มรรคาแห่งธรรมNoi Beleza
สุขเป็น..ก็เป็นสุข

  • สุขเป็น..ก็เป็นสุข

    ในพระสูตรพระสูตรหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสว่า
    พระตถาคตจะสอนเธอทั้งหลายถึงเรื่องทั้งหมด

    "เรื่องทั้งหมด" คืออะไร ..
    รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
    เหล่านี้คือ ทั้งหมดในชีวิตของมนุษย์

    อาตมาได้ฉุกคิดทันที สำนึกตัวเลยว่า
    การหาประสบการณ์ชีวิตของเรา
    เป็นแค่การสะสมสัญญาเท่านั้น ที่เราได้เห็น

    สิ่งที่สวยงาม เช่น ..
    พระอาทิตย์ขึ้นจากยอดภูเขาหิมาลัย
    พระอาทิตย์ตกที่ทะเลอันดามัน
    สิ่งที่ทั้งน่าเกลียด และน่าสงสาร
    เช่นกลุ่มคนพิการ ขอทาน ในเมืองกัลกัตตา
    ฝูงหมาแย่งไส้ของซากเด็กริมแม่น้ำคงคา ฯลฯ
    ทั้งหมดที่ได้เห็นมาก็สักแต่ว่า "รูป" เท่านั้นเอง

    สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เราได้ยิน เช่น
    เสียงอิหม่ามเรียกชาวมุสลิมไปสุเหร่า
    ดนตรีอินเดียที่แสนละเอียดลึกซึ้ง
    เสียงนกยูงร้องหากันในยามพลบค่ำชานหมู่บ้าน
    เสียงที่ประทับใจที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมีเยอะ
    แต่ทั้งหมดนั้นสักแต่ว่า "เสียง" เท่านั้น

    กลิ่นหอมกระสอบเครื่องเทศในตลาด
    กลิ่นเหม็นควันจากโรงงานในเมืองอุตสาหกรรม
    ก็สักแต่ว่า "กลิ่น" เท่านั้น

    รสอาหารอิหร่าน อาหารตุรกี
    อาหารอินเดียเหนือ อาหารอินเดียใต้
    ก็เป็นแค่ "รส" เท่านั้นเอง

    ลมฤดูใบไม้ผลิในภูเขาแอลป์โชยลูบไล้ใบหน้า
    ความแน่นขนัดในรถไฟอินเดีย ฯลฯ
    ก็สักแต่ว่า "โผฏฐัพพะ"
    คือความเย็น ร้อน อ่อน แข็งเท่านั้น

    ความนึกคิดต่างๆ ความคิดดี คิดชั่ว
    ความตื่นเต้น ความเบื่อระอา
    ความกลัว ความกล้าจินตนาการ
    ก็สักแต่ว่า "ธรรมารมณ์" เท่านั้น

    รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
    ที่สัมผัสแล้ว ..
    เดี๋ยวนี้สิ่งเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหนกัน
    อาตมาถามตนเอง ได้คำตอบว่า
    "เหมือนความฝัน"
    เหลือแต่ความทรงจำคือ "สัญญา" ..
    .
    .
    อาตมาประจักษ์อยู่กับใจว่าจะไปไหนต่อไป
    ก็ไม่ได้อะไรมากกว่านี้ ..
    เที่ยวประเทศไหน ก็คงเห็นแต่ของเก่า คือรูป
    ได้ยินแต่ของเก่าคือเสียง
    ได้ดมแต่ของเก่าคือกลิ่น
    ไปรับประทานอาหารที่ไหน
    อาหารอินเดีย ไทย เวียดนาม อะไรก็แล้วแต่
    รับประทานอะไรลงไปแล้วก็ได้แค่รส
    ไม่มีอาหารที่ใดในโลกนี้
    ที่พ้นจากความเป็นรสไปได้

    อาตมาจึงรู้สึกว่าการท่องเที่ยวพอแล้ว
    ปัญญาที่จะได้จากการแสวงหาต่อไปคงยังผิวเผิน
    ความสุขที่จะได้ก็ยังกวัดแกว่ง
    ปัญญาและความสุขที่เราต้องการ
    อยู่ภายในมากกว่า

    อาตมารู้สึกเหมือนกับคนที่อยู่ในประเทศ
    ที่กำลังจะจมน้ำ
    ซื้อรถเบนซ์หรือบีเอ็ม เพื่อจะหนี
    รถวิ่งเร็วดีเป็นที่พอใจ
    แต่เมื่อทราบว่าไปที่ปลอดภัยต้องข้ามทะเล
    ก็รู้ทันทีว่าพาหนะนี้ใช้ไม่ได้
    ยังชมอยู่ว่าเป็นรถเก๋งที่ดี
    เพียงแต่ว่าไม่ตรงกับความต้องการของเรา

    เพราะอีกไม่นานน้ำก็จะท่วมถนน รถเก๋งไปไม่ถึง
    ในการหาความสุขที่แท้จริง
    อาตมาได้ข้อคิดว่าต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่
    ต้องหาเรือหรือแพข้ามทะเล
    .
    .
    เมื่อเราเห็นว่าความสุขที่ได้จากประสบการณ์
    คือการสัมผัสกับรูป รส กลิ่น เสียง เหล่านี้
    เป็นความสุขที่คับแคบ มีขีดจำกัด
    มีช่วงอายุสั้นมากอย่างนี้

    สัมมาทิฐิและฉันทะ
    ที่จะหาความสุขที่ประณีตกว่า
    ที่เลิศประเสริฐกว่านั้นจึงเกิดขึ้น

    การที่จะเลิกดิ้นรน เลิกกระสับกระส่าย
    กระวนกระวายกับโลกียสุขนั้น
    ไม่ใช่ของยากจนเกินไป

    แต่ผู้ที่ทำได้คือ เห็นข้อบกพร่องของมัน
    จึงเกิดความต้องการความสุขที่สูงกว่า
    ประณีตกว่า และปราศจากโทษ
    .
    .
    อาตมาได้ยกเรื่องความสุข
    เรื่องปัญญามาคุยที่นี่
    ก็เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์

    ทุกวันนี้พุทธศาสนิกชนในเมืองไทย
    กำลังขาดความสุขที่ควรจะได้
    จากบุญที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ในเมืองพุทธ
    ถึงจะมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นในสถาบันสงฆ์บ่อยๆ
    นั่นเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เรื่องของธรรม
    อย่าพึงให้กิเลสอ้างความไม่ดีของคนอื่น
    สนับสนุนการไม่เอาไหนของตนเอง

    คนเราจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ตาม
    อริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่มีวันแปดเปื้อน
    กฎตายตัวของธรรมชาติยังมีอยู่เหมือนเดิมว่า
    การศึกษาและปฏิบัติตามหลัก
    ศีล สมาธิ และปัญญา เท่านั้น
    ที่จะนำเราไปสู่ที่เกษม

    ถ้าเราขาดธรรมะแล้ว
    ชีวิตไม่มีทางพ้นการเผาลนของ
    ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง ได้เลย

    ธรรมะโดย พระอาจารย์ชยสาโร

    ภาพ : วัดปทุมวนาราม

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in