บันทึกบรรณารักษ์tan_fx
ก่อนที่คุณจะจีบใครสักคนที่เป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์
  • เรื่องนี้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์

         ปัญหาหลักๆเรื่องนึงที่พวกเราที่เป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์ต้องพบเจอก็คือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์นี่แหละ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเราเลย และด้วยความที่ว่าคนรอบๆตัวเรานั้นเป็นโรคซึมเศร้าไม่ก็ไบโพล่าร์กันซะเยอะ (ไม่รู้ทำไมถึงมีเพื่อนแนวๆนี้เยอะเหมือนกัน 55) ก็เลยอยากจะมาแชร์ให้ฟัง

         เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เวลาเราใช้คำว่า "เรา" จะหมายถึงกลุ่มคนที่เป็นโรคซึมเศร้าและไบโพล่าร์รอบๆตัวเรา แต่ไม่ได้เหมารวมไปถึงทุกคนนะ

         มีหลายคนนะ(ย้ำว่าแค่หลาย ไม่ใช่ทุกคน) ที่เข้ามาจีบเข้ามาคุยกับคนเป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์ เพราะหลงสเน่ห์ความเศร้าและมองว่ามันสวยงาม คนบางคนมองเห็นความสวยงามในความเศร้า จนลากยาวไปถึงคนที่มีความเศร้านั้นอยู่รอบตัวตลอดเวลาว่าเป็นความงดงามน่าหลงไหลครอบครองชนิดหนึ่ง เปรียบเหมือนว่าพวกเขาเห็นพวกเราเป็นบทเพลงโศกเศร้าที่สวยงาม เป็นภาพวาดแสนโศกที่ตราตรึงใจ อะไรทำนองนั้น ดั่งว่าความเศร้าคือความโรแมนติกชนิดหนึ่ง ซึ่งความจริงมันไม่ใช่เลย

         สำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ความเศร้าไม่ได้สวยงามชวนละเมียดละไมอ้อยอิ่ง แต่มันคือความปวดร้าว ทรมาน น่าเกลียดชังที่เราหนีไม่พ้นเงื้อมมือมันสักที ถ้าเลือกได้ ไม่มีใครอยากจะจมอยู่ในความเศร้าตลอดเวลาหรอก มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกหรือสวยงามกับการเป็นคนที่มีแววตาหม่นหมอง มีมวลอากาศรอบตัวที่แหว่งเว้าชวนเศร้าตลอดเวลา

    "ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่ใช่งานอาร์ตในคอลเลคชั่นของใคร" และคุณก็ไม่สามารถจะมาทำดีกับเราเพื่อเพียงหวังจะครอบครองความสวยงามนั้นเช่นกัน

         อีกกรณีหนึ่ง หลายคนมองคนที่เป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์เป็นเหมือนบุคคลที่น่าสงสารเวทน่า น่าจะถูกซ่อมแซมให้หายเป็นปกติ มองพวกเราเป็นโปรเจกต์หนึ่งของเขา เป็นอะไรที่น่าเข้ามารักษาจนดีขึ้น แต่พวกเราไม่ใช่โปรเจกต์อะไรของใครทั้งนั้น และเราไม่ใช่ของชำรุดที่รอคอยให้ใครมาซ่อมด้วย บ่อยครั้งที่มุมมองแบบนี้ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ห่าเหว สิ่งที่คนนอกหลายคนไม่เข้าใจคือ คุณไม่สามารถมาทำดี มาโอ๋ มาเอาใจคนที่เป็นโรคซึมเศร้าแล้วหวังจะให้เขาหายเศร้าภายในเวลาสั้นๆและทำดีรักคุณตอบได้

         ความเศร้าของคนเป็นโรคซึมเศร้าเป็นความเศร้าที่ยาวนานและดิ่งลึก มันกว้างขวางและเข้มข้นมาก่อนที่คุณจะมาสนใจอยากจะเข้ามาดูแลมาทำดีใส่ด้วยซ้ำ หลายๆครั้งเลยกลายเป็นว่าคนที่เข้ามาจีบนั้นน้อยใจที่คนถูกจีบไม่หายเศร้า ไม่อารมณ์ดี ไม่ดีขึ้นบ้างเลย ทั้งๆที่เข้ามาดูแลเอาใจตามใจสารพัด แถมบางทีคนมาจีบยังคิดไปไกลถึงขั้นโทษตัวเองอีก ว่าทำไมหรอ ทำดีไม่พอหรอ ทำไมถึงทำให้หายเศร้าไม่ได้สักที ทำไมไม่เห็นค่าสิ่งที่ทำให้

         พอความสัมพันธ์มาถึงจุดนี้ คนที่เข้ามาจีบมาคุยแล้วยังจีบไม่ติดก็จะโทษว่า ว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้านั้นเห็นแก่ตัว เอาแต่เศร้าๆๆๆ ไม่สนใจใครเลย ซึ่งเราขอถือโอกาสนี้บอกพวกคุณว่า ความเศร้าของพวกเรา บ่อยครั้งมากที่เราควบคุมมันไม่ได้ มันมาจากไหนบางทีเรายังไม่รู้เลย มันไม่เกี่ยวกับคุณ
    คุณโผล่พรวดเข้ามาในโลกของเราเอง มาทำนู่นนี่สารพัดให้เราโดยที่เราไม่ได้ร้องขอ แล้วตอนนี้จะมาเรียกร้องความรักความสนใจเอาอกเอาใจจากเรา แถมพูดให้เรารู้สึกผิดกับตัวเองซ้ำลงไปอีก ความสัมพันธ์จุดนี้จึงห่าเหว เพราะคุณให้แล้วคุณไม่ได้ แล้วก็โทษเรา ซึ่งตามอาการของเรา เราก็โทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ทุกเรื่องอยู่แล้ว มันเลยแตกหัก

         คราวนี้มาถึงกรณีที่ 3 หลายคนเข้ามาจีบคนเป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์เพราะคิดว่ามันเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ความเศร้าเราดูน่าค้นหา ลึกลับ ท้าทาย หรือ ดูน่าค้นหา

         บางทีพวกเราก็ถูกมองว่าโลกส่วนตัวสูง เข้าถึงยาก พวกคุณเลยคิดว่ามันเป็นอะไรที่น่าค้นหาและท้าทายถ้าปีข้ามกำแพงใจ ฝ่าทะลุเขาวงกตหลังกำแพงมาถึงใจเราได้ บอกเลยว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์ส่วนใหญ่ที่เรารู้จักเขามีเหตุผลที่มีกำแพงใจสูงกันทั้งนั้น พวกเราไม่อยากไปทำร้ายจิตใจใคร เลยอยู่เงียบๆ ลำพังแค่ที่ตัวเองเศร้าหาทางออกไม่ได้ก็เหนื่อยจะแย่ รู้สึกผิดกับคนรอบข้าง และโทษตัวเองซ้ำไปมาอยู่แล้ว เลยไม่อยากให้ใครมาเจออะไรแบบนี้จากเราอีก

         ทั้งสามกรณีนี้คล้ายๆกันทั้งหมด คนที่มาคุยอยากจะเข้ามา และคาดหวังจะให้เราหาย และคุณก็จะรู้สึกสำเร็จอะไรในใจสักอย่าง ถ้าคุณไม่ได้ตามที่คาดหวัง คุณก็มักจะโทษเรา

         สิ่งที่เรา และคนอื่นๆที่เป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์อยากจะบอกคือ การที่คุณรุกล้ำเข้ามาในโลกของเรา มาเอาใจมาโอ๋สารพัด ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น คุณคิดไปเองว่าการเอาใจตามใจ คอยโอ๋ เอานู่นนี่มาให้มันจะทำให้เราหายเศร้า และอีกอย่าง ขอร้องเลยว่าอย่ามาสัญญาว่าจะอยู่ข้างๆจะไม่ทิ้งเรา พวกเราที่เป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์ผ่านการสูญเสียคนรอบตัว หรือหลุดจากวงโคจรของกันและกันเพราะโรคของเรามาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เรากลัวการถูกทิ้งจะแย่แล้ว กำแพงเราเลยสูงมาก ถ้าคุณเข้ามาสัญญาว่าจะไม่ไปไหนแล้ววันนึงคุณทนความเศร้าของเราไม่ไหว คุณก็ไป หรือไม่ ถ้าเราทนการที่คุณโทษเราว่าเห็นแก่ตัวเอาแต่เศร้าไม่ไหว เราก็ผลักก็ไล่คุณออกจากโลกและโรคของเราอยู่ดี

         สุดท้ายความสัมพันธ์ของเรามันก็จบลงซ้ำเดิม โดยการที่เราต้องกลับมาอยู่คนเดียวเหมือนเดิม แถมเศร้าหนักและรู้สึกผิดกว่าเดิมที่ทำคนอื่นเสียใจ เพราะฉะนั้น ขอร้องเลยว่าถ้าคุณเข้าข่าย 3 กรณีเบื้องต้นที่เราเล่ามานี้ คุณอย่าไปจีบไปคุยกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์ เราเอาใจคุณไม่ไหวหรอก

         สิ่งที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์แบบพวกเราต้องการ คือ ความรัก กำลังใจ ความเข้าใจ ความอ่อนโยน ไม่ใช่การตามใจและความคาดหวัง แค่ตื่นมาใช้ชีวิตประจำวัน มันก็ใช้พลังงาน พลังใจมากแล้ว เราเหนื่อยอยู่แล้ว

         ถ้าจะเข้ามาคุยจริงๆและคิดจะรักจริงจัง โปรดรักเราในวันที่เรารักตัวเองไม่ลง ให้กำลังใจเราในวันที่เราทนชีวิตไม่ไหวอีกแล้ว เข้าใจเราว่าเราก็สู้แต่หาทางออกยังไม่เจอและยังลุกขึ้นไม่ไหวด้วย และโปรดอ่อนโยนกับเรา ในวันที่เราเกรี้ยวกราดกับตัวเอง กับคนรอบข้าง และในวันที่เรานิสัยไม่ดี เชื่อเถอะว่าเราเองก็ไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน

    นี่แหละ อีกมุมหนึ่งของคนเป็นโรคซึมเศร้า/ไบโพล่าร์ไม่เข้าใจ ว่าความสัมพันธ์ในโลกของเรามันยากขนาดไหนทั้งที่เราพยายามแล้วพยายามอีก :)

    ขออย่าให้ความหวังดีที่จะซ่อมแซมเราของคุณ มาทำให้เราแหลกสลายไปมากกว่าเดิมเลยเถอะนะ

    ปล.เราไม่ได้บอกว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือไบโพล่าร์มีอภิสิทธิ์ในการจะไปทิ้งไปเทคนอื่นก่อนอยู่ฝ่ายเดียวนะ คุณอาจจะทนเราไม่ไหวก่อนแล้วเลิกคุยกับเราไปก่อนก็ได้ อันนี้ก็มีเยอะแยะ เราว่ามันไม่มีใครผิดใครถูกในเรื่องว่าใครจะอยากเลิกคุยกับใครก่อนในความสัมพันธ์หรอก ไม่ว่าจะความสัมพันธ์ของใครก็ตาม แต่เราเขียนในมุมมองของคนที่เป็นโรคนี้ ว่าถ้าสถานการณ์มันเป็นแบบนี้ เราก็อาจจะผลักคุณออกมาแบบนี้ เท่านั้นเอง

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
สุดยอดค่ะตรงใจใบโพธิ์คนนี้ค่ะ
เราคบกับคนเป็นโรคนี้อยู่ 1 ปี
สุดท้ายก็เลิกกัน กำแพงเขาสูงจริงๆ
แล้วเขาก็ผลักเราออกมา
เขาเศร้าเอง แต่เราเศร้ายิ่งกว่า
ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมบวกเข้าไว้