Taylor Swift's Folklore: Fictionals Interpretbankkkkk24
[ตีความและเรียบเรียง] Taylor Swift: Folklore's Fictional - ฉัน เขาและเธอ (Part I: august)
  • Folklore นี่ช่างเป็นอัลบั้มที่งดงามจริงๆ หลังจากได้ฟังเพลงอัลบั้มใหม่ของเทย์เลอร์วนซ้ำไปซ้ำมา จนรู้สึกสัมผัสได้ถึงความรู้สึกและเรื่องราวที่ได้รับการถ่ายทอดลงไปแต่ละเพลง จนผมไม่อาจปฏิเสธที่จะยอมรับได้ว่าอิทธิพลของอัลบั้มล่าสุดทำให้ผมย้อนกลับไปฟังอัลบั้มเก่าๆ เพื่อทำความเข้าใจกับเธอมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทำให้ผมค้นพบว่าผู้หญิงคนนี้สมบูรณ์แบบโดยธรรมชาติกับชีวิตและผลงานของเธออย่างแท้จริง ความมุ่งมั่นและใส่ใจอย่างพิถีพิถันในการเรียบเรียงเนื้อหาของเรื่องราวออกมาเป็นบทเพลงในแต่ละอัลบั้มถึงแต่ละอัลบั้มเชื่อมโยงกันอย่างมีที่มาที่ไปแบบไร้ที่ติ การต่อยอดและพัฒนาการของเธอทำให้ผมเชื่อจริงๆ ว่าชีวิตของเธอกับสิ่งที่รักจะไม่มีวันถึงจุดสิ้นสุดลง

    จากสิ่งที่กล่าวมา วันนี้ผมอยากนำเสนอการตีความเรื่องราวของตัวละครจาก 3 เพลงในอัลบั้ม Folklore ที่ได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบจากมุมมองของผม ทั้ง 3 เพลง ได้แก่ august - betty - cardigan ซึ่งเป็น fictional songs บอกเล่าเรื่องราวและเหตุการณ์หลักๆ เกี่ยวกับสัมพันธ์ของตัวละครที่เชื่อมโยงและสื่อถึงกันในเพลงของเธอ ซึ่งถ้าหากเทย์เลอร์นำไปเขียนเป็นนิยาย เรื่องนี้คงเป็นนิยายที่มีส่วนผสมระหว่าง old และ new romantics ได้อย่างงดงาม 


    คำเตือน: ผู้อ่านอาจจะมีมุมมองการตีความหรือเข้าใจเรื่องราวแตกต่างจากผม - ตัวผู้เขียน และถ้าหากเห็นว่าผู้เขียนมีจุดไหนที่ผิดพลาดหรือต้องการแนะนำในแง่มุมอื่นๆ หรือ discuss สามารถฝากข้อความไว้ได้ครับ จุดประสงค์ของตัวผู้เขียนนั้นเพียงต้องการจะนำเสนอสิ่งที่ตัวเองใช้เวลาตั้งใจคิดและทำเรียบเรียงออกมาให้ได้อ่านกันครับ

    ผมได้ใช้เวลาว่างในการศึกษาบทความ การแปลและความคิดเห็นจากบุคคลอื่นๆ ในหลากหลายมุมมอง ไม่ว่าจะจากทั้งนักวิจารณ์ ผู้ที่สนใจในเนื้อหาของดนตรีหรือ Swifties ที่น่ารักทุกคนทั้งในไทยและต่างประเทศนานพอสมควร รวมทั้งรื้อฟื้นวิชาได้รับการศึกษามา ก่อนอื่นผมต้องยอมรับว่าตัวเองค่อนข้างช้ากับการตกผลึกและเรียบเรียงเรื่องราวจากทั้ง 3 เพลงเพื่อที่จะเขียนมันออกมา (ช้าจนคนอื่นอาจจะเข้าใจไปหมดแล้ว ฮ่าๆ) เพราะต้องยอมรับว่าเนื้อหาบทเพลงของเทย์เลอร์ในอัลบั้มนี้มีความละเอียดทั้งเรื่องคำศัพท์ สำบัดสำนวนและรวมทั้งการใช้ figures of speech อย่างหลากหลายที่ถึงแม้จะมีพื้นฐานวิชาวรรณกรรมที่ตัวเองชอบ (แต่สอบตก) ก็ยังต้องทำความเข้าใจในหลายๆ มุมมอง

    - เราจะมาเริ่มกันที่เพลงแรก august


    สาเหตุที่นำเพลงนี้มาก่อนเพราะผู้เขียนรู้สึกและมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเพลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่บอกเล่าสาเหตุการแตกหักระหว่าง James กับ Betty จากมุมมองของผู้หญิงคนที่สามซึ่งเทย์เลอร์ไม่ได้ระบุชื่อของเธอ แต่ผมขออนุญาตเรียกเธอว่า August(a) เพราะจากอารมณ์ของเนื้อหาเพลง เหมือนเทย์เลอร์ได้ characterized ว่าเธอเป็นคนมีสเน่ห์ ทันสมัย เข้าใจโลก ใจเย็น มีความมั่นใจ ตรงไปตรงมาและน่าเคารพคนหนึ่ง ซึ่ง August นั้นสามารถเป็นสัญลักษณ์ของราศีสิงห์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความมีสเน่ห์และสง่างามเหมือนกัน อีกนัยยะหนึ่งถ้าเป็นความจริงเทย์เลอร์อาจจะกล่าวถึงตัวเธอเองจากในอีก part หรือในอีกมุมมองนึงของเธอเพราะอย่างที่เราเคยรู้กันว่าเธอเคยสร้างสรรค์เรื่องราวของ old & new Taylor กับตัวเธอเองช่วง reputation หรือจากเพลง out of the wood ใน 1989 ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เธอจะต่อยอดสิ่งเหล่านี้มาจากความคิดและไอเดียเธอเอง

    *August เป็นชื่อลูกสาวของ Mark Zuckerberg ผู้สร้าง Facebook ซึ่งเธออาจจะใช้ชื่อ August เป็นสัญลักษณ์แทนความโมเดิร์นและสมัยใหม่ได้ (if it's possible,)
     
    ก่อนที่เราจะเข้าเนื้อหาของเพลง ผมอยากให้ผู้อ่านลองจินตนาการว่าตัวเราเองตอนนี้อยู่เมืองที่อยู่ติดทะเลและกำลังเดินอยู่ถนนเลียบชายหาด จะช่วยให้เรา connect กับอารมณ์เพลงมากขึ้น (จินตนาการเป็นหัวหินก็ได้นะ)

    *"Salt air and the rust on your door" เป็นการระบุบอกสถานที่ได้ด้วยว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน

    [Verse 1]
    Salt air and the rust on your door, I never needed anything more
    สายลมจากทะเลและสนิมที่เกาะอยู่บนประตูบ้านของเธอ ฉันไม่เคยที่จะต้องการอะไรไปมากกว่านี้
    (salt กับ rust ทั้งสองสิ่งนี่เป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน เกลือทำเป็นตัวทำให้เกิดสนิม ท่อนนี้ Augusta ในปัจจุบันกำลังนึกถึงเรื่องราวระหว่างเธอกับเขาในอดีต เธออาจจะกำลังเดินอยู่เลียบชายหาดที่ไหนสักที่ แต่ทุกอย่างก็เพื่อจะสื่อว่าเรื่องของเธอกับ James มันกลายเป็นความทรงจำและตอนนี้มันกำลังเสื่อมสลายไปจากใจของเธอ จากข้อความ "the rust on your door" สำหรับเธอ ประตูระหว่างเธอกับเขามันถูกปล่อยทิ้งไว้จนสนิมขึ้นซึ่งเธอก็ต้องการให้มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว, ส่วนตัวผู้เขียนมีความเห็นว่า salt air อาจจะเป็นตัวแทนของเวลาที่ช่วยเยียวยาจิตใจของเธอจากเรื่องในอดีต ช่วยให้เธอปล่อยวางและ moved on)

    Whispers of "Are you sure?" ,"Never have I ever before"
    เสียงกระซิบของคำถามที่ว่า “เธอแน่ใจแล้วใช่ไหม?” ฉันตอบไปว่า “ไม่เคยมั่นใจขนาดนี้มาก่อนเลย”
    (ท่อนนี้เป็นเหตุการในปัจจุบันที่สามารถตีความและสื่อได้สองรูปแบบ 1. Augusta กำลังถามย้ำความมั่นใจของตัวเอง 2. คนที่รักเธอ ซึ่งอาจจะเป็น new love ที่รู้เรื่องราวของเธอและ James รวมทั้งอาจจะช่วยเธอหนีออกมาจาก James เป็นคนถามเธอและคำตอบของเธอก็คือ เธอมั่นใจว่าจะไม่มีเจมส์ไว้ในชีวิตของเธออีก! อ่านอีกหนึ่งมุมมองกับคุณ @sharyown ได้ทีี่ comment ด้านล่างนะครับ)

    [Chorus]
    But I can see us lost in the memory, August slipped away into a moment in time 'Cause it was never mine.
    ความทรงจำของเราสองคนมันเลือนหายไปเหมือนกับช่วงฤดูร้อนของเดือนสิงหาที่จางหายไปตามกาลเวลา (อีกอย่างก็)เพราะว่าเวลานั้นมันไม่เคยเป็นของฉันอยู่แล้ว
    (ประโยคด้านบนนี้เป็นเหตุการในปัจจุบันที่สื่ออย่างเรียบง่ายว่า Augusta กำลังบอกเล่าเรื่องราวของเธอกับเจมส์ว่าทุกอย่างมันก็แค่นั้นเพราะว่าเจมส์ไม่เคยมีเธออยู่ในใจอยู่แล้ว (คนที่อยู่ในใจ James คือ Betty) "it was never mine" ตีความได้ว่า "ไม่มีวันที่เจมส์จะรักเธอ" แล้วสุดท้ายทุกอย่างก็จะเลือนหายไปตามกาลเวลาราวกับแค่เพียงหน้าร้อนในเดือนสิงหาคมที่สิ้นสุดเอง)

    And I can see us twisted in bedsheets, August sipped away like a bottle of wine
    'Cause you were never mine.
    และภาพที่เราสองคนเกลือกกลิ้งไปด้วยกันบนผ้าปูเตียง ช่วงเวลานั้นก็เหมือนราวดั่งไวน์เพียงขวดเดียว
    เพราะคุณไม่เคยเป็นของฉันเลย

    (และท่อนนี้มีหลายความหมายแต่สื่อไปในทางเดียวกัน ประเด็นหลักๆ คือ Augusta บอกว่าเธอ...กับเจมส์ไปแล้วนะและช่วงเวลานั้นมันก็ผ่านไปเร็วเหมือนดื่มแค่ไวน์เพียงขวดเดียว "August sipped away like a bottle of wine" ถ้าเธอชื่อ Augusta เธอก็อาจจะบอกว่าช่วงเวลานั้นอ่ะมันสั้นราวกับเธอจิบไวน์ไปขวดเดียวเอง / นอกจากนี้ Wine เป็นสัญลักษณ์ของความรัก/หลง Augusta เปรียบเทียบว่าความรู้สึกระหว่างเธอกับเจมส์มีค่าเพียงแค่ไวน์ขวดเดียวเท่านั้นแหละ (อารมณ์แบบยังไม่ทันเอนจอยด้วยซ้ำ -_-") "Cause you were never mine" ประโยคนี้เน้นย้ำทัศนคติของเธอว่า บางครั้งความรักกับความต้องการก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเพราะถึงแม้เธอกับเจมส์จะ...กันมันก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะต้องเป็นของเขา แล้วเธอก็ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นของเธอ หรืออีกนัยยะนึงก็...มันเร็วจนไม่ทันรู้สึกว่า...อ่ะ - ท่อนนี้ผู้เขียนตีความมากกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ)

    [Verse 2]
    Your back beneath the sun; wishing I could write my name on it
    แผ่นหลังของคุณใต้แสงตะวันนะ ฉันเคยอธิฐานว่าฉันจะสามารถเขียนชื่อฉันลงไปได้นะ
    (หลังจาก verse 1 ที่เธอรู้สึกว่าเจมส์กำลังจะหายไปจากใจ พอเข้า verse 2 เจมส์ก็เหมือนจะเริ่มฟื้นขึ้นมาในใจเธอ ประโยคนี้เหมือน Augusta กำลังบอกว่าแสงแดดนี่ทำให้เธอนึกถึงตอนที่เธออยู่กับเจมส์ นึกถึงหลังของเขาใต้แสงแดด นึกถึงคำอธิฐานว่าจะได้ครอบครองเจมส์จริงๆ "wishing I could write my name on it" การขอพรแค่เขียนชื่อตัวเองไปบนหลังของเขา เป็นการสื่อว่า เธออยากให้เขามีเธออยู่แม้จะไม่ใช่ที่ๆ เขามองเห็นเธอก็ตาม แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ในสิ่งที่เธอขอพรไว้ มันคงเป็นเพียงแค่คำอธิฐานที่เธอคงไม่ได้เขียนชื่อเธอลงบนหลังของเขาในท้ายที่สุด "your back beneath the sun" สามารถตีความได้สองความหมายในทำนองเดียวกัน ความหมายแรกเป็นการสื่อถึงระยะห่างของเธอกับเขา พวกเขาอาจจะอยู่ห่างกันแบบได้เจอกันแค่เพียงช่วงปิดเทอมฤดูร้อนหรือไม่เธอก็ย้ายไปอยู่ที่อืื่น ความหมายที่สองคือเธอกับเขาก็ยังมีระยะห่างแม้ว่าจะอยู่ด้วยกัน เธอทำได้แค่เฝ้ามองเขาจากข้างหลัง ได้เพียงดูและจดจำอยู่ห่างๆ ที่ด้านหลังของเขา ไม่ได้ยืนอยู่คู่กัน อีกนัยยะหนึ่งคือเจมส์ก็ไม่ได้หันมามองเธอที่จิตใจหรือเปิดรับเธอเข้าไปในใจของเขาเลย)

    Will you call when you're back at school? I remember thinking I had you.
    ตอนที่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว คุณจะติดต่อมาหรือเปล่านะ? ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันคิดว่าฉันได้ใจคุณมาแล้วจริงๆ
    (หลังจากเจมส์ฟื้นมาในความทรงจำของเธอ เธอก็เกิดความสงสัยว่าเขาจะติดต่อกลับมาหรือเปล่า เธอสร้างความหวังเล็กๆ เข้าข้างตัวเอง ซึ่งเราสามารถตีความคำตอบที่จะสื่อได้อยู่แล้วว่า คำตอบมันก็อยู่ที่คำถามของเธอ เจมส์ไม่ได้ติดต่อกลับมา "I remember thinking I had you" ประโยคนี้กำลังบอกว่า Augusta กำลังเรียกสติตัวเองกลับมาให้อยู่ที่ปัจจุบันเพราะว่าเธอแค่คิดไปเองว่าเธอได้ใจของเขา)

    [Chorus]
    But I can see us lost in the memory, August slipped away into a moment in time 'Cause it was never mine.
    And I can see us twisted in bedsheets, August sipped away like a bottle of wine 'Cause you were never mine.
    (ท่อนฮุกครั้งที่สองเป็นการบอกว่า Augusta กำลังย้ำเตือนตัวเองด้วยความคิดแบบเดียวกันกับท่อนฮุกแรก เขากำลังหายไปจากความทรงจำ ความรักความรู้สึกที่เกิดนั้นมีค่าเหมือนไวน์เพียงหนึ่งขวดและช่วงเวลาเคยผ่านไปเร็วราวกับแค่ฤดูร้อนในเดือนสิงหาคมที่สิ้นสุดและจางหายไป เพราะว่าความจริงฤดูร้อนมันไม่ได้มีแค่เดือนสิงหาคมเดือนเดียว แต่สิ่งที่เธอได้รับมันแค่เพียงเดือนสิงหาคมเท่านั้น เธอไม่เคยได้ช่วงเวลาที่เขาจะรักเธอจริงๆ และเขาก็ไม่ได้เป็นอะไรกับเธอ)

    [Bridge]
    Back when we were still changing for the better; wanting was enough
    For me, it was enough to live for the hope of it all.
    ย้อนกลับไปในตอนที่เรายังคงกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อประคองสถานการณ์ให้ดีขึ้น แค่มีกันและกัน สำหรับฉันแค่มีชีวิตหวังเพียงแค่นั้นก็พอแล้ว
    (ประโยคข้างบนเรียบง่ายไม่ตีความมากมายครับ แต่สิ่งที่จะสื่อก็คือ Augusta กำลังเล่าเรื่องราวและพยายามระบายความรู้สึกแย่ๆ ของเธอ เธอยอมลดคุณค่าของตัวเองเพียงเพื่อความหวังเล็กๆ ว่าแค่เจมส์ต้องการเธอก็เพียงพอแล้ว แค่มีกันและกัน เธอยอมทุกอย่าง ทุกเงื่อนไข พยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่คำตอบของทั้งหมดคือสิ่งที่เธอยอมทำไป เธอไม่ได้อะไรเลย - สงสารมาก)

    Canceled plans just in case you’d call and say, “Meet me behind the mall”
    ฉันยกเลิกทุกอย่างที่ฉันอยากทำก็เผื่อว่าหากคุณโทรมาและบอกว่า “เจอกันหลังห้างนะ”
    (ประโยคที่บอกเล่าย้ำสิ่งที่ Augusta ทำว่าเธอเคยทิ้งความต้องการของเธอเองทุกอย่างเพื่อเขา เว้นช่องว่าง เผื่อพื้นที่เวลาชีวิตตัวเองเพื่อให้มีที่พื้นว่างสำหรับสิ่งที่เขาอยากทำ เผื่อความหวังลมๆ แล้งๆ จากเขาเช่น การหวังว่าเขาจะติดต่อมาหาเพราะต้องการเธอ ต้องการเธอจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่ร่างกาย “Meet me behind the mall” ประโยคเป็นการตีความที่ชัดเจนที่สุดว่าความสัมพันธ์นี้ต้องปิดบังและไม่มีทางชัดเจน ถึงเขาติดต่อเพื่อที่จะเจอเธอแต่เขาก็ไม่ได้ต้องการเธอจริงๆ หรอก เพราะถ้าหากเขาต้องการเธอจริงๆ มันจะไม่มีคำว่า "behind" - ระบายมันออกมาให้หมด Augusta)

    So much for summer love and saying “us” because you weren’t mine to lose.
    พอแล้วสำหรับความรักในฤดูร้อนและคำว่า "เรา" ก็เหมือนกัน เพราะว่าเธอไม่เคยเป็นของฉัน มันทำให้ฉันเสียเธอไปไม่ได้อยู่แล้ว
    (และท่อนนี้เป็นประโยคที่สื่อว่า Augusta ตัดสินใจว่าเธอรับอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว ทุกอย่างมันจะจบที่เดือนสิงหาคมนี้และเธอจะเป็นคนไปเอง เธอไม่บอกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า it ends เพราะเธอแคร์อีกคนมาก แต่เธอตัดพ้อว่าแค่นี้ก็พอแล้วด้วยประโยค "So much for summer love and saying us" เธอไม่ได้เป็นของฉัน ฉันไม่เสียเธอไปหรอก ทั้งหมดที่เธอทำคือตัดพ้อกับตัวเองเพื่อที่พยายามจะไม่โทษเขา ทั้งๆ ที่ความจริงตั้งแต่ท่อนแรกๆ ของเรื่องเธอตั้งใจจะจบและไม่กลับไปหาเขาอีกเลย - T^T) 

    You weren’t mine to lose, no
    ฉันไม่เสียเธอไปอยู่แล้วในเมื่อเธอไม่เคยเป็นของฉันเลย และไม่มีวันเป็น
    (เธอย้ำกับตัวเองครั้งสุดท้ายด้วยการบอกความจริงกับตัวเองด้วยประโยคที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของเธอว่ามันถูกต้องที่ว่าเธอเสียเขาไม่ได้หรอกเพราะเธอไม่ได้เป็นอะไรกับเขา แต่สิ่งที่เธอรู้สึกคือเธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อเขา พยายามจะมีเขาอยู่ในชีวิต ทั้งๆ ที่เธอรู้สึกว่าเขาไม่ได้มีเธออยู่ในพื้นที่ชีวิตของเขาเลย สุดท้ายเธอยอมจบทุกอย่างด้วยตัวเธอเองและคนที่สูญเสียที่สุดไม่ใช่เขาแต่เป็นเธอเอง)

    [Chorus]
    But I can see us lost in the memory, August slipped away into a moment in time
    'Cause it was never mine.
    And I can see us twisted in bedsheets, August sipped away like a bottle of wine
    'Cause you were never mine, mine
    (ท่อนฮุกสุดท้าย ผมมองว่า Augusta ปลอบประโลมตัวเองด้วยการมองความเป็นจริงว่าทุกอย่างที่เกิดมันก็มีเพียงเท่านั้นแหละที่จะจำจริงๆ แค่เดือนสิงหาคม แค่เพียงไวน์ขวดเดียว เธอไม่เคยเป็นความรักของเขา เขาไม่เคยเป็นของเธอ เธอกำลังปล่อยให้ความทรงจำทุกอย่างเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเหมือนกับประตูที่โดนสนิมกัดกินจนพังลงไป)

    'Cause you were never mine, Never mine
    เพราะว่าเธอไม่เคยเป็นของฉัน เราไม่ได้เป็นอะไรกัน
    (ท่อนนี้เทย์เลอร์ร้องด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป ส่งออกมาเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้ว่าเธอ Augusta เข้าใจทุกอย่าง เธอรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นแล้ว มีความมั่นใจและได้ชีวิตตัวเองกลับคืนมา)

    [Outro]
    Do you remember?
    เธอจำได้ไหม?
    (เทย์เลอร์เลือกปิดเพลงด้วยการให้ Augusta ตั้งคำถามกับเขา คำถามที่เธอรู้คำตอบอยู่แล้วว่าอาจจะไม่ได้คำตอบกลับมา)
    Remember when I pulled up and said "Get in the car" and then canceled my plans just in case you'd call
    จำได้ไหมตอนที่ฉันขับรถไปรับคุณและบอกว่า “ขึ้นรถมา” แล้วฉันยกเลิกทุกอย่างที่ฉันอยากทำเพียงเผื่อว่าหากคุณโทรมาจะได้มีเวลาให้
    Back when I was living for the hope of it all for the hope of it all "Meet me behind the mall"
    ตอนที่ฉันยังใช้ชีวิตเพื่อเธอและหวังให้เรื่องของเรามันเป็นไปได้จริงๆ ตอนที่ทั้งหมดที่ฉันต้องการเพียงในชีวิตแค่ประโยคที่ว่า “เจอกันหลังห้างนะ”
    (ประโยคด้านบนเป็นประโยคต่อจากคำถามที่เป็นการระบายความในใจที่อึดอัดของ Augusta ออกมาอย่างมั่นใจ อยากให้ลองจินตการภาพตอนเราอยู่ทะเลเวลาเราอึดอัดใจและอยากตะโกนทุกอย่างออกมา มันเป็นภาพแบบนั้น Augusta ตะโกนทุกสิ่งที่ติดอยู่ในใจของเธอออกมา เธออยากให้ข้อความมันส่งถึงเขานั่นแหละ แต่ตลอดเวลาที่เธออยู่กับเขา ก็เหมือนการติดต่อสื่อสารระหว่างเธอกับเขามันมีเงื่อนไขบางอย่างอยู่ตลอดเวลา จากที่มีแค่ประโยค "Will you call when you're back at school?" และ "just in case you'd call" อย่างเดียวมันสามารถตีความได้ว่า condition การสื่อสารระหว่างเธอกับเขาคือการรอให้เขาติดต่อเธอมาอย่างเดียว เธอไม่สามารถติดต่อเขาได้ทุกเวลาที่เธอต้องการเขา)

    (Remember when I pulled up) (And said "Get in the car")
    (And then canceled my plans) (Just in case you'd call)
    (Back when I was living for the hope of it all)
    (For the hope of it all) ("Meet me behind the mall")
    (เสียงที่สะท้อนกลับมาหลังจากตะโกนทุกอย่างออกไปคือเสียงของเธอเอง คำตอบที่เธอได้กลับมาคือตัวเธอไม่ใช่เขา คนเธอที่เคยคอยหวังว่าเขาจะติดต่อมา ทุกอย่างที่เธอเข้าใจและตระหนักกลายเป็นเสียงคอยเตือนดังอยู่ในใจ)

    Remember when I pulled up and said "Get in the car" and then canceled my plans just in case you'd call back when I was living for the hope of it all
    (For the hope of it all)
    For the hope of it all x 4
    (ประโยคด้านบนทั้งหมดเป็นการย้ำ Augusta ด้วยเรื่องราวที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินออกมาจากเขา เรื่องราวทุกอย่างที่เธอรู้สึกว่าเธอทำเพื่อเขาอยู่ฝ่ายเดียว และเธอตอนนี้รู้ตัวเองว่าคุณค่าชีวิตของเธอทั้งหมดไม่ได้อยู่เพียงเพื่อรอความหวังเล็กๆ น้อยๆ จากเขา เช่นประโยค "เจอกันหลังห้างนะ" เพียงแค่นั้น ซึ่งประโยคนั้นเองจากก็สื่อให้เข้าใจได้ว่า เขาไม่ respected และ valued ในสิ่งที่เธอปฏิบัติและทำเพื่อเขาอยู่เลย)

    และสุดท้ายก็จบการตีความและเรียบเรียงเรื่องราวจากแทร็คลำดับที่ 8 august ครับ หากมีข้อเสนอแนะ ติชม หรือคำถามสามารถส่งข้อความหรือ dm bankkkkk24 ไว้มาได้นะครับ ถ้าหากมีหลายคำถามส่งมาจะพยายามตอบกลับไปอย่างดีสุด แล้วก็จะมาต่อเรื่องราวจากเพลง betty ให้นะครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

    ขอบคุณเนื้อเพลงและข้อมูลความคิดเห็นจาก Swifties ที่น่ารักและทุก ๆ คนครับ

    ปล. สามารถติดตาม Part II : betty ได้ที่นี่น่ะครับ https://minimore.com/b/vv4Px/3

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
sharyown (@sharyown)
Whispers of "Are you sure?" ,"Never have I ever before" เรามองว่าท่อนนี้คือเหตุการณ์ในอดีตซึ่งAugustaยกประโยคที่Jamesพูดกับเธอขึ้นมา ระหว่างที่ AugustaกับJames (น่าจะ)กำลังมีอะไรๆกันค่ะ ที่Jamesพูดแบบนี้ออกมาก็คงเพราะไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ;ในที่นี้คือJamesไปมีอะไรกับผญ.คนอืื่น(Augustaนั่นแหละ)ในขณะที่กำลังคบกับBettyแฟนตัวเอง Jamesเลยพูดถามแบบนั้นออกไป
.
.
.
เราตีความประมาณนี้ค่ะ แหะๆรอติดตามบทความต่อไปนะคะ อ่านเพลิน เป็นกำลังใจให้ค่ะ :))
bankkkkk24 (@bankkkkk24)
@sharyown สามารถตีความไปในมุมมองว่าเป็นการหยิบยกเหตุการณ์จสกอดีต ณ เวลาตอนนั้นแล้วแสดงออกในรูปประโยค present ก็ได้ครับ ไม่ได้ทำให้ใจความหลักของเนื้อเพลงผิดเพี้ยนไป

แต่ส่วนตัวผมให้น้ำหนักว่ามันเป็นการคิดทบทวนของตัวออกัสต้าเองจึงตีความว่ามันน่าจะเป็นเสียงของเธอเองหรือบุคคลที่สี่ ถ้าหากเป็นเสียงที่เจมส์ถามก็จะทำให้เห็นว่าเจมส์เองก็ไม่ได้ขืนใจเธอนะในเรื่องความต้องการ แต่ยังไงเจมส์ก็ผิด ผิดแบบทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดอยู่แล้วเพราะการที่เจมส์ถาม "Are you sure?" ก็สะท้อนให้เห็นว่า เจมส์เองก็ไม่มั่นใจทั้งๆ ที่โทรเรียกให้เธอมารับหลังห้าง ไม่มั่นในว่ามันเป็นเรื่องที่ควรแต่ก็ยังทำ และการที่ออกัสต้าตอบเจมส์กลับแบบนั้นมันก็จะกลายเป็นการ support ประโยค "I never needed anything more." จำทำให้สื่อไปอีกมุมมองนึงได้ว่า ออกัสต้าก็ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าแค่เซ็กส์จากเจมส์ ซึ่งนั่นอาจจะเกิดความขัดแย้ง/สับสนในตัวเธอเองมากขึ้นกว่าเดิมเพราะจริงๆ เธอก็รู้สึกเหมือนอยากได้มากกว่านั้น (ใจเจมส์) แต่สุดท้ายเธอไม่ได้ เธอเลยต้องออกห่างจากเจมส์เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บกว่านี้ ผมเลือกให้เป็นประโยคที่ว่า I never needed anything more than leaving your door rusting by the time. It whispers of " Are you sure?" I say "Never have I ever before" ครับ

ตอนที่นั่งเขียนผมใช้เวลากับท่อนนี้นานมากจนมั่นว่าเทย์จงใจละ subject ของ whispers เพื่อให้อิสระทางเลือกกับผู้ฟังและผู้อ่านตีความได้ในหลายๆ ตามมุมมองความรู้สึกของตัวเองนะครับ :)

ขอบคุณมากๆ นะครับที่เข้ามาอ่านและแชร์ความเห็นกัน เดี๋ยวจะรีบทำ betty ให้เสร็จนะครับ