๆต่างบอกว่า “เพอร์เฟ็ค” ลิ่วลงไปตามทางเท้าส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากตามลำพังได้           ไม่นานนัก องครักษ์ประจำตัวก็เดินออกมาทำหน้าที่

     

    “นายน้อย ไม่ขึ้นไปพักผ่อนล่ะครับดึกแล้ว” เสียงเข้มของเซ็ทธ์ดูเหมือนจะไม่ทำให้เดฟ             สะทกสะท้าน

    “ท่านพี่เซ็ทธ์ มาเล่นด้วยกัน”  เดฟเอ่ยชวนอย่างรู้ไต๋ว่าต่อให้ชวนแทบตายเซ็ทธ์ก็ไม่มีวันตามใจเขาแน่

    “ข้าเล่นไม่เป็นหรอก ท่านลืมแล้วรึ”

    “หมดกัน ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าสอนให้จริงๆข้าอยากสอนท่านเล่นมาตั้งนานแล้วนะ ”

    “วันหลังเถอะ  วันนี้คนของท่านรออยู่นะ”

    “คนของข้า? คิ้วเข้มเลิกขึ้นก่อนจะยักไหล่เหมือนเยาะอยู่ในที

    “ใช่ครับ ท่านไปรับเขามาแล้ว ท่านจะปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไปไม่ได้”

     

    “อืม ข้าเข้าใจว่าแต่ตอนนี้ท่านพี่ได้รับข่าวจากพ่อของข้าหรือไม่”  อยู่ๆเดฟก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา

    “อย่างที่บอกไปครับท่านนิคจะกลับมาเดือนหน้า นายน้อยอย่าเป็นห่วงไปเลย” 

     

    เซ็ทธ์ผู้รู้สถานการณ์ทุกอย่างดีพยายามจะปลอบขวัญบุตรชายคนเดียวของ“ท่านนิค” ประมุขสูงสุดของอาณาจักรกริลเดอร์วาลหลังจากนำทัพจำนวนหนึ่งออกไป“จัดการ” กับเจอร์ราดน้องชายแท้ๆที่เมื่อสัปดาห์ก่อนส่งคนเข้ามาขโมย “หัวใจน้ำแข็ง”สัญลักษณ์สูงสุดของชาว “ชาวไอซ์” ที่ท่านนิค    ครอบครองอยู่   

     

    หัวใจน้ำแข็ง”  คือเพชรทรงสามเหลี่ยมขนาด 152 กะรัต ยังอยู่ในฐานลับไม่ได้หายไปจากตระกูล  หากแต่ท่านนิคต้องการสั่งสอนให้เจอร์ราดรู้ว่าผู้เดียวที่จะได้ครอบครองสัญลักษณ์นี้ก็คือ บุตรที่สืบสายเลือดจากเขาโดยตรง ไม่ใช่“น้องชาย” ลูกพี่ลูกน้องซึ่ง “ไม่มีสิทธิ์” เลยสักนิด

     

    “ท่านอาเจอร์ราดก็เหลือเกิน  จะตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านพ่อไปถึงเมื่อไหร่”

    “ข้าก็หวังว่าทั้งสองท่านนั้นจะ“คุย” เพื่อจบปัญหากันได้”

    “ข้าก็หวังเยี่ยงนั้น”

    ทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วงข้าเตรียมกำลังคุ้มกันเรียบร้อย เชิญท่านเถอะ”

    “ดูท่านพี่เป็นห่วงคนข้างบนเหลือเกินนะกลัวเขาเหงาเหรอ” เดฟกระเซ้าองครักษ์คนสนิท

    “ข้าเป็นห่วงมากกว่า ห่วงทั้งคู่” เซ็ทธ์เสียงเครียดกว่าที่เคย

    “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่าข้าไปก่อนนะ

    “เดฟ”

    “เหอะน่าบอกแล้วว่าไม่ต้องเป็นห่วง”

    “ท่านได้โปรดอย่ารุนแรงกับเจเรมี่มากเกินไป  สุดท้ายแล้วข้าเกรงว่าจะเป็นท่านที่เจ็บเอง”  ประโยคสุดท้ายเซ็ทธ์พูดเบาๆในลำคอและดูเหมือนเดฟจะไม่ได้ยินเพราะเดินลิ่วเข้าสู่ตัวคฤหาสน์เสียแล้ว

     

    6.

    อาทิตย์โผล่พ้นเงาภูเขาสูงที่ปลายยอดปกคลุมไปด้วยหิมะทะเลสาบแวลลีย์ยามอรุณรุ่งช่างวิจิตรตระการตา รังสีสีส้มอ่อนกระจายไปทั่วทิศตะวันออกลมเย็นที่ยังพอมีในช่วงฤดูร้อนของอาณาจักร        กริลเดอร์วาลละมุนกว่าที่เคย เจเรมี่กับร่างเปลือยเปล่าซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนุ่มสีครีมตะแคงซ้ายมอง         ชายหนุ่มผู้เพิ่งพิชิต “กาย” ของเขาไป

     “บทรัก” ที่เดฟมอบให้เมื่อคืนยังดูอ่อนหวานและเร่าร้อนจนยากจะสลัดภาพออกจากหัวได้ 

     

    เจเรมี่นอนมองใบหน้าของคนที่นอนอยู่ข้างๆมานานเท่าไรไม่รู้รู้แต่เพียงว่าอยากจะมองไปนานแสนนาน รู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่มีวันที่จะได้ “ดวงใจ”ของไอซ์หนุ่มที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเช่นเดฟมาครองเป็นแน่  เขามั่นใจในตัวเดฟว่าต้องการแค่ “พลัง”จากสายเลือด “จู๊ซ” อย่างเขา จูบนับร้อยครั้งเมื่อคืน ทุกอณูของร่างกายที่อีกฝ่ายใช้ลิ้นแสดงความเป็นเจ้าของรอยดูดกัดสีม่วงอ่อนบนหัวไหล่ยังคงแสดงหลักฐานของ “ความต้องการ” ของทั้งคู่ 

     

    เจเรมี่มั่นใจว่าเดฟทำไปตาม”หน้าที่”หากแต่ความอ่อนหวานจาก “จังหวะรัก” ที่สัมผัสได้ ทำให้เขาเริ่มไม่มั่นใจว่าในหน้าที่นั้นจะมีสักเสี้ยวหนึ่งที่มาจาก“หัวใจ” บ้างหรือเปล่า  ตัวเขานั้นแม้ไม่อยากจะยอมรับความจริงนี้แต่หัวใจที่เต้นแรงและความรู้สึกแช่มชื่นและเต็มอิ่มกับบทรักมันช่างฟ้องอาการของตัวเองได้ดีเหลือเกิน  ยิ่งยามมองอีกฝ่ายเวลาเผลอไผลเจเรมี่ยิ่งรู้สึกได้ว่าตนเองตก “บ่วง” ชายหนุ่มตรงหน้าเข้าแล้ว  เจ้าของขนตาเป็นแพเหมือนจะเริ่มรู้สึกตัว  ทั้งที่ปิดเปลือกตัวอยู่กลับอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพูดเบาๆ

     

    “เจ้าแอบมองข้ามานานขนาดนี้เมื่อยรึยัง” พูดจบปุ๊บเจ้าตัวก็คว้าคนตัวเล็กแบบไม่ทันให้ตั้งตัวเข้ามากอดแน่นๆก่อนจะซุกไซ้ลงตรงอกเล็กนั่นอย่างคนเอาแต่ใจ

     

    “อ๊ะ!

    “ชอบไหม”

    “ท่าน...ท่านทำอะไรเนี่ย”

    “แล้วชอบรึเปล่าล่ะ”

    “.....”

    “ยังเขินอยู่รึ” โดยไม่รอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายเดฟก็แสดงอาการเจ้าเล่ห์แสนซนด้วยการขโมยจูบอีกครั้ง    อีกฝ่ายเหมือนจะขัดขืนพอเป็นพิธีในตอนแรก  แต่หลังจากอีกฝ่ายดุนลิ้นเข้ามาพร้อมๆกับมือหนาที่ลูบหัวอย่างออนโยนทำเอาหัวใจของเจเรมี่พุ่งดิ่งลงไปที่ปลายเท้าทันที

     

    สัมผัสเนิบช้าแต่ให้ความรู้สึกร้อนแรงเดฟทำได้อย่างไรกันนะ เนิ่นนานเท่าที่กายและใจจะปล่อยให้เป็นไป   ดูเหมือนเดฟจะ“ดูดพลัง” จากเจเรมี่สำเร็จไปอีกครั้งในยามเช้า ร่างสูงจรดจมูกลงที่หน้าผากของร่างเล็กที่ดูเหมือนจะหมดแรงอยู่ก่อนจะลุกขึ้นยืนเปลือยโชว์มัดกล้ามและสายเส้นของร่างที่ดูเหมือนจะได้รับความสดชื่นอย่างเต็มเปี่ยมหลังจากได้“รับพลัง” จากอีกฝ่าย

     

    “ทำไมต้องเป็นข้า”เสียงอุบอิบจากคนบนเตียงเอ่ยถามก่อนที่เดฟจะหยิบผ้าเช็ดตัวมาผูกที่เอว

    “เพราะทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว” เดฟตอบเสียงนิ่ง

    “แล้วรู้ได้อย่างไรว่าต้องเป็นข้า” เจเรมี่ซักต่อ

    “หัวใจน้ำแข็ง...บอกเจ้าอย่าถามอะไรอีกเลย” เดฟตัดบทก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำทิ้งให้ร่างเล็กงุนงง  แต่ก่อนจะชำระล้างร่างกาย เหมือนเพิ่งนึกบางอย่างได้เดฟเปิดประตูโผล่หน้ามาบอกเจเรมี่

     

    “เจ้ารู้ตัวรึเปล่า เมื่อคืนเจ้าละเมออะไรทั้งคืน”

    “อะไรรึ ข้า...ข้าไม่รู้ตัวเลย”

    “หึ!! เจ้าละเมอถึงชายอื่นที่ไม่ใช่ข้า!!

    “ห๊ะ ชายอื่นยังงั้นรึข้า...ไม่เข้าใจ”

    “ตลกสิ้นดี ในขณะที่นอนกับข้าลิ้มรสรักจากข้า แต่กลับคิดถึงคนอื่น”

    “คืออะไร ข้างงไปหมดแล้ว ข้า...ขอโทษ”

    “ช่างเถอะ ไม่ต้องขอโทษข้าไม่รู้สึกอะไรหรอก”

    “....ทำไม”

    “เพราะข้าไม่ได้รักเจ้ายังไงล่ะ”

     

    7.

    “เขาไม่ได้รักข้า”

     

    เป็นระยะเวลากว่าสองสัปดาห์แล้วที่เจเรมี่เฝ้าบอกตัวเอง  วันนี้ก็เช่นกันเดฟยังคงทำหน้าที่ “สามี” ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องทั้งเรื่อง“ในบ้าน” และ “นอกบ้าน”

     

    “เขาทำไปเพราะต้องการพลังเจ้าอย่าได้หลงระเริงว่าเขาจะรักเลย”

    เหมือนยิ่งตอกย้ำหัวใจเจ้ากรรมก็ยิ่งเจ็บ

     

    “ดีแล้วที่เขาไม่ได้รักท่านเพราะดูเหมือนท่านจะรักเขาเต็มหัวใจเสียแล้ว”

    ระหว่างคิดอะไรเพลินๆที่สวนสวยหลังคฤหาสน์ อยู่ๆเสียงทุ้มก็แหวกความเงียบเข้ามา  เจเรมี่หันไปก็พบเจ้าของเสียงนั่น  เซ็ทธ์ในวันนี้กับกางเกงผ้าสักหลาดสีกรมท่าและเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ติดกระดุมเม็ดบนเรียบร้อยผมสีเข้มที่ปาดเจลเปิดหน้าผากคมยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อคมดูสว่างสดใสกว่าที่เคย

     

    “ข้าคิดเสียงดังขนาดนั้นเลยเหรอ” เจเรมี่รู้สึกอายจนอยากจะร้องโอ๊ยออกมาดังๆ

    “น่าจะยังงั้น” เซ็ทธ์ระบายยิ้มบนใบหน้าก่อนจะหันไปสบตากับชายผู้เจ้านายคนใหม่ภรรยาของนายน้อยเดฟที่เขารักและเทิดทูนยิ่งนัก  ดวงตาหงส์เหินที่เหมือนเทวดาเอื้อมคว้าประกายดาราทั้งจักรวาลมาฝังไว้ของคนที่อยู่ตรงหน้าทำเอาเซ็ทธ์อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้...

     

    อันที่จริงเขาเคยสบตาเจเรมี่มาก่อนหน้านี้  ครั้งแรกที่เจอกันคือเมื่อสองปีที่แล้วจากเหตุการณ์     เรือล่มที่ทะเลสาบแวลลีย์ในงานฉลองของของท่านนิคและกลุ่มชนชั้นปกครองชาวไอซ์  นิคเชื่อว่าเจอร์ราดน่าจะเป็นคนอยู่เบื้องหลังเพราะนับตั้งแต่รู้ว่าตนไม่ได้ครอบครอง “หัวใจน้ำแข็ง” สัญลักษณ์ของอำนาจของชาวไอซ์แม้จะรู้อยู่เต็มหัวใจว่าตนขาดคุณสมบัติแต่ก็ดูเหมือนเจอร์ราดจะทำใจรับความจริงข้อนี้ไม่ได้

     

    “ท่าน...ท่านเซ็ทธ์คิดอะไรอยู่เหรอ” เจเรมี่เห็นเซ็ทธ์นิ่งไปนาน

    “อ่อ ข้าขอโทษ พอดีคิดอะไรเพลินๆ”

    “ที่ท่านบอกว่าดีแล้วที่เขาเอ่อ...เดฟน่ะ ดีแล้วที่เขาไม่ได้รักข้า มันหมายความว่ายังไง”

    “ท่านอย่าทำเป็นไร้เดียงสาไปเลยเจเรมี่” เซ็ทธ์ทำหน้าขึงขัง

    “ถึงข้ารู้แล้วก็อยากรู้ความคิดเห็นจากท่านอีก ไม่ได้หรือ” เจเรมี่ยิ้มเจื่อน

    “อืม”

    “ข้ารู้มาก็เพียงแต่คำบอกเล่าจากคนอื่นยังไม่เคยได้เจอกับตัวเอง”

    “อย่าบอกว่าท่านอยากเจอกับตัวเอง” เซ็ทธ์หัวเราะในลำคอ

    “ไม่ใช่อย่างนั้น” คนตัวเล็กแย้ง

    “ข้าคงห้ามท่านไม่ได้แล้ว เพราะดูท่านจะหลงรักเดฟเกินกว่าที่ใครจะรั้งไว้ได้”สายตาของเซ็ทธ์    สบเข้ากับนัยน์ตาของเจเรมี่ที่มองมาพอดี

    “ข้า...ไม่ได้ตั้งใจ” เจ้าตัวสารภาพเสียงอ่อย

    “ความรักที่ไหนเกิดจากความตั้งใจบ้าง”เหมือนเซ็ทธ์รำพึงกับตัวเอง

     

     

    “แล้วถ้าเดฟรักข้า มันจะเกิดอะไรขึ้น”ร่างเล็กขยับเข้ามาถามใกล้ๆ

    “ในเมื่อท่านรักเดฟแล้ว  แล้วเดฟเกิดไปรักท่าน  และมันเป็นความรักที่มาจากใจจริง...” ชายหนุ่มพยายามเรียบเรียงคำตอบ

    “ท่านช่วยพูดให้เข้าใจง่ายๆหน่อยซี”

    “ท่านอาจจะไม่ตาย แต่เดฟสิเดฟจะละลายหายไปเมื่อเจอรักแท้จากคู่แท้...ที่เป็นจู๊ซ” เซ็ทธ์เสียง

    เย็นเฉียบ

     

    “ไม่นะ ไม่จริง” ทั้งๆที่รู้มาบ้างแล้ว แต่เจเรมี่ก็อดใจหายไม่ได้

    “มันคือเรื่องจริงเพราะนี่คือเมืองแห่งคำสาป” เน้นเสียงเป็นเชิงสำทับว่านี่คือเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้กับความจริงของอาณาจักรกริลเดอร์วาลแห่งนี้

    “แล้วท่านล่ะท่านเคยรักใครที่เป็นจู๊ซบ้างมั้ย”  เหมือนสบโอกาสได้ถาม

    “เหมือนจะใกล้เคียงกับคำว่ารักที่สุดแต่เราไม่ได้เป็นคู่แท้กัน และเขาก็...ตายไปแล้ว” เซ็ทธ์ตอบเสียงนิ่ง

    “ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้เลย” เจเรมี่ทำเสียงเหมือนจะร้องไห้

    “ไม่เป็นไร  เขาตายจากเหตุการณ์เรือเล่มที่ทะเลสาบน่ะ” เซ็ทธ์ตอบสบายๆขัดกับเนื้อความที่เพิ่งเอ่ยไป

    “หา...”  เจเรมี่เบิกตากว้าง

    ท่านท่านรู้มั้ยว่าข้าก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย แต่ข้ารอดชีวิตมาได้จากการช่วยเหลือของใคร     คนหนึ่ง”  ร่างเล็กจ้อต่อ

     

    “ดีแล้วที่เจ้ามีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้”  รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏบนใบหน้าหล่อเข้มหลังอดีต“ผู้ประสบภัย” หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ

    “ข้าไม่เคยรู้เลยว่าชายผู้มีบุญคุณต่อข้าเป็นใครรับรู้ก็แต่คำบอกเล่าของชาวบ้าน ชายผู้กล้าหาญคนนั้นโดดลงเรือว่ายน้ำไปช่วยชีวิตหลายคนทั้งที่น้ำอุณหภูมิเย็นเฉียบขนาดนั้น”

    “มันเป็นหน้าที่” เซ็ทธ์ยิ้ม

    “ไม่ใช่แค่หน้าที่ ข้ามั่นใจใครๆก็รักชีวิต ข้าเป็นเพียงลูกจ้างสายเลือดจู๊ซบนเรือนั่นชีวิตช่างไร้ค่ายิ่งนัก  แต่เขาก็เลือกที่จะช่วยข้า  ตลกร้ายที่ข้าจำหน้าหน้าเขาไม่ได้เลยข้าอยากตีตัวเองนัก” เจ้าของใบหน้าหวานทำหน้าจริงจัง

    “อ่า” เซ็ทธ์ขยับตัวออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขาชักจะอยู่ใกล้ผู้ประสบภัยเสียงแจ้วคนนี้มากเกินไปแล้ว

    “ข้าอยากเจอเขาสักครั้ง” น้ำเสียงเจเรมี่ล่องลอยเหมือนอยู่ในห้วงฝัน

    “ทำไมล่ะ” ถามเบาๆ ก่อนจะเสไปมองทางอื่น

    “ข้าอยากขอบคุณเขาจากหัวใจอีกครั้งเพราะเขาแท้ๆ ข้าถึงได้มานั่งคุยกับท่านอยู่ตรงนี้ได้  แล้วท่านรู้ไหม หลังจากวันนั้นก็มักจะมีขนมปังกับของกินมาวางที่หน้าบ้านข้าทุกๆอาทิตย์  เป็นเวลาเกือบสองปีไม่รู้ว่าจะใช่คนเดียวกันกับที่ช่วยชีวิตข้าไหม แต่ข้ามั่นใจว่าต้องใช่แน่ๆ”

     

    เซ็ทธ์หันกลับมามองเจเรมี่อย่างเต็มตาจับไหล่บางอย่างทะนุถนอมให้หันมาเผชิญหน้ากับตัวเอง

     

    “ถ้าเขารู้เขาคงดีใจที่ท่านสำนึกบุญคุณเขาขนาดนี้”

    “ท่านช่วยข้าคิดหน่อยเขาทำแบบนี้ไปเพราะอะไร ทำไมถึงไม่เปิดเผยตัว”

    “คงทำไปเพราะความปรารถนาดี”

    “ความปรารถนาดี?

    “อืม ไม่รู้สิเจ้าก็รอถามเขาเองละกัน”

    “จะมีโอกาสนั้นไหม”

    “ที่น่าขันก็คืออะไรรู้ไหมท่าน ข้าละเมอถึงชายคนนั้นเกือบทุกคืน”

    “......”

    “ข้านี่แย่เสียจริง  เดฟเคยเล่าให้ฟัง ข้าคิดว่าเขาคงหึงข้าแต่เขาบอกว่าไม่ได้รู้สึกอะไร”

    “เดี๋ยวนะ ท่านละเมอถึงชายคนนั้น” เซ็ทธ์ทำท่าแปลกใจ

    “ใช่” เจเรมี่ตอบหนักแน่น

    “นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าไม่ควรทำ” เสียงเซ็ทธ์เยือกเย็นกว่าทุกครั้ง

    “การละเมอหาเขา หรือการสำนึกบุญคุณเขาล่ะ”

    ชายหนุ่มไม่พูดอะไร ไม่ยิ้มทำเอาเจเรมี่ทำตัวไม่ถูก มีเพียงสีหน้าที่ยากจะอธิบายเป็นคำตอบ

     

    8.

    คฤหาสน์หลังใหญ่ริมทะเลสาบแวลลีย์ตกเข้าสู่ภาวะเครียดขมึงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหลังจาเร็ดสนิทคนของ“ท่านนิค” ส่งข่าวมาบอกว่า ท่านนิคได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับเจอร์ราดหลังจากคุยอย่างเคร่งเครียดนานนับชั่วโมง เดฟค่อยมีสีหน้าดีขึ้นเมื่อคนของท่านพ่อยืนยันว่าอาการของประมุขของ            กริลเดอร์วาลพ้นขีดอันตรายแล้ว  ต่างจากเซ็ทธ์ผู้ที่ยังคงนิ่งขรึมหลังจากรับรู้สถานการณ์ 

     

    “เราต้องวางกองกำลังให้มากกว่านี้ไม่รู้ว่าท่านเจอร์ราดจะลอบเข้ามาเล่นงานนายน้อยเมื่อไหร่” เซ็ทธ์เสียงเครียด

    “ท่านพี่ จัดการได้เลยตอนนี้ข้าไม่ห่วงชีวิตตัวเองเท่าชีวิตท่านพ่อข้าอยากออกจากเมืองไปเยี่ยมท่านเหลือเกิน” เสียงเดฟสั่นเล็กน้อย

    “ไม่ได้!! ท่านเดฟจะออกจากเมืองนี้ตอนนี้ไม่ได้เราไม่รู้ว่าอาของท่านวางแผนอะไรอยู่ ท่านนิคจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน” องครักษ์พูดพลางเอื้อมแขนไปบีบบ่าเดฟ

    “ข้าให้คนเตรียมอาหารว่างมาให้พวกท่านรับประทานก่อนเสียเถิด” เจเรมี่เดินเข้ามาในห้องโถงของบ้านที่ใช้เป็นห้องประชุมชั่วคราว

    “ข้าไม่มีอารมณ์กิน! เดฟฉุนเฉียวใส่คนร่างเล็กตรงหน้า

    “เดฟ” เซ็ทธ์เน้นเสียงเป็นเชิงเตือนให้เดฟใจเย็นลงก่อนจะหันไปขอบคุณเจเรมี่

    “ขอบคุณ วางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวข้ากับท่านเดฟจะจัดการเอง”  หลังจากโดนเดฟเกรี้ยวกราดใส่    สีหน้าของเจเรมี่ดูจะแช่มชื่นขึ้นมาหน่อยเมื่อองครักษ์ตัวสูงแสดงท่าทีตรงกันข้าม

     

    “ขอโทษที่เข้ามากวนพอดีเห็นว่าตั้งแต่เที่ยงพวกท่านประชุมเครียด ยังไม่แตะข้าวปลาอาหารเลย”         ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสวยพูดเหมือนรายงานให้คนอารมณ์เสียอีกคนฟังเหตุผลที่ตนเอง“ถือวิสาสะ”   เอาเอาหารเข้ามาให้

    “ยังไงก็...ขอบใจละกันเจ้าออกไปก่อนเถอะ แล้วก็คืนนี้ระวังตัวให้ดีๆทางที่ดีข้าว่าเจ้ากลับไปนอนบ้านพ่อบ้านแม่เจ้าดีกว่าไหม ท่านพี่ว่าไง”เดฟหันไปมองเซ็ทธ์เหมือนต้องการตัวช่วย

    “ข้าว่าก็ดีนะ เดี๋ยวข้าไปส่งท่านเจเรมี่เองข้าจะส่งทหารไปคุ้มกันด้วยส่วนหนึ่ง” เซ็ทธ์วางแผน     ทุกอย่างพร้อม

    “ไม่ ข้าจะอยู่ที่นี่ ข้า...เอ่อเป็นคนของท่านแล้ว ข้าจะทิ้งท่านไปได้อย่างไร” เจเรมี่แสดงจุดยืน

    “เจ อย่าดื้อนักเลยถ้าเจ้าคิดว่าเป็นคนของข้าก็ต้องทำตามคำสั่งของข้า!

     

    เดฟจ้องเจเรมี่เขม็งภายในใจรู้สึกห่วงใยคนร่างเล็กตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก บอบบางเช่นนี้ หากคนของเจอร์ราดบุกมาเข้ามาทำอันตรายคืนนี้เขาคงทนไม่ได้ที่จะเห็น “คนของเขา” เป็นอะไรไป

     

    9.

    ค่ำคืนนี้เยือกเย็นกว่าที่เคยชาวกรินเดอร์วาลที่ปกติในฤดูร้อนจะออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งนานกว่าฤดูกาลอื่นๆต่างเงียบไปกว่าปกติ แม้จะเลยเวลาพระอาทิตย์ตกมาไม่นาน แต่ดูเหมือนร้านรวงและบ้านเรือนต่างๆจะปิดเร็วกว่าที่เคยกิ่งก้านต้นไม้ตามทางเดินเหมือนจะไหวตามลมวูบหนึ่ง  เคียงข้างร่างเล็กคือเซ็ทธ์องครักษ์หนุ่มที่เดินคุ้มกันมาส่งเจเรมี่ที่บ้านเก่าซึ่งอยู่หลังเนินเขาตามด้วยทหารจำนวน 5 คนที่เดินตามหลังอยู่ห่างๆ

     

    ทางเดินลงเนินจากคฤหาสน์ของเดฟมาที่บ้านหลังเก่าดูทอดยาวมากกว่าไปกว่าทุกวันเจเรมี่กระชับเสื้อคลุมเข้ากับร่างคล้ายปกป้องตัวเองจากความหนาว จนคนข้างๆอดไม่ได้ที่จะแสดงความห่วงใย

     

    “หนาวรึ เอาเสื้อข้าไปใส่ทับอีกไหม” เซ็ทธ์เอ่ยถาม

    “ไม่ต้องหรอก แค่รู้สึกเย็นหน่อยๆอีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านข้าแล้ว” ปฏิเสธเสียงอ่อนทว่ามีความเด็ดเดี่ยวอยู่ในที

     

    “ทำไมเขาถึงดูผลักไสข้าเหลือเกิน” เจเรมี่อดไม่ได้ที่จะแสดงความน้อยใจดูทีรึ ควรเป็นหน้าที่ที่เดฟจะต้องเดินมาส่งก็ไม่มาปล่อยให้มากับคนสนิทของตนเสียอย่างนั้น แถมการที่ “พยายาม”ให้ตนกลับมานอนบ้านคืนนี้ก็ดูไม่เหมือนวิสัยที่สามีภรรยาปกติคู่ใด(ที่เขารักกัน)ทำกัน

     

    “ที่เดฟให้ท่านกลับมานอนบ้านเพราะเป็นห่วงท่านต่างหากหาใช่การผลักไสไม่” เซ็ทธ์อธิบายเสียงนุ่ม และก็เป็นทุกครั้งที่ชายผู้นี้ทำหน้าที่ปลอบประโลมใจยามที่เจเรมี่เครียดหรือไม่สบายใจตั้งแต่ไป“อาศัย” ที่คฤหาสน์หลังนั้น 

     

    วันนี้ก็เช่นกัน

     

    “ข้าไม่ยักรู้เลยว่านี่คือการแสดงความเป็นห่วง” เจ้าของวงหน้าสวยผิดชายหนุ่มสายเลือดจู๊ซใน  กริลเดอร์วาลยังประชดต่อ

     

    “ที่คฤหาสน์ซ่อน หัวใจน้ำแข็ง ไว้อยู่หากเจอร์ราดจะซุ่มโจมตีก็ต้องมาที่คฤหาสน์เป็นที่แรกเดฟเลยไม่อยากให้ท่านนอนที่คฤหาสถ์ยังไงล่ะ” มือของเซ็ทธ์แตะบ่าของเจเรมี่เป็นเชิงเตือนสติ

    ระหว่างก้าวต่อ โดยไม่ทันระวังตัวเจเรมี่สะดุดกับก้อนหินขนาดย่อมจนเซถลาไปข้างหน้าเซ็ทธ์รีบใช้มือแกร่งดึงเอาไว้ได้ทัน หันมาอีกทีร่างเล็กก็อยู่ในอ้อมกอดของชายชาติทหารร่างสูงโปร่งเข้าให้เสียแล้วเจเรมี่เงยหน้าสบตาคมของเซ็ทธ์ หัวใจเต้นแรงและเร็วกว่าที่เคย  ทั้งคู่ต่างชะงักงันก่อนจะค่อยๆผละจาก        อ้อมกอดของกันและกันอย่างเก้ๆกังๆ

     

    “ขอบคุณ...”  เอ่ยเสร็จเจเรมี่ก็รีบสับเท้าไปข้างหน้ากลบเกลื่อนอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นกับเขา  เมื่อครู่  ทั้งแอบยินดีอยู่ลึกๆเมื่อรู้ถึงเหตุผลที่เดฟให้ตนเองกลับมานอนที่บ้านหลังเก่าและเหตุผลอีกอย่างคืออ้อมกอดอบอุ่นจากเซ็ทธ์เมื่อครู่มันช่างหวิวไหวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อนแม้กระทั่งกับ “เดฟ”

    “ถึงแล้ว  ท่านส่งข้าแค่นี้ก็พอ” เจเรมี่มีท่าทีกระดากต่อเซ็ทธ์กว่าที่เคยเป็นมา

    “นี่คือเสบียงน่าจะพอได้กินถึงพรุ่งนี้ ข้าจะส่งคนเอามาให้อีก สองสามวันนี้ถ้าไม่มีอะไร เดฟคงจะมารับท่านกลับ” เซ็ทธ์พูดพลางยื่นถุงเสบียงที่รับมาจากลูกน้องทหารส่งให้เจเรมี่

     

    ชายหนุ่มหลุดปากออกมาเบาๆเมื่อเห็นก้อนขนมปังนุ่มคุ้นตา

    “ขนมปัง? อีกแล้ว? เจเรมี่จ้องที่ขนมปังก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเซ็ทธ์

    “ท่านมีอะไรปิดบังข้าหรือไม่”

    “เปล่านี่” เหมือนเซ็ทธ์จะเริ่มรู้ว่าเจเรมี่สงสัยอะไรในตัวเขาเข้าแล้วแม้เจเรมี่จะรู้ความจริง แต่   “เรื่องนั้น”ยังไม่สำคัญเท่ากับเหตุการณ์วิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในคืนนี้

     

    “ท่านเข้าบ้านเถิดข้าจะให้คนของข้าเฝ้าไว้ หากมีอะไรก็ส่งเสียงเรียกได้เลย”

    ข้า...ข้ากลัวท่านไม่ไปไม่ได้รึ”

    “ไม่ต้องเป็นกังวลไป ทหารพวกนี้มือดีข้าสัญญา ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเล็บเลย”

    “ขอบคุณท่านมาก”

    “ข้าทำตามหน้าที่”

    “เหมือนที่ท่านเคยช่วยข้าที่ทะเลสาบแวลลีย์เมื่อสองปีที่แล้วน่ะรึ”

     

     

     

     

    10.

    “บอกข้ามา หัวใจน้ำแข็งอยู่ที่ใด!!! น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมและตาถลนของเจอร์ราดไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้เดฟสักนิดแม้จะจนมุมถูกคนเจ้าคิดเจ้าแค้นกำลังใช้กริชเล็กปลายแหลมคมกริบจ่อที่คอเพื่อให้เขาคายความจริงเรื่องที่ซ่อนของสัญลักษณ์สำคัญของประมุขชาวไอซ์ก็ตาม

     

    “จะมีประโยชน์อันใดล่ะท่านอาในเมื่อได้ไปท่านก็ใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้” เดฟเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับความตายอย่างไม่ยี่หระ

     

    “แกนี่มันเลวเหมือนพ่อไม่มีผิด!! แรงโมโหทำให้อาผู้แสนดุร้ายกระชากคอเสื้อจนทำให้ปลายกริชบาดคอเข้าไปเสี้ยวหนึ่งจนเลือดไหลซิบก่อนที่เจอร์ราดจะทันได้ทำอะไรเดฟไปมากกว่านั้น แค่พริบตาเดียวสบจังหวะเซ็ทธ์กับลูกน้องคนสนิทที่ซุ่มอยู่ด้านนอกหลังจัดการลูกน้องของเจอร์ราดเรียบร้อยก็ปราดเข้าประกบร่างยักษ์ทันทีเซ็ทธ์กระชากเจ้าของกริชเข้าติดผนัง ในขณะที่ลูกน้องของเซ็ทธ์เข้าคุ้มกันเดฟ        อย่างทันท่วงที

     

    “หนีไป ทางนี้ข้าจัดการเองลูกน้องมันข้างนอกข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว”

    “ท่านพี่”

    “ไป!!!! ข้าบอกให้หนีไป!!!! เดี๋ยวนี้!!!!

     

    ระหว่างที่เดฟละล้าละลังและดูเหมือนเซ็ทธ์จะเสียสมาธิไปเล็กน้อยทำให้เจอร์ราดสบโอกาสใช้จังหวะนี้ดิ้นหลุดออกจากการล็อคของเซ็ทธ์    ทั้งคู่แลกหมัดกันคนละยกก่อนที่เซ็ทธ์จะเพลี่ยงพล้ำให้กับเจอร์ราดที่ตัวสูงใหญ่กว่าเขามากกริชประจำตัวของเจอร์ราดถูกแทงเข้าที่ท้องน้อยโดยไม่ทันระวังตัว     เซ็ทธ์มึนชาและออกอาการวูบไปชั่วขณะ

     

    “เซ็ทธ์เจ้ามันก็เหมือนหมารับใช้ข้างถนนในเมื่อช้าชวนอย่างไรเจ้าก็ไม่เปลี่ยนใจ งั้นเจ้าก็ตาย    ซะเถอะ” เจอร์ราดเอ่ยเสียงเหี้ยมก่อนจะใช้กริชเข้าจ้วงแทงเป็นครั้งที่สอง

     

    “ฉึก!

     

    เซ็ทธ์พยายามกอบกู้เรี่ยวแรงครั้งสุดท้ายเข้าสู้

    วินานี้เขาหวนนึกถึงใบหน้าของเจเรมี่  อยู่ๆเขาก็คิดถึงเหตุการณ์วันนั้นที่ทะเลสาบแวลลีย์เขาสูญเสียคู่หมายสายเลือดจู๊ซเพราะเจอร์ราดใช้แผนร้ายทำให้เรือเล่ม คนบนเรือต่างแตกกระสานซ่านเซ็นและแน่นอนประชากรชาวไอซ์ต้องได้รับการช่วยเหลือก่อนจู๊ซอยู่เสมอ 

     

    คู่หมายของเขาจมน้ำลึกโดยไม่อาจช่วยไว้ได้ระหว่างที่ให้กำลังพลค้นหาในน้ำยามรัตติกาล เขาก็ได้พบกับเจ้าของดวงหน้าสวยที่เกาะเศษไม้อยู่กลางทะเลสาบเขาจำได้ว่าตัวเองว่ายน้ำสุดกำลังเข้าไปช่วย และเมื่อนำร่างขึ้นฝั่งเขาก็ยังให้อ้อมกอดเพื่อมอบความอบอุ่นแก่ร่างเล็กที่แสดงอาการหนาวสะท้านจนสั่นไปทั้งตัว

     

    คงจะเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต...สังหรณ์บางอย่างบอกเขาเช่นนั้น

    ใบหน้าของเจเรมี่เลือนหายออกไปทุกทีพร้อมๆกับคมกริชของเจอร์ราดที่จ้วงแทงเข้าที่ท้อง           เป็นครั้งที่สาม

     

     

    11.

    “เจ...เจ้าจะร้องไห้ทำไมข้ายังไม่ตาย” เดฟผู้ซึ่งบอบช้ำจากการต่อสู้กับเจอร์ราดและโดนกริชบาดเข้าที่คอ แม้จะไม่ลึกมากหากแต่ทำเอาเสียเลือดไปไม่น้อย 

    “ข้าเป็นห่วงนี่นา” เจเรมี่ตอบเสียงอู้อี้ก่อนจะโดนคนป่วยรั้งแขนเล็กให้ลงนั่งข้างๆ พร้อมกับหันไปมองรอบๆห้องของภรรยาตัวเองซึ่งมีสภาพซอมซ่อต่างจากคฤหาสน์หลังงามของตนอย่างสิ้นเชิง  เดฟยังไม่ยอมปล่อยมือของเจเรมี่ ในขณะที่มืออีกข้างล้วงไปหยิบของบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในอกผายขึ้นมา

     

    “ข้ามอบให้เจ้าดูแล” เดฟวางอัญมณีทรงสามเหลี่ยมที่ส่งประกายเพชรวับวาวลงบนมือเล็ก

    “มันคืออะไรรึท่าน” เจเรมี่มองหน้าเดฟ

    “มันคือหัวใจน้ำแข็งสัญลักษณ์ประจำตระกูลข้า”

    เจเรมี่ที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของสิ่งล้ำค่าที่อยู่ในมือถึงกับอึ้งมองหน้าเดฟ เหมือนจะพูดว่า ทำไมท่านถึงมอบสิ่งที่เกินเอื้อมขนาดนี้ให้ข้า

     

    “เพราะเจ้าเป็นคนของข้า...ยังไงล่ะ”

     ไม่มีเสียงตอบจากเจเรมี่แต่เดฟเชื่อว่าเขาฟังอยู่

    เกิดภาวะเงียบงันไปชั่วขณะก่อนที่เดฟจะชั่งใจแล้วพูดบางอย่างออกมา

     

    “โปรดอย่าเข้าใจผิดยังไงข้าก็ไม่ได้รักท่าน ข้าไม่ได้รักเลยสักนิด”

     

    เจเรมี่อึ้งไปครู่หนึ่ง  รู้สึกลำคอตีบตันเมื่อได้ยิน คำพูดของเดฟสะกิดปมในใจที่เจ้าตัวคิดถึงความเป็นจริงนี้เสมอแต่ก็พยายามทำเป็นลืมไป  ใจมันปลาบเหลือเกินที่ได้ยิน

     

    “นั่นล่ะคือคำขอของข้า ได้โปรดท่านอย่าได้รักข้าเลย”

    “ข้า...” เดฟมองหน้าอีกฝ่ายเขาไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ เจเรมี่เดาว่าความจริงเดฟอาจจะอยากพูดอะไร

    ไปมากกว่านั้น

    “อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยท่านตัวร้อนเป็นไฟแล้ว พักผ่อนเสียเถิด คืนนี้อยู่กับข้า ข้าจะมอบพลังให้ท่านเอง” เจเรมี่ตัดบทอย่างคนตัดสินใจเด็ดขาด

    “เจเรมี่....ข้าว่า”  เดฟตกใจในนาทีแรกก่อนความรู้สึกจะเปลี่ยนเป็น “อย่างอื่น”ที่เขาซ่อนอย่างไร     ก็ดูไม่มิด

    ไม่ปล่อยให้เขาพูดจบประโยคเสียงเจเรมี่เริ่มเครือน้อยๆ

    “ข้าต้องทำเพราะข้าเป็นคนของท่าน” 

     

    12.

    นานหลายชั่วโมงที่เดฟอยู่ในอ้อมกอดของเจเรมี่  ไม่มีอณูใดในร่างกายของเดฟที่ไม่ได้ถูกสัมผัสเจเรมี่เหมือนพยายามจะถ่ายทอดพลังที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับ “เจ้าของหัวใจ”จวบจนเข้าสู่ช่วงเช้าตรู่จึง   ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนล้าก่อนจะตื่นขึ้นเพราะเสียงของทหารคุ้มกันข้างนอกบ้าน เจเรมี่สะดุ้งเมื่อ    นึกขึ้นได้ว่าจนป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวจากเซ็ทธ์เลย  ชายหนุ่มคนนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้

     

    หลังจากจัดแจงให้เดฟได้นอนพักอย่างสบายตัวแล้ว  เจเรมี่ไม่ลืมที่จะใช้มือน้อยสัมผัสแผ่วเบาไปทั่วร่างหนานั้นอีกครั้งดูเหมือนไข้จะทุเลาลงแล้ว ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนมาที่ห้องนั่งเล่นของบ้าน เจเรมี่เห็นเงาตะคุ่มของใครบางคน เมื่อจ้องดีๆก็เห็นว่าเงานั้นคือใคร

     

    “เซ็ทธ์!!! เจเรมี่ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

    “ใช่ ข้าเอง” เซ็ทธ์พูดเบาๆพร้อมกับทำท่าทางจุ๊ปากให้เบาเสียง

    “ท่านเป็นอะไรมากหรือไม่เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เจเรมี่ปราดเข้ามาจับไหล่องครักษ์หนุ่มอย่าง     ลืมตัว พอรู้สึกตัวจึงรักษาระยะถอยห่างออกมา

    “ก็...เจ็บนิดหน่อยว่าแต่นายน้อยเป็นยังไงบ้าง”

    “ปลอดภัยแล้ว ข้าเอ่อ...ให้พลังทั้งคืนแล้ว”  เสียงเขาดูเหมือนขัดเขินเล็กน้อย

    “ดี ดีมาก” เซ็ทธ์ยิ้มเศร้าในความมืด

    เจเรมี่เดินไปเปิดม่านมองไปข้างนอกเห็นทหารนับได้กว่าสิบชีวิตกำลังยืนคุ้มกันอยู่รอบบ้าน  ก่อนจะหันกลับมามององครักษ์หนุ่ม

    “ทำไมท่านหน้าซีดขนาดนี้”

    ใช้เวลาอยู่นานกว่าดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากเซ็ทธ์

    “ข้าไม่เป็นไร”

    “หะ นี่เลือด เลือดทั้งนั้น”เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าช่วงท้องมีผ้าพันแผลที่มัดอย่างลวกๆแม้จะมีเสื้อคลุมสีเข้มคลุมไว้แต่ก็ยังสัมผัสได้ว่าแผลตรงนั้นน่าจะหนักหน่วงเอาการ

    “ข้าจะไปเรียกหมอ” เจเรมี่ละล่ำละลัก ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เอ่อล้นอยู่ข้างในทำให้เจเรมี่คว้าเซ็ทธ์มากอดไว้แน่น

    “เจ้า....” เซ็ทธ์หลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาคนมองตาคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาแสนรัก

    “ข้าจะให้พลังท่านเอง  เซ็ทธ์”

    “ไม่ได้ จะทำได้อย่างไร ลืมข้อจำกัดของตนเองแล้วหรือถ้าให้พลังเกินกว่าร่างกายจะ                          ทานไหว เจ้าจะตายนะ”ดอกพิกุลร่วงลงมาเป็นกำเพราะความเป็นห่วงคนตรงหน้า

    “ไม่!ข้ามั่นใจว่าข้าให้ท่านได้” เสียงเด็ดเดี่ยวของเจเรมี่ทำเอาเซ็ทธ์ระอาเล็กๆ

    “ดูสภาพเจ้าสิ เจ้าไม่ไหวแล้วอีกอย่างมัน... ไม่สมควรเลย” น้ำเสียงของเขาแสนเข้มงวด

    “ทำไมล่ะทำไมข้าจะช่วยคนที่มีบุญคุณต่อข้าไม่ได้” เจเรมี่พยายามกลั้นเสียงสะอื้นแต่ยัง           ไม่วายสั่นเขารู้สึกน้อยใจคนตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก ทำไมล่ะ ทำไมถึงจะช่วยไม่ได้

     

    เหมือนน้ำแข็งในร่างจะละลายหลังได้ยินเจเรมี่ตัดพ้อ  ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากตายลงเสียตรงนี้เลย

    “ถ้าเป็นเหตุผลนี้ ก็จงปล่อยข้าไปเสียเถอะ”

    “ท่าน....” น้ำตาของเจเรมี่ร่วงลงทันทีที่ได้ยินเขาพูด  บอกกับตัวเองว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะอธิบายอะไรให้ชายใจเข็งผู้นี้เข้าใจง่ายๆ 

    “เซ็ทธ์ มันไม่ใช่แค่นั้น...” 

    “พอเถอะ”

    พยายามจะอธิบาย แต่เหมือนอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมฟังเจเรมี่ถอยตัวออกห่างเหมือนจะเรียกสติตัวเองคืนมา

    “ข้ามาเพื่อบอกลาข้ารู้ตัวว่าคงอยู่ได้ไม่นาน อาการข้าเกินเยียวยาแล้ว ฝากดูแลนายน้อยด้วย”  เซ็ทธ์ลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างยากเย็นทำท่าเหมือนจะล้ม เหมือนไวกว่าความเร็วแสงเจเรมี่ถลาเข้าไปพยุงร่างสูงในทันที

    “เซ็ทธ์ ข้าปล่อยให้ท่านตายไม่ได้” เจเรมี่ซุกหน้าลงบนอกที่ชุ่มไปด้วยเลือดมือทั้งสองข้างกอดเขาแน่นอีกครั้งราวกลับกลัวว่าชายผู้บาดเจ็บหนักคนนี้จะลอยหายไป

     

    “แต่ถ้าให้พลังข้าคนที่ต้องตายก็คือเจ้า”  เสียงหัวใจเซ็ทธ์เต้นระทึกพร้อมๆกับแนบสัมผัสอบอุ่นลงไปที่แก้มนิ่มของเจเรมี่

    ความรู้สึกผะผ่าวบนแก้มกับเสียงหัวใจที่ทั้งสองเต้นแทบเป็นจังหวะเดียวกันทำให้เจเรมี่ตัดสินใจเอ่ยถ้อยคำที่ไม่มีใครคาดคิด

     

    “ต่อให้ตายข้าก็ยอม”

                .

                .

                .

    “อย่างนั้นรึ?

    เสียงแหบโหยระคนเศร้าลึกของใครบางคนดังออกจากห้องนอนที่บานประตูถูกแง้มออกเมื่อไร..ไม่รู้

     

    13.

    แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านสีครีมที่ถูกแง้มไว้พอประมาณเข้ามาส่องสว่างในห้องสี่เหลี่ยมขนาด78 ตารางเมตร ลำแสงที่จับม่านฝุ่นดูว่อนวุ่นวิบไหวกระทบกับเจ้าของเปลือกตาสีมุกที่เพิ่งตื่นจากการตกอยู่ในห้วงนิทรามานานกว่าเจ็ดสิบสองชั่วโมง

     

    “ท่านพี่ตอบข้ามา!!! ว่าเกิดอะไรขึ้น”

    “เจเรมี่ไม่อยู่แล้วนั่นคือคำตอบของข้า”

     

    คำตอบของเซ็ทธ์เหมือนแว่วมาจากที่ไกล  สัมปชัญญะล่าสุดของเดฟบอกไม่ถูกว่าเขาควรรู้สึกอย่างไรดีกับชายผู้อยู่ตรงหน้าที่เป็นทั้งพี่ชายที่แสนรักเพื่อนที่แสนดี องครักษ์ผู้ภักดี และ...ศัตรูหัวใจ

     

    “ตอนนี้ก็เป็นข้าที่ไม่ควรอยู่  ข้ารักเขา รักอย่างเต็มหัวใจ รักอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน” น้ำเสียงของเซ็ทธ์ในยามนี้เหมือนจะสื่อถึงเจเรมี่ด้วยความรักยิ่งกว่ารัก

     

    “เซ็ทธ์!!! พี่พูดอะไรออกมา พี่...” เดฟกัดริมฝีปาก พยายามกลั้นความรู้สึกสะเทือนใจไว้  

    “ข้ารู้ เมื่อใดที่เราชาวไอซ์ยอมรับด้วยใจบริสุทธิ์ว่าเรารักจู๊ซและจู๊ซก็รักเราจากใจบริสุทธ์ด้วยกัน”

    เซ็ทธ์พยายามฝืนยิ้มจนมองเห็นฟันขาวตัดกับไรหนวดเขียวครึ้ม 

    “เราจะละลาย ตาย และ...หายไปจากโลกใบนี้ตลอดกาล”  ประกายตาสีเข้มตอนนี้หมองมัวและพร่าเลือนไปทุกขณะ

     

    “ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงแล้ว  ข้าจะไปที่ทะเลสาบแวลลีย์ ขอไปใช้ลมหายใจสุดท้ายที่นั่นส่วนท่าน...เดฟ ได้โปรดมีชีวิตต่อไปเพื่อกริลเดอร์วาล ดูแลตัวเองดีๆ นะน้องรักของพี่”ดอกพิกุลร่วงลงมาจากเขาทั้งปากเหมือนว่าเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตที่จะได้เอ่ยเอื้อนอะไรยาวๆเช่นนี้

     

    “ท่านพี่ ทำไมท่านทำแบบนี้เจเรมี่ให้พลังเพื่อให้ท่านมีชีวิตกลับคืนมาแท้ๆ” ประกายตาสีน้ำตาลเข้มดูร้าวรานกว่าที่เคยและอีกชั่วขณะหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวราวกับมีกลุ่มเมฆฝนดำทะมึนเข้าครอบครอง

     

    “ทำไมคนที่ข้า...ทั้งสองคนจะต้องมาหนีข้าไปแบบนี้”ริมฝีปากเดฟสั่น

    “โกรธข้าไหม” เซ็ทธ์ถอนใจยาว

    คำถามของเซ็ทธ์แสนสั้นแต่ยากจะตอบเหลือเกิน 

    เดฟให้ความเงียบเป็นคำตอบ

     

    ถึงเวลาที่ข้าจะต้อง เดินทางไกลแล้ว” ร่างสูงโปร่งพูดพลางดึงเข็มน้ำเกลือทิ้งลงพื้นอย่าง           ไม่แยแสกับความเจ็บปวดของตัวเอง

     

                พลันฟ้าข้างนอกก็เปลี่ยนสีจากเขียวแกมทองในฤดูร้อนกลายเป็นหนาวเย็นและครึ้มฝนอย่าง       น่าอัศจรรย์  องครักษ์หนุ่มเดินกะเผลกมาที่ “นายน้อย” เพื่อกอดลา  เดฟกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ทั้งที่พยายามแล้วแท้ๆ

     

    “เดฟท่านต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป  อย่าได้รับยอมรับกับความรู้สึกนั้นอย่างดุษฎี...อย่าได้เป็นอันขาด”

     

    ร่างของทั้งคู่สั่นไหว

    อ้อมกอดสุดท้ายของพี่น้องสายเลือดไอซ์ช่างหนาวเหน็บเหลือทน

     

    “สัญญากับข้าได้ไหมว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป”

     

    เซ็ทธ์เอ่ยถามก่อนจะเดินไปผลักประตูห้องร่างสูงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งดันบานประตูไว้ก่อนจะหันมามองหน้าชายผู้เป็นทั้งน้องชายแสนรักเพื่อนที่แสนดี เจ้านายผู้เปี่ยมเมตตา และศัตรูหัวใจ...เป็นครั้งสุดท้าย

     

    ใบหน้าที่เคยสดใสเหมือนสีรุ้งบนฟ้าครามของเดฟในยามนี้เหมือนถูกระบายด้วยสีน้ำตาล          แห้งกรอบของฤดูใบไม้ร่วง  ช่วงบ่ากว้างล่ำสันของสายเลือดชนชั้นปกครองของไอซ์ดูห่อเหี่ยวลีบเล็ก      ลงไปกว่าทุกครั้ง

     

    บานประตูสีเทาขุ่นปิดลงเบาๆพร้อมกับคำตอบที่เลือนรางและว่างโหวงของนายน้อย                      แห่งกริลเดอร์วาล

     

    -         The End   -

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in