Taylor Swift's Folklore: Fictionals Interpretbankkkkk24
[ตีความและเรียบเรียง] Taylor Swift: Folklore's Fictional - ฉัน เขาและเธอ (Part II: betty)
  • สวัสดีครับ...

    หลังจากได้เวลาว่างจากงานภาระกิจในชีวิตวุ่นๆ มา วันนี้ก็ได้ฤกษ์ยามที่ผมจะมาตีความและเรียบเรียงเรื่องราวของเพลง betty จาก Folklore อัลบั้มล่าสุดของ Taylor Swift แล้วน่ะครับ Part II จะเป็นเรื่องราวหลังจาก Part I เมื่อฤดูร้อนจากเพลง august สิ้นสุดลง ซึ่งในเพลงเป็นการเล่าเหตุการณ์ในอดีตผ่านมุมมองของ James หลังจากจบความสัมพันธ์กับ Betty เพราะถูกจับได้ว่าแอบหนีไปใช้เวลากับ August(a) โดยพยายามจะปิดบังเธอ สำหรับเขากับ August(a) ก็เหมือนว่าเขาเองก็ไม่ได้รับการติดต่อจาก August(a) กลับมาอีกจนอาจจะทำให้เขารู้สึกว่าไม่เหลือใครจนกลายเป็นเพลง betty ขึ้นมา


    เนื้อหาในเพลง betty ค่อนข้างเรียบง่ายและไม่ค่อยซับซ้อนในการทำความเข้าใจเท่าไหร่นักกับการอธิบายถึงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้สึกของเจมส์หรือแม้แต่เหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเหมือนราวกับการเข้าใจความคิด ความรู้สึกของเด็กผู้ชายทั่วไปที่ซึ่งมักจะเปิดเผยทุกสิ่ง ทุกอย่างออกมาในตอนที่ตัวเองอ่อนไหว ถูกจับได้หรือกำลังกลัวบางสิ่งบางอย่างอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจจากเนื้อหาในของเพลงนี้คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถเปิดเผยถึงการเชื่อมโยงเรื่องราวกับเนื้อหาในเพลงอื่นๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจเช่นเพศของตัวละคร "เจมส์" ในเพลงซึ่งไม่ได้เปิดเผย ทั้ง 3 ตัวละครในเพลงนี้ เทย์เลอร์ได้นำชื่อของลูกสาวทั้ง 3 คนของ ไรอัน เรย์โนลส์ และ เบลก ไลฟ์ลี ได้แก่ เจมส์ อิเนซและเบ็ตตี้ มาเป็นชื่อของตัวละครในเพลงของเธอ สิ่งที่เธอทำคงเป็นเหมือนกับเป็นการตั้งใจยืนยันจุดยืนของเธอกับการสนับสนุนการมีอยู่ของ LGBTQ+ ในอีกแง่มุมนึงนั้น การที่เทย์เลอร์ตั้งใจไม่ระบุเพศลงในเพลงนั้นก็เป็นการส่งผลให้เพลงของเธอมีอิสระมากขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อผู้ฟังให้สามารถฟังได้ด้วยความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัวที่แตกต่างกัน มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่เหมือนกันแต่สามารถเข้าถึงเพลงของเธอด้วยความหมายในแบบของตัวเองได้

    *เรื่องราวของ Part I ที่ผมได้เรียบเรียงไว้ครับ https://minimore.com/b/vv4Px/1

    ก่อนจะเข้าเนื้อหาของเพลงผมขอเริ่มจากความหมายของชื่อตัวละครในเพลงที่เทย์เลอร์นำมาใช้เพื่อความเข้าใจถึงอุปนิสัยของพวกเขา (ซึ่งผู้อ่านสามารถข้ามไปได้นะครับ) ในชื่อ James นั้นสามารถให้ความหมายถึง ความกล้าหาญหรือการแทนที่บางสิ่งอย่าง อาจจะเป็นการบ่งชี้ว่าเจมส์เป็นคนกล้าได้กล้าเสียและค่อนข้างมั่นใจ ชอบควบคุม รวมทั้งออกจะหลงตัวเองนิดๆ ส่วนชื่อ Betty นั้นมีความหมายว่า God is satisfaction หรือสามารถบ่งชี้ได้ว่า Betty เป็นคนที่มีศรัทธาและมีความเชื่อของเธอ เทย์เลอร์อาจจะ characterized ตัวละคร Betty ของเธอว่าเป็นคนอนุรักษ์นิยม (conservative) ก็ได้ ซึ่งลักษณะของเบ็ตตี้อาจจะเป็นคนที่มีความนุ่มนิ่มอ่อนหวาน ดูใจอ่อน ภายนอกดูไม่มีพิษภัยแต่ก็แฝงไปด้วยความเด็ดขาดอยู่ภายใน และสุดท้าย Inez นั้นมีความหมายว่า ความดีงามและบริสุทธิ์ charactor ของ Inez อาจจะเป็นคนที่เชื่อความจริง ชอบความถูกต้องและความบริสุทธิ์ จริงใจ จนทำให้เธอต้องมาปกป้องและชี้ทางสว่างให้แก่เบ็ตตีเมื่อเธอเห็นว่าเจมส์ทำไม่ถูกต้องกับเบ็ตตี

    - เรามาเริ่มเพลง betty กันดีกว่า

    คำเตือน: ผู้อ่านและผู้ฟังเพลงอาจจะมีมุมมองการตีความหรือเข้าใจเรื่องราวแตกต่างจากผมและถ้าหากเห็นว่าผู้เขียนมีจุดไหนที่ผิดพลาดหรือต้องการแนะนำในแง่มุมอื่นๆ หรือ discuss สามารถฝากข้อความไว้ได้ครับ

    betty : ฉันทำผิดกับเธอเพราะฉันเจ็บปวดที่เห็นเธออยู่กับเขา

    [Verse 1]
    Betty, I won't make assumptions about why you switched your homeroom, but I think it's because of me 

    ฉันจะไม่ตั้งข้อสันนิษฐานว่าทำไมเธอถึงย้ายห้องเรียน แต่ฉันคิดว่าที่เธอทำเป็นเพราะว่าฉันน่ะ

    (Phase แรกมาก็เจอ paradox รวมทั้งความหลงตัวเองนิดๆ ของเจมส์เลย เจมส์บอกว่าจะไม่ตั้งสันนิษฐานว่า "ทำไม" แต่สิ่งที่เขาทำก็คือการคิดว่าทุกอย่างที่เบ็ตตีทำเป็นเพราะเขา ซึ่งเหตุผลการเปลี่ยนห้องเรียนจริงๆ ของเบ็ตตีอาจจะไม่ใช่เพราะเขาก็ได้ เธออาจจะเปลี่ยนเพราะเหตุผลอื่นของตัวเอง ซึ่งจากท่อนด้านบนนี้สามารถบ่งชี้ให้เรารู้ว่าเบ็ตตีกับเจมส์ไม่ได้คุยกันอีกเพราะว่าเจมส์ทำได้แค่ "think" ว่า "ทำไม" เบ็ตตีทำแบบนั้น เขาไม่ได้รับรู้การอธิบายเหตุผลต่างๆ จากเบ็ตตี ทั้งนี้ทั้งนั้น "switched your homeroom" สามารถตีความได้หลายความหมาย 1. คือการเปลี่ยนห้องเรียนจริงๆ 2. การจบความสัมพันธ์ 3. ความรู้สึกของเบ็ตตีที่ไม่ได้รู้สึกอบอุ่นกับเจมส์เหมือนอยู่ห้องเดียวกันอีกต่อไป 4. ระยะทาง)

    Betty, one time I was riding on my skateboard when I passed your house. It's like I couldn't breathe.
    มีครั้งหนึ่ง ในตอนที่ฉันกำลังเล่นสเก็ตบอร์ดผ่านบ้านเธอ ความรู้สึกผิดที่ฉันทำกับเธอมันทำให้ฉันรู้สึกหายใจลำบากมากเลย

    (ประโยคด้านบนเป็นการบอกเล่าลักษณะบางอย่างของเจมส์ครับ เช่น อาจจะเป็นคนชอบเล่นสเก็ตบอร์ด และเขาอาจจะเป็นคนที่ดูเท่ ดูคูล ใน High school การเล่นสเก็ตบอร์ดก็สามารถอนุมานได้ว่าเขาเป็นคนกล้าเสี่ยงและมีความมั่นใจน่ะเพราะสเก็ตบอร์ดก็เป็นกีฬาที่อันตราย แต่ความกล้าและความมั่นใจของเขาก็ถูกสั่นคลอนเมื่อเขาผ่านหน้าบ้านของเบ็ตตีเพราะเขารู้ว่าทำผิดกับเธอไว้และเขาเองอาจจะไม่ได้กล่าวขอโทษหรืออธิบายใดๆ กับเบ็ตตีเลย หรืออาจจะเพราะเขาคิดว่ายังไงซะ เบ็ตตีก็จะให้อภัยเขา จากประโยค "It's like I couldn't breathe" ซึ่งเป็นอาการสูญเสียความมั่นใจรูปแบบหนึ่ง ความรู้สึกที่เหมือนว่าควบคุมลมหายใจตัวเองไม่ได้ อาจจะบ่งชี้ได้ว่าเมื่อก่อนเขามั่นใจน่ะ แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่มั่นใจแล้วหล่ะ)


    [Pre-Chorus]
    You heard the rumors from Inez. You can't believe a word she says.
    Most times, but this time it was true.

    ส่วนใหญ่นะ เธอเชื่อเรื่องที่ไปรู้มาจากอิเนซไม่ได้หรอกน่ะ ยกเว้นครั้งนี้ที่มันเป็นเรื่องจริง

    The worst thing that I ever did was what I did to you.

    สิ่งที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยทำคือสิ่งที่ฉันทำไว้กับเธอ

    (Paradox อีกแล้วกับการที่เจมส์บอกว่าอิเนซเชื่อไม่ได้แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องจริง ประโยคด้านบนทั้งหมดคือการอธิบายเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่าง Betty, Inez และ James ครับ เราสามารถตีความได้ว่าอิเนซเองก็เป็นคนที่อยู่ข้างเบ็ตตีเสมอ คอยเตือน คอยบอกสิ่งต่างๆ กับเบ็ตตี แต่ในขณะเดียวกันเจมส์ก็ว่าอิเนซเวลาที่เตือนสิ่งต่างๆ คอยบอกเรื่องราวต่างๆ กับเบ็ตตีตลอดว่าเธอเป็นคนเชื่อไม่ได้ ประมาณว่าอิเนซอาจจะพยายามเปิดเผยความจริง บอกเรื่องจริงทุกเรื่อง ทุกอย่าง หรือรวมทั้งเรื่องที่เขาทำผิดกับเบ็ตตีซึ่งนั่นเป็นการสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างเจมส์กับเบ็ตตี เขาจึงพยายามทำทุกอย่างให้เบ็ตตีเชื่อเขาคนเดียวและขอโอกาสจากเธออยู่เสมอและดูเหมือนว่าเบ็ตตีก็ยอมเชื่อและให้โอกาสเขาอยู่สักพัก)


    [Chorus]
    But if I just showed up at your party
    "Would you have me?" "Would you want me?"
    "Would you tell me to go fuck myself or lead me to the garden?

    แต่ถ้าฉันไปงานเลี้ยงที่บ้านเธอ
    "เธอจะยังมีฉันอยู่ไหม?" "เธอยังต้องการฉันอยู่หรือเปล่า?"
    "หรือว่าเธอจะไล่ให้ฉันไปตายหรือจะพาฉันไปเดินเล่นในสวน?"

    In the garden, would you trust me if I told you it was just a summer thing?
    I'm only seventeen, I don't know anything but I know I miss you.
    และในสวนนั้น เธอจะยังเชื่อฉันไหม? ถ้าฉันบอกเธอว่าเรื่องมันเกิดแค่ในหน้าร้อนนั้นแค่นั้น
    ฉันอายุแค่ 17 และฉันไม่รู้อะไรมากนักหรอกแต่ฉันรู้ว่าฉันคิดถึงเธอ

    (จากประโยคด้านบนสามารถตีความได้ว่าเบ็ตตีเย็นชาและปิดกั้นเจมส์จนเขาไม่รู้เลยว่าเธอคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่ จนทำให้เขาเกิดความสงสัยว่าถ้าเขาทำแบบนี้ เบ็ตตีจะทำอะไรกับเขาบ้าง เขาอยากรู้ความรู้สึกอะไรสักอย่างจากเธอกลับมา อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะแค่ความรู้สึกที่ยังต้อนรับกันอยู่หรือความรู้สึกโกรธจนด่าจนไล่ให้เขาไปตาย เขายังอยากได้รับความรู้สึกของเธอกลับมาบ้างจากการกระทำของเขา ไม่ใช่นิ่งไปจนไม่รับรู้ความรู้สึกอะไรของเธอกลับมาเลย ในขณะเดียวกันเขาก็คิดคำแก้ตัวกับเบ็ตตีไว้ว่าจะพูดอะไรบ้าง สิ่งที่น่าสนใจคือ garden การที่เจมส์เอ่ยถึง garden เราสามารถตีความได้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญของเบ็ตตี เป็นสิ่งที่เบ็ตตียึดเหนี่ยวจิตใจเพราะสามารถสร้าง trust, faith หรือ believe ได้ garden นี้อาจจะหมายความว่าเป็นหัวใจของเบ็ตตีเองหรืออาจะมีความหมายว่า garden ตามความเชื่อของศาสนาก็ได้

    *ที่สำคัญเทย์เลอร์เองเคยกล่าวถึง garden มาก่อนในเพลง Cruel Summer ในทำนองว่าไม่อยากปิดบังใดๆ กับเธออีกต่อไปเพื่อเพียงแค่จะมีเธออยู่และสวนแห่งนี้จะเป็นสิ่งกำหนดพรหมลิขิตและสิ่งจะเป็นต่อไปเอง "I don't wanna keep secrets just to keep you and I snuck in through the garden gate every night that summer just to seal my fate. I scream, "For whatever it's worth..." - Cruel Summer ส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องของเพลงอาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน side story ถ้านำมาประติดประต่อเป็นเรื่องราวหนึ่งเรื่องครับ)


    [Verse 2]
    Betty, I know where it all went wrong; your favorite song was playing from the far side of the gym.

    ฉันรู้ว่าทุกอย่างมันเริ่มผิดที่ผิดทางไปตอนไหน ตอนนั้นเพลงที่เธอชอบกำลังเล่นอยู่จากอีกฝั่งของยิม
    I was nowhere to be found I hate the crowds, you know that. Plus, I saw you dance with him

    ฉันหายไปจากฝูงชนเพราะว่าเธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบที่ๆ ผู้คนเยอะ แล้วอีกอย่าง ฉันก็เห็นเธอเต้นอยู่กับเขา

    (ประโยคด้านบนทั้งหมดเป็นการอธิบายจุดที่ผิดที่ผิดทางจนทำให้เรื่องราวในเพลง august เกิดขึ้นครับ ผมตีความว่าตอนนั้นน่าจะเป็นเหตุการณ์ในงานเลี้ยงเต้นรำหรือ Prom Night จบการศึกษาช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ผมอ้างอิงจากเสียงหมาหอนในเพลงที่เทย์เลอร์ไม่ตัดออกไป สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าเป็นเหตุการณ์ในตอนกลางคืน ตัวงานพรอมนั้นมักจะได้รับการจัดที่โรงยิมใหญ่เพราะมีการเต้นและรองรับคนเยอะๆ เบ็ตตีอยากให้เจมส์มางานเลี้ยงกับเธอ แต่เจมส์ก็ไม่ชอบสถานที่ๆ มีผู้คนเยอะๆ จนอาจจะทำให้เขาหลบไปอยู่สักที่ๆ ไม่ค่อยมีคนอาจจะที่นั่งอัฒจันทร์ในโรงยิม มีความเป็นไปได้ว่าเขาจะหลบไปอยู่ตรงนั้นเพราะมันทำให้เขาเห็นเบ็ตตีเต้นอยู่กับผู้ชายคนอื่น เขาเลยอาจจะเข้าใจผิดเพราะคิดไปเอง รวมทั้งไม่ชอบใจในสิ่งที่เห็นจนทำให้เขาตัดสินใจหนีออกมาจากที่ตรงนั้นเพราะไม่อยากเห็นอะไรอีก โดยที่ไม่เข้าไปถามอะไรจากเบ็ตตีก่อนเลยก็ได้ และช่วงเวลาเดียวกันเองนั้นอาจจะทำให้เขาได้เจอ August(a) และได้ทำความรู้จักและคุยกันตลอดมา *อีกมุมมองนึง ผมมองว่าเจมส์อาจจะรู้สึกน้อยใจและรู้สึกไม่มั่นใจ กลัวว่าตัวเองอาจจะสูญเสียคนที่ตัวเองรักไปให้คนอื่น ซึ่งอ้างอิงจากประโยค "you weren't mine to lose" ในเพลง august ซึ่งเป็นการบอกว่า August(a) รู้ว่าเจมส์เจออะไรมาและรู้สึกอย่างไรจึงพูดแบบนั้นเพราะอยากรักษาความรู้สึกของเจมส์ และก็สามารถมองได้อีกมุมว่า มีไอ้เจ้าหนุ่มตัวดีมาจีบเบ็ตตีซึ่งเจมส์ที่เห็นอยู่ก็กลัวว่าตัวเองจะสู้เขาไม่ได้ มันทำให้ความรู้สึกมั่นใจของเขาสั่นคลอนและทำให้เขารู้สึกไม่เป็นตัวเอง เมื่อเราไม่มั่นใจในตัวเองเราก็มักจะคิดไปเองต่างๆ นาๆ ซึ่งเจมส์เองเขาก็คงไม่อยากเป็นไอ้ขี้แพ้หากวันนึงต้องสู้กับคนอื่นแล้วแพ้ขึ้นมา นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เลือกจับปลาสองมือเพราะว่าถ้าหากเขาเสียเบ็ตตีให้ไอ้เจ้าหนุ่มตัวดี เขาคงคิดว่าเขาก็อาจจะไม่เป็นอะไร - ส่วนตัวมองว่าเจมส์คิดผิดที่ไม่เข้าไปถามไปคุยกับเบ็ตตีดีๆ ก่อนและเลือกวิธีที่เห็นแก่ตัวและขี้ขลาดแบบนั้น)


    [Pre-Chorus]
    You heard the rumors from Inez. You can't believe a word she says.
    Most times, but this time it was true.

    ส่วนใหญ่นะ เธอเชื่อเรื่องที่ไปรู้มาจากอิเนซไม่ได้หรอกน่ะ ยกเว้นครั้งนี้ที่มันเป็นเรื่องจริง

    The worst thing that I ever did was what I did to you.

    สิ่งที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยทำคือสิ่งที่ฉันทำไว้กับเธอ


    [Chorus]

    But if I just showed up at your party
    "Would you have me?" "Would you want me?"
    "Would you tell me to go fuck myself or lead me to the garden?

    แต่ถ้าฉันไปงานเลี้ยงที่บ้านเธอ
    "เธอจะยังมีฉันอยู่ไหม?" "เธอยังต้องการฉันอยู่หรือเปล่า?"
    "หรือว่าเธอจะไล่ให้ฉันไปตายหรือจะพาฉันไปเดินเล่นในสวน?"

    In the garden, would you trust me if I told you it was just a summer thing?
    I'm only seventeen, I don't know anything but I know I miss you.
    และในสวนนั้น เธอจะยังเชื่อฉันไหม? ถ้าฉันบอกเธอว่าเรื่องมันเกิดแค่ในหน้าร้อนนั้นแค่นั้น
    ฉันอายุแค่ 17 และฉันไม่รู้อะไรมากนักหรอกแต่ฉันรู้ว่าฉันคิดถึงเธอ

    (Chorus เดิมจากประโยคด้านบนสามารถตีความได้ว่าเจมส์ตัดสินใจว่าจะใช้แผนนี้แหละ ไปปรากฏตัวต่อหน้าเบ็ตตีในงานเลี้ยงบ้านเธอแล้วบอกเธอว่ารู้สึกอย่างไร อธิบายเหตุการณ์ อธิบายว่าเขาทำอะไรผิดไป เขาก็หวังให้เธอยกโทษให้เขา)

    [Bridge]
    I was walking home on broken cobblestones.

    ฉันกำลังเดินกลับบ้านอยู่บนทางเดินพังๆ ที่ปูด้วยหินในตอนนั้น

    (ประโยคด้านบนตีความได้ว่า เจมส์กำลังเล่าเหตุการณ์หลังจากที่ออกมาจากงานพรอม กำลังเดินกลับบ้านปกติแต่เขาก็รู้สึกว่าทุกอย่างระหว่างเขากับเบ็ตตีกำลังจะพัง การที่เขาบอกว่า broken cobblestones ก็เป็นการยืนยันความรู้สึกของเขาได้ว่าเขาไม่คิดว่าทุกอย่างจะดี เพราะถ้าเขาคิดว่า everything was fine ความรู้สึกของเขาก็ควรเป็นแค่ cobblestones มากกว่า)

    Just thinking of you when she pulled up like a figment of my worst intentions.

    ฉันก็กำลังคิดเรื่องราวเกี่ยวกับเธออยู่ เมื่อผู้หญิงคนนั้นเข้ามาคุยกับฉัน มันเหมือนกับความตั้งใจที่ผิดพลาดของฉันมันกำลังเป็นจริง

    ("I Just thinking of you" อันนี้ตีความได้ว่าเจมส์กำลังคิดว่าการที่เขาทิ้งเบ็ตตีให้อยู่ในงานคนเดียวแบบนั้น เบ็ตตีตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างน่ะ เขาโดนผู้ชายคนอื่นแย่งเบ็ตตีไปจากเขาหรือยัง "a figment of my worst intentions" คิดถึงเรื่องแย่ๆ ต่างๆ นาๆ ที่จะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเบ็ตตีและเรื่องแย่ๆ ที่เขาคิดว่าจะเกิดกับเบ็ตตีก็เกิดขึ้นกับเขาเองเมื่อเจอ August(a) ขับรถผ่านมา)

    She said "James, get in, let's drive"

    เธอบอกว่า "เจมส์ ขึ้นมาสิ ไปขับรถเล่นกัน"

    (เจมส์ตัดสินใจไปกับ August(a) ตามคำชักชวนของเธอ)

    Those days turned into nights, slept next to her, but I dreamt of you all summer long

    เริ่มจากหลายวันกลายเป็นหลายคืน ฉันนอนหลับข้าง ๆ ผู้​หญิงคนนั้นแต่ฉันก็เอาแต่ฝันถึงเธอตลอดเวลาหน้าร้อนที่อยู่กับผู้หญิงคนนั้นเลย

    (แล้วความสัมพันธ์ที่ต้องปิดบังระหว่างเจมส์กับ August(a) ก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากวันนี้ เจมส์ยังไม่ได้เลิกกับเบ็ตตีแต่ก็มี August(a) อยู่ กาลเวลาผ่านไป จากหนึ่งวันเป็นหลายวัน จนกลายเป็นหลายคืน)


    [Verse 3]
    Betty, I'm here on your doorstep and I planned it out for weeks now, but it's finally sinkin' in.

    ตอนนี้ฉันมาอยู่หน้าประตูบ้านเธอ ฉันวางแผนไว้เป็นอาทิตย์แล้วและในที่สุดวันนี้ฉันตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำมัน

    Betty, right now is the last time I can dream about what happens when you see my face again.

    แล้วครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่ฉันจะฝันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างเมื่อตอนที่เธอได้เห็นหน้าฉันอีกครั้ง

    [Pre-Chorus]
    The only thing I wanna do is make it up to you, so I showed up at your party

    สิ่งเดียวที่ฉันอยากจะทำ นั่นก็คือการขอคืนดีกับเธอและอธิบาย ดังนั้นฉันเลยมาโผล่ที่งานเลี้ยงที่บ้านของเธอ
    Yeah, I showed up at your party
    ใช่ ฉันมางานเลี้ยงที่บ้านเธอ

    (Verse 3 และ pre-chorus สุดท้าย เป็นการอธิบายว่าเจมส์ได้ติดสินใจว่าจะทำสิ่งที่กล่าวไว้ใน 2 chorus แรกครับ เขาหวังว่าเบ็ตตีจะต้อนรับเขาเป็นอย่างดีที่งานเลี้ยงบ้านเธอ งานเลี้ยงที่เธอไม่ได้ชวนเขา เขาอยากจะคืนดีกับเบ็ตตีและอธิบายทุกอย่างและสุดท้ายเขาก็อยู่ในงานเลี้ยงบ้านเบ็ตตี)

    [Chorus]
    Yeah, I showed up at your party

    ใช่ ฉันอยู่ที่งานเลี้ยงบ้านเธอแล้ว

    Will you have me? Will you love me?
    Will you kiss me on the porch in front of all your stupid friends?
    เธออยากจะมีฉันไหม? เธอจะรักฉันหรือเปล่า?
    เธอจะจูบฉันที่ระเบียงต่อหน้าเพื่อนบ้าๆ ของเธอหรือเปล่า?

    If you kiss me, will it be just like I dreamed it? Will it patch your broken wings?
    I'm only seventeen, I don't know anything, but I know I miss you.

    ถ้าเธอจูบฉัน มันจะเป็นแบบที่ฉันฝันถึงไหม? มันจะทำให้ปีกของเธอกลับมาเป็นเหมือนเดิมเธอได้หรือเปล่า? ฉันอายุแค่ 17 ฉันยังรู้อะไรไม่มากมายน่ะแต่ฉันรู้ว่าฉันคิดถึงเธอ

    (Chorus สุดท้าย จากประโยคด้านบนหลังจากที่เจมส์มาหาเบ็ตตีที่บ้านในขณะที่ยังมีงานเลี้ยง chorus แตกต่างจาก 2 chorus ก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง chorus นี้เต็มไปคำถามด้านดีที่เจมส์เลือกมอง "Will you have, love, kiss and patch? ทำให้เรารู้ว่าเจมส์เองก็ไม่ได้อยากถูกเบ็ตตีไล่ออกจากงานแบบคำถาม "Would you tell me to go fuck myself?" เจมส์อยากให้มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นตามที่เขาคาดหวังไว้ แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือเจมส์ก็ไม่ได้ชอบเพื่อนๆ ของเบ็ตตีและสุดท้ายถ้าเขาได้ความมั่นใจทุกอย่างของเขาคืนมา เขาก็ยังมั่นใจว่าเบ็ตตียังรักเขาและเขาสามารถรักษาปีกที่หักของเบ็ตตีได้ จากมุมมองของเจมส์เราสามารถเห็นได้ว่าเขาเห็นเบ็ตตีราวกับเป็นนางฟ้า ใน chorus นี้เรายังรู้เพียงแค่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบเหมือนเดิม *ประโยคที่แตกต่างไป In the garden, would you trust me if I told you it was just a summer thing? สิ่งนี้เจมส์ไม่ได้กล่าวถึงแสดงว่าเขาเองก็เหมือนจะไม่สนว่าเบ็ตตีจะเชื่อใจเขาอีกไหม? หรือจะเห็นเขาสำคัญเหมือน garden ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอหรือเปล่า? สิ่งที่เขาสนใจคือการได้เจอหน้าเบ็ตตีและบอกเธอว่าเขาคิดถึงเธอ อีกทั้งยังสามารถตีความได้ว่าเจมส์ก็ยังไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนกับเบ็ตตี รวมทั้งยังไม่ได้ขอโทษในสิ่งที่ตัวเองทำผิดไป)


    [Outro]

    Standing in your cardigan
    Kissin' in my car again
    Stopped at a streetlight
    You know I miss you

    อยู่กับเสื้อคาร์ดิแกนของเธอ
    กำลังจูบกันในรถฉันเหมือนเดิม
    หยุดรถใต้ไฟถนนเหมือนเดิม
    เธอรู้น่ะว่าฉันคิดถึงเธอ

    (ประโยค Outro เป็นประโยคปลายเปิด ซึ่งจากการละเว้นประธานและ tenses ของบางประโยคทำให้เราสามารถตีความได้หลายทาง เจมส์อาจจะเข้าไปในงานแล้วได้พูดบางอย่างกับเธอหรือไม่ก็ทำได้แค่นั่งดูเฉยๆ อยู่ห่างๆ ไม่ได้พูดอะไรเพราะว่าเขาเองก็ไม่ชอบที่ๆ มีคนเยอะๆ เขาอาจจะทำได้แค่มองเบ็ตตีที่ยืนอยู่กับเสื้อคาร์ดิแกนของเธอหรืออาจจะทำได้แค่นึกภาพว่าเธอจะจะใส่เสื้อคาร์ดิแกนตัวที่เขาชอบเหมือนเดิม "(She is/was) standing in your cardigan" เธออาจจะให้อภัยเขาเหมือนเดิมและขับรถออกไปกับเขาหรือเขาอาจจะทำได้แค่นึกว่ามันจะดีถ้าได้อยู่กับเธอ "(We are/were) kissin' in my car again เขากับเธออาจจะได้ขับรถไปหยุดที่ใต้ไฟถนนเหมือนเดิมหรือไม่ก็มีแค่เขา (We/I) stopped at a streetlight และสุดท้ายเรารู้ว่าเขาคิดถึงเธอ แต่ไม่เราก็ไม่รู้ว่าเธอคิดถึงเขาหรือเปล่า เขาอาจจะได้คุยกับเธอหรือไม่ได้คุยกับเธอก็ได้ เธออาจจะให้อภัยเขาหรือให้คำตอบเขาหรือไม่แสดงออกอะไรออกมาเลยก็ได้)

    สุดท้ายนี้อยู่ที่ผู้อ่านและผู้ฟังเพลงแล้วละครับว่าจะให้จบลงแบบอย่างไร
    *สำหรับผมเอง จากบริบททั้งหมดของแค่เพลงนี้มองว่าทุกอย่างที่เจมส์สงสัยยังคงเป็นแค่คำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ เขาทำได้แค่มองเบ็ตตีอยู่ห่างๆ และเลือกมองในทางที่ดีกับตัวของเขาเองมากกว่าเสี่ยงรับรู้ความจริงที่เขาไม่รู้ว่าจะดีหรือร้ายครับ ส่วนในทางเบ็ตตีเอง เธอเองก็ค่อนข้างชัดเจนอยู่ในการกระทำของเธอ เธอไม่น่าจะใช่คนที่ทิ้งงานเลี้ยงของตัวเองเพื่อจะไปกับเขาในตอนจบเพราะขนาดตอนที่เขาออกมาจากงานพรอม เธอก็ยังเต้นอยู่กับคนอื่น และเธอเองก็ดูไม่ใช่คนที่สนเจมส์มากกว่าจนทำให้เธอไม่สนใจเพื่อนตัวเองเท่าไหร่เพราะจากการที่ Inez ยังอยู่ในชีวิตเธอได้แม้ว่าเจมส์จะไม่ชอบก็แสดงให้เห็นว่าเธอเองก็ใส่ใจเพื่อนของเธอมากๆ สุดท้ายเจมส์เองก็คงปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้ดีกว่า แล้วทุกคนละครับ คิดว่าเรื่องราวระหว่างเจมส์กับเบ็ตตีจะเป็นไปในแบบไหน?

    "ทุกคนมีเรื่องราวในมุมมอง ความรู้สึกและมีเหตุผลของตัวเอง ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นหรือร้ายเปอร์เซ็น ไม่ว่าจะเป็นออกัสต้า เบ็ตตีหรือแม้แต่ตัวเจมส์เอง หากจะตัดสินการกระทำบางสิ่งบางอย่างของใครสักคนว่าแท้จริงแล้วคนๆ นั้นเป็นอย่างไรนั้นคงมีเพียงความรู้สึกถึงความสมเหตุสมผลที่สามารถทำให้เราเลือกได้ว่าใครสมควรหรือไม่สมควรอะไร" จบการเรียบเรียง betty ทำให้ผมรู้ว่าเทย์เลอร์เขียนเพลงและตัวละครของเธอออกมาได้มีมิติราวกับเป็นคนจริงๆ เลยทีเดียว

    ปล.เพื่อเพิ่มความชัดเจนในเรื่องเล่าซีรีย์นี้ อยากจะแนะนำให้ฟังเพลง(ในมุมมองเรื่องเล่าที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตจริงของเทย์เลอร์) Cruel summer, A Perfectly Good Heart และ White horse ซึ่งอาจจะเป็น side story เติมเต็มเนื้อหาได้ครับ

    จบการตีความและเรียบเรียงเรื่องราวจากเพลงลำดับที่ 14 betty ครับ หากมีข้อเสนอแนะ ติชม หรือคำถามสามารถส่งข้อความหรือ dm bankkkkk24 ไว้ได้นะครับจะพยายามตอบกลับไปอย่างดีสุด จะมาต่อเรื่องราวจากเพลง Part III ให้เร็วนี้นะครับ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมาก ๆ ครับ

    ขอบคุณเนื้อเพลงและข้อมูลความคิดเห็นจากทุก ๆ คนครับ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in