Music speaks for me.puroii
รีวิวอัลบั้ม landmark - Hippo Campus
  • Hippo Campus

    Official Site | Facebook | Twitter | Instagram | Youtube

              Hippo Campus เป็นวงอินดี้จากเซนต์พอลในรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา สมาชิกวงในภาพเรียงจากซ้ายไปขวาประกอบด้วย Whistler Allen (กลอง, ช่วยร้อง) Jake Luppen (ร้องนำ, กีตาร์) Zach Sutton (เบส) และ Nathan Stocker (กีตาร์, ช่วยร้อง)

              Hippo Campus ได้ปล่อยผลงาน EPs มาให้ฟังกันก่อนหน้านี้ ได้แก่ Bashful Creatures (2014) และ South (2015) วงนี้เป็นที่รู้จักจากเพลงแนวสดใส ทำนองสนุกและติดหูอย่าง Suicide Saturday, Violet และ South นับว่าเป็นวงหน้าใหม่ที่น่าจับตามองอีกวงหนึ่ง
             
              ปีนี้พวกเขากลับมาพร้อมเดบิวต์อัลบั้ม landmark พร้อมคำโปรยที่ว่า "ดาร์กขึ้น หนักขึ้น และเหมือนอารมณ์แปรปรวน"

    พวกเขาให้คำนิยาม 1 คำกับอัลบั้มตัวเองว่า

    "สดใหม่" - เจค
    "แตกต่าง" - วิสเลอร์
    "แย่" - แซค (หัวเราะ)
    "มันมีอะไรมากกว่านั้น" - เนธาน

             

    landmark

    Release date : 24 กุมภาพันธ์ 2017


              ชื่ออัลบั้ม landmark มาจากตึก Landmark Center ที่เซนต์พอล ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาชอบแวะเวียนไปประจำสมัยเรียนไฮสคูล ทั้งชื่ออัลบั้มและแทร็กลิสต์ในผลงานชิ้นใหม่นี้ไม่มีการใช้ตัวอักษรใหญ่เลย เจคให้เหตุผลว่า พวกเขาอยากให้อ้างถึง landmarks แบบที่พวกเขาเห็นทั่วไปตามท้องถนน เหมือนเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาจดจำไว้

              จุดเด่นหลักของ Hippo Campus ยังคงเป็นซาวด์เฉพาะตัวและเนื้อเพลงที่เรียบเรียงออกมาได้สวยงามราวฟังบทกวีที่มีทำนอง อัลบั้มนี้แสดงความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นทั้งในแง่ดนตรี เนื้อเพลง จนไปถึงความคิดความอ่านของสมาชิกในวง ทำให้เราได้เห็นมุมมองทางดนตรีและมุมมองต่อโลกของเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่ง

    01 - sun vein
    อินโทรเปิดอัลบั้มที่ใช้เสียงสังเคราะห์และเนื้อร้องสั้นๆ เจคเล่าว่าเพลง sun vein พูดถึงคนอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันก็พูดถึงตัวเองและทุกคนในวง ตลอดปีที่ผ่านมาเขาคิดว่าตัวเองต้องแตกต่างและวงก็ต้องไม่ซ้ำซาก แต่สุดท้ายก็พบว่าที่จริงแล้วพวกเขาต้องมองลึกลงไปภายในและเสาะหาความเป็นตัวของตัวเอง

    02 - way it goes


    เพลงติดหูอีกเพลงที่ปล่อยออกมาให้ทดลองฟังกัน แสดงความสดใสสไตล์ Hippo Campus ด้วยเบื้องหลังที่ไม่ได้สดใสเท่าไรนัก เจคให้สัมภาษณ์ว่าเพลงนี้บอกถึงความชัดเจนที่ว่าพวกเราเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน มนุษย์อาศัยอยู่บนโลกที่มีโซเชียลมีเดียเป็นแหล่งข่าวหลัก สสารนิยมคือหลักความเชื่อของเรา พวกเราพยายามที่จะควบคุมวิธีที่คนอื่นมองมาที่ตัวเอง ใช้ประเด็นทางสังคมมาเป็นฉากหลังของเรื่องดราม่าส่วนบุคคล แต่เวลาที่เราได้หลุดออกมาจากความจริงอันเสแสร้งนี้ เวลานั้นต่างหากที่สำคัญ

    03 - vines
    เพลงนี้ชอบการร้องของเจคแต่ละเวิร์สมาก ใช้คีย์ที่สูงขึ้นกว่าเพลงอื่นและการตวัดเสียงทำให้ดูมีสีสันดี ฟังเพลินจนรู้สึกว่า 2.39 นาทีมันสั้นเกินไป

    04 - epitaph
    epitaph หมายถึง คำจารึกบนหลุมฝังศพ และแน่นอนว่าเพลงนี้เป็นเพลงช้า การมิกซ์เสียงช่วงแรกแอบทำให้นึกถึงบางเพลงของ The 1975 เสียงเจคประกอบกับเสียงซินธ์และกีตาร์คลออยู่เบื้องหลัง ฟังแล้วสบายและรู้สึกผ่อนคลายดี เมโลดี้ท่อนฮุกติดหู ชอบไดนามิกการใช้เสียงของเจคด้วย ฟังไม่นานก็ฮัมตามได้

    05 - simple season


    ชมแดฟโฟดิล เดินเที่ยวทะเลสาบแฮเรียตและเก็บบลูเบอร์รี่ไปกับฤดูร้อนฉบับมินนิโซตา เพลงนี้กีตาร์เมโลดี้สดใสขี้เล่นและเสียง falsetto ของเจคทำให้ย้อนกลับไปวัยเด็กที่มีความสุขกับการใช้ชีวิตในช่วงชีวิตหนึ่ง

    06 - tuesday
    "บางทีฉันเรียกมันว่าวันอังคาร บางทีฉันก็เรียกมันว่าวันที่ดีที่สุดของชีวิต" เพลงง่ายๆ ที่ฟังสบายๆ ในวันอังคาร ไม่ได้โดดเด่นแต่ก็ฟังเพลิน น่าจะเป็นเพลงที่ง่ายๆ สุดในอัลบั้ม

    07 - western kids
    เพลงนี้น่าจะเป็นไฮไลท์อีกเพลงในอัลบั้ม ดนตรีมีลูกเล่นเยอะดี จังหวะเพลงแหวกออกมาจากเพลงอื่นในอัลบั้ม แต่โดดเด่นสุดน่าจะเป็นกลองที่เราชอบมากเป็นพิเศษ เหมือนสปอร์ตไลท์ฉายไปที่มือกลอง แต่ไม่ได้เด่นจนกลบส่วนอื่นไปหมดนะ ยังคงเป็นเพลงที่ทุกอย่างลงตัวดี อยากให้วงออก mv เพลงนี้ออกมาบ้างจัง

    08 - poems
    เพลงนี้เป็นเพลงที่ยาวที่สุดในอัลบั้ม 5.24 นาที เริ่มต้นด้วยเสียงร้องของเจคเป็นหลัก ค่อยๆ กระตุ้นอารมณ์มาเรื่อยๆ ไปสู่เสียงซินธ์ที่คลอไปกับท่อนลาลาลาลา ให้ความรู้สึกจมดิ่งไปกับอะไรบางอย่าง เหมือนเป็นเพลงที่กำลังจะบอกว่าต่อไปจะเริ่มเข้าสู่ความมืดมิดแล้วนะ

    09 - monsoon


    monsoon หมายถึง "มรสุม" ซึ่งในเพลงนี้เล่าถึงการสูญเสียคนในครอบครัวและไม่รู้สึกโศกเศร้ากับมัน พวกเขาบอกว่า สิ่งที่ดีในชีวิตคือการได้ใช้เวลาสนุกกับมันแทนที่จะไปเสียใจในสิ่งที่ควรจะเป็น เพลง monsoon นี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ปฏิเสธความคิดที่ว่า "มันควรจะเป็นฉัน" และข้ามผ่าน"ความรู้สึกผิดที่ไม่รู้สึกผิด" นั้นไปให้ได้ พวกเขาสร้างโลกใบนั้นขึ้นมาในเพลง ๆ นี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเยียวยาและรักษาคนเหล่านั้น


    ปกซิงเกิ้ลเพลงนี้เผยให้เห็นรูปปฏิทินเปิดไปที่เดือนมิถุนายน ปี 2009 ซึ่งนำย้อนไปยังเหตุการณ์เมื่อวันพุธแรกของเดือนนั้นที่พี่สาวของเนธาน (Makenzie) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์

    เพลงนี้เป็นเพลงช้าที่เราชอบมากในอัลบั้ม เปียโนที่คลอกับเสียงร้องของเจคกระตุ้นอารมณ์ขุ่นมัวให้มากขึ้นไปอีก เป็นเพลงที่เศร้าจับใจแต่ก็สวยงามในเวลาเดียวกัน

    10 - vacation
    เพลงช้าอีกเพลง ยังไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรมาก เราว่ายังสู้เพลงช้าก่อนหน้านี้ 2 เพลงไม่ได้

    11 - boyish


    เพลงแรกที่ปล่อยออกมาเรียกน้ำย่อยกันก่อน เพลงนี้น่าจะคล้ายกับสไตล์ใน EP เก่าๆ มากสุด เป็นเพลงที่ทางวงบอกว่าเกี่ยวกับ "วิญญาณของตัวตนในอดีต” นั่นคือการเปิดประตูย้อนกลับไปสู่วัยเด็กและมองชีวิตผ่านดวงตาของเด็กชายตัวเล็กๆ คนเดิมที่เคยเป็น

    12 - interlude
    แทร็ก instrument ก่อนจบอัลบั้มที่เล่นต่อจาก boyish แบบแทบไร้รอยต่อ แต่เราว่ามันมาขั้นช้าแล้วเปลี่ยนอารมณ์ไวไปหน่อย ตั้งตัวไม่ทัน

    13 - buttercup
    ต่อจาก interlude ที่โหมมาก็เป็นเสียงหลบร้องเบาๆ กับดนตรีเบาๆ ของเพลงนี้ เพลงสุดท้ายในอัลบั้มเล่าถึง "การต่อสู้ภายในต่ออุปสรรคภายนอกและความพยายามที่จะอยู่กึ่งกลางระหว่างมัน" ชอบตั้งแต่หลังท่อนบริดจ์ไปจนจบ
     

    ขอแถมไลฟ์เพลงทั้งหมดจากอัลบั้ม landmark ยาวไป 45 นาที ดูกันให้อิ่มไปเลย


    สรุป

    ชอบสุด : way it goes, western kids, monsoon, simple season

    ความประทับใจ : ไม่รู้จะพูดยังไง แต่จากใจคือชอบน้องแซคทุกเพลง เรียกได้ว่าเป็นเดบิวต์อัลบั้มที่ประทับใจและมีคุณภาพสูงมาก น่าติดตามต่อไปในอนาคต

    ความฟังยาก : ★☆☆☆☆

    ความคุ้มค่า : ★★★★★ (เหมือนไปซื้อเลย์แต่เปิดถุงไปเจอทอง)



    ใครฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง ไปแลกเปลี่ยนพูดคุยกับเราได้นะ @PuRoii



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in