ไทยๆ ในโลกล้วนอนิจจังSALMONBOOKS
๐๒: เทือกเขาอัลไต


  • เทือกเขาอัลไตเคยมีคนไทยอยู่ซะเมื่อไหร่
    แล้วทำไมถึงไม่เลิกเชื่อกันเสียที?


    แม้แต่นกแก้วนกขุนทองในบ้านเมืองนี้ก็คงจะท่องได้เหมือนกันหมดว่า ‘คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต’ แต่ความจริงแล้วมันเป็นแบบนั้นหรือ และมีหลักฐานชิ้นไหนที่พูดไว้แบบนั้นบ้าง?

    คนไทยคนแรกที่พูดเรื่องนี้คือ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) โดยท่านเขียนไว้ใน หลักไทย หนังสือแต่งเข้าประกวดชิงรางวัลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือในหลวงรัชกาลที่ 7 ในงานของราชบัณฑิตยสภา เมื่อปี พ.ศ. 2471 แถมหนังสือเล่มนี้ยังได้รับรางวัลที่ 2 ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดในปีนั้น เพราะไม่มีใครได้รับรางวัลที่ 1 เลย (ส่วนทำไมเขาไม่ให้ หลักไทย ได้รางวัลที่ 1 ทั้งที่ไม่มีหนังสือเล่มไหนทำคะแนนได้สูงกว่านี้นี่ผมเองก็อยากรู้เหมือนกับหลายคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นั่นแหละครับ!) เทียบกับยุคนี้ก็ประมาณว่าได้รางวัลซีไรต์ ดังนั้นจึงเป็นหนังสือที่ดังเป็นพิเศษ

    แต่เอาเข้าจริง ผมก็ไม่แน่ใจนักว่า เมื่อแรกเริ่มเดิมที ท่านขุนฯ จะพูดเสียงดังฟังชัดว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตจริงหรือเปล่า เพราะในหนังสือ หลักไทย ทั้งเล่มมีคำว่า ‘เทือกเขาอัลไต’ ปรากฏอยู่แค่แห่งเดียวเท่านั้น ในประโยคที่ว่า

    “ในชั้นแรกทีเดียว ไทยจะมีชาติภูมิอยู่ตรงไหนนั้นไม่มีทางทราบได้ แต่อาจจะกล่าวได้กว้างๆ ว่า มีแหล่งเดิมอยู่ในบริเวณภูเขาอัลไต อันเป็นบ่อเกิดของพวกมงโกลด้วยกันเท่านั้น”

    ใช่ครับ ใช่ ขุนวิจิตรมาตราท่านก็บอกอยู่ทนโท่ว่าใครมันจะไปรู้ได้ว่าแต่เดิมคนไทยมาจากไหน (ก็เรื่องมันผ่านมาไม่รู้ตั้งกี่พันปีแล้วนี่เนอะ) ที่ท่านบอกก็คือ ไทยเป็นพวกเดียวกับมองโกล และมองโกลเดิมอาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาอัลไต ถ้าอย่างนั้นไทยก็คงมาจากเทือกเขาอัลไตเหมือนกันนั่นแหละมั้ง

  • และถึงแม้ว่าในหนังสือ หลักไทย จะไม่ได้มีตรงไหนอ้างอิงว่าท่านไปเอาข้อสันนิษฐานนี้มาจากไหน แต่ในบทสัมภาษณ์ท่านขุนฯ ที่ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2523 ไม่ถึงสี่เดือนก่อนที่ท่านจะลาโลกไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ท่านไม่ได้มโนเอาเอง แต่ท่านว่าตามหมอดอดด์ (หรือ William Clifton Dodd) มิช-ชันนารีชาวอเมริกัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้เข้ามาอยู่ที่ลำพูนและเชียงราย (แถมยังเทียวไปเทียวมาในลาวและพม่าเป็นประจำ)ต่างหาก

    มิสเตอร์ดอดด์ หมอสอนศาสนาคนนี้ คลั่ง (ไคล้) ‘ความเป็นไทย’ มากพอที่จะทำให้ท่านเดินทางขึ้นไปสำรวจความเก่าแก่ของคนไทยในประเทศจีน (ถึงท่านจะไม่ได้ไปไหนไกลกว่ามณฑลหยุนหนาน กว่างตง และกว่างซีก็เหอะ) จนเขียนเป็นหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง มีชื่อว่า The Tai Race: The Elder Brother of the Chinese แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า ‘เชื้อชาติไทย: พี่เบิ้มของไอ้ตี๋น้อย’

    หนังสือของหมอดอดด์เล่มนี้เสนอว่า เชื้อชาติไทยนั้น ยิ่งใหญ่และเก่าแก่กว่าจีนเสียอีก กลายเป็นว่าชนชาติที่สร้างกำแพงใหญ่ที่สุดในโลก พระราชวังต้องห้าม สุสานจิ๋นซี เคยมีกองเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกก่อนยุคสมัยใหม่ ประดิษฐ์ทั้งเข็มทิศ ทั้งกระดาษ และการพิมพ์ขึ้นเป็นชาติแรกเป็นแค่น้องเล็กสำหรับพี่ไทยเท่านั้น (ส่วนจะน่าเชื่อถือหรือเปล่าก็ลองใช้วิจารณญาณดูกันเองแล้วกันเนอะ)

    บางตอนในหนังสือของหมอดอดด์เล่มนี้มีข้อความระบุว่า คนไทยเป็นเชื้อสายหนึ่งของชาวมองโกล และพวกมองโกลเนี่ยมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่แถบเทือกเขาอัลไต ไม่มีตรงไหนที่หมอดอดด์บอกว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตเลยเสียหน่อย

    อ้าว! แล้วท่านขุนฯ แกไปเอามาจากไหนล่ะเนี่ย!
  • ผมสันนิษฐาน (ภาษาวิชาการของคำว่า ‘เดา’) ว่า ท่านขุนวิจิตรมาตราคงอ่านแล้วสรุปความต่อไปเองว่า เมื่อมองโกลมีถิ่นเดิมอยู่ที่เทือกเขาอัลไต คนไทยก็เลยน่าจะเคยอยู่ที่นั่นด้วย และเอาเข้าจริงแล้ว หนังสือ หลักไทย ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะค้นคว้าว่าคนไทยมาจากไหนเลยนะครับ ท่านแต่งหนังสือประกวดเอารางวัลประเภทซีไรต์ในยุคสมัยของท่านต่างหาก และก็อย่างที่เห็นกันอยู่ว่า ทั้งเล่มมีชื่อเทือกเขาอัลไตโผล่มาแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง จะเรียกว่าพูดถึงอยู่หร็อมแหร็มยังไม่ได้ด้วยซ้ำไป

    กลับเป็นบรรดาคนอ่านเมื่อครั้งกระโน้นเองต่างหากที่ไปให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จนดูราวกับว่า หลักไทย ทั้งเล่มพูดถึงการค้นคว้าว่าคนไทยมาจากไหน?

    ขุนวิจิตรมาตราดูจะไม่ได้ต้องการตรวจสอบเลยด้วยซ้ำ ว่าเทือกเขาอัลไตคืออะไร หลักฐานก็คือการที่หนังสือเล่มนี้เรียก ‘เทือกเขาอัลไต’ ว่า ‘ภูเขาอัลไต’ นี่แหละ (กรุณาย้อนกลับไปอ่านบนย่อหน้าที่ผมคัดจากหนังสือ หลักไทย มาทั้งดุ้น)

    คือเทือกเขาอัลไตนี่ไม่ได้อยู่ในไฟลัมเดียวกับเทือกเขาบรรทัด ตะนาวศรี พนมดงเร็ก สันกาลาคีรี หรือถนนธงชัยของบ้านเราเลยนะครับ ความใหญ่ยาวของเทือกเขาที่ว่านี้ต้องเปรียบเทียบกับเทือกเขาไซส์พี่บิ๊กทั้งหลายของโลกจึงจะเหมาะกว่า

    และแน่นอนว่าคงไม่มีใครไปเรียกเทือกเขาขนาดมหึมาทั้งหลายว่า ‘ภูเขา’ หรอกนะครับ

    พื้นที่ของเทือกเขาอัลไตครอบคลุมดินแดนขนาดใหญ่ยักษ์หลายผืนแผ่นดิน ไล่ตั้งแต่มณฑลซินเจียง ประเทศจีน ประเทศมองโกเลีย ไซบีเรีย ในประเทศรัสเซีย และประเทศคาซัคสถาน สิริรวมความยาวได้ทั้งสิ้นประมาณ 2,000 กิโลเมตร (ย้ำอีกทีด้วยว่า 2,000 กิโลเมตรที่ว่าเป็นระยะความยาวของเทือกเขา ไม่ใช่ขนาดของพื้นที่)
  • เมื่อใหญ่ยาวเสียขนาดนั้นก็ย่อมเคยมีคน รวมทั้งญาติสนิทกับคนอาศัยอยู่ ญาติสนิทที่ว่านี้คือ มนุษย์จำพวกหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษของพวกเรา (เพียงแต่พวกเขาสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 40,000-30,000 ปีก่อน) เรียกว่ามนุษย์เดนิโซวาน (Denisovan/Denisova Hominin) ซึ่งมียีนพิเศษบางตัวตกทอดอยู่เฉพาะในชนชาวทิเบตและเชอร์ปา (คนกลุ่มหลังนี้อาศัยอยู่บนที่ราบสูงทิเบตนี่แหละ)

    ส่วนหลักฐานของมนุษย์ที่ร่วมบรรพบุรุษกับเรา ซึ่งไม่ได้หมายถึงพวกเดนิโซวานนั้นก็มีแหล่งโบราณคดีที่มีภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำหรือเพิงผา การนำหินก้อนใหญ่เล็กมาจัดแต่งเป็นรูปทรงแปลกๆ รวมไปถึงชุมชนโบราณ หลักฐานทางโบราณคดีพวกนี้เกี่ยวพันกับชาวซิเถียน มองโกล และอีกสารพัดชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทุ่งหญ้าแถบนั้นในยุคสมัยต่อมา แต่ไม่ยักจะเกี่ยวกับไทย ก็เคยเห็นคนไทยที่ไหนขี่ม้า ยิงธนู ล่าสัตว์ อาศัยอยู่ในกระโจมแบบนั้นบ้างไหมล่ะ?

    มันจึงเป็นเรื่องประหลาดและชวนให้ปลงอนิจจังดีเหมือนกัน ที่แม้หลักฐานต่างๆ บ่งชี้ขนาดนี้แล้วว่าเทือกเขาอัลไตไม่เคยเกี่ยวข้องกับคนไทยในอดีตเล้ย แต่รัฐไทยก็ยังบรรจุเรื่องคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาที่ว่าไว้ในแบบเรียน โดยอ้างว่ามันก็เป็นทฤษฎีหนึ่งกันอยู่นั่น ทั้งที่มันพิสูจน์ได้แล้วว่าไม่เป็นความจริงเสียหน่อย

    เอาเข้าจริง ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะครับ ถ้าแบบเรียนไทยจะบอกว่า เคยมีคนเชื่อว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต แต่ภายในแบบเรียนเล่มเดียวกันนั้นก็ควรจะบอกด้วยว่า ความเชื่อดังกล่าวเป็นไปไม่ได้อย่างไรบ้าง และผลเสียที่ตามมาจากความเชื่อลมๆ แล้งๆ อย่างนี้คืออะไร

    แบบนี้ต่างหากถึงจะสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกมาได้ และไม่ทำให้ทุกคนเป็นนกแก้วนกขุนทองกันไปหมด

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Ong Suparangsi (@fb1537227306362)
สำเนียงส่อภาษา ภาษาไทยตั้งแต่สิบสองปันนายันชายแดนมาเลย์มันคุยกันรู้เรี่อง ภาษามอญอยู่แค่พระประแดง เราฟังไม่รู้เรื่อง ฝรั่งเขายอมรับว่าโคตรเง่ามาจากไหนหากคุยภาษาเดียวกัน เมื่อก่อนสิบสองปันนาจนเราอายที่จะบอกว่ามาจากที่นั่น แต่เดี๋ยวนี้เขารวยกว่าเราแยะ นับญาติไปเถอะ ไม่เสียหายหรอก