Music speaks for me.puroii
The Importance of Being IDLES : ความสุขคือรูปแบบหนึ่งของการต่อต้าน.
  • อัลบั้ม : Joy As an Act of Resistance.
    ศิลปิน : IDLES
    วันวางจำหน่าย : 31 สิงหาคม 2561





    Post-punk เป็นแนวดนตรีที่ผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และดนตรีเข้าด้วยกัน โดยมีรากฐานมาจากวรรณกรรม จิตรกรรม ภาพยนตร์ การเมือง แนวคิดทฤษฎีวิพากษ์ สิ่งเหล่านี้ถูกหลอมหลวมเข้าไปในดนตรี post-punk จึงเป็นปากเสียงให้สังคมมาร่วมหลายศตวรรษ

    ในกระแสพังก์ร็อกหรือโพสต์พังก์ใหม่ ๆ เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางสังคมมากขึ้น นอกจากประเด็นการเมืองที่เห็นกันมานานแล้ว ตอนนี้หลายวงเริ่มตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศและความไม่เหมาะสมของวัฒนธรรมร็อกสตาร์ ไม่ว่าจะเป็น Shame วงน้องใหม่จากลอนดอนใต้ที่สนับสนุนสิทธิสตรีและใช้แพลตฟอร์มในการรณรงค์บ่อยครั้ง วง HMLTD ที่ออกมาตอกหน้าสังคมด้วยภาพลักษณ์ของวง หรือ Dream Wife ที่ออกมาโชว์พลังหญิง และน่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของวงการเพลง

    อัลบั้ม Joy As an Act of Resistance เป็นอัลบั้มที่ 2 ของวง IDLES อัลบั้มนี้พูดถึงการค้นหาตัวตน ลงลึกไปถึงการเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ toxic masculinity รวมไปถึงการสูญเสียลูกสาวที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของตัวโจ ทัลบอต นักร้องนำของวง Joy As an Act of Resistance จึงกลายเป็นอัลบั้มที่ส่งสารสำคัญ ๆ อีกอัลบั้มในปี 2018



    อัลบั้มนี้เปิดมาด้วยเพลง Colossus ที่มีเนื้อเพลงอย่าง "Forgive me father, I have sinned / I've drained my body full of pins" และ "I am my father's son / His shadow weighs a tonne"

    โจ ทัลบ็อต นักร้องนำได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า 

    "Colossus ฟังดูรุนแรงเพราะมันคือการเชือดไอเดียของความเป็นชายที่สมบูรณ์และผมรู้สึกว่าเราไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย พ่อผมก็ไม่ได้กดดันผม เขาเปิดกว้าง เป็นคนเอาใจใส่และยอมรับทุกอย่างที่ผมทำ เขากระตุ้นให้ผมเป็นตัวของตัวเอง ผมเลยรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องห่วย ๆ ของสังคม พาร์ทหลังของเพลงเป็นการปลดเปลื้องชุดที่สวมหรือหน้ากากของความเป็นชายที่ใส่อยู่และบดขยี้มันลง มันคือการรื้อสร้าง (deconstruct)"

    เมื่อมองดูที่เนื้อเพลงท่อนหลัง เนื้อท่อนบริดจ์ร้องว่า "I don't want to be your man, your man" ผู้ชายไม่จำเป็นต้องพยายามเพื่อให้เป็นเพศชายแบบที่คนคาดหวัง ต้องแมน ต้องกล้า ทำอะไรอย่างที่คนเรียกว่า "ลูกผู้ชาย" เขาทำกัน 

    I'm like Stone Cold Steve Austin / I put homophobes in coffins
    ผมเป็นเหมือน Stone Cold Steve Austin ผมตอกฝาโลงให้พวกเหยียดรักร่วมเพศ

    Stone Cold Steve Austin คือนักแสดงและนักมวยปล้ำมืออาชีพที่เคยออกมาสนับสนุนการแต่งงานของเพศเดียวกัน  

    I'm like Fred Astaire / I dance like I don’t care
    ผมเป็นเหมือน Fred Astaire ผมเต้นโดยไม่แคร์ใคร

    Fred Astaire คือนักแสดงและนักเต้นที่โด่งดัง เขาถูกยกย่องให้เป็นผู้มีอิทธิพลในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์และโทรทัศน์ประเภทมิวสิคัล

    I'm like Ted DiBiase/ I win no matter what it costs me
    ผมเป็นเหมือน Ted DiBiase ผมชนะไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

    Theodore Marvin DiBiase Sr. หรือเป็นที่รู้จักในฉายา "The Million Dollar Man" เป็นนักแสดงและนักมวยปล้ำผู้ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

    I'm like Evel Knievel / I break bones for my people
    ผมเป็นเหมือน Evel Knievel ผมกระดูกหักเพื่อคนอื่น

    Evel Knievel เป็นสตันท์แมนที่กระดูกหักไปหลายครั้งระหว่างทำงาน

    I'm on my best behavior / Like Jesus Christ our savior
    ผมเป็นเด็กดี เหมือนเยซูคริสต์ ผู้ไถ่บาปของเรา

    I'm like Reggie Kray
    ผมเป็นเหมือน Reggie Kray

    Reggie Kray และ Ronnie Kray เป็นอาชญากรฝาแฝดในยุค 60 ที่มีคดีรุนแรงหลายคดี หลังร้องประโยคนี้ เพลงก็จบไป แต่อนุมานว่าสามารถต่อท่อนนี้ได้ว่า "I'm like Reggie Kray / I've got nothing to say." ซึ่งเป็นประโยคในหนังเรื่อง Krays (1990) ที่ Reggie Kray พูดว่า "Look, you've got nothing to say and you're saying it too loudly."

    การยกตัวอย่างผู้ชายหลายคนมาก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าผู้ชายไม่ได้มีเพียงแบบเดียวและไม่จำเป็นต้องมีกรอบความเป็นชายของสังคมมากำหนด แต่คุณจะเป็นใครก็ได้และคุณก็ยังเป็นผู้ชายอยู่ดี


    Never Fight a Man With a Perm และ I'm Scum คือเพลงถัดไปที่พูดถึงอดีต เป็นการยอมรับความผิดพลาด การปล่อยวาง และการสะท้อนความน่ารังเกียจที่ยกระดับไปสู่ความอับอาย แต่เขาก็ได้มองกลับไปถึงข้อผิดพลาดและพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น




    Danny Nedelko เป็นเพลงที่โฟกัสเรื่องผู้อพยพ ชื่อเพลง Danny Nedelko มาจากสมาชิกวง Heavy Lungs ที่เป็นเพื่อนกับวง IDLES และเป็นผู้อพยพชาวยูเครน เขาคือคนที่อยู่ในมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้นั่นเอง

    My blood brother's Freddie Mercury / A Nigerian mother of three
    My blood brother is Malala / A Polish butcher, he's Mo Farah

    เนื้อเพลงพูดถึงผู้อพยพหลายคน 

    - Freddie Mercury นักร้องนำวง Queen ที่มีชื่อเดิมว่า Farrokh Bulsara เดิมทีเฟร็ดดี้เป็นคน Zanzibar ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตที่อังกฤษ 

    - Malala Yousafzai นักเคลื่อนไหวชาวปากีสถาน เธอเป็นที่รู้จักในการเคลื่อนไหวด้านการศึกษาและเรียกร้องสิทธิสตรี เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2014 ด้วยอายุเพียง 17 ปี 

    Mo Farah ผู้อพยพจากโซมาเลียที่กลายมาเป็นนักวิ่งระยะไกลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ

    ท่อนก่อนคอรัสบอกว่าทุกคนล้วนมีเลือดเนื้อเหมือนกัน ทุกคนเกิดจากความรัก ทุกคนล้วนเป็นเหมือนเธอและฉัน พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน

    He's made of bones, he's made of blood
    He's made of flesh, he's made of love
    He's made of you, he's made of me
    Unity!

    มาถึงคอรัสที่ร้องว่า

    Fear leads to panic, panic leads to pain
    Pain leads to anger, anger leads to hate

    ความกลัวนำไปสู่ความตื่นตระหนก ความตื่นตระหนกนำไปสู่ความเจ็บปวด
    ความเจ็บปวดนำไปสู่ความโกรธ ความโกรธนำไปสู่ความเกลียดชัง

    เป็นคอรัสที่มีพลังและสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเหยียดเชื้อชาติและสีผิวได้เป็นอย่างดี




    June เป็นเพลงเศร้าที่แต่งจากการสูญเสียลูกสาวตั้งแต่กำเนิดของโจ ทัลบ็อตเมื่อปี 2017 โจยืมกลอนของ Ernest Hemingway มาใส่ในเพลงตรงท่อน "baby shoes for sale: never worn" (ต้นฉบับคือ “For sale: baby shoes. Never worn.")

    June เป็นเพลงที่แทรกมากลางอัลบั้ม สาเหตุที่ทำแบบนั้น โจให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

    "ผมอยากใส่ June ไว้ตรงกลางเพราะนั่นคือวิธีที่ความตายเกิดขึ้น มันไม่รอจนกว่าเรื่องราวของคุณจะจบลง ความตายเข้ามาเมื่อไรก็ตามที่มันอยากมา"

    โจเล่าถึงช่วงเวลาฟื้นตัวจากเหตุการณ์สะเทือนใจนั้นว่า "หลังเสียลูกสาวไป ผมกับแฟนใช้เวลา 2 สัปดาห์ครึ่งบนโซฟาและไม่ออกจากบ้านเลย เพื่อนของเราซื้ออาหารเข้ามาให้ มันเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตได้ถึง 2 เดือนเลย พวกเขารู้ว่าเราต้องใช้เวลาฟื้นตัว

    หลังจากนั้นผมรู้สึกว่าการปลดปล่อยและยอมรับความอ่อนแอทำให้รู้สึกโล่งและมีพลังมากแค่ไหน คุณได้รู้ว่ามีคนยอมรับข้อผิดพลาดของคุณ แต่ที่สำคัญกว่าคือคุณยอมรับความผิดพลาดของคุณเอง คุณอนุญาตให้ตัวเองเศร้า มันโอเคที่จะรู้สึกเศร้า มันโอเคที่จะรู้สึกโกรธ ยอมรับมันและอยู่กับมันในช่วงเวลานั้น อย่าพยายามหยุดความรู้สึกของตัวเอง ถ้าคุณพยายามจะหยุดมัน นั่นคือตอนที่คุณจะพังหรือแสดงออกในทางที่ไม่ดี

    สำหรับอัลบั้มนี้ ผมอยากให้มืดมนที่สุดและสว่างสไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เหมือนที่คาราวัจโจทำ ตัวอย่างที่ดีในชีวิตจริงก็คือการสูญเสียลูกสาวของผม โลกยังคงหมุนไป คงมีคนที่พร้อมเสียน้ำตาเพื่อเราที่กำลังหัวเราะอยู่ตอนนั้น ผมกับแฟนก็หัวเราะหลังจากช่วงเวลานั้น มันเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นคนที่คุณรักหัวเราะออกมาได้ จะยังคงมีแสงสว่างในที่มืดเสมอ"



    Samaritans เป็นเพลงที่ตอกย้ำเรื่องความเป็นชายอีกครั้งด้วยเนื้อร้องที่เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ต้องเคยได้ยิน 

    Man up / Sit down / Chin up / Pipe down / Socks up / Don't cry / Drink up / Just lie / Grow some balls, he said / Grow some balls

    "แมนๆ หน่อย นั่งลง เงยหน้าขึ้น เงียบหน่อย พยายามสิ  อย่าร้องไห้ ดื่มเข้าไป ก็แค่โกหก เข้มแข็งหน่อยสิ เข้มแข็งหน่อย"

    The mask of masculinity is a mask that’s wearing me

    หน้ากากของความเป็นชายคือหน้ากากที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย

    I’m a real boy and I’ll cry / I love myself and I want to try 

    ผมคือเด็กผู้ชายและผมร้องไห้ ผมรักตัวเองและผมอยากพยายาม ("I love myself and I want to try" ท่อนนี้เปลี่ยนมาจากเพลง "I Hate Myself And I Want To Die" ของ Nirvana) 

    This is why you never see your father cry
    This is why you never see your father

    นี่คือเหตุผลที่คุณไม่เคยเห็นพ่อร้องไห้
    นี่คือเหตุผลที่คุณไม่เคยเห็นพ่อ

    ท่อนนี้บอกว่าหน้ากากของความเป็นชายทำให้พ่อต้องพยายามทำตัวแข็งแกร่งและไม่แสดงด้านที่อ่อนแอต่อหน้าลูก คุณจึงไม่มีทางเห็นตัวตนที่แท้จริงของพ่อ

    และท่อนสุดท้ายตบด้วยประโยค "I kissed a boy and I liked it” ซึ่งดัดแปลงมาจากเนื้อเพลงของ Katy Perry อีกที

    โจให้สัมภาษณ์ถึงเพลงนี้ว่า

    "ตรงท่อน I kissed a boy and I liked it ตอนนั้นต้นฉบับมันดังมาก แต่ผู้หญิงถูกมองเป็นวัตถุทางเพศตลอดเวลาโดยพวกผู้ชายที่ชอบอะไรแบบหญิง-หญิง ผมคิดว่ามันคงท้าทายกว่าถ้าใช้ I kissed a boy แล้วดูว่าจะมีปฏิกิริยาตอบโต้หรือกระตุ้นประเด็นให้ถกเถียงกันยังไง ผมว่ามันถึงจุดที่เพศชายมันค่อนข้าง binary หรือถูกมองว่า binary แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังรู้สึกไม่ดีกับผู้ชายที่เป็นไบเซ็กช่วลมากกว่าผู้หญิงที่เป็นไบเซ็กช่วล ผมคิดว่ามันเป็นเพราะค่านิยมความเป็นชายในป็อปคัลเจอร์"


    "ผมอยากลองเปิดไอเดียเกี่ยวกับความรู้สึกทางเพศหรือการจูบกับผู้ชายดู ทำไมต้องเป็น straight เกย์หรือไบเท่านั้นถึงจะจูบผู้ชายได้ ทำไมผมจูบเพื่อนหรือพ่อไม่ได้ ผมก็ทำนะ แต่คุณรู้ใช่ไหมว่าผมหมายถึงอะไร ผมว่าการใช้ป็อปคัลเจอร์มันง่ายที่จะทำให้คนตั้งคำถามถึงเรื่องที่ถูกทำให้เป็นปกติในสังคม ทั้งที่มันไม่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เลยด้วยซ้ำ"



    นอกจากเพลงที่กระตุ้นความคิดแล้ว IDLES ยังเปิดอาร์ตแกลลอรี่เป็นเวลา 2 วันเพื่อนำเสนอผลงานศิลปะสร้างสรรค์โดยศิลปินที่ทางวงร่วมงานด้วย รวมไปถึงผลงานจากคุณพ่อของโจ ทัลบอตเองและผลงานของ Orlando Weeks ฟรอนท์แมน The Maccabees รายได้จากการขายผลงานศิลปะจะบริจาคให้แก่สมาคม Samaritans ที่ช่วยให้คำปรึกษาและพูดคุยกับคนที่มีปัญหา (สมาคมนี้ก็มีในประเทศไทยภายใต้ชื่อเดียวกัน ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ถ้ามีใครสนใจ http://www.samaritansthai.com/


    Television เป็นเพลงที่พูดถึง "ตัวตน" ในขณะที่สังคมและสื่อรอบตัวพยายามเปลี่ยนเราเป็นคนอื่น (The bastards made you not want to look like you / So you pay through the nose to look like someone else) โจยังคงแฝงความตลกร้ายเอาไว้ในเนื้อด้วย เช่น "เมื่อคืนผมคุยกับพระเจ้าในความฝัน เธอบอกผมจะขึ้นสวรรค์ถ้าฟันขาว" (I spoke to God in my dreams last night / She said I'd go to heaven if my teeth was white)  เพลงดำเนินมาถึงคอรัสที่ร้องว่า "I go outside and I feel free / 'Cause I smash mirrors and fuck TV" เพลงนี้พยายามสร้างความมั่นใจให้คนฟังเป็นตัวของตัวเองโดยการไม่สนใจสิ่งที่สื่อพยายามยัดเยียดให้เราเป็น

    โจเล่าเรื่องของตัวเองเสริมว่า "ผมรู้สึกเหงาตลอดเวลาตอนโตขึ้นมา ผมมีเพื่อนและพ่อแม่ที่ดี ไม่เคยถูกทอดทิ้ง ไม่มีปัญหาการเงิน ผมถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีแต่ก็ยังรู้สึกเหงา ผมทำอัลบั้มนี้ตอนไปปรึกษานักจิตวิทยาหลังเสียลูกสาวไป ตอนนั้นเองที่ผมมารู้ตัวว่าผมพูดความรู้สึกตัวเองน้อยแค่ไหน แม้ผมจะรู้สึกว่าตัวเองสื่อสารผ่านดนตรีและเนื้อเพลงได้ตรงไปตรงมาตลอด แต่ผมไม่ได้ซื่อสัตย์กับตัวเอง ผมต้องเปิดใจมากขึ้น มองไปในอดีตและรับรู้ว่าแบกรับอะไรมาบ้าง

    ก่อนไปพบนักจิตผมคิดว่าตัวเองมีชีวิตที่ง่าย ๆ แม่ผมเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตอนผมอายุ 16 ทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ก่อนหน้านั้นชีวิตผมก็ปกติดี ผมมารู้ตัวว่าตัวเองแบกรับอะไรไว้เยอะมากตอนวัยรุ่นและผมไม่เคยรู้สึกเหมือนคนทั่วไปเลย เพราะเรื่องนั้นทำให้ผมไม่ได้ออกกำลังกาย ผมอ้วนขึ้นจนน้ำหนักเกิน ผมไม่เคยรู้สึกปกติเลย ผมไม่มีพี่น้อง ภายในของผมต่อสู้กับความปกติเสมอ

    ในฐานะผู้ปกครอง ก่อนลูกผมเสีย ผมมีความรู้สึกว่าผมจะไม่ปล่อยให้ลูกผมกลายเป็นคนผิดปกติในจักรวาลนี้ Television เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ว่าทั้งอัลบั้มนี้ก็เป็นการปลดปล่อยตัวเองจากวัฒนธรรมเหล่านี้ที่กดดันให้ตัวคุณรู้สักต่ำต้อย คุณก็เลยต้องไปซื้ออะไรมาทำให้ตัวเองเหมือนคนทั่วไปและไม่รู้สึกแย่ ทุกคนอยากปกติหรืออย่างน้อยก็ถูกยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น แต่ส่วนมากคุณมักโดนบอกว่าสิ่งที่คุณเป็นมันไม่ถูกต้อง คุณก็เลยต้องกลายเป็นคนอื่น นาย ก นางสาว ก นาย ข นางสาว ข นั่นคือตัวเลือกของคุณ"



    แม้เนื้อหาในเพลงจะใส่ใจสังคม แต่เพลงของพวกเขาก็ใช้จังหวะที่รุนแรงของพังก์ โจอธิบายว่า

    "ผมมีอารมณ์ขันในรูปแบบของความรุนแรง วงเราใช้ความรุนแรงตลอดเวลา ความรุนแรงสำคัญกับผมในฐานะศิลปิน ลองมองความรุนแรงในงานของคาราวัจโจ (Caravaggio) สิ ภาพของเขาดูโหดเพราะการใช้ความต่างของแสง (chiaroscuro) ส่วนที่มืดก็จะดำมืดมาก ส่วนที่ขาวก็จะสว่างมาก ประเด็นของผมคือผลงานของเขาคือความรุนแรง รอธโก (Rothko) ก็น่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่ดี เขาใช้ความรุนแรงของความโศกเศร้า ความรุนแรงไม่ใช่แค่หมัดกระทบกะโหลก คุณสามารถใช้ความรุนแรงในรูปแบบของการเล่นเบส กีตาร์ หรือกลองก็ได้ มันเป็นอีกวิธีในการมีส่วนร่วมกับผู้ฟัง โดยเฉพาะกับผู้ฟังที่อยู่ในยุคแห่งความรุนแรง และนี่คือช่วงเวลาที่รุนแรง หนังโป๊ก็รุนแรง ภาพข่าวและภาษาข่าวก็รุนแรง ดนตรีป็อปก็รุนแรง ทุก ๆ อย่างรุนแรงหมดและเราฝักใฝ่กับการโต้ตอบความรุนแรงนั้นด้วยความรุนแรง"

    "ถ้าอยากตัดเส้นเลือดแดงของป็อปคัลเจอร์ คุณต้องรุนแรงและผมจะไม่หยุดทำเพราะผมชอบที่จะทำ ผมคิดว่าความรุนแรงคือความสวยงามรูปแบบหนึ่ง David Thomas Broughton นักร้องโฟล์กก็รุนแรง Richard Dawson ศิลปินที่น่าทึ่ง (นักร้องโฟล์ก) ก็รุนแรง ถ้าคุณเคยดูการแสดงบนเวทีของพวกเขา มันจะตราตรึงในความทรงจำไปตลอดชีวิตเลย อัลบั้มล่าสุดของ Feist ก็รุนแรง เพราะผมชอบความรุนแรง ผมเลยพยายามใฝ่หา สำหรับผม บุคคลเหล่านี้จะโดดเด่นกว่าคนอื่นในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลง"


    Judith Beheading Holofernes (1598) ผลงานของคาราวัจโจ

    การกระทำของร็อกสตาร์ เช่น ดื่มเหล้า เสพยา มั่วเซ็กส์ และการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นตั้งแต่โยนทีวีออกนอกหน้าต่างหรือชกต่อยกันล้วนถูกยกย่องว่าเป็นการกระทำที่ "โคตรร็อกแอนด์โรล" ตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่โจมีความเห็นเรื่องความรุนแรงของร็อกสตาร์และพังก์ร็อกในรูปแบบที่แตกต่างออกไป


    "บริบทของพังก์และหลาย ๆ สิ่งที่เกี่ยวข้องกันเป็นโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเป็นชาย ร็อกแอนด์โรลก็เช่นกัน มันเป็นอุดมการณ์เพี๊ยน ๆ ห่วย ๆ ที่ขับเคลื่อนโดยอีโก้และโคเคน"


    "พวกเราถูกเรียกว่าวงพังก์ตลอดเวลา อัลบั้มนี้คือการตระหนักรู้ถึงสิ่งนั้น ผมไม่ได้เถียงว่าพวกเราไม่ได้เหมือนวงพังก์ แต่ผมอยากมองวงของเราเป็นม้าโทรจัน เราใช้คอนเซ็ปต์และกฏเกณฑ์ของพังก์และใช้ชุดความคิดของมันก็จริง แต่ผมคิดว่าถ้าคนกลุ่มใหญ่เริ่มมีพฤติกรรมเหมือนกันหมด มันก็จะเริ่มน่ากลัวขึ้นมา ผมอยากเป็นม้าโทรจันที่วิ่งเข้าไปในนั้นแล้วโค่นล้มมัน คุณไม่สามารถตีเมืองแตกได้โดยการโยนก้อนหินใส่กำแพง คุณต้องเข้าไปในกำแพงก่อน

    ผมอยากทำลายไอเดียของความเป็นร็อกสตาร์ แต่ผมต้องไปอยู่ใต้สะพาน เข้าไปอยู่ในม้า เพื่อที่จะลักลอบเข้าไปอีกด้านหนึ่ง ผมอยากทำแบบนั้นกับความเป็นชายด้วยเหมือนกัน เพราะภายนอกผมอาจเป็นผู้ชายร่างใหญ่และดูก้าวร้าว แต่ความก้าวร้าวของผมเต็มไปด้วยความรัก ความเห็นอกเห็นใจและการยอมรับตัวเอง ผมเปิดกว้าง ผมไม่ได้โกรธอย่างรุนแรงแต่ผมรักอย่างรุนแรง ผมเต็มไปด้วยความสุขและมันอาจทำให้คนเบือนหน้าหนีในตอนแรก แต่ผมว่ามันน่าสนใจดีถ้าเราใช้ข้อจำกัดนี้แทนที่จะไปต่อสู้กับพวกเขา ไม่มีใครอยากฟังคุณหรอกถ้าทำแบบนั้น"



    "การแสดงบนเวทีของพวกเราเต็มไปด้วยอีโก้หลากรูปแบบแต่อัลบั้มนี้จะสลายอีโก้และช่วยให้เรามีความสุขกับตัวเองและคนอื่น ทุกคนคือแขกรับเชิญทางดนตรี เราอาจจะไปทางป็อป ดาร์กขึ้น หรืออะไรก็ตามที่อยากทำ แต่เราก็ทำเพื่อการเดินทางของอัลบั้มในภาพรวม ผมคิดว่าความหลากหลายและความเพลิดเพลินในการทำอะไรที่อยากทำคือสิ่งที่ผู้คนต้องการ มันเหมือนได้ปลดปล่อย เพราะทุกคนถูกสั่งให้ทำแบบนั้น แต่งตัวแบบนี้ คิด กิน ดื่ม ลงคะแนนเสียงในทางใดทางหนึ่ง และถ้าคุณไม่ทำ คุณก็ไม่ใช่พวกเรา สิ่งนี้มันไร้มนุษยธรรมอย่างน่ากลัวและไม่ใช่สิ่งที่มนุษยชาติควรเป็น เราเป็นเพียงกลุ่มชนบนพื้นโลกที่ไปไหนมาไหน พบปะผู้คน รับวัฒนธรรมใหม่ ลิ้มรสสิ่งใหม่ เราไม่อยู่ที่ใดที่หนึ่งเหมือนสปีชีส์เก่า ๆ มันไม่ได้อยู่ในธรรมชาติของพวกเรา สิ่งที่อยู่ในธรรมชาติของเราคือการสร้างชุมชนที่ต้อนรับสิ่งใหม่ อาหารใหม่ พื้นที่ใหม่ 

    แฟนเบสพวกเราจากมุมมองของผมคือผมกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงและเปิดรับความคิดใหม่จากคนอื่น  นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้ดนตรีของผมทำ ผมอยากให้คนเข้าใจว่ามันโอเคที่จะยอมรับข้อผิดพลาดตัวเองและรักคนอื่นในสิ่งที่เขาเป็นโดยไม่ต้องรอให้สังคมมายอมรับ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งสังคมเพื่อสิ่งนั้น เราสามารถยอมรับตัวเองได้และคุณจะรู้สึกต่อต้านตัวเองน้อยลงตอนที่อยากปกป้องตัวเองจากสิ่งแย่ ๆ ที่มาทำร้ายคุณ

    ผู้ชมของเรากระจัดกระจายมาก แต่ทุกคนก็เปิดกว้างและสนุกไปด้วยกัน คุณไม่จำเป็นต้องเท่ อายุน้อย หรือพังก์ ถ้าคุณมาที่เวทีของเราโดยคิดว่าตัวเองเป็นเด็กพังก์เท่ ๆ คุณจะไปถึงแล้วรับรู้ว่าเพลงครึ่งหนึ่งไม่ใช่พังก์เลยด้วยซ้ำ วงนี้ก็ไม่เท่และแน่นอนว่าไม่เด็กด้วย เราเปิดรับทุกคน เราไม่สามารถทำตัวเท่ไปได้ตลอดและผมมั่นใจว่าเราทำตัวน่าขายหน้าออกไป พวกเราเป็นอิสระที่สุดเท่าที่จะเป็นได้และนั่นหมายถึงการเต้นและทุก ๆ อย่าง"

    โจเล่าถึงสารคดีของ Otis Redding ที่นักข่าวพูดว่าเขาเต้นได้ห่วยแค่ไหน

    "มันตัดไปที่ภาพเขาเต้นบนเวทีและเขาเต้นห่วยจริง! แต่ไม่มีอะไรหยุดเขาได้ ไม่มีทางเลย เขารักดนตรีของเขาและทุ่มเทกับมันมาก พอขึ้นเวที เขาสนุกไปกับมันและความสนุกนั้นส่งต่อไปยังคนดูและดนตรี ผมตระหนักว่าในฐานะวงดนตรี เราอยากไปให้ถึงจุดที่เราสนุกกับตัวเราเองอย่างแท้จริงจนคนดูสามารถรับรู้ว่าเราไม่สนใจว่าตัวเองจะดูเป็นยังไง

    ผมไม่เคยใส่กางเกงขาสั้นเลยแต่ผมเริ่มใส่กางเกงขาสั้นขึ้นเวที ผมเกลียดขาตัวเอง เกลียดเท้าตัวเอง แต่ช่างแม่งสิมันไม่สำคัญว่าผมจะมีภาพลักษณ์ยังไง ลองจินตนาการว่าคุณเกลียดร่างกายของคุณ พอไปถึงสระว่ายน้ำแล้วรู้สึกว่า ฉันไม่อยากลงไปแล้วเพื่อน ๆ คุณก็ตะโกนว่า ลงไปเลย!’ แล้วทุกคนก็กระโดดลงไปและสนุกกับตัวเอง คุณจะต้องกระโดดลงไปแล้วคุณจะมีช่วงเวลาที่ดี

    มันคือการทำให้เรื่องไม่ปกติของชีวิตและร่างกายกลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่เรามองว่า ไม่ปกติคือสิ่งที่ประชากร 95% มองเห็นทุกวัน ทุกคนย่อมมีอะไรที่ดูแปลก ทุกคนย่อมมีส่วนของร่างกายที่ตัวเองโคตรเกลียด แม้แต่โมเดลหรือนักกีฬา พวกเขาก็คงมีสิ่งที่ไม่ชอบและรู้สึกอายเหมือนกัน การแบกรับความอับอายไว้ไม่ใช่เรื่องดี ผมอยากให้ทุกคนปล่อยพลังส่วนนั้นออกมาในคอนเสิร์ตของเรา เราอาจจะยังไปไม่ถึงจุดนั้น ผมยังคงประหม่าอยู่ แต่สักวันเราจะไปถึงให้ได้



    เรื่องความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในวงการก็เป็นเรื่องที่ IDLES มองเห็นความสำคัญเช่นกัน

    "ผมระวังเสมอถ้ามีผู้หญิงส่งข้อความมาให้พวกเรา ผมยังไม่เคยได้รับข้อความที่ไม่เหมาะสมเลย แต่เราต้องการมั่นใจว่าเราไม่ใช่วงพวกนั้นที่จะฉวยโอกาสจากการมีอำนาจพอมีคนมาชื่นชอบ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มหรือเด็กสาว มันไม่ยากเลยที่จะฉวยโอกาสจากอำนาจที่มี แต่ถ้าใครส่งข้อความไม่เหมาะสมมาหา เราจะมีข้อความโต้ตอบที่เขียนอธิบายไว้ว่าเราไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าวและเราไม่ใช่วงประเภทนั้น พวกเราต่างก็มีคนรักแล้วและไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ พวกผมจะสกรีนช็อตข้อความที่เตรียมไว้ไปจบบทสนทนาดังกล่าว ผมว่ามันน่ากลัวมากกับทั้งสองฝ่าย"


    คงปฏิเสธไม่ได้ว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อสังคมและความคิดมนุษย์ หวังว่าหลาย ๆ วงจะหันมาตระหนักถึงปัญหามากขึ้น เป็นตัวอย่างให้วงรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกันเปลี่ยนแปลงวงการไปในทางที่ดีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ดนตรีและมีความสัมพันธ์อันดีกับสังคม


    อ้างอิง

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in