High School Radicalปุญญาวาศ
When We First Met
  • เปิดเทอมแล้ว.....ผมหยิบตารางเรียนมาดู เราต้องไปลงวิชาเลือกเสรีที่หอประชุมวันนี้นี่นาลงวิชาอะไรดีอ่ะ...... มันมีวิชาให้เลือกไม่มากแล้วด้วย อังกฤษเสริม ก็ลงไปแล้วญี่ปุ่น ก็ลงไปแล้ว...... วิชาไหนดีน้อ..... ผมนั่งรออีกสองคาบก็ได้เลือกละ รินหันมาถามจะลงอะไรดี ผมส่ายหน้า "ม่ายยู้..." ต้องรอให้ถึงคาบแน่ะกว่าจะรู้ว่าเทอมนี้มีวิชาอะไรบ้าง

    ในยุคนั้นโรงเรียนผมเป็นโรงเรียนระดับกลางของจังหวัดที่รองผอ.แกเริ่มทำงานประชาสัมพันธ์การตลาด สามารถดึงเด็กมาเรียนต่อได้จำนวนมากเพราะรัฐบาลจ่ายค่าบำรุงให้กับโรงเรียนเป็นรายหัว

    ปัญหาของโรงเรียนที่มีห้องเรียนและครูสำหรับนักเรียนสองพันคนแต่ต้องมารองรับนักเรียนที่เพิ่มขึ้นเป็นสามพันกว่าคนในเวลาสองปีก็คือสถานที่เรียน และตารางเรียน อันดับแรกคือการใช้ตารางเดินเรียน สลับห้องข้อดีของตารางเดินเรียนนี่ก็คือ นักเรียนจะแอคทีฟ เรามีเวลา 5-10นาทีในการเปลี่ยนห้อง ระหว่างนั้นโรงเรียนจะครึกครื้นพวกเราได้เจอเพื่อนหรือรุ่นพี่ต่างห้อง โอกาสได้เสียกันมีสูงมาก

    วิชาเลือกเสรีเป็นวิชาที่ให้เสรีในการเลือกจริงๆ ของนักเรียนอาจจะเพราะยังไม่คุ้นเคยกับนักเรียนจำนวนมาก ระบบการจัดตารางสอนเลยดูวุ่นวายแต่ในความวุ่นวายนี่แล่ะที่ทำให้โรงเรียนสนุกและมีชีวิตชีวาตารางเรียนวิชาเลือกเสรีจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือห้องเรียนที่ 1 – 5และส่วนที่สองคือห้อง 6-10 อาทิตย์ละสองวิชา วิชาละสองคาบรวด โดยจะสลับวันกันเรียนความชอบอย่างหนึ่งก็คือมันไม่น่าเบื่อ เมื่อจะได้เจอกับเพื่อนใหม่ๆ

    “ไหนมีวิชาอะไรบ้าง” ผมหยิบใบลงทะเบียนเรียนเลือกเสรีมาจากโต๊ะ 

    "เฮ้ย...ไอ้เปี๊ยกนี่" มีเสียงเบาๆ แต่อยู่ๆ ก็หายไป ผมไม่สนใจครับ ค่อยๆไล่วิชาที่อยากเรียน....... เอ๊ะ วิชานี้แปลกแฮะ.... อุตสาหกรรมศิลป์ไม่เคยได้ยิน.... ผมจดรหัสวิชาไว้... แล้วอีกวิชาก็ ลง ภาษาญี่ปุ่นดีกว่า ในสมัยนั้น โรงเรียนผมเป็น สองโรงเรียนในจังหวัดที่มีสอนภาษาญี่ปุ่นและอาจารย์ญี่ปุ่นแกก็เปิดสอนทำอาหารด้วย ว่าแล้ว.... ผมก็เลยจดรหัสวิชานั้นออกมา

     ผมออกมาหาพวกรินเบสข้างนอก กำลังเอาสมุดพัดโบกให้คลายร้อนกันอยู่เลย.... เจ้าเบสร้อนกว่าเพื่อนมั้งขนาดพัดอยู่เหงื่อยังแตกซ่กเลย เบสเอ่ยปากถามผม

    "ได้วิชาไร"

    "อุตสาหกรรมศิลป์กับ อาหารญี่ปุ่น เอามะ" ผมยื่นใบลงวิชาให้กับพวกมัน

    "ยังไงก็ดีกว่าลงคณิตละกัน"ผมบอก

    "กูก็ว่างั้นแล่ะ"

    "รีบไปเหอะมึงเดี๋ยวเต็มก่อน" ผมคะยั้นคะยอให้พวกมันไปเร็วๆ

    ผมเดินเข้าไปต่อแถวที่โต๊ะวันจันทร์วันนั้นเราตั้งใจจะเลือก อาหารญี่ปุ่นครับ เพราะคนลงเยอะมากกลัวไม่ทันผมเดินไปต่อแถวก่อน ยาวมากครับ จนผมก็หวั่นๆ ใจมันจะเหลือวิชาให้ลงเยอะมั้ยนะ แล้วก็มีผู้ชายตัวสูงๆ เดินเข้ามาต่อแถวข้างหลังผมผมว่ากลิ่นมันหอมๆ ดีจัง หอมยังไงไม่รู้อ่ะ แล้วจู่ๆก็มีไอ้หน้าหมาที่ไหนไม่รู้ครับ แทรกปรึ๊บ ด้านหน้าผมเลย โดยเพื่อนมันที่อยู่ข้างหน้า บอกให้แทรกด้านหลังมันเลย..... อะโห ผมอึ้งครับ อ้าปากกำลังจะวีนแต่มีไวกว่า

    "เฮ้ย..ไอ้เตี้ย มึงอยากตายเหรอ" มันพูดเบาๆ ตอนแรกผมนึกว่าผม แต่พอหันไปข้างหลังเห็นมันมองไปข้างหน้า เลยรู้ว่า อ๋อ ไอ้เตี้ยกว่านั่นเอง

    "โทษทีถ้านายน่ะเปี๊ยก ข้างหน้านายโน่น เตี้ย" กรรม มันย้ำครับ ผมอ้าปากจะด่า แต่ก็ไม่รู้จะด่าใครก่อนดี ไอ้เตี้ย หรือไอ้ปากหมา

    "ไอ้เตี้ยว่าไง มึงอยากตายเหรอ" มันถามย้ำ คราวนี้เสียงหนักขึ้นครับ ผมรู้สึกกลัวๆว่าจะมีการวิวาทกันในโรงเรียนแน่ๆ และ ผมเองก็จะโดนลูกหลงไปในไม่ช้าด้วย อยากจะเขยิบออกมาจากแถว แต่ก็กลัวว่าต้องไปต่อแถวใหม่แล้วจะลงไม่ทัน เอาไงดีๆเอาไงดีกะชีวิตเนี่ย

    "อะไรของมึงมันหันมา"

    "มึงลัดคิวไม่รู้ตัวเหรอ"

    "คนข้างหน้ามึงเขายังไม่ว่าอะไรเลย"มันหันมาทางผม หึๆ ผมเองก็เดือดแล้วครับ กับคนไร้มารยาท คงต้องเล่นกันหน่อยแล้วคิดว่าผมติ๋มๆ ล่ะสิ สงสัยยังไม่รู้จักผมดีล่ะมั้ง......

    ผมทำหน้ากวนๆ ใส่มัน แต่เป็นกวนที่ไม่ใช่กวนน่ารักแน่นอนครับ "มึงรู้ป่ะว่ามึงแซงคิวกี่ตีน นับดูยัง"

    "เรื่องแค่นี้เองมึงจะเอาไรนักหนา" มันยังกวนไม่วาย เจ้าตัวสูงข้างหลังผมกำลังกำหมัดแล้วครับซวยแน่ถ้าไม่รีบจบเรื่อง

    "กูบอกว่าให้มึงนับดู ว่ากี่ตีน......" ผมพูดเสียงดัง จนอาจารย์หันมาแล้วแกก็เดินเข้ามาถาม

    "มีอะไรกันน่ะ"

    "เขาขู่ผมครับบอกว่าให้นับดูว่ามีกี่ตีน" มันฟ้องครับ

    "หนึ่งสอง สาม สี่ กูนับให้ มึงมีสี่ตีน" ผมพูด "ส่วนกูสอง"

    "เธอทำกริยาไร้มารยาทมากนะนายคุณุตรา" อาจารย์คนนี้ที่เคยสอนผม เขาจำผมได้แน่นอนครับ เพราะว่าผมสอบมิดเทอมแกได้คะแนนสูงสุดของสาย แถมทำแบบทดสอบได้เฉียดเต็มตลอดในวิชาของแกและเทอมนี้ก็ยังได้เรียนกับแกอีก

    "อาจารย์ เขาลัดคิวครับ ไม่ใช่แค่ผม แต่เป็นทั้งแถว ผมเลยเตือนเขาด้วยความหวังดีครับถ้าเขาไม่ยอมย้ายเท้าเขาออกไปจากแถว" อาจารย์ผมคนนี้สอนผมมาทำไมจะไม่รู้จักผมครับ แกรู้จักดีว่าผมเป็นคนยังไงแกเลยหันไปถาม

    "จริงเหรอเธอแซงคิวเขาใช่มั้ย"

    "อาจารย์ครับ ผมลัดที่ไหนผมก็เข้าต่อจากเพื่อนผมนี่ครับ เพื่อนผมเขามาจองไว้ก่อน" มันยังเถียง

    "เธอเข้ามาก่อนคนอื่นรึเปล่ารึว่ามาแทรกทีหลัง" เธอทำตาดุครับ เพราะเธอเริ่มไม่เชื่อมันแล้ว

    "คือ....ผม" มันอึกอัก เจ้าคนข้างหลังยังไม่คลายหมัดที่กำไว้ครับผมเอื้อมมือไปข้างหลังจับมือมันไว้ ไม่อยากให้มีเรื่องกันดูเหมือนมันจะคลายหมัดแล้วครับ มันตบมือผมเบาๆ แล้วก็มีเสียงหายใจฟืดฟาดแรงๆมาโดนต้นคอผมด้วย

    "ถ้าเธอไม่ยอมรับชั้นจะส่งเธอไปที่ฝ่ายปกครอง บันทึกเรื่องวินัยของเธอนะ"ว่าแล้วมันก็ยอมเดินออกมาจากแถว ตามันแดงๆ หน้ามันก็ด้วย คงทั้งอาย ทั้งเจ็บใจเมื่ออาจารย์เห็นเป็นอย่างนั้นแล้วเธอเลยบอกว่า "ขอให้จบลงแค่นี้เธอจำไว้เรื่องมารยาท ส่วนเธอ คุณุตตรา หัดใจเย็นหน่อยเธอเป็นเด็กดีตลอดนี่นา" ว่าแล้วเธอก็เดินกลับไปที่โต๊ะของเธอ

    "เอาเรื่องไม่เบานี่เจ้าเปี๊ยก....." เสียงเข้มๆ ข้างหลังผมดังขึ้น ผมหันขวับไปมองเจ้าตัวสูงนั่น ปิดพลาสเตอร์ไว้ที่คอด้วย เอ๊ะๆ มันมีที่ไม่ได้ติด มีรอยช้ำๆตายล่ะ นั่นมันรอยดูดนี่นา ผมคิด แล้วไปมองอะไรมันล่ะ ผมก็เลยตอบกลับไปว่า

    "อยากเอาป่ะล่ะ"นั่นผมหมายถึง เอาเรื่องป่ะล่ะ แต่....

    "ได้สิเอากันตอนนี้เลยมั้ยล่ะ" มันทำหน้าตาหื่นๆ พร้อมทั้งชี้รอยที่คอมัน ง่ะผมเข้าใจความหมายแล้วครับ หน้าผมชาวูบขึ้นมาทันที

    "คนอุตส่าห์ช่วยยังจะกวนอีก" ผมหันหลังกลับ

    "ว่าไงล่ะ"มันถามย้ำ

    "ไอ้บ้าไม่ขอบคุณแล้วยังจะมากวนตีนอีก"

    "ใครให้มาช่วยล่ะจัดการเองได้อยู่แล้ว"

    "อยากเข้าห้องปกครองใช่มั้ยเดี๋ยวจัดให้" มันยกมือสองข้างขึ้นเป็นเชิงบอกว่า ไม่ๆ

    "ไม่เอาน่าล้อเล่นนิดเดียวเอง" แต่ก็ยังไม่เลิกทำหน้ากวนๆ ผมหันกลับมาใกล้ถึงคิวผมละไม่อยากให้อาจารย์ได้ยิน....

    "เลือกอะไร"อาจารย์ที่โต๊ะถาม

    "ภาษาญี่ปุ่นครับ"ผมวางใบลงวิชาลงบนโต๊ะ แล้วก็เขียนชื่อลงในใบรายชื่อของวิชาภาษาญี่ปุ่น ยังเหลือที่ว่างสำหรับเจ้าพวกนั้นทุกคนแฮะ ผมหันไปมองข้างหลังถ้าพวกข้างหน้าไมมีใครลงวิชานี้ ก็คงพอดีล่ะนะผมเดินออกมาจากโต๊ะเพื่อไปยังโต๊ะวันศุกร์

    "ภาษาญี่ปุ่นครับ"เสียงเข้มแว่วมากระทบหูทันใด ผมก็หันขวับในทันควัน...

    เจ้าโย่งทำหน้ากวนๆพร้อมชี้รอยที่คอให้ผมดู "เหอะ!" ผมเดินหนี แต่มันตามผมมาครับตั้งใจจะกวนตีนกันจริงๆ นี่นา

    "ไงเจ้าเปี๊ยก...." ผมหันไปเลิกคิ้วขึ้นข้างนึง แล้วก็หันกลับมา ยังมีที่ว่างอีกโขเลยครับ พอจะบรรจุพวกผมเข้าไปได้ สิบกลุ่มเลยล่ะ แต่ว่าก็ว่านะกลุ่มเดียวห้องก็แตกแล้ว......

     

    วันศุกร์คาบวิชาเลือกเสรี

    "คิดไงเลือกวิชานี้เจ้าเปี๊ยก" เสียงเดิมครับ จำได้แม่นยำเลย

    "เอ๊า...แล้วนายคิดไงล่ะ มีปัญหาไรไม่ทราบ"

    "คิดว่าน่าสนใจ......" มันชี้รอยที่คออีกแล้วครับ มันเป็นรอยใหม่ไม่ใช่อันเดิม......

    "ไอ้รอยนั่นน่ะน่าภูมิใจนักเรอะ เห็นชี้ชวนดูตลอดเลย" ผมพูดโดยทำเป็นเหมือนกับไม่สนใจ

    "อยาก...."มันยังพูดไม่ทันจบหรอกครับ เพื่อนผมก็มาพร้อมทั้งแก้วน้ำ และสารพัดของกินก็มันต่อจากคาบพักเที่ยงนี่ ผมเหรอ ได้ตังมาวันละ สามสิบ ค่ารถไปกลับ สิบบาท ข้าวสิบห้า น้ำห้า หมดละ ขนมไม่ต้องจ่อปากกันละครับ ได้แต่อาศัยเพื่อนๆ กินกับเค้าเท่านั้นแล่ะ

    เพื่อนในกลุ่มเอาฝรั่งมาจ่อที่ปากผม"กินมั้ยๆ" ผมอ้าปากงับเคี้ยวกรุ้มๆ เต็มปากเลย ปล่อยให้เพื่อนๆกินกันตามสบายไปดีกว่าครับ เบียดบังเขาบ่อยๆคงใช่ที

    วันแรกของการเรียนเป็นแบบง่ายๆ ครับ อาจารย์เอาถุงยางอนามัยมาแจกคนละอัน ให้หล่อรูปฟรีฟอร์มโดยใช้ปูนปลาสเตอร์เทลงในถุงยางอนามัย แล้วทำเป็นรูปต่างๆจะด้วยความทะเล้นหรืออะไรก็เถอะ พวกเราบอกจะทำเป็นรูปไอ้นั่น อิอิอิแล้วเจ้าเบสก็บอก งั้นก็ต้องหาแบบมาดูเวลาปั้น เลยหันไปข้างหลังบอกพวกผู้ชายถอดกางเกงให้ดูหน่อย เป็นที่ครื้นเครงกัน

    เจ้าตัวโย่งฝีมือไม่เบาเลยแฮะจับบิดๆ กดๆ ใช้ไม้กดตรงนั้นนิดนี้หน่อย แป๊บเดียวกลายเป็นดาบเล่มเล็กๆ สวยซะด้วยส่วนผมเหรอครับ จะทำเป็นเห็ด มันยังไม่เป็นเป็ดเลย ผมบ่น "เซ็งจิ๋ม" เป็นวลีที่พวกเราแผลงมาจากเซ็งจริง มันหันมาทางผมครับเสียงของมันออกจะดูขำๆ หน่อย

    "ทำอะไรน่ะ"

    "เห็ด"ผมตอบห้วนๆ

    "พูดกันดีๆหน่อยได้ป่ะ เข้าใจว่าเรากวนตีนนาย อย่าถือสาเรานะ"เจ้าโย่งหันมาทางผมยกนิ้วก้อยขึ้นมา ยิ้มแฉ่งโชว์ฟันที่มีเหล็กดัดเอาซะคิดว่าหล่อเลยล่ะ

    ผมไม่สนใจครับยังง่วนกับเจ้าถุงยางอนามัยของผมอยู่....

    "มีที่สนุกๆกว่านี้นะ สำหรับถุงยางอนามัยน่ะ" มันยังกวนตีนไม่เลิก

    "เราเคยเอามาเป่าเล่นแล้ว ไม่สนุกหรอก" ผมกวนมันไปเหมือนกัน ท่าทางของมันเหมือนกับกลั้นขำในคำตอบแบบไร้เดียงสาของผม

    "ชื่ออะไรน่ะเรา" มันถามห้วนๆ

    "กระต๊อบ นายล่ะ"

    "พีค..." ผมหันไปตอบพร้อมยิ้มให้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้มองหน้าของมันใกล้ๆ ใบหน้าเรียวยาวผิวขาวในแบบลูกคนจีน คิ้วเส้นใหญ่หนาพร้อมทั้งรอยกันเป็นเส้นเฉียงตรงหัวคิ้ว ตาไม่ตีบเล็ก แต่ไม่ได้กลมโต ผมยื่นมือไปให้ พร้อมทั้งยักคิ้วขึ้นนิดนึงเป็นการทักทาย อีกฝ่ายยื่นมือมาจับ สัมผัสจากมือข้างนั้นทำเอาผมใจเต้นแรงขึ้น ผมค่อยๆดึงมือกลับอย่างไว้ท่า ถ้าผูกมิตรได้ ก็คงดีกว่าสร้างศัตรูอยู่แล้วล่ะ 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in