Music speaks for me.puroii
2019 NEW MUSIC: January
  • หลังจากความล้มเหลวในการจัดการชีวิตติ่งด้านดนตรีในปีที่แล้ว ปีนี้เราจึงคิดค้นระบบใหม่เพื่อการติ่งที่มีประสิทธิภาพ โดยจะรวบรวมอัลบั้มที่ชอบในแต่ละเดือนมาเขียนลงในนี้ให้เป็นที่เป็นทาง

    สำหรับเอนทรี่นี้ เราจะมาแนะนำอัลบั้ม/EP ที่ฟังแล้วชอบประจำเดือนมกราคม 



            King Of The Dudes EP 
    by    Sunflower Bean           

    “EP นี้เราไม่แคร์อะไรทั้งนั้น มันคือการตอบสนองต่อช่วงเวลาปัจจุบัน 
    ความตาย การเกิด ความรุนแรง การเสพติด และอำนาจ 
    อัลบั้ม Twentytwo in Blue ช่วยให้เราตามหาพละกำลังจนเจอ 
    ใน King Of The Dudes เราเลยใช้พลังนั้น" 

    EP 4 เพลงสั้นๆ แนวอินดี้ร็อก/อัลเทอร์เนทีฟร็อกที่จังหวะสนุกสนาน ฟังง่ายและฟังเพลินมาก เปิดมาด้วยเพลง King Of The Dudes ตามชื่อ EP ที่ประกาศกร้าวถึงอำนาจ "ฉันรู้ว่าฉันต้องการอะไรและฉันรู้วิธีที่จะได้มันมา ฉันจะไม่ยอมให้เธอมาขวางทาง" ส่วนใน Come For Me นอกจากโซโล่กีตาร์ที่ชอบมากแล้ว เนื้อหาของเพลงตามที่จูเลียบอก “มันเกี่ยวกับการชูกำปั้นสู้" "เพราะผู้หญิงเหลือทนแล้ว สังคมก็ทนไม่ไหวอีก ทุกอย่างมันแย่ไปหมดและเราต้องปลดปล่อยมันออกมา และแน่นอนว่ามันมีความหมายเรื่องทางเพศซ่อนอยู่ด้วย" เช่น การใช้ hard for you/ come for me ที่จูเลียเลือกมาเล่า  

    ต่อกันด้วย Fear City เพลงนี้ท่อนฮุกก็ติดหูมาก จูเลียพูดถึงความสัมพันธ์ที่ไปได้ไม่สวยนัก แต่เธอเลือกที่จะไม่รออีกต่อไป เพราะเธอพร้อมก้าวออกมาจากความกลัวนั้นแล้ว และปิดท้ายอัลบั้มด้วย The Big One เป็นเพลงที่ปะทุอารมณ์ดุเดือดด้วยประเด็น 'การเกิด' และ 'ความตาย' อย่างที่วงได้ตั้งใจไว้ 

    ริฟฟ์กีตาร์เมโลดี้เพราะๆ บวกกับเสียงร้องหวานๆ แต่ดุดันทำให้แต่ละเพลงมีเสน่ห์ชวนฟังมากๆ จนฟังจบอัลบั้มไปแล้วยังต้องขอฟังอีกรอบเพราะว่ามันยังไม่พอ!



            It Won/t Be Like This All the Time

    by   The Twilight Sad

    อัลบั้ม post-punk ของวงสก็อตติชอัลบั้มนี้จะพาให้ทุกคนดำดิ่งไปในบรรยากาศทะมึนๆ โศกเศร้า แต่ก็แฝงความเจ็บปวดและความรุนแรงเอาไว้ ถ้าลองสังเกตดูแล้ว ทั้งชื่ออัลบั้ม ชื่อเพลง (Won/t แทน Won't) และปกอัลบั้มที่ใส่เอฟเฟ็กต์ glitch ล้วนแล้วแต่สื่อไปในทางเดียวกัน นั่นก็คือความทรงจำที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แตกหักออกเป็นส่วนๆ (คุณเจมส์ นักร้องนำมาคอนเฟิร์มด้วยตัวเองเลยนะ!)

    เสียงร้องโหยหวนของคุณเจมส์ชวนให้รู้สึกวังเวง ประกอบกับกีตาร์ไฟฟ้าและซินธ์ที่ใส่เอฟเฟ็กต์ reverb ได้เสียงก้องๆ แนว shoegaze บวกับการใช้เสียงโดรน (หมายถึงเสียงหรือโน้ตที่เล่นต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาหนึ่ง) ยิ่งเพิ่มบรรยากาศความหลอนเป็นสองสามเท่า การสร้างสรรค์ซาวน์ของแต่ละเครื่องดนตรีเข้ากันได้ดีกับเนื้อเพลงที่บอกเล่าความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นไปดังหวัง เต็มไปด้วยข้อความตัดพ้อและอารมณ์โมโหของคนเล่า

    ถ้าใครอกหักรักคุดและอยากระบายอารมณ์ด้วยเพลงดีๆ เดือดๆ แต่ก็ยังคุมโทนความหม่นหมองต้องลองฟังอัลบั้มนี้ดู


            Goes West

    by    William Tyler

    Goes West เป็นอัลบั้ม instrumental แนวโฟล์ก/คันทรี่ที่อิ่มเอมด้วยเสียงกีตาร์ใสๆ เรียบง่ายของคุณวิลเลียม แน่นอนว่าอัลบั้มนี้ยึดอะคูสติกกีตาร์เป็นหลัก แต่ก็ผสมผสานเสียงกีตาร์ไฟฟ้าปนเข้ามาเพื่อเพิ่มอารมณ์เพลง แต่ละแทร็กฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทางในฤดูร้อน ฟังแล้วผ่อนคลาย นึกถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เกิดขึ้น แต่บางเพลงก็รับรู้ถึงอารมณ์เศร้าสลดด้วยเสียงซินธ์ที่แทรกเข้ามา 

    บางครั้งฟังแล้วก็นึกภาพหนัง coming of age ช่วงเวลาที่ตัวละครกำลังมีความสุข ขี่จักรยานให้ลมปะทะหน้าแล้วล้มตัวลงนอนแผ่บนพื้นหญ้าอะไรประมาณนั้น

    อัลบั้มนี้เปิดฟังระหว่างเดินทางหรือช่วงเวลาที่ต้องใช้ความคิดก็น่าจะเหมาะเหมือนกันนะ



            Spending Eternity In A Japanese Convenience Store
    by    Forests

    Forests เป็นวงจากสิงคโปร์ที่ผสมผสานป็อปพังก์ สครีมโม อินดี้ร็อกเข้าด้วยกัน หรืออาจเรียกว่า midwest emo ก็ได้ แม้เสียงร้องจะเป็นแบบสครีมโม แต่ดนตรีและเมโลดี้ก็ช่วยทำให้คนที่ไม่ได้ฟังแนวอีโมเข้าถึงได้ไม่ยาก เนื้อเพลงอัลบั้มนี้อาจไม่ได้ลึกซึ้ง จะติดขี้เล่นมากกว่า อย่างเพลง Kawaii Hawaii ที่พูดถึง Thom Yorke, Björk และในเพลงอื่นๆ ก็ยังแซวหยอกล้อวงอื่นด้วย ชื่อเพลง This Town Needs Fun ก็น่าจะล้อเลียนมาจากชื่อวง This Town Needs Gun จากเกาะอังกฤษ หรือแม้แต่เพลง I Miss Your Dog (More Than I Miss You) ก็ยังบอกอารมณ์ขันหลังเลิกกับแฟนและอยากแต่งเพลงบอกว่าคิดถึงหมาของเธอมากกว่าเธอเสียอีก แล้วถ้าเหลือบมองขึ้นไปดูอาร์ตเวิร์กอัลบั้มก็จะเห็นว่าสมาชิกวงมีการใส่เสื้อ Sonic Youth กับ Wormrot อีกต่างหาก 

    หลักๆ แล้วเราชอบการครีเอทริฟฟ์กีตาร์ เมโลดี้ และกลองบางเพลงก็ดุเดือดมาก น่าสนใจตรงที่โครงสร้างเพลงอาจคาดเดาไม่ง่ายเท่าไร ทางวงก็ได้ทดลองอะไรหลายๆ อย่าง จะเวิร์กหรือไม่เวิร์กแล้วแต่คนจะชอบ แต่ก็ฟังสนุกแน่นอนล่ะ เป็นอัลบั้มแรกที่เราได้ฟังจากวงนี้และเอนจอยไปกับมันมากกว่าที่คิดเลยอยากให้ลองฟังกันดู 




            Tomb
    by    Angelo De Augustine

    Angelo De Augustine ทำอัลบั้มนี้กับโปรดิวเซอร์ Thomas Bartlett ที่โปรดิวซ์อัลบั้มให้ Sufjan Stevens (รวมอัลบั้มเพลงประกอบหนัง Call me by your name ด้วย) และยังทำงานกับศิลปินมากความสามารถคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Anna Calvi หรือ St. Vincent 

    อัลบั้มนี้เป็นเพลงที่ใช้อะคูสติกกีตาร์เป็นหลัก นำเทคนิคต่างๆ มาใช้อย่างลงตัว มีทั้งการเกาแบบหวานๆ เบาๆ ฟิงเกอร์สไตล์ แล้วสลับไปใช้การตีคอร์ดใน Tide หรือการใช้เปียโนในเพลง All To The Wind แม้แต่เสียงกลองอิเล็กโทรนิกก็ยังเอามาใช้ใน I Could Be Wrong แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ถูกทำให้นุ่มนวลลงด้วยเมโลดี้และเสียงร้องของ Angelo De Augustine ด้วยเนื้อเสียงที่อบอุ่นและการใช้เสียงหลบที่แผ่วเบา ทำให้เสียงของเขากลายเป็นเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกล่องลอย ถึงแม้ว่าเนื้อเพลงจะมีความเศร้าหมอง พูดเรื่องการจากลาและการสูญเสีย แต่ฟังแล้วก็ยังไม่รู้สึกโศกเศร้าจนเกินไป 

    อัลบั้มนี้รวบรวมบทเพลงที่สวยงามและมีมู้ดแอนด์โทนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สามารถฟังได้เรื่อยๆ ปล่อยให้อารมณ์ไหลไปตามท่วงทำนอง


            new breed

    by    Dawn Richard

    อัลบั้มนี้เป็นส่วนผสมของแนวอิเล็กโทร R&B ฟังก์ ป็อป หลากหลายสไตล์เข้าด้วยกัน เป็นอัลบั้มของผู้หญิงคนหนึ่งที่มั่นใจและกล้าหาญมาก ดอว์นพูดถึงเฟมินิสต์ เชื้อชาติ LGBTQ พูดแทนกลุ่มคนที่ควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้จากสังคม เธอได้ร้องในเพลง spaces ว่า

    "มีผู้ชายมีอำนาจหลายคนบอกว่า ฉันกล้าเกินไป มั่นใจเกินไป ผิวดำเกินไป น่าเกลียดเกินไป ผอมเกินไป เด็กสาวคนนั้นเชื่อเขา แต่ลึกๆ แล้วเด็กนั่นตะโกนว่าช่างแม่ง"

    เพลง new breed เองก็มีท่อนที่ร้องว่า "There ain't no bitches, ain't no queens. I'm the motherfucking king." เป็นเนื้อหาที่คล้ายกับเพลง Sunflower bean ที่แนะนำไปก่อนหน้านี้เลย แถมแต่ละเพลงยังแทรกเสียงสัมภาษณ์ สปีชต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมือง New Orleans บอกเล่าเรื่องราวบ้านเกิดเธอเองด้วย ดอว์นบอกว่า แม้ว่าเมืองนี้จะเปิดโอกาสให้แสดงความเป็นตัวเองออกมา แต่ก็ยังมีปัญหาของมันเองอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องเชื้อชาติ การแบ่งแยกหรืออะไรก็ตาม

    vultures | wolves เป็นเพลงที่แบ่งออกเป็นสองพาร์ท ส่วนแรกของ vultures เธอพูดถึงการเผชิญหน้ากับตัวเอง ดอว์นพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองในแบบที่คนรักอยากให้เป็น ทั้งที่ทำแล้วต้องกลับมาถามตัวเองทุกครั้งว่านั่นคือตัวตนของเราจริงหรือ ทำให้เธอต้องต่อสู้กับปีศาจที่ซ่อนอยู่ภายใน ส่วนพาร์ทหลังของ wolves ดอว์นเปรียบผู้ชายเหมือนหมาป่าที่สวมชุดสูทหรูหราเพื่อที่จะหลอกล่อเหยื่อสาวมาฉีกทึ้งเท่านั้น 

    ดอว์นยังพูดถึงความยากลำบากของการเป็นผู้หญิงผิวสีใน we, diamonds แต่ในอุปสรรคต่างๆ นั้น เธอก็บอกกับทุกคนว่าเราสามารถเปล่งประกายได้เหมือนเพชร แต่เราอาจจะเป็นเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนเท่านั้น

    ส่วนที่เราชอบก็คือ ถึงซาวน์จะดูผสมผสาน มีการดีไซน์อะไรใหม่ๆ แต่ท่อนฮุกก็ติดหูแบบเพลงป็อปดีๆ นี่เอง ทำให้น่าจะเป็นอัลบั้มที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน




            You Made My Dawn

    by    Seventeen

    มินิอัลบั้มนี้ทำให้เราแปลกใจกว่าที่คิด ตอนแรกที่ฟังเพลง Home ก็สะดุดไปกับท่อนฮุก ปกติแล้วตามมาตรฐาน EDM ก็คงต้องเป็นดร็อปบีทแรงๆ หลังจากบิวด์อัพมาขนาดนั้น แต่ปรากฏว่าเพลงนี้เลือกใช้ซีเควนส์ที่ต่างออกไป ทำให้ดนตรีมีความขัดแย้งขึ้น เพราะมันไม่เกิดการ release tension หรือยังไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่นั่นแหละ ต่างจากเพลงที่ตื๊ดๆๆๆ แล้วก็ตู้มลงมา คนฟังพอใจเพราะรู้สึกว่ามันจบแล้ว เพลงนี้กลับเลือกทำลายความคาดหวังและหักไปใช้ดนตรีเบาๆ แทน แต่เรามองว่าเขาฉลาดใช้ มันเข้ากับเนื้อเพลงท่อนนั้นที่บอกว่า "ผมจะทำอย่างไรถ้าไม่มีคุณ" พอดี ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบางสิ่งขาดหายไป ดนตรีก็ไม่เติมเต็ม เพราะถ้าหากไม่มีคุณแล้ว มันคงรู้สึกเคว้งคว้างแบบนี้ใช่ไหม พอได้ฟังแล้วกลับกลายเป็นว่าเราชอบเพลงนี้มาก ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ เหมือนเพลงมันเรียกร้องให้ฟังซ้ำอีกเรื่อยๆ (choreo ก็สุดยอดมาก หมุนสามตลบ อึ้งไปเลย)

    ส่วน Hug เป็นเพลงช้าที่เพราะและความหมายดีมาก ฟังแล้วถึงกับเสียน้ำตา เพลงนี้เป็นเพลงที่ปลอบประโลมจิตใจ ถ้าใครผ่านวันที่หนักหนาสาหัสมาฟังคงรู้สึกเหมือนมีคนมาบอกว่า "เธอเก่งแล้วนะที่ผ่านมันมาได้" แล้วก็โอบกอดเราเอาไว้ มันไม่ได้เศร้านะแต่ฟังแล้วอยากร้องไห้ด้วยความตื้นตัน รู้สึกเหมือนมีคนเข้าใจเรายังไงยังงั้น อาจเป็นเพราะโวคอลแต่ละคนก็ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาดีมากด้วยแหละ เป็นเพลงสั้นๆ ที่คงช่วยให้ใครหลายคนผ่านพ้นอะไรไปได้

    เพลงอื่นก็ฟังแล้วมีสีสันไม่แพ้กัน ฝั่งแร็ปในเพลง Chilli มาแบบค่อนข้างฟังสบาย แต่ก็มีสไตล์ฟังแล้วสดใสๆ หรือเพลง Shhh ที่โดดเด่นตรงการกระซิบกระซาบตามชื่อเพลง มีความเซ็กซี่ซ่อนอยู่



            TREASURE EP.2: Zero To One

    by    ATEEZ

    ตอนที่ได้รู้จักวงนี้ก็สะดุดที่เพลงก่อนเลย แล้วก็เซอร์ไพรส์ที่เพิ่งเดบิวต์เมื่อเดือนตุลาปีที่แล้วนี่เอง อัลบั้มนี้ชอบบีทที่หนักๆ ผสมกับเสียงอิเล็กโทรที่ใส่เข้ามาถูกที่ถูกทางมาก เพลงของ ATEEZ ฟังแล้วติดหู แถมยังมีสไตล์และลูกเล่นที่น่าสนใจดี ลองได้ฟัง+ดูแล้วก็บอกได้เลยว่าศักยภาพของวงนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน

    เพลงแรก HALA HALA เปิดมาด้วยท่อนฮุกที่ไฮโน้ตพุ่งดุเดือดมาก ถือเป็นเพลงอุ่นเครื่องที่ไม่ให้พักหายใจกันเลย ต่อด้วยเพลงไตเติ้ล Say My Name ที่พูดถึงจุดเริ่มต้นและความฝัน เพลงนี้โชว์ศักยภาพทุกด้าน ทั้งโวคอลและแร็ปอย่างพอดีๆ สำหรับ Desire เพลงนี้ก็บิวด์อัพหนักๆ แต่ดนตรีเบาลงในท่อนฮุกเหมือนกัน เพลงนี้ชอบท่อนฮุกกับหลังท่อนแร็ปที่ 2 จนถึงเอาท์โทรมากเป็นพิเศษ ส่วนแทร็กต่อไปคือ Light ที่ทำดนตรีให้ฟังสบายขึ้น มีไลน์กีตาร์คอยซัพพอร์ตเมโลดี้เพราะๆ ตรงท่อนฮุก ฟังแล้วต้องยิ้มออกมาเพราะเนื้อเพลงน่ารักมาก เป็นเพลงที่บอกว่า 'เราอยู่ด้วยกันเพื่อให้เราสองคนต่างส่องแสงสว่างยิ่งกว่าเดิม' อัลบั้มนี้ปิดท้ายด้วย Promise แทนคำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือจากกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    ประทับใจเพลงของ ATEEZ มาก เราชอบดีเทลของดนตรีที่ใส่มา เท่าที่รู้สึกคือเมโลดี้และจังหวะของเพลงวงนี้จะมีส่วนผสมที่ทำให้นึกถึงเพลงละตินและเพลงฝั่งตะวันออกมาเล็กๆ น้อยๆ เป็นจุดที่ฟังแล้วน่าสนใจดี เพลงวงนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ชอบเพลงบีทหนักๆ หน่อย



            Light Us
    by    ONEUS

    อัลบั้มเดบิวต์จากน้องใหม่ค่าย RBW เป็นการเปิดตัวที่ไม่เลวเลย เราชอบเพลงไตเติ้ล Valkyrie มากๆ ชอบไลน์กีตาร์ที่ใส่เข้ามาและท่าเต้นช่วงท่อนฮุก จังหวะฟุตเวิร์คและสเต็ปมือสามจังหวะพอรวมกับไลน์กีตาร์และบีทคลีนๆ แล้วเข้ากันดีเหลือเชื่อ แถมพอไปถึงช่วงหลังที่มาพร้อมท่าเอนหลังแบบ the matrix ก็ยิ่งเท่เข้าไปใหญ่ (ในเพอร์ฟอร์มบนเวทีก็มีท่านี้ด้วย โดยมีซัพพอร์ตจากเมมเบอร์เพิ่มมา แต่ก็ยังเท่อยู่ดี!) แค่เพลงนี้เพลงเดียวก็ทำให้เราฟังซ้ำไปหลายรอบแล้ว เราว่ามันเป็นเพลงไตเติ้ลที่ลงตัวมาก 

    เพลงช้าอย่าง Red Thread ก็โชว์โวคอลและไลน์ประสานเสียงของวงได้ดีทีเดียว ส่วน Crazy & Crazy เป็นอีกเพลงที่ดาร์กขึ้นกว่าเพลงอื่นในอัลบั้ม เน้นบีทฮิปฮอป โชว์ทักษะการแร็ปของเมมเบอร์ เพลงอื่นอาจจะชอบรองลงมาหน่อยแต่ก็ยังถือว่าเป็นอัลบั้มที่ชวนฟังและน่าติดตามต่อไปในอนาคต  


    หมายเหตุ: ช่างน่าเศร้าที่เพลงญี่ปุ่นอาจจะน้อยเพราะเราใช้ spotify เป็นหลักและอัลบั้มมันไม่ค่อยลงทันท่วงที ;-;



            Sympa
    by    King Gnu

    King Gnu เป็นวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกที่บางคนอาจจะคุ้นจากแทร็ก Prayer X ที่เป็นเพลงปิดอนิเมเรื่อง Banana Fish นั่นเอง Sympa เป็นอัลบั้มที่ 2 ของ King Gnu ที่มีทิศทางแตกต่างจากอัลบั้มแรกพอสมควร 

    เริ่มต้นอินโทร Sympa I แล้วต่อด้วย Slumberland ที่ผสมผสานเครื่องเป่าและเครื่องสายมาไฮป์กันเต็มที่ อัลบั้มนี้ริฟฟ์กีตาร์รัวเร็ว ฟังแล้วโยกหัวตามได้อย่างเมามัน ครึ่งแรกเปิดตัวมาอย่างร้อนแรงโดยเฉพาะเพลง Sorrows ที่กีตาร์ เบส และกลองแข่งกันรัวจนมือแทบขวิด จากนั้นคั่นด้วย interlude เบรคให้ได้พักหายใจ แต่ก็ยังได้อารมณ์ที่ต่อเนื่องอยู่ ช่วงหลังของอัลบั้มเริ่มลดจังหวะลงเป็นเพลงช้า โชว์ให้ได้ฟังเสียงนุ่มๆ ของไดกิซังเคล้ากับเสียงอะคูสติกกีตาร์ เครื่องสาย และเปียโน สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือบรรดา interlude ที่แทรกเข้ามา ทั้ง Sympa I, II, III และ IV เป็นแทร็กที่สร้างมาเชื่อมอารมณ์แต่ละเพลงเข้าด้วยกันได้ดีและเป็นเรื่องราวเดียวกันไปจนจบ

    Sympa อาจเปลี่ยนแนวทางไปก็จริง แต่ดนตรีกลมกล่อม สนุกสนาน ในขณะเดียวกันก็เข้าถึงง่ายขึ้นด้วย 



            FREE-EP
    by    SPiCYSOL

    SPiCYSOL อธิบายว่าเพลงของเขาเป็นแนวที่ไฮบริดกันระหว่าง city pop และ surf ซึ่งวงก็ทำซาวน์ออกมาได้ตามนั้นเลย ทั้งกีตาร์ เบสไลน์ ซินธ์ เครื่องเป่า เป็นเพลงที่ฟังแล้วเหมาะกับบรรยากาศฤดูร้อนริมชายหาด ได้ฟีลผ่อนคลายแบบไม่เนิบนาบจนเกินไป เผื่อใครชอบฟังแนวนี้ก็ลองดู

    __________________________________________________________

    BONUS TRACK

    สำหรับอัลบั้มอื่นๆ ที่ฟังแต่ไม่ได้พูดถึงสามารถดูได้ในลิสต์นี้ (สีชมพู = เกาหลี, สีเหลือง = ญี่ปุ่น)

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in