High School Radicalปุญญาวาศ
Looking Back On...
  • “เที่ยงแล้วๆเร็วๆ เบส เดี๋ยวไม่ทันไปดูบาส”ผมลากเจ้าเบสที่กำลังเก็บสมุดลงในกระเป๋าหลังหมดคาบเรียนเช้ารินเก็บตลับแป้งลงเรียบร้อย เบสหันมามองหน้าไม่ค่อยพอใจที่ผมไปเร่งมัน

    “ไม่กินข้าวรึไงวะ”ผมพยักหน้า “ก็ถึงบอกให้รีบไง” รินยักใหล่ แล้วพูดว่า “กลัวแต่ไม่ทันจะไปดูผู้ชาย”ผมหัวเราะ ใช่ครับ วันนี้มีการแข่งขันกีฬาของโรงเรียนในเขตโรงเรียนผมเป็นเจ้าภาพเก็บคะแนนบาสเก็ตบอลนี่เป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้ไปส่องดูหนุ่มๆ หล่อๆ จากต่างโรงเรียนและเป้าหมายสำคัญ คือ นักกีฬาโรงเรียนที่ผมแอบเล็งมาตั้งแต่เข้าเรียนม.หนึ่งที่นี่

    “อุ๊ยยยยยยยยพี่เค้าหันมายิ้มให้ด้วย...” ผมหันไปบอกกับเพื่อนอีกสองคน ซึ่งเบ้ปากใส่พร้อมๆ กัน

    “ยิ้มให้กู มึง หรือใคร” ผมเบะปากใส่ ขอเวลาให้มโนบ้างก็ไม่ได้เลยเราถือข้าวกล่องไปจับจองนั่งที่ในโรงยิม นักเรียนหลายคน ว่างบ้างโดดเรียนบ้างมานั่งจับจองก่อนหน้าเราแล้วหลายกลุ่ม ผมนั่งลงวางกล่องอาหารกลางวันจากโรงอาหารทั้งน้ำและขนม ล้อมวงกินกันสามคนบนพื้นอย่างเอร็ดอร่อย

    ไม่นานสัญญาณประกาศผ่านลำโพงให้นักกีฬาเตรียมตัว พวกเราเก็บเศษขยะใส่ถุงมัดแล้วนำไปโยนลงในถังด้านหน้า ผู้เล่นทั้งสองโรงเรียนกำลังวอร์มอัพ รอเปิดสนามส่วนผมก็กำลังมองหาผู้เล่นเป้าหมายในการแทะโลมของผมตามเดิม คนนั้นก็หล่อดีคนนี้ก็สูงๆ เท่ๆ วู้ว.. ทำไมโรงเรียนเราคนเท่ๆ แบบนี้มีไม่เยอะเลยนะว่าแล้วผมก็กวาดตามาที่โรงเรียนผม ฮั่นแน่ๆ พี่คนนั้น แผ่นหลังนั่นจำได้ดีแอบมองจากด้านหลังมาสองสามปี มีหรือจะลืม แต่ยังไม่ทันจะได้หันมาให้เห็นหน้าลูกบาสสีส้มๆ ก็ลอยมา กระทบหน้าผากเสียงดัง ผมร้องลั่นด้วยตกใจและเจ็บแปล๊บแบบเต็มๆ

    “ไอ้เปี๊ยก!! มึงโดดเรียนอีกแล้วเหรอ”เสียงเข้มตะโกนดังลั่นจากข้างสนาม ผมลูบหน้าผากป้อยๆ น้ำตาเล็ดหันไปทำหน้ามุ่ยใส่ผู้ชายตัวสูงที่โยนลูกบาสมา

    “ไอ้บ้า...เจ็บนะ พูดยังกับมึงไม่เคยโดดไปเที่ยวงั้นแล่ะ” มันเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็วแล้วเอามือบีบหัวผมไว้ “ไม่ได้ว่าอะไร กูแค่ทักทายมึงเฉยๆ เอาล่ะ กูต้องไปแข่งแล้วเชียร์กูด้วย” อ๊อยยยย คือไอ้บ้านี่ จะทักทายแต่ละทีมีแต่ทำไรเจ็บๆ ตลอด

    “ไหนว่าเจ็บจะไม่ลงรอบนี้ไงวะ” เบสถาม คราวก่อนเห็นว่าไปมีเรื่องมีราวอะไรไม่รู้มาแล้วบ่นเจ็บขา อาจจะไม่ได้ลงแข่ง ซึ่งผมก็สมน้ำหน้าที่มันไปหาเรื่องราวตลอด

    “กูก็อยู่กับมึงตลอดเนี่ยจะรู้กับมันมั้ยล่ะว่าหายทัน” ผมหันไปมองในสนาม การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้วไอ้การดูกีฬาแบบนี้ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ถ้าลุ้นวอลเลย์บอลหรือแบดมินตันก็ว่าไปอย่าง เพราะการมาครั้งนี้นอกจากอยากมาดูนักกีฬาแล้วก็เป็นแค่ข้ออ้างโดดเรียนเท่านั้นแล่ะ แหม่...แต่สนามร้อนไม่เบาฮะ เสียงเฮดังลั่น เชียร์ฝั่งเจ้าภาพกันสุดชีวิตเมื่อแต้มแรกเป็นของฝ่ายเราไปก่อน แต่ช่วยไม่ได้ เพราะทีมเยือนเองก็ดีกรีเก่งกาจระดับจังหวัดมาก่อนแถมนักกีฬายังหล่อแบบคัดมาเฉพาะอีกต่างหากก็สามารถลากทั้งคะแนนและเสียงกรี๊ดไปได้ไม่แพ้กัน

    “พี่กวางๆพี่กวางได้ลูกแล้วแก” ผู้ชายตัวสูงๆ อีกคนจากทีมเจ้าภาพแย่งลูกมาได้ในจังหวะพอดีกำลังเลี้ยงเพื่อหาจังหวะ โยนก่อนหมดเวลา เสียงนกหวีดดังลั่น ไม่มีการต่อเวลา จบเกมทีมเยือนชนะไปอย่างฉิวเฉียด เป็นการแพ้ที่สนุกและสมศักดิ์ศรี แต่ที่แน่ๆผมไม่สนุกละ ไอ้บ้าที่โยนลูกบอลใส่ผมเดินหน้าบึ้งๆ เข้ามาหาผมแล้ว

    “ไอ้เปี๊ยกตัวซวยมาเชียร์กูทีแพ้เลยนะมึง” อ๊อยยยย หาเรื่อง เดินมาหาเรื่องชัดๆ

    “ไอ้บ้าหาเรื่องกันนี่หว่า” ถึงจะบอกว่าหาเรื่องแต่มันก็ไม่ได้มีท่าทางโกรธผมอะไรจริงจังแบบนั้นหรอก พอมันมาถึงตัวสิ่งแรกที่มันทำก็คือการเข้ามากอดผมเอาเหงื่อเปียกๆ เช็ดไปทั่วจนเสื้อผมเปียกปอนไปด้วยเหงื่อของมัน อ๊ากกกกกก เหม็นนนนนนน

    “ไปกินข้าว”มันพูดสั้นๆ ผมกับเบสมองหน้ากัน “กินมาแล้ว” มันพ่นลมหายใจดังพรืดก่อนจะเอามือบีบขมับผมไว้ “กูหิวข้าว” มันก้มลงมาพูดเบาๆ ข้างหูผมจนขนลุกเสียงกลั้นหัวเราะของรินกับเบสดังแว่วๆ ผมกลอกตา เอาวะ อย่างน้อยเวลามันชวนกินข้าวนี่ผมก็ไม่ต้องออกตังเองผมคลึงขมับตัวเองป้อยๆ แล้วออกเดินข้างๆ มันไป ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ๆ มัน สายตามากมายก็จะมองมาบ้างแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ถึงยังไงก็ขัดใจมันไม่ได้อยู่ดี

    การแข่งขันใช้เวลานานและแน่นนอนว่าไม่มีทางที่โรงอาหารจะเปิดขายได้ นอกซะจากว่า แม่ค้าจะเก็บเอาไว้ให้ซึ่งใช่ฮะ ป้าแกเก็บไว้จริงๆ เจ้าพีคจ่ายเงิน แล้วขอบคุณป้า ก่อนเดินออกมาจากโรงอาหารส่วนผมก็เดินไปที่ซุ้มน้ำโค้ก เพื่อถือแก้วน้ำมาให้มันเหมือนทุกครั้ง

    “วันนี้เล่นห่วย”มันบ่น

    “หมายถึงมึงเอง หรือคนอื่น”

    “ห่วยหมด”ผมยื่นน้ำให้มันซึ่งก้มลงมาดูดอึกใหญ่ “เอาน่ะ เสียงเฮเยอะแยะแปลว่าเล่นสนุกอยู่หรอกน่า” เราสองคนเดินมาจนถึงม้านั่งหินอ่อน ที่เพื่อนๆนั่งรอกันอยู่ รินหยิบเอาหนังสือเพลงฮิตออกมากางแล้วนั่งร้อง เบสตบโต๊ะเบาๆเป็นจังหวะรอ ผมนั่งที่ม้านั่งว่างข้างรินที่กำลังแหกปากร้องเพลง ส่วนพีคนั่งลงอีกฝั่งตรงข้ามผมมันวางกล่องข้าวลง แล้วตักกินแบบหน้าเซ็งๆ

    “ไหนว่าหิวไง”ผมถาม

    “เออหิวแต่มันเซ็งว่ะ แข่งไม่ได้เรื่อง เหนื่อยฟรีๆ”

    “ไม่ฟรีหรอกสาวๆ กรี๊ดเยอะแยะ ได้โชว์ลีลากากๆ คุ้มอยู่นา” ผมหัวเราะ ซึ่งมันทำหน้าไม่พอใจสายตาที่มองมามันบอกว่าเดี๋ยวโดน ยังไม่ทันหัวเราะได้จบ ก็มีเสียงคุ้นๆโพล่งขึ้นมาข้างๆ ทำเอาผมเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง

    “เชี่ยพีคแม่งมาหลบกินข้าวอยู่นี่เอง” ผมหันไปมองตามที่มาของเสียง “อั๊ยยะ!!”ผมอุทานในใจ

    “ตัวเล็กครับพี่ขอนั่งด้วยคนนะ” คนมาใหม่ยิ้มให้ ผมขยับทันที มีอาการประหม่าเล็กน้อย

    “เชี่ยกวางตามมาทำไมวะ”

    “แม่งหนีไปกินข้าวกับสาวๆกันหมด เหลือกูคนเดียว” พี่กวางบ่น

    “อย่างมึงไม่มีสาวมาชวนไปกินข้าว?”

    “เออมึงเหมือนกันแล่ะ ว่าแต่ พี่มารบกวนรึเปล่าครับน้องๆ พอดีหาเพื่อนกินข้าว”ผมส่ายหน้า เจ้าเบสตอบให้อย่างไวว่าไม่เป็นไร

    “ไงล่ะมึงๆประหม่าเลย” รินแซวผมดังๆ ทำเอาผมหน้าแดง เขินจนทำอะไรไม่ถูกพี่กวางหันมามองหน้าผมยักคิ้วให้ แล้วหันไปพูดกับพีค

    “เด็กมึงน่ารักอ่ะดูเขินดิ” มาถึงก็แซวแรงเชียว ทั้งเขิน ทั้งโมโห ทำหน้าไม่ถูกกันไปเลยส่วนเพื่อนสองคนนั่นก็พยายามกลั้นขำจนหน้าแดงพอๆ กัน

    “ไงครับตัวเล็ก เขินไรพี่เนี่ย อ่ะๆ กินขนมแก้เขิน อุ้ย... มือสั่นเชียว ใจเย็นๆนี่เขินหรือว่ากลัวเนี่ย” พี่กวางแซวเมื่อผมยื่นมือไปรับขนมมาสองตัวนั่นปล่อยก๊ากอย่างสุดกลั้น ทุบโต๊ะหัวเราะอย่างไม่อายใคร หนอยแน่... พวกแกอย่าให้ได้มีโอกาสเอาคืนเชียวนะ ผมหันไปหาพีคที่กำลังทำหน้ากลั้นขำพยายามกลืนข้าวในปากให้ลงคอ ก็ไม่รู้ว่าจะกลืนหรือจะกลั้น ฉับพลัน ข้าวในปากเจ้านั่นก็พุ่งพรวดออกมาเต็มหน้าผมทุกคนเหวออ้าปากค้างยกเว้นคนเดียวที่หัวเราะก๊ากอย่างไม่ไว้ฟอร์มขี้เก๊กแบบที่เคยเป็นเลย

    “ไอ้....เชี่ยยยย พีคคคคคคคค” ผมกับพี่กวางร้องด่ามันพร้อมกัน “โทษทีๆ กูไม่ได้ตั้งใจ แม่งกูอดไม่ไหวจริงๆ” มันโบกมือขอโทษ รินควักกระดาษทิชชู่ออกมาจากกระเป๋ายื่นให้ผมกับพี่กวางเช็ดหน้า ผมลุกขึ้นปัดๆ เศษข้าวออกจากเสื้อนักเรียนพัลวันขณะเดียวกันพี่กวางทำเรื่องที่ผมอึ้ง และก็อึ้งกันไปทั้งโต๊ะเมื่อแกยื่นกระดาษทิชชู่มาเช็ดหน้าให้กับผมอย่างนุ่มนวลแผ่วเบาเจ้าเบสอุทานในลำคอว่า “เชี่ยแล้วไง” ไม่มีใครพูดอะไรพี่กวางยังคงทำต่อไปอย่างไม่รู้เรื่องราว “โดนเต็มๆ เลยนะดันไปนั่งตรงข้ามมันพอดี” ผมคงยืนนิ่งเป็นส่วนหนึ่งของม้านั่งหินอ่อนไปแล้วฮะถ้าไม่มีเสียงเรียกให้ผมคืนสติมา “พอละๆ ไอ้กวาง มานี่ ไอ้เปี๊ยกเดี๋ยวกูพาไปล้างหน้า” ว่าแล้วมันก็คว้าแขนผมเดินออกจากโต๊ะไป “เฮ้ยเดี๋ยว ไอ้พีคกูไปด้วย แม่งไม่ยุติธรรม กูโดนด้วยนะเว้ย” พี่กวางโวย “ไม่ต้อง มึงไปก๊อกโน้นเลยไกลๆ เลย” พีคชี้ไปที่ก๊อกน้ำอีกฝั่ง พี่กวางบ่นอุบ

    “อย่าลากแรงดิเจ็บ” ผมรีบบอกเมื่อมันกำแขนผมแน่น “โทษที อ่ะ ก้มมาข้างหน้าหน่อยสิ จะล้างให้” มันใช้มีอกอบน้ำจากก๊อกรดบนหน้าผม แล้วใช้มือลูบเบาๆ จนสะอาด จากนั้นก็ปัดเศษตามเสื้อผ้าผมออกไป

    “แบบนี้เค้าเรียกแกล้งป่ะ”ผมถาม มันหัวเราะ “ป่าว กูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” “ไม่รู้ล่ะ ไม่ได้นะสัญญาว่าจะไม่แกล้งกูแล้วไง นี่นับว่าผิดสัญญา มึงรับผิดชอบเลย” มันอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็หยุดไป

    “ก็ได้เสาร์นี้มึงเลือกเอาละกัน ตามใจมึง” ผมยิ้มแฉ่งแสดงฟันหน้าครบทุกซี่ทันที “ได้ทีเลยนะ”ผมเดินหน้าเปียกๆ กลับมาที่ม้านั่ง หยิบกระดาษเช็ดหน้ามาซับน้ำออกเบาๆพี่กวางเดินกลับมาที่โต๊ะแล้ว

    “เชี่ย...ไอ้พริกสด เปื้อนเต็มเสื้อกูเลย”

    “จริงๆกูเล็งหน้ามึง”

    “ว่าแต่มึงเหอะพีค เสาร์นี้พวกสาวๆ นัดกันมาติวให้พวกทีมเรา กูเลยจะมาชวนมึง สนใจป่าว”

    “กูมีนัดแล้วกับไอ้เปี๊ยกนี่” พีคชี้มาที่ผม ที่กำลังทำหน้าเอ๋อๆ อยู่

    “อ้าว...งานนี้พวกสาวๆ ก็แห้วสิ เป้าหมายหลักหนีไปเดทกับเด็กแล้ว”

    “เป้าหมายหลักคือ...”ผมถามพี่กวาง

    “เป้าหมายหลักก็คือสาวๆ อยากเข้ามาติวให้ไอ้พีคมัน พวกพี่เป็นแค่ผลพลอยได้”ผมหันไปมองหน้ามันซึ่งกำลังอมยิ้มอยู่ พร้อมทั้งยักคิ้วให้ แหม่.. ไอ้เป้าหมายหลักหล่อนักนี่

    “กูซ้ำชั้นก็ไม่ได้ตกเพราะโง่นะว้อย”

    “หึๆว่าแต่มึงเหอะ นัดไปไหนกับไอ้ตัวเล็กนี่วะ”

    “อย่าเสือกน่า”

    “เอ้าๆแล้วแต่มึงละกัน ว่าแต่ กูแดกข้าวยังไม่อิ่มเลย โดดป่าวมึง” เจ้าพีคพยักหน้ามันหันมาหาผม ทำหน้าดุๆ “มึงอยู่นี่แล่ะ ห้ามโดด” ผมหันไปมองหน้าเบสกับรินเผื่อจะช่วยอุทธรณ์คำสั่งให้ แต่ก็แน่นอนล่ะ ว่าไม่ได้ผล “ไม่เอาอ่ะ กูขี้เกียจขับรถ”รินบอกผม เป็นอันว่าจบ

    “ไม่เข้าเรียนนะอยู่นี่ก็คืออยู่นี่” ผมหันไปค้อน

    “ดีกูกลับมาอย่าให้เห็นว่าหายไปนะมึง” มันคว้ากระเป๋าเดินไปกับพี่กวาง

    “เดี๋ยวเซ่...แล้ว...” ช่างมันเถอะ ผมเลิกคิดจะต่อว่าอะไรมันละ ถ้ามันไม่อยู่ ผมก็ไม่อยู่นะว่าแล้วก็หันไปมองหน้าทั้งสองคน ซึ่งก็พยักหน้าเป็นสัญญาณว่า “โอเค ปีน”แปลว่าพวกเราต้องปีนกำแพงรั้วโรงเรียนออกไปข้างนอกกัน ซึ่งมันก็ตลกมาก เพราะกำแพงโรงเรียนถูกปรับปรุงให้มีลวดหนามอยู่ข้างบนเหมือนคุกนี่ขาดแต่เอากระแสไฟฟ้ามาปล่อยให้ช็อตได้ก็เท่านั้น แต่กระนั้นเถอะ ยังไงก็ไม่สามารถปิดกั้นความสมาร์ทของนักเรียนผู้แหกคอกได้ไม่ใช่ฝีมือเราหรอก มีคนทำเอาไว้ และมันก็ใช้สะดวกดี

    ผมโยนกระเป๋าเป้ข้ามกำแพงไปอีกฟากจากนั้นปีนขึ้นไปแกะลวดหนามบนกำแพงออกแล้วก็กระโดดลงไปคนแรก แชว้บ... อ่ะ รินคนที่สอง ไม่ค่อยสะดวกนักเพราะใส่กระโปรงแล้วตามด้วยเบสคนสุดท้าย

    “เรียบร้อย”เบสพูด ปัดกางเกงที่เปื้อนฝุ่นจากการปีนกำแพงออก

    “อือเรียบร้อย” เสียงไม่คุ้นหูแว่วขึ้น พวกเราหันไปมองพร้อมกัน “อั๊ยยะ อาจารย์ใหม่”อาจารย์คนใหม่วัยรุ่นพึ่งบรรจุปีแรก ยืนไม่ไกลในระยะใกล้ชิดพวกเรามองหน้ากันแล้วหัวเราะ “สลายโต.....” พวกเราแยกย้ายวิ่งไปกันคนละทิศทางไม่มีทางที่จะตามได้ครบทั้งสามคนพร้อมกันแน่ๆ

    “เฮ้ยยยยไอ่ฮกลกซิ่ว หยุดนะ” เสียงแกตะโกนดังลั่น ทั้งยืนเก้ๆ กังๆ ว่าจะตามคนไหนก่อนดีจะตามผมเหรอ ตัวเล็กแต่ก็วิ่งเร็วเน้ แถม มาใหม่ๆจะชำนาญเส้นทางอะไรได้เท่าผมเร้อ... ว่าแล้วก็เลี้ยวขวับ เข้าซอยใกล้ๆแทรกตัวเข้าไปในซอกเพื่อทะลุไปหาที่หลบมุม “หายไปไหนแล้ว” เสียงอาจารย์บ่นใกล้ๆไม่ห่างจากจุดที่ผมซ่อนนัก ผมค่อยๆ ขยับตัว ทีละนิดๆ เพื่อออกไปอีกทาง นึงจังหวะพอดีกับที่ อ.หันมาเห็น “นั่นไง มานี่เลย ตัวยุ่ง” แกพยายามยัดตัวเองเข้ามาแต่ท่าทางจะยาก เพราะขนาดมันไม่พอดีกับคนที่ตัวใหญ่กว่าผม เอาล่ะผมหลุดออกจากซอกมาได้กับรอยถลอกนิดหน่อย ก็วิ่งกลับไปอีกด้านทันที

    “ทางนี้ครับจารย์”ผมตะโกนเรียก แกชี้หน้าผม แล้ววิ่งตามมายังปากซอยที่เลี้ยวไปเมื่อครู่เรื่องอะไรผมจะรออยู่ให้จับล่ะ ก็วิ่งสิครับ วิ่งจนไปชนกับ “อั๊ยยะ” ผมสะดุดล้มลงพร้อมกับอีกฝ่าย “น้องป้อง!!!” น้องป้องลูกครูคณิตศาสตร์ของผม หกล้มไปอีกทางเหมือนกัน “ป้อง จับไว้ๆเร็ว” ไม่ต้องรอให้ตัวสูงๆ นั่นลุกมาทันหรอกฮะ ผมคว้ากระเป๋าได้ ก็วิ่งเลยแต่แหม... ไอ้จังหวะนี้มันเหนื่อย ความเร็วผมมันก็ตกเป็นธรรมดา ไม่ช้าป้องก็ตามมาเกือบทัน คว้าสายกระเป๋าเอาไว้ได้ เสียงดังแคว่ก อั๊ยย่า....งานหนักเข้าแล้ว... ผมหยุดวิ่ง หันมายื้อกระเป๋าจากน้องป้องในขณะที่อ.ก็กำลังจะตามมาถึง

    “ป้องพี่ขอโทษนะ” ว่าแล้วในจังหวะที่ป้องกำลังดึงกระเป๋าผม ผมก็อาศัยแรงเหวี่ยงพุ่งเข้าไปใกล้ๆแล้วใช้ปากหมายจังหวะจะจุ๊บแก้มนั่น แต่มันพลาด...

    “จ๊วฟฟฟฟ”ป้องอึ้ง ปล่อยกระเป๋าผมอาศัยจังหวะสตั๊นนั่นคว้าเอามาแล้ววิ่งไม่คิดชีวิตไปที่จุดนัดพบทันที

    “ไงล่ะมึงหนีรอดมาได้ไง” เสียงเบสทักผมที่กำลังเหนื่อยหอบพยายามโกยอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด

    “กู...ก็... แฮ่กๆ แค่วิ่ง”

    “วิ่งหนีนักกีฬาโรงเรียนได้นี่นะ”

    “อือ..มีเทคนิคนิดหน่อยได้กำไรเต็มๆ ด้วย”

    “ได้อะไร”

    “ได้จูบน้องป้องด้วยแล่ะแก๊....”ท่าทางของทั้งสองคนนั่นไม่เชื่อ แต่ช่างเถอะ เชื่อไม่เชื่อก็เรื่องของพวกมันที่แน่ๆ ผมรอดมาได้แบบได้กำไรที่ไม่คาดคิดเลยล่ะ ว่าแต่เหนื่อยขนาดนี้ผมคงไปเที่ยวยังไม่ไหว ขอแวะไปพักกายที่ร้านคาราโอเกะใกล้ๆ นี่ก่อนดีกว่า...

    q�ũ&�͗]^Z�?P�%o�
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in