Short Storyfebturday
Beat as One (Danhoon)
  • Beat as One   

        0202NK

     

    บางครั้งวันเสาร์โง่ๆ แค่วันเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนไปตลอดกาล

     

    เมื่อวานไอ้โอ่งเพื่อนตัวดีหนุ่มออฟฟิศที่เพิ่งได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นโทร.มาคะยั้นคะยอให้ผมไปงานคืนสู่เหย้าชาวสังคมฯซึ่งผมตอบปฏิเสธไปตั้งแต่แรกแล้ว โคตรน่าเบื่อ ซ้ำซาก และไร้สาระ งานอะไร  เทือกนี้ถ้าไม่จำเป็นชนิดที่ว่ามีใครเอามีดมาจี้คอบังคับให้ไปคำตอบสุดท้ายที่ผมจะให้ไอ้โอ่งก็คือ

     

    กู – ไม่ - ไป -โว้ยยยยยยยยยยยยย

     

    “มึงจะไม่ไปจริง ๆ เหรอวะ”  โอ่งส่งเสียงเครียดมาตามสายโทรศัพท์

    “ไม่ล่ะ ไปทำไมวะ ขี้เกียจเจอคน”

    “แต่....”

     

     เหตุผลหลังคำว่า “แต่” ของไอ้โอ่งช่างทุบใจเหลือเกินมันทำให้ผมยอมเปลี่ยนใจไปงานนั่นจนได้ผมต้องยอมลากสังขารที่เหนื่อยล้าจากการนั่งงอขาวยาวๆ สัปหงกบนรถไฟชั้นสามทั้งคืนจากสุราษฎร์กลับมากรุงเทพ มาอยู่ในงานเลี้ยงที่ผมปรามาสไว้ว่าน่าเบื่อเหลือทน

     

    เขาว่าคนไปทะเล “ไม่หนีร้อนก็หนีรัก”  เคสของผมคงจะจัดเข้าข่ายนั้นได้ดีทั้งคู่เลยแหละที่ไป     สุราษฎร์นี่ก็ทั้งหนีร้อนจากที่ทำงานและหนีรักที่ไม่แน่ใจว่าระหว่างเรามันเรียกว่ารักได้รึเปล่า

     

    ไอ้เมย์ -แฟนรายล่าสุดที่ถูกผมบอกเลิกไปเมื่อเดือนก่อน มันเป็นเพื่อนในสมัยมหาลัยที่ทำค่ายด้วยกันบ่อยๆ  เมื่อห้าเดือนที่แล้วมันมาขอคบผมผมเองก็ไม่มีใคร เลยตกลงคบด้วยเหตุผลคลาสสิคที่ว่า “เหงา”และไม่กี่เดือนต่อมาเราก็เลิกกันด้วยเหตุผลคลาสสิคเหมือนกันคือ “เราเข้ากันไม่ได้”   

     

    อันที่จริงบาดแผลหลังเลิกกับไอ้เมย์ไม่ได้เหวอะหวะอะไรมากหรอกแค่แสบ ๆ คัน ๆ ออกแนวหงุดหงิดตัวเอง รำคาญความฟุ่มเฟือยทางอารมณ์ของมันมากกว่า   เลยอยากหาอะไรสนุก ๆ ทำจะได้ไม่ต้องจมอยู่กับบรรยากาศอะไรแบบนั้น วันดีคืนดีผมเลยตัดสินใจควักเงิน 247 บาทจับรถไฟชั้นสามไปโดดน้ำทะเลเท่ๆ(?) อาศัยนอนบ้านไอ้เขี้ยวเพื่อนสนิทผมอีกคนที่ตอนนี้มันกลายร่างจากบัณฑิตคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาไปเป็นหนุ่มบ้านไร่ลูกหนึ่งเมียหนึ่งมีความสุขตามอัตภาพของมัน

     

     ห้องจัดเลี้ยงขนาดกลางพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตรของโรงแรมหรูย่านใจกลางเมืองถูกเลือกให้เป็นวังชั่วคราวของเจ้าหญิงเจ้าชายกำมะลอในคืนวันเสาร์ปลายธันวาคมช่วงใกล้คริสต์มาส หลังทักทายเพื่อน ๆ พอเป็นพิธีผมก็หลบฉากออกมานั่งหาอะไรกินเงียบ ๆ อยู่ที่โต๊ะมุมห้อง  จะว่าไปแล้วงานเลี้ยงนี่มันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นหรอก  บนเวทีมีพิธีกรดำเนินรายการ แซวเพื่อนคนนั้นคนนี้ในงานรวมถึงผมก็โดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีช่วงการประมูลของหาเงินเป็นทุนการศึกษาให้รุ่นน้อง ส่วนช่วงนี้เป็นช่วงฉายวิดีโอกิจกรรมต่างๆ แต่หนหลัง หลายคนที่จับกลุ่มคุยกันอยู่หันมาส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดเมื่อเห็นสารรูปตัวเองและเพื่อนคนอื่น ๆ ในวัยเยาว์

     

    บรรดาเจ้าหญิงเจ้าชายที่ว่าก็ล้วนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของผมนั่นล่ะ  ก็เล่นประชันขันแต่งกันมาเสียขนาดนี้บางคนแปลงร่างจากพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ใส่ชุดราตรีกรุยกรายกลายเป็นสาวสังคมแสนสวย ไอ้เจนอดีตประธานสโมฯ เฉิดฉายในเดรสชีฟองสีเปลือกไข่ยาวกรอมเท้าไอ้น้ำส้มในชุดรัดรูปสีม่วงสวยขึ้นจนน่าประหลาดใจ ไอ้ทอมแก่ลงไปถนัดตาด้วยริ้วตีนกานับร้อยที่ปรากฏบนใบหน้าชนิดรองพื้นที่โปะมาอย่างหนาไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่   

     

    มีใครอีกนะเพื่อนสนิทของผมสนิทที่พอจะคุยได้โดยไม่กระดาก ไม่เขิน ไม่เก้อ   ปรายตามองไปทางเวทีด้านซ้าย อ๋อ นั่นไอ้จี  วันนี้มันมาด้วยสูทสีน้ำตาลเข้มที่เพิ่งขโมยเงินเมียไปถอยมา(มันบอกในไลน์กรุ๊ป)  มันให้เหตุผลว่าขอกูหล่อสักวันเหอะ กูจะไปเต๊าะสาว ส่วนผมในเชิ้ตแขนยาวสีเทากับเกงเกงยีนส์  เกือบจะกลายเป็นกุ๊ยข้างถนนเลยเชียว

     

    ขาดใครไปอีกนะ มีตั้งหลายคนแต่ไม่ได้สนิทมากพอจะมีค่าให้เอ่ยถึงอ่อ ไอ้เขี้ยวเพื่อนซี้ขี้เมามันไม่มาอยู่แล้ว เมียมันเพิ่งคลอดลูกแถมบ้านมันยังอยู่ไกลขนาดนั้น  ส่วนนั่นไอ้โอ่งมนุษย์เพื่อนคนเดียวที่รู้ความลับสำคัญของผมมันกำลังเดินทำหน้าเจ้าเล่ห์เดินตรงมาและใช่...มันคือคนที่ตีหัวผมมาที่นี่ด้วยเหตุผลสำคัญนั่น      

               

                “มองหาใครบางคนอยู่เหรอคร้าบบบ”  ไอ้โอ่งทำเสียงกวนตีนก่อนชูแก้วขึ้นเชื้อเชิญให้ดื่มฉลอง

               “เออ! พอใจยัง”ผมแกล้งตอบเสียงกระแทกก่อนจะชนแก้วกับมันแรง ๆ แล้วจิบน้ำสีม่วงเข้ม  สายตามองสำรวจไปรอบ ๆ งาน  อาการกระสับกระส่ายของผมก็คงมีแต่มันคนเดียวที่ดูออกเพราะมันรู้ว่า “เป้าหมาย” ของการมางานวันนี้ของผมคืออะไร 

     

    ก็เพราะหลังคำว่า “แต่”ของมันนั่นล่ะทำให้ใจผมเต้นไม่เป็นส่ำอยู่ในตอนนี้

     

    “แต่...จุลก็มานะเว้ย  ไม่ได้เจอกันนานแล้วไม่ใช่เหรอ” 

     

    จุล หรือ จุลจักรเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของผมที่ไม่สนิทเรื่องส่วนตัวสักเท่าไหร่แต่สนิทเรื่องเรียนที่สุดไม่ใช่ว่าผมขยันอะไรทำนองนั้นหรอก เรื่องนี้มันออกจะมีเบื้องหลังอยู่หน่อย ๆ  ถ้าเปรียบผมกับจุล เราคงเป็น Binary opposition ที่เกือบเข้าขั้นสมบูรณ์แบบเหมือนคู่ตรงข้ามที่เป็นสูตรสำเร็จของความแตกต่างของมนุษยชาติ

     

    ที่บ้านจุลทำโรงงานซอสพริกมีกิจการใหญ่โตฐานะเข้าขั้นรวยระดับแถวหน้า  ส่วนบ้านผมพ่อแม่เปิดร้านขายของธรรมดามีหนี้ประปราย  จุลเป็นเด็กเรียนดีระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองไม่ใช่เหรียญทองธรรมดาเสียด้วยสิ แต่จุลเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00  ส่วนผมนะเหรอ จำได้ว่าตอนยื่น        ทรานสคริปต์สมัครงานครั้งแรกฝ่ายบุคคลถึงขั้นถอดแว่นตามาเช็ดแล้วสวมใหม่เพ่งดูอีกรอบ 2.01     เกรดชั้นดีขนาดนี้ใครเห็นต้องเป็นอึ้ง เอาเป็นว่าจบมาได้ก็เป็นบุญหัวเท่าไหร่แล้ว

     

    มีอะไรที่เราต่างกันอีกนะน่าจะเป็นขนาดร่างกาย ผมตัวโตยังกะหมียักษ์ ส่วนจุลตัวเล็กกว่าผมมาก ตาผมเล็กตี่ส่วนจุลเกิดมาพร้อมตาหางหงส์สองชั้นสวยราวกับมีมือนางฟ้ามาจับวาง  เราจะต่างกันมากเกินไปไหม มีอะไรบ้างที่เราเหมือนกันนะ  กำลังคิดเพลิน ๆ  อยู่ ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยมาปลุกผมจากภวังค์

     

    “เด”

    “เดโช!!!”

     

    เจ้าของนัยน์ตากลมเปล่งประกายวิบวับราวกับคว้าดาวทั้งกาแล็กซีมาฝังอยู่ในดวงตานั่นเอ่ยเรียกผมถึงสองครั้ง  ไม่ทันคาดคิด เขามาโดยผมไม่รู้ตัว แม่งเอ๊ย! โคตรทำตัวไม่ถูก ใจผมเต้นระทึกแต่กลับยิ้มฝืดให้จุลก่อนจะหันไปมองทางด้านขวาหาไอ้โอ่งเพื่อนรักหวังใจว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้างในสถานการณ์นี้ พลันก็เจอแต่ความว่างเปล่างงนิดหน่อยว่าไอ้หมาโอ่งที่ยืนชนแก้วอยู่กับผมเมื่อกี้หายไปไหนเสียแล้ว

     

    บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ  ผมมองตรงไปที่จุลอีกครั้ง  เหมือนมีแสงสปอตไลท์สาดมาที่เขา จุลในชุดสูทพีคลาเพลสีกรมท่าดูหล่อเข้มขึ้นกว่าที่เคย   ผมทรงวินเทจปัดข้างทำให้ดูแปลกตา กลุ่มผมตรงกลางมองดูปราดเดียวก็รู้ว่าเซ็ตมาอย่างเนี้ยบ

     

    “หวัดดีจุล  มาด้วยเหรอ” ทั้งที่รู้ว่าเขาจะมาแต่ก็แกล้งถามไปอย่างนั้น

    “มาสิ นี่รีบเคลียร์งานแทบตายกลัวจะไม่ว่าง” จุลทำท่าตื่นเต้นอย่างกับว่างานนี้สำคัญมากถึงขั้นพลาดไม่ได้อย่างนั้นแหละ

    “ว่าแต่มายืนเหงาคนเดียวอยู่ตรงนี้ทำไมมุมโน้นมีสาว ๆ ตั้งเยอะ” จุลชี้โบ้ยไปทางไอ้เจนที่วันนี้แต่งตัวสวยเฉียบจนเป็นจุดรวมความสนใจของทุกคน

    “เบื่อน่ะ ไม่รู้จะคุยไรไม่รู้จะคุยกับใคร” ผมมองตามปลายนิ้วป้อมที่ชี้ไปตรงกลางห้องที่เพื่อน ๆ กำลังจับกลุ่มยืนเม้าท์กันอย่างสนุกสนาน

    “งั้น...มาคุยกันกับเรา” จุลหันมาสบตาผมพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ

    ผมนิ่งไปครู่หนึ่งทำหน้าคิดหนักอย่างช่วยไม่ได้

    “คุย...อะไรดี”

    จุลขยับเข้ามาใกล้จนทำตัวไม่ถูก ใช้ศอกกระทุ้งผมเบาๆ ก่อนจะปล่อยคำถามหมัดน็อกตามมา

     

    “ทำไมเดทำเหมือนเราไม่เคยสนิทกัน”

    “เราเคยสนิทกัน...เหรอ”

    จุลย่นหน้าทำท่าน้อยใจ

    “อ้าว  สมัยนั้นไม่อยากทวงบุญคุณเลยตอนเรียนเราให้เดอยู่กลุ่มกับเราตลอดนะ”

    “ขอบใจ ถ้าไม่มีจุล เราคงเรียนไม่จบแน่ๆ”

     

    สมัยเรียนผมเป็นไอ้เจ้าตัวแสบประจำคณะชอบทำกิจกรรมจนแทบไม่มีเวลาเรียน ทำค่ายจนอาจารย์บอกว่าถ้าตั้งใจเรียนได้เศษเสี้ยวของการทำค่ายผมคงจะไม่ต้องมานั่งลุ้นจนตัวโก่งว่าจะโดน      รีไทร์ไหม วีรกรรมเด็ดดวงที่สุดของผมคงจะเป็นตอนที่ผมอยู่ปี 2  ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยมีนโยบายขึ้น    ค่าหน่วยกิตผมเป็นแกนนำประท้วงจนอธิการเรียกพบ มีปัญหาจนเกือบจะต้องลาออกจากมหาวิทยาลัย


    เพื่อนบางคนบอกว่าผมหัวรุนแรงเกินไปบางคนบอกว่าผมบ้า ทั้ง ๆ ที่ผมคิดว่าตัวเองทำเพื่อส่วนรวมมหาวิทยาลัยมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับมากมาย ผมเข้าใจในจุดนั้นแต่ก็มีครอบครัวนักศึกษาอีกหลายบ้านที่ยังไม่พร้อมจะสู้กับการปรับค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าหน่วยกิตในเวลานี้ สุดท้ายผมโดนภาคทัณฑ์ 1 ปี ด้วยข้อหาสร้างความวุ่นวายให้มหาวิทยาลัยบางคนไม่อยากยุ่งกับผมจนถึงขั้นแอนตี้ก็มี บางคนก็ชื่นชมด้วยการพูดตรง ๆ บางคนที่เคยมีอุดมการณ์เดียวกันแต่พอโดนเบื้องบนขู่ไม่ให้มาสมคบคิดกับผมก็เริ่มจะห่างหายไป  แต่บางคน...อย่างจุลก็เลือกจะพูดคำนี้ออกมา

     

    “วิชาอาจารย์เท่ถ้าเดไม่มีกลุ่มก็มาอยู่กลุ่มกับเรานะ อาจารย์อรก็เหมือนกันเดี๋ยวเรานัดเวลามาทำงาน”

    แค่หนึ่งในร้อยพูดคำนี้ออกมาผมว่ามันคุ้มที่จะแลกนะ  หวนคิดไปถึงตอนนั้นผมก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ผมไม่ได้รู้สึกไปเองใช่ไหมว่าจุลเองก็ชื่นชมผม เพราะเขาเคยบอกว่า

     

    “เดเก่งจัง  เป็นจุลคงไม่กล้าไปประท้วงอะไรแบบนั้นมันอันตรายจะตาย”

    “อันตรายยังไง ก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำเราไม่ได้เก่งหรอก แค่เรากล้า”

     

    “จุลก็เก่งเรียนยังไงให้ได้เอช้วนเนี่ย เก่งเกินมนุษย์มนาไปแล้ว”

    “เก่งยังไงเราก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ เราแค่ขยันอ่านหนังสือ”

     

    ผลจากการประท้วงครั้งนั้นทำให้แผนการขึ้นค่าหน่วยกิตชะลอไปสองปีและช่วงสองปีหลังเกิดเรื่องนี้เองที่ทำให้ผมกับจุลคุยกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้นไปไหนมาไหนด้วยกันมากขึ้น แต่นั่นล่ะ

     

    เหมือนเราจะสนิทแต่ไม่สนิท

    เหมือนมีเส้นอะไรบางอย่างกั้นอยู่   ผมไม่กล้าเข้าไปในวงกลมของความสัมพันธ์ที่มากกว่าเพื่อน

    ส่วนจุลไม่กล้าออกมาจากวงกลมที่มีผู้คนห้อมล้อมมากมาย

    ในเรื่องความรัก – ที่มากกว่าคำว่า“เพื่อน” 

    เราทั้งคู่เหมือนแหย่ขาลองเชิงกัน

    บางทีเราแค่อาจชื่นชมในกันและกัน

    แค่นั้น

     

    ถ้าจุลมองว่าการที่ผมเป็นแกนนำประท้วงกับการทำกิจกรรมต่างๆ คือความเก่งกล้า การที่จุลสอบได้คะแนนระดับท็อป พรีเซนต์งานต่าง ๆ ได้ดีเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยไปแข่งขันวิชาการระดับประเทศ จุลสำหรับผมก็คือคนเก่งและน่ารักที่สุดในโลกความน่ารักของจุลไม่ใช่แค่เพราะแก้มป่องใสนั่น ไม่ใช่แค่   ตากลมโตสุกสกาว แต่มันน่ารักที่สุดเวลาจุลเข้ามาหาในวันที่ผมไม่มีใคร

     

    “โดนเรียกไปพบอีกแล้วเหรอ ไม่เป็นไรนะเดี๋ยวเราช่วยติวให้”

    “อืม ขอบใจ”

    “ติวเสร็จ เดี๋ยวไปกินเคเอฟซีกัน เรามีคูปองลดเพียบเลย”

     

     เสียงอาทรในวันที่แย่ที่สุดในชีวิตวันหนึ่งที่ผมโดนหัวหน้าภาคเรียกไปเฉ่งโทษฐานให้ทำให้ภาควิชาโดนเพ่งเล็ง ความห่วงใยของจุลไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แต่มักจะฉาบหน้าด้วยเรื่องเรียนและโรยทับด้วยเรื่องกินอยู่เสมอ

     

    ตอนนั้นผมคิดว่า ผมชอบจุลเข้าแล้วล่ะ 

    ใครดีกับเราก็ต้องชอบเขาใช่ไหมผมคิดง่าย ๆ แบบนี้

     

    ผมเก็บความชอบจุลข้างเดียวเอาไว้จนกระทั่งถึงปลายเทอมสองของปีสาม  และแล้วมันก็         “เกิดเรื่อง” ขึ้นในตอนนั้นเอง   จุลโทร.หาผมตอนสายของวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์  แค่เห็นเบอร์ของจุลโชว์ที่หน้าจอ พลันวันธรรมดาก็กลายเป็นแสนพิเศษทันใด

     

    “เด เอ่อ.... พะ..พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ตอนเย็นไปเดินงานแฟร์กัน  เสร็จแล้วไปกินชาบูหน้ามอกันนะ”     เสียงของจุลแหบเบาแปลกๆ

    “โอเค เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง”

    “เฮ้ย ไม่เอา แชร์กันดิ”

    “ตามใจ อุตส่าห์จะเลี้ยงขอบคุณซะหน่อยที่วันก่อนช่วยเราพิมพ์งานทั้งคืนไม่งั้นส่งงานไม่ทันแน่”

    “เราเต็มใจช่วยเดจริง ๆ”

    “อืม ขอบใจ”

    “พรุ่งนี้เรามีอะไร...จะบอกเดด้วยล่ะ”

     

    ถ้าผมจับน้ำเสียงไม่ผิดมันมีความหวามไหวและเขินอายอยู่ในนั้น ผมคิดว่าจุลคงจะต้องบอกอะไรสักอย่างที่เป็นเรื่องดี ๆ จะใช่ที่ผมคิดไหมนะ เพื่อนธรรมดาที่ไหนจะชวนกันไปกินชาบูตรงกับวันวาเลนไทน์ล่ะชาบูไม่ใช่เมนูที่จะกินเป็นปกติได้ทุกวันเสียหน่อย ไม่งั้นเด็กมหาลัยอย่างผมจนตายเลยแถมยังใบ้ว่า    มีอะไรจะบอกอีก มันต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ

     

     ปกติแล้วผมเป็นคนไม่อะไรกับวันแห่งความรักอะไรแบบนี้หรอกแต่มาคิดดูอีกอีก การที่เขากำหนดมันขึ้นมา คงมีนัยยะสำคัญอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นวันที่เหมาะแก่การจะเปิดใจกันว่าเราต่างก็ถูกใจกันเราต่างก็ชอบกัน  วันที่เส้นบาง ๆ ที่กั้นเราอยู่จะได้สลายไปเสียทีวันที่ผมจะทำอะไรบ้า ๆ ได้โจ่งแจ้งโดยที่ไม่ต้องเก้อเขินมากนัก

     

    หลังวางสายจากจุล  เย็นวันนั้นผมแวะร้านหนังสือเข้าไปหาซื้อเล่มโปรดที่จุลทำหายจุลบอกว่าจะซื้อใหม่ก็เสียดายเงิน ไว้ค่อยซื้อตอนป๊าให้โบนัสปีใหม่  น่าแปลกที่คนระดับจุลมีเงินมากพอที่จะซื้อตอนไหนก็ได้แต่กลับรอเวลาเสียอย่างนั้นเหตุผลโคตรไม่เข้าท่า แต่ถ้าจุลบอกว่ามันคือเหตุผลนี้ ผมก็จะยอมเชื่อแบบโง่ ๆ ก็ได้

     

    ในที่สุดวันที่เรานัดกันก็มาถึงผมจับกล่องของขวัญที่ห่อหนังสือ  The Starry Starry Night ของ Jimmy Liao เอาไว้แน่น  ก่อนหน้านี้ผมแอบเปิดอ่านอย่างเบามือที่สุดก่อนจะขอความช่วยเหลือจากไอ้ปอนเด็กสินกำข้างห้องให้ช่วยห่อของขวัญให้ มันเป็นนวนิยายภาพเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเด็กผู้หญิงขี้เหงาคนหนึ่งที่มีปัญหาครอบครัวกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่โดนรังแกเป็นประจำ  เนื้อหามีแค่หน้าละบรรทัดบางหน้าก็ไม่มีเสียด้วยซ้ำ บางทีจุลกับเด็กผู้หญิงคนนั้นอาจจะมีอะไรคล้ายกัน จุลเคยเล่าถึงแม่ที่เสียไปตั้งแต่ตัวเองยังเด็กและพ่อที่บ้างานจนไม่มีเวลาให้  ถ้านับปริมาณความเหงา จุลกับเด็กผู้หญิงในหนังสือคงจะเป็นเพื่อนสนิทกันได้  และถ้านับปัญหาที่เจอผมเทียบกับเด็กผู้ชายคนนั้นเราก็คงจะเป็นคู่ซี้กันเลยทีเดียว

     

    นึกถึงตอนที่จุลบ่นว่าอยากได้หนังสือเล่มนี้เพราะอ่านแล้วชอบมากแต่ตอนย้ายบ้านกลับหาไม่เจอ เจ้าตัวเล็กส่งเสียงเจื้อยแจ้วเล่าถึงหนังสือเล่มโปรดอย่างมีความสุขกะพริบตาปริบๆทำท่าทางอ้อนเหมือนเด็กอยากได้ขนม สายตากวนใจนั่น ท่าทางไร้เดียงสาในร่างเด็กเนิร์ดปีสามนั่น  ทำเอาหัวใจของผมเต้นแรงและเร็ว เร็วชนิดที่ผมเคยสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า

     

    “เดรู้มั้ยว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากวินเซนต์แวนโกะห์เลยนะ”

    “แรงบันดาลใจยังไง” ผมย้อนถามอย่างคนไม่รู้จริง ๆ

    “จากภาพวาดชื่อ The Starry Night

    “อ่อ แล้วรูปเป็นยังไงอะ”

    “ไปเสิร์ชกูเกิลดูเลยนะคืนนี้”

              “รอทำไม เสิร์ชตอนนี้เลยละกัน”

     

              ผมหยิบโทรศัพท์มากดชื่อแวนโกะห์ลงในแอพกูเกิ้ลทันที

     

              “ราตรีประดับดาวคือชื่อไทยเหรอ เพราะจัง”

              “เนอะ เราชอบมาก”

              “ราตรีประดับดาวเหนือแม่น้ำโรนโคตรเก๋”

              “ท้องฟ้ายามค่ำคืนกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ตรงแสงสะท้อนนี่สวยมากเลย” จุลใช้นิ้วน้อย ๆ ชี้ไปที่รูปตรงหน้าจอโทรศัพท์

              ผมละสายตาจากภาพวาดคลาสสิคบนจอมือถือนั่นหันมาสบตากับจุล

     

    “แต่เราว่าแสงจากกลุ่มดาวที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้สวยกว่า”

    “.....”

     

    เงียบ

     

    ทั้งผมและเขาเหมือนอยู่ในภาวะสุญญากาศ

     

    ผมกระแอมออกมาอย่างคนเซ่อ  ส่วนจุลใช้มือควานหาอะไรสักอย่างในกระเป๋าก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคำพูดเมื่อกี้ด้วยการพูดหน้าตายว่า

     

              “นั่นแหละไปหามาอ่านเลย หนังสือเค้าดีจริง”

              “ก็รู้ว่าเราเป็นพวกขี้เกียจเล่าให้ฟังตอนนี้เลยสิ”

             “ไม่เอา เดี๋ยวยาว ทำงานก่อนเนี่ยทฤษฎีวิวัฒนาการวัฒนธรรม เดยังสรุปไม่เสร็จเลยนะ              ทำเดี๋ยวนี้!”

              “เออก็ได้ไอ้ตัวเปี๊ยก!” ว่าเสร็จก็หันไปยีหัวเจ้าของคำสั่งแรง ๆ จนผมเผ้ายุ่งไปหมดก่อนจะโดนฟาดป๊าบคืนเข้าให้ที่กลางหลัง

     

    ใครบางคนบอกเอาไว้ว่าอดีตคือเครื่องบันทึกความทรงจำทั้งดีและร้าย  คิดมาถึงตรงนี้ก็อดรู้สึกโหวง ๆ ไม่ได้  ระหว่างทางไปหาจุลที่งานแฟร์ริมสระน้ำหน้ามอ ตอนนั้นนึกขึ้นได้ว่าต้องเอายูเอสบีไปคืนไอ้เขี้ยวผมดันลืมไว้ที่ล็อกเกอร์คณะเลยกะจะแวะเข้าไปเอาสักหน่อย ตอนที่กำลังจะเดินเข้าตึกพลันสายตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง

     

    บางอย่าง...ที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ของผมกับจุลให้เหินห่างกันออกไปเรื่อยๆ

          ผมหันหลังกลับ ขาหมดแรงแต่ก็พยายามยันกาย เดินออกจากตึกอย่างคนใจสลาย หัวใจผมคือดอกไม้แรกแย้มที่โดนน้ำร้อนราดโดยไม่ทันตั้งตัว 

    เฉาและพังพินาศภายในพริบตา

     

    ผมกลับเข้าหอพัก โยนหนังสือเล่มนั้นที่ตั้งใจจะให้เป็นของขวัญและคำสารภาพรักที่เป็นแม่สายบัวรอเก้อลงที่มุมห้องอย่างไม่ไยดี  นอนเศร้าอยู่บนเตียงกับใจที่เจ็บหนึบและดูเหมือนว่าความฝันในการเป็นพระเอกเอ็มวีเพลงอกหักจะเป็นจริงเสียแล้ว  เปิดวิทยุฟังเพลงก็เจอแต่ความร้าวรานราวกับว่ากับเพลงเศร้าทั้งจักรวาลถูกเขียนขึ้นมาเพื่อผม

     

    สามวันเต็มกับการนอนซมเป็นมนุษย์ผักไม่พูดไม่จากับใครข้าวปลาแทบไม่แตะ โดดเรียนอย่างไม่แยแสแม้จะมีควิซก็ตาม  ขณะที่นอนหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตู   ไอ้โอ่งตะโกน   ถามว่าผมยังมีชีวิตอยู่ดีไหม  ผมเดินหน้าแห้งไปเปิดประตูบอกมันว่า “กูยังไม่ตาย”  มันพยายามดันตัวเองเข้ามาในห้องแต่เจอผมขวางไว้ซะก่อน บอกให้มันหายห่วงว่า  “ปล่อยกูไว้คนเดียวเหอะ กูไม่พร้อมจะคุยกับใคร ยังไงกูก็ไม่ฆ่าตัวตายหรอก”

     

    หลังไอ้โอ่งเดินจากไปพร้อมกับเสียงบ่นงึมงำผมเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเก่งออกมาเช็คแบตเตอร์รี่เหลือต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เหมือนสภาพจิตใจเจ้าของเครื่อง    ไม่มีผิด มีสายจากจุลที่ไม่ได้รับ 6 สาย  คิดในใจว่าถ้าจุลโทรมาครั้งที่7 ผมจะยอมรับสายแล้วถามว่า


       “ที่เราเห็นวันนั้น มันหมายความว่ายังไง”  แต่จุลก็ไม่ได้โทรมาอีก

     

                       ------------

     

               “เด...เดเหม่ออยู่เหรอ คิดอะไร โอ่งเรียกพวกเราไปรวมพลแล้ว ไปกันเถอะ” จุลทำลายความเงียบ

                “จุลยังคบกับพี่เอกอยู่มั้ย”  

                ไม่รู้ว่าผีตนไหนอะไรเข้าสิงที่ทำให้ผมหลุดปากถามออกไปแบบนั้น

    “ตอบไม่ตรงคำถาม” 

    “บอกมาก่อน”

    จุลถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะบอกว่า

              “เลิกกัน...นานแล้ว”

                “ไม่ต้องไปหาไอ้โอ่งแล้วมานี่” ผมเอ่ยออกไปอย่างคนตัดสินใจเด็ดขาด พร้อม ๆ กับกึ่งลากกึ่งจูงจุลออกมาจากห้องจัดเลี้ยงนั่นลงลิฟต์มานั่งที่ผับชั้นใต้ดินใกล้ส่วนที่เป็นล็อบบี้โรงแรม  จุลไม่ได้ขัดขืนแค่ทำหน้างงนิดหน่อย

               

                “เอาอะไรตอนนี้ดื่มเหล้าได้ยัง”

              “พอได้ แต่ไม่อยากดื่มหนักเราต้องขับรถ”

                “งั้นสั่งแบบเบาๆ ให้ละกัน”  ผมหันไปสั่ง The Ambassador ให้จุลส่วนผมตอนนี้คงต้องขออะไรแรง ๆ อย่างวอดก้ามาดื่มดับอารมณ์ฟุ้งซ่านเสียหน่อย

     

                บรรยากาศในผับเงียบกว่าที่ควรจะเป็นอาจจะเป็นเพราะเวลาสองทุ่มกว่ายังหัวค่ำเกินไปสำหรับการมานั่งในสถานที่และบรรยากาศแบบนี้

     

                “ออกมาแบบนี้เพื่อนๆ ถามหาแย่” จุลแอบบ่น

                “ถ้างั้นก็กลับไปแต่กลับไปคนเดียวนะ” ผมมองหน้ายิ้ม ๆ เพราะผมรู้ว่าจุลจะไม่ไปไหนก็จะไปได้ยังไงในเมื่อผมจับมือเอาไว้แน่นขนาดนี้

                “งั้นไม่ไปจะนั่งเป็นเพื่อนเด”  

                ผมยิ้มกริ่มก่อนจะเอียงตัวไปกระซิบเบาๆ “ขอบคุณนะ”

              “ปล่อยมือเราได้ยัง”

              “อึดอัดเหรอ”

              “เปล่า แค่เมื่อย”

              “ปล่อยแล้วห้ามหนีนะเรามีเรื่องต้องคุยกัน”

              “จะคุยอะไรก็คุยมาสินั่งอยู่ตรงนี้แล้วนี่ ไม่ไปไหนหรอก”

     

                จะเรียกว่าเป็นวันเคลียร์ใจได้ไหมผมนั่งคุยกับจุลที่ผับนั่นตั้งแต่สองทุ่มกว่าจนถึงเที่ยงคืน  จุลดื่มไม่ได้มากเพราะต้องขับรถกลับเอง  ส่วนสายแข็งตลอดกาลอย่างผมแค่วอดก้ากับค็อกเทลไม่กี่แก้วไม่ทำให้มึนเท่ากับความจริงที่รู้วันนี้ เรื่องวันที่จุลนัดผมไปงานแฟร์และผมเจออะไรบางอย่างเข้าให้

     

                “ที่ไม่รับสายเราเพราะเรื่องนี้เองเหรอ”

                “อือเรื่องนั้นแหละ”

     

     น้ำเสียงผมสั่นอย่างห้ามไม่อยู่แม้เวลาจะผ่านมาสี่ปีแล้วก็ตาม แต่นั่นมันคือการอกหัก(แรง ๆ)ครั้งแรกของผมตั้งแต่วันนั้นผมก็ตีตัวออกห่างจากจุล ยิ่งขึ้นปี 4 เราต่างคนต้องแยกกันไปฝึกงานพวกเราแทบไม่ได้คุยกัน 

     

    การพูดคุยอย่างจริงจังครั้งสุดท้ายของเราเกิดขึ้นหลังจากที่ไอ้โอ่งพยายามลากผมไปเรียนก่อนจะไม่มีโอกาสให้เรียนอีกต่อไป  เราเจอกันในห้องเรียน หลังอาจารย์ออกจากห้องจุลพยายามจะเข้ามาถามว่าวันนั้นผมไปไหนทำไมไม่ไปตามนัด  ผมไม่ยอมอธิบายและไม่ได้ถามในสิ่งที่อยากรู้แต่กลับรวบรัดตัดตอนบอกจุลไปว่า

     

    “เราก็มีเหตุผลของเราเหมือนกับที่จุลมีเหตุผลของจุลนั่นแหละ”

    “ถ้าไม่มาก็น่าจะบอกกันบ้างรู้มั้ยว่าเรารอเดทั้งคืนเลยนะ”

    “เหรอ แต่จุลก็คงไม่เหงาหรอกเนอะ”

    “หมายความว่าไง”

    “ก็ไม่ไง ช่างเหอะ”

    “ขอโทษน่ะ พูดเป็นมั้ยให้คนอื่นรอนานขนาดนั้นได้ยังไง” 

     

    พูดมาได้ว่าจะให้ผมขอโทษ ทีตัวเองไปกอดกับคนอื่นแล้วยังนัดเราออกมาเจอมันหมายความว่ายังไงใครกันแน่ที่ต้องขอโทษ ผมได้แต่คิดในใจและให้ความเงียบเป็นคำตอบจุลมองผมอย่างผิดหวังเล็ก ๆ เหมือนจะเห็นน้ำตาปริ่มที่หัวตาสวยนั่นแต่ความโกรธผมมันบังตามากเกินกว่าจะคิดได้ว่าอารมณ์นั้นของจุลคืออะไร

     

    ตั้งแต่นั้นมาเราก็ห่างกันเรื่อย ๆ เจอหน้ากันทีต่างคนก็ต่างกระอักกระอ่วนใจ  บทสนทนาดำเนินไปเท่าที่จำเป็น ยิ่งใกล้เรียนจบงานกลุ่มแทบไม่มีวิชาเรียนก็น้อยลง โอกาสเจอกันก็น้อยลงตามไปด้วย หลังจากนั้นไม่นานนักแล้วผมก็ได้ข่าวว่าจุลคบกับพี่เอก – ใช่ วันนั้นที่ผมเห็นไม่ผิดไปจากที่คิดเลยสักนิด

    -------------------

     

               บรรยากาศในผับเริ่มครึกครื้นขึ้นจากแขกกลุ่มใหม่ที่เข้ามาเพิ่มห้าคนและเลือกจับจองโต๊ะฝั่งขวามือของผม   ผมกับจุลเลือกนั่งตรงเคาน์เตอร์บาร์หันหลังให้กับโต๊ะอื่นๆ  ผมชอบนั่งแบบนี้ บางทีถ้ามาคนเดียวก็จะถือโอกาสชวนบาร์เทนเดอร์คุยสัพเพเหระไปเรื่อย

     

                “เห็นเหมือนยังรักกันดีเลิกกันทำไม”

              “ไม่ตอบตอนนี้ได้ไหมไม่อยากพูดถึงคนอื่น”

     

    รู้ว่าพวกเขารักกันดีได้ยังไงเหรอ -ถึงเราจะห่างกัน แต่เราก็ยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกันและกันได้ในเฟซบุ๊กอินสตาแกรม ไลน์ เรียกได้ว่าเราทั้งคู่เป็นเพื่อนกันสารพัดโซเชียลในโลกเสมือนหากแต่โลกจริงหลังจากเรียนจบเราแทบไม่เคยโทร.หากันหรือทักไลน์มาก็แค่ธุระจริง ๆ เราสองคนเหมือนมีกำแพงความรู้สึกต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมันกลายเป็นความชาชินและเหมือนจะเฉยชาต่อกันไป   ในที่สุด 

     

                “สามเดือนหลังจากเดไม่มาตามนัดเราถึงตกลงเป็นแฟนกับพี่เอก” จุลเริ่มเล่าถึงเรื่องของตัวเอง

                “เราไม่ได้ชอบพี่เอกมากขนาดนั้นหรอกเพราะตอนนั้นเรามีคนที่ชอบมากกว่า แต่ไม่รู้สิ...”

     

    My love, do you know

    That your eyes are like stars brightlybeaming?

     

    เสียงเพลง Moonlight Serenade ของLisa Ono ที่คลอเบา ๆ กับแสงจากโคมไฟฮาโลเจน             สีเหลืองนวลเหนือเคาน์เตอร์บาร์สาดลงที่ใบหน้าหวานนั่นสร้างบรรยากาศเย้ายวนชวนให้เคลิ้มอย่าง      น่าอัศจรรย์

     

    ผมไม่ได้ถามอะไรต่อ หยิบรังผึ้งชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กบนช้อนไม้ที่วางอยู่บนปากแก้วเข้าปากเคี้ยวเบาๆ  ก่อนจะยก ChurchillsSecret ในแก้วใสกระดกตามรวดเดียว ความหอมหวานจากรังผึ้งและความขมปร่าของแอลกอฮอล์จากฝีมือการผสมของบาร์เทนเดอร์มือเอกแล่นลงคอและหัวใจอย่างรวดเร็วดำดิ่ง และเงียบงัน

     

                “หมายความว่า....ตอนนั้นที่เราเห็น...กอดกัน”ผมพูดไม่เป็นประโยค

                “มิน่า...”จุลหันมามองหน้าผมก่อนจะหัวเราะคิก

                “หัวเราะไร”

                “เราเข้าใจแล้วว่าทำไมเดเป็นแบบนั้นวันนั้นเห็นเหรอ”

              “อืม เห็น”

              “เราไม่ได้กอดกันกับพี่เอกพี่เอกกอดเราฝ่ายเดียว”

              “อ่า”

              “เค้ามาสารภาพว่าชอบเราอยู่ ๆ ตอนนั้นเค้าก็คว้าเราไปกอดน่ะ เดคงมาเห็นตอนนั้นพอดี”

              “ทำไม...ไม่บอกเรา”

              “แล้วเราจะรู้ได้ไง  เดเล่นไม่คุยกับเรา ถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ตอบ”

     

                คืนนั้นเราคุยกันเหมือนคนหลงในทะเลทรายแล้วเจอแหล่งโอเอซิสที่ตามหามานานเหมือนคนที่ตกหลุมรักกับบทสนทนาง่าย ๆ ของกันและกัน  เราไม่ได้ถามกันลึกมากไปกว่าการเคลียร์ความเข้าใจผิดเรื่อง    วันนั้น ไม่ได้ถามต่อด้วยซ้ำว่าที่ไม่ไปตามนัดเพราะความรู้สึกประเภทใดและที่จุลนัดผมออกไปวันนั้นจะพูดเรื่องอะไร  เหตุผลที่แท้จริงของจุลว่าทำไมถึงเลิกกับพี่เอก และทำไมผมถึงทิ้งแฟนคนล่าสุด

     

              ผมว่าทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้ว

    เรารับรู้ความรู้สึกผ่านมือที่จับกันแน่นอยู่ในตอนนี้ 

     

    ก่อนจะร่ำลากันในราวเที่ยงคืน ผมบอกจุลว่ามีของในรถจะให้เป็นของที่สี่ปีที่แล้วตั้งใจจะให้แต่ก็ไม่มีโอกาสแถมยังเคยเกือบโยนมันทิ้งอีกต่างหาก เราทั้งคู่เดินทอดน่องจากผับไปที่ลานจอดรถเหมือนต่างคนต่างพยายามถ่วงเวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด

               

           ไม่นานนักก็ถึงรถที่จอดอยู่ชั้นB1 ผมรีบเปิดประตูข้างหลังหยิบหนังสือเล่มเก่ายื่นให้จุล  คนที่แนะนำให้ผมรู้จัก “ราตรีประดับดาวเหนือแม่น้ำโรน” รับ The Starry Starry Night ไปด้วยมือที่สั่นเทา

     

               “ขอบคุณนะเด  เรารอมันนานมากเลยเล่มนี้น่ะ”

              “พูดเหมือนจุลรู้ว่าเราจะให้หนังสือ”

              “ก็...รู้สิ เราไปสืบจากพี่พนักงานร้านหนังสือด้วยล่ะเค้าบอกว่ามีผู้ชายตี๋ ๆ สูง ๆ มาซื้อไป”

               .

               .

              “ขอโทษนะที่วันนั้นไม่ไปตามนัดเรานี่มันงี่เง่าจริง ๆ”

              “ขอโทษนะที่วันนั้นไม่พยายามโทร.มาเป็นสายที่7

     

               หลังจากเดินมาส่งจุลที่รถซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากรถผมนัก  ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนั้นบอกจุลว่า

     

              “เราขอกอดได้ไหม”

     

               จุลยิ้มให้ผม

    เป็นยิ้มที่สวยที่สุดในโลกเลย

     

    เรากอดกันแนบสนิทและเนิ่นนานเสมือนทดแทนเวลาที่ขาดหายไป ร่างเล็กจมอกอย่างไร้ปราการใด ๆ หัวใจเราแนบสนิททั้งความรู้สึกและกายภาพ  ไม่รู้จะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรดีเป็นความคิดถึง เป็นความโหยหา เป็นการเคลียร์ใจ  เป็นความโล่งอก ผมไม่รู้...

     

    รู้แต่ว่าการได้มีเขาอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้มันโคตรดีเป็นบ้า

     

             คืนนั้นเราแยกจากกันทั้งที่ผมอยากจะรั้งให้เขาอยู่ด้วยทั้งคืนแต่คนเราไม่ควรโลภมากใช่ไหม เดี๋ยววันต่อไปพระเจ้าจะริบความสุขคืน  ความรู้สึกของเราเหมือนจะชัดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอดีตของเราที่คลุมเครือเหมือนได้รับการถอนคำสาปภายในคืนเดียว  เท่านี้ก็ถือเป็นของขวัญวันคริสต์มาสล่วงหน้าที่ดีที่สุดแล้ว

     

                เช้าวันต่อมาไอ่โอ่งโทร.มาด่าว่าผมหนีกลับไปไม่ลามันสักคำแล้วมันก็เล่าเบื้องหลังที่ทำให้ผมมั่นใจอะไรบางอย่างมากขึ้นมันโทร.ไปชวนจุลเหมือนที่ชวนผมนี่แหละ จุลช่วยงานที่โรงงานพ่อจนแทบไม่ว่างยิ่งหลังเลิกกับพี่เอกจุลยิ่งโหมทำงานหนัก ตอนแรกจุลกะจะไม่มาแล้ว แต่พอไอ้โอ่งบอกว่าผมไป(ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่ไป) จุลก็เปลี่ยนท่าทีบอกว่าจะพยายามเคลียร์คิวมาให้ได้

     

                ---------------

     

                “ที่จริงแล้วเราไม่ได้ทำหนังสือเล่มนั้นหายหรอก”

     

                12 ชั่วโมงหลังอ้อมกอดที่ลานจอดรถผมเห็นประโยคนี้ในสเตตัสล่าสุดในเฟซบุ๊กของจุล อยู่ ๆ ก็เหมือนดวงตาเห็นธรรมที่ผ่านมาจุลพยายามจะบอกใบ้ความรู้สึกบางอย่างให้ผมรับรู้ แต่ผมก็ไม่กล้าตีความเข้าข้างตัวเองพออยากพูดอะไรให้มันชัด ก็เจอเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใจผิด ผมกลายเป็นคนจังหวะอักเสบในเรื่องความรักโดยไม่ได้เจตนา

     

    ความรู้สึกของคนซับซ้อนยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก   ผมเริ่มเบื่ออาการที่จะต้องคิดละเมอเพ้อพกไปเองคนเดียวแล้ว  ผมตัดสินใจว่าเราสองคนจะต้องพูดกันให้รู้เรื่องแค่กอดคงไม่พอจะยืนยันความรู้สึก หลังจากนั้นผมก็เป็นฝ่ายโทร.ไปหาจุลทุกวันบางวันเราคุยกันเหมือนคนที่กระหายบทสนทนามาแรมปีอะไรบนโลกใบนี้ที่จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาได้ เราเหมาซื้อมาหมด บางวันคุยกันจนถึงเช้าก็มีน่าแปลกแทนที่จะหมดเรี่ยวแรง กลับกลายเป็นว่าผมได้รับการเติมพลังชีวิตเต็มสูบอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน   

     

    ตามปกติเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ผมมักจะไปนั่งแฮงก์เอาท์กับกลุ่มเพื่อนสมัยทำค่าย หรือไม่ก็ชวนไอ้โอ่ง ไอ้เขี้ยวออกไปซิ่งที่ต่างจังหวัดกัน  ส่วนจุลปกติแล้วจะต้องอยู่กับป๊าและกับแฟนเก่าของเขานั่นแหละ  แต่ปีนี้เราสองคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่ผมไม่กล้าจะจินตนาการถึงเลย   สักครั้งไม่น่าเชื่อที่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เราส่งท้ายปีเก่าด้วยการไปกินมื้อเย็นอร่อยๆ และนั่งรอ         เคาท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ที่ร้านอาหารร้านโปรดของจุลวันนี้ที่ร้านมีอีเวนท์พิเศษด้วยการแสดงสดของวง อคูสติก


    ผมมีความสุขมากและจุลเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกันสักเท่าไร

     

    หลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ได้ไม่กี่นาทีจุลชวนผมกลับเพราะเริ่มง่วงและคิดไม่ออกว่าควรไปไหน    ต่อดี อีกอย่างจุลบอกว่าให้เวลาผมเยอะมากแล้วขอกลับไปอยู่กับป๊าบ้าง  ใช้เวลาเดินทางกลับจากร้านอาหารนานพอสมควรในที่สุดผมก็ทำหน้าที่สารถีได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องพาจุลมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย  เรานั่งกันเงียบ ๆ อยู่ในรถที่จอดเทียบประตูใหญ่หน้าบ้าน จุลยังไม่มีทีท่าว่าจะลงจากรถแต่อย่างใด ดูเหมือนว่าที่จริงเขาเองก็คงยังอยากใช้เวลาอยู่กับผมให้นานกว่านี้

     

                “ขอนั่งอยู่ในนี้ต่อแป๊บนึงนะ”จุลหันมาบอกเบา ๆ

    ใช่อย่างที่ผมคิดจริง ๆ ด้วย

                “ทั้งคืนก็ได้” ผมไม่ได้ล้อเล่น

     

    จุลนั่งเงียบเหมือนกำลังใช้ความคิดบางอย่างไม่แน่ใจว่าเพราะอุณหภูมิในรถเย็นเกินไปหรือเปล่า มือเล็กนั่นถึงได้ลูบแขนไปมา

     

    “หนาวเหรอ”

    “นิดนึง”

     

    หลังเอื้อมมือไปกดปุ่มปรับอุณหภูมิให้อุ่นขึ้น  ผมหันไปมองหน้าคนขี้หนาวที่กำลังอมยิ้มอยู่

    ในความสลัวผมเห็นดาวพราวแพรวอยู่ตรงนั้น

    หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกว่าคราวนี้ผมต้องทำอะไรสักอย่าง

     

                “จุล คบกับเรามั้ย”

     

               “คบ?

              “หมายถึงตอนนี้เราก็ไม่มีใครจุลก็ไม่มีใคร เราลองมาคุยกันดีมั้ย ถ้ามันใช่ ระ....”

     

    ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรไปมากกว่านี้นั้นริมฝีปากสวยก็ยื่นมาประกบปากผม แค่ชั่วไม่กี่ลมหายใจคนกล้ารีบผละตัวออก เสมองไปนอกหน้าต่างรถ  ไม่รอให้อีกฝ่ายทำตัวเก้กังอยู่นานผมใช้สองมือจับไหล่จุลให้หันมาเผชิญหน้ากัน

     

                “เขินเหรอ”ผมแซว

                “ใครเขิน”  

     

    คนที่บอกว่าตัวเองไม่เขินกำลังแก้เขินด้วยการย่นจมูกที่โด่งเป็นสันใคร ๆ ต่างพากันชมว่าจมูกจุล สวยราวกับเทวดาทั้งสวรรค์มาสรรค์สร้าง เหมือนดั่งต้องมนต์ความน่ารักของจุลผมเผลอไผลใช้ปลายจมูกขยับเบา ๆ เข้าไปชนจมูกของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ถือวิสาสะหอมหน้าผากเลื่อนลงมาจนถึงแก้มป่อง     ก่อนจะค่อย ๆ ไล่เลาะซับจูบไปทั้งใบหน้า มือของจุลที่ปล่อยอยู่ข้างตัวเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองความต้องการของร่างกายและหัวใจด้วยการค่อยๆ ยกมาคล้องคอผม ปากสวยจากที่เป็นฝ่ายรับในตอนแรกเริ่มขยับตอบอย่างท้าทาย ผมดุนลิ้นเข้าไปดูดดึงริมฝีปากของจุลมากขึ้น เคล้าคลึงหนักหน่วงบนปากนุ่มหวานของอีกฝ่าย  หัวใจของเราสองคนเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ พอ ๆ กับจังหวะของการจูบ

     

    จูบแรกของเราช่างมีมนต์ขลังยิ่งกว่าอะไรมันทำให้ผมวูบวาบไปทั้งตัว จุลเองก็คงจะเหมือน ๆ กันเนื้อประสานเนื้อทำให้ตัวของเราที่เย็นเพราะลมหนาวจากแอร์ในรถเปลี่ยนมาเป็นอุ่นขึ้นในชั่วพริบตาผมถอนริมฝีปากออกเพราะกลัวอีกคนจะหายใจไม่ทัน  ก่อนจะกอดจุลไว้นิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง มือขวาลูบไล้ปลายผมสีน้ำตาลเข้มของเขาอย่างทะนุถนอม

     

                พวกเรานั่งหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ในรถ มือยังคงประสานกันแน่น ต่างคนต่างไม่พูดอะไรเป็นความเงียบที่เสียงดังที่สุด

     

    หัวใจของพวกเรากำลังเริงระบำ

     

     

                “ว่าไงตกลงคบกับเดมั้ย”

              “จ..จูบขนาดนี้แล้ว”

              “แล้วไง”

              “คบสิ!”

    “งั้นขอจูบอีกทีได้มั้ย”

    “ไม่เอาอะ”

    “ใจร้าย”

     

     

    “บนรถไม่ถนัด”

    “หมายความว่า?

    “จูบดี...ดี ในที่ดี...ดี”  จุลลากเสียงเน้น

    “เมื่อกี๊ไม่ดีเหรอ” ผมทำหน้าเจ้าเล่ห์ยิ้มเผล่

    “ก็...ดี แต่บนรถจุลปวดหลังเกร็งไปหมด”

    “โธ่จุล” ผมหัวเราะอย่างเอ็นดูก่อนคว้าเจ้าตัวเล็กมากอดอีกครั้ง

     

    “ไปเที่ยวกันเดอยากใช้เวลาอยู่กับจุลทั้งวันทั้งคืนเลยรู้มั้ย”  ผมทำเสียงเข้ม

    “เดล่ะก็ พูดอะไรไม่รู้”

    “วาเลนไทน์นี้คนอย่างไอ้เดจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว”

    “พูดยังกะที่ผ่านมาไม่เคยไปกะคนอื่นยังงั้นแหละ”

     “ก็ไม่เคยไปกับใคร จริง ๆ นะ”

    “ทำไม”

    ก็รอไปกับคนที่อยากไปด้วยจริง ๆ”

    “........”

    “เลือกมาจะไปไหนดีเดรู้จักรีสอร์ทดี ๆ หลายที่เลย ใช้เป็นที่จูบดี ๆ ได้เลยล่ะ”

    “เด!! พอก่อน

    “อ้าวจุลเป็นคนบอกเดเอง ให้หาที่...”

    ยังไม่ทันจบประโยคจุลก็สวนขึ้นมาว่า

    “พอได้แล้ว! เราจะเข้าบ้านแล้ว เดก็กลับดี ๆ นะขับรถระวังด้วย”

     

    จะพอได้ยังไงล่ะ กว่าจังหวะความรักของผมกับเขาจะลงตัวเป็นหนึ่งเดียวใช้เวลาตั้งหลายปี        ขอบคุณตัวเองที่คืนนั้นตัดสินใจลากจุลลงไปเคลียร์ใจ ขอบคุณที่ผมเข้ากับไอ้เมย์ไม่ได้ขอบคุณจุลที่ไร้พันธะในช่วงเวลานี้พอดี นี่ใช่ไหมที่เขาบอกว่า คนที่ใช่ถ้ามาในเวลาที่ผิดมันก็ไม่ใช่  


    แต่ตอนนี้จุลคือคน ที่ใช่และมาในเวลาที่ถูกต้อง ยังจะต้องกังวลอะไรอีกล่ะ

     

    ถ้าหากจะมีอะไรที่มันยังไม่เข้าที่เข้าทางอยู่บ้างผมนึกออกแค่อย่างเดียวในตอนนี้  เป็นปัญหาที่ผมจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยจุลอย่างสุดกำลังเพราะถึงจุลจะได้เกรดเอทุกวิชาสมัยเรียน 

     

    แต่วิชา Fundamental Kissing 1 ผมยังไม่ให้ผ่านนะ

     

    สงสัยต้องเรียกจุลมาติวเข้มบ่อย ๆ เสียแล้วล่ะ

     

     

    ------------ End ------------


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in