ห้องตรวจหมายเลข 5thanramon
กักขังตัวเอง 2
  • สี่วันต่อมามือถือของแม่ก็มีสายเข้าจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของโรงพยาบาลเพื่อแจ้งว่าเตียงว่างแล้วกรุณาเข้ามารายงานตัวในวันนี้ฉันและแม่รีบบึ่งไปที่โรงพยาบาลโดยที่ไม่ลืมหยิบกระเป๋าใส่เครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็นไปด้วย

                มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันชอบที่นี่ตั้งแต่แรกเห็นก็คือชุดผู้ป่วยของที่นี่มีสีม่วงดอกรักที่ฉันชอบมาก ห้องผู้ป่วยจำแนกเป็นชายหญิงชัดเจนในห้องนอนมีเตียงผู้ป่วยประมาณ 6-7 เตียงข้างเตียงมีชั้นวางของและลิ้นชักให้ทุกเตียงนั่นหมายความว่าฉันสามารถเก็บหนังสือที่อ่านไว้ได้โดยไม่ถูกพยาบาลยึดไปเตียงแต่ละเตียงอยู่ห่างกันพอสมควร ทำให้อากาศถ่ายเทสบาย ระเบียงชั้น 1 และเก้าอี้ริมระเบียงเป็นที่พักผ่อนคลายให้ผู้ป่วยทุกคนภาพต้นไม้และหญ้าสีเขียวทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสดชื่นเสียอย่างเดียวห้องน้ำและห้องอาบน้ำที่นี่มีให้เพียงห้องเดียวการต่อคิวอาบน้ำค่อนข้างวุ่นวายและใช้เวลานาน

                ที่โรงพยาบาลนี้ไม่มีนักศึกษาพยาบาลทหารมาคอยเอนเตอร์เทนหรือนำออกกำลังกายแต่จะมีพยาบาลมืออาชีพมาพูดคุย ดูแลไม่ห่างตลอดทั้งวัน ในทุก ๆ เช้าจะมีกิจกรรมอ่านข่าวเป็นกลุ่มมีคนไข้เข้าร่วมประมาณ 3 -4 คน เพราะที่นี่ไม่ได้บังคับให้ผู้ป่วยต้องเข้ากลุ่มสมาชิกในกลุ่มจึงเป็นคนที่โดนพยาบาลขอร้องให้เข้าร่วมกลุ่มและเป็นคนหน้าเดิม ๆเพราะคนที่มารวมกันนี้มักจะเป็นคนใจอ่อนที่ทนการขอร้องของพยาบาลไม่ไหวฉันเองก็เช่นกัน

                การเข้ากิจกรรมอ่านข่าวในตอนเช้าจะมีพยาบาลเป็นผู้นำกลุ่มไปหาข่าวมาให้ตัวแทนของผู้ป่วยอ่านทุกๆเช้าจะมีคำถามเดิม ๆ ว่า ประโยชน์ของการเข้ากลุ่มคืออะไรคะคำตอบก็คือ เพื่ออัพเดตข่าวสาร,เพื่อฝึกการฟังและการอ่าน, เพื่อฝึกการเข้าสังคมคำตอบจะวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาทุกวันจากนั้นตัวแทนผู้ป่วยอ่านข่าวที่พยาบาลเตรียมมาให้คนในกลุ่มจะและเปลี่ยนความคิดเห็นต่อข่าวกันฉันเป็นคนหนึ่งที่เบื่อกิจกรรมกลุ่มนี้มาก ๆ แต่ก็ยังเข้าร่วมทุกวันไม่เคยขาดเพราะพยาบาลขอร้องมา

                ที่นี่ไม่ได้มีแค่ผู้ป่วย, หมอและพยาบาลเท่านั้น แต่ยังมีอีก 1 คนคือ พี่ T เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ใจดีมากคนหนึ่งหน้าที่ของพี่ T คือการมาคอยชวนผู้ป่วยทำกิจกรรมเล็ก ๆอย่างเช่น ประดิษฐ์การ์ด หรือทำการ์ด Pop-up อะไรแนวๆนี้ พี่T มาที่วอร์ดอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งทุกครั้งที่มาฉันก็เป็นคนร่วมกลุ่มทำการ์ดกับพี่ T ตลอดเพราะฉันทนแรงขอร้องของพี่ T ไม่ได้อีกเช่นกัน

                อีกอย่างที่แตกต่างไปจากโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ก็คือที่นี่จะมีหมอประจำตัวกันทุกคน หมอที่รับผิดชอบรักษาโรคของฉันคือ หมอ J เป็นหมอชายรูปร่างผอมสูง ขี้อายและคอยาวเหมือนยีราฟ

                ทุก ๆ วันหมอ J จะเข้ามาพูดคุยกับฉันถึงเตียงนอนเราคุยกันด้วยภาษาง่าย ๆ เหมือนเพื่อนเล่นคนหนึ่ง ในทุกครั้งที่คุยกับหมอทำให้ฉันยิ่งขุดค้นไปถึงภายในใจที่เจอแต่คำว่าไร้ค่า, ไร้ความหมายจนฉันต้องร้องไห้กับหมอ J อย่างไม่อาย หมอ J เป็นหมอผู้ชายที่เลือกคำพูดได้ดีคนหนึ่ง คำพูดเรียบ ๆแต่เป็นกันเองไม่ได้ช่วยเช็ดน้ำตาให้ฉันสักเท่าไหร่ แต่ฉันยังพอรู้สึกว่า ฉันมีค่ามีความหมายกับหมอJ ยังไงล่ะ

                สิ่งที่คล้ายกันกับที่โรงพยาบาลเก่าคือระบบมัดมือมัดเท้า ผู้ป่วยที่รู้สึกไม่ดี, หงุดหงิด, อารมณ์ร้อน,รู้สึกหดหู่อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้จะถูกมัดมือไว้กับเตียงนอนถ้าขัดขืนมากก็จะแถมมัดเท้าไปด้วย ซึ่งฉันมักโดนมัดมืออยู่บ่อยครั้งเนื่องจากควบคุมความเศร้าของตัวเองไม่ได้

                หลักจากที่ฉันร้องไห้ไปพลางคุยกับหมอ J ไปพลางอยู่ถึง 2 อาทิตย์น้ำตาทุกหยดสื่อให้เห็นว่าอาการป่วยของฉันไม่สามารถรักษาได้ด้วยการพูดคุยเปลี่ยนทัศนคติเพียงอย่างเดียว

                “เดี๋ยวหมอจะให้คุณทำ ECT นะครับ” หมอ J พูดขึ้นในวันหนึ่ง

                อีกแล้วเหรอฉันต้องเจอกับอาการความจำเสื่อมอีกแล้วเหรอ

                “หมอขอให้คุณไปทำ ECT ก่อนเซ็ตนึง แล้วเรามาประเมินอาการกันใหม่นะครับ”เซ็ตหนึ่งของหมอคือการช็อต 6 ครั้ง

                ในทางการแพทย์อาการข้างเคียงของการรักษาด้วยไฟฟ้าก็คืออาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อแต่สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นกับฉันเลยมีเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นกับคนไข้ทุกคนรวมถึงฉันนั่นคืออาการหลง ๆ ลืม ๆตามทฤษฎีแล้วอาการนี้จะค่อย ๆ หายไปเมื่อผ่านไป 2สัปดาห์ – 6 เดือนแต่จนถึงวันนี้บางสิ่งบางอย่างฉันก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี

                อาการของฉันในระหว่างการทำ ECT และหลังทำ ECT ทำให้หมอ Jผิดหวัง เวลาฉันคุยหรือเล่าความคิดต่างๆในหัวให้หมอ J ฟังมันยังหม่นหมอง เศร้าสลด และตามมาด้วยการร้องไห้ให้หมอฟังฉันคิดว่ามันหมดสิ้นกันแล้ว ไม่มีวิธีไหนรักษาฉันได้อีก ถึงฉันจะท้อแท้เพียงใดเสียงขรึม ๆ ของหมอ J ก็ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่แห้งเหี่ยวของฉันได้ดีแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่หมอคาดหวัง สิ่งที่หมอคาดหวังคือฉันจะต้องเข้มแข็งและจัดการอารมณ์ได้ดีเมื่อไม่มีหมอคอยดูแลนั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหดหู่เหมือนโดนเพื่อนสนิททิ้งไปในวันที่อกหัก

                ฉันเดินไปเดินมาในชุดสีม่วงดอกรักที่ชื่นชอบในวอร์ดจิตเวชผู้ใหญ่ในหัวเต็มไปด้วยภาพเลือด ความตาย ความสิ้นหวังและอนาคตที่เป็นดั่งหลุมดำขนาดใหญ่รอให้ฉันตกลงไป หมอ J ยอมรับกับฉันว่าการรักษาฉันมันค่อนข้างยาก ฉันพอจะเข้าใจความรูสึกผิดหวังของหมอได้เป็นอย่างดีฉันยังรู้สึกผิดต่อหมอทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ถึงยังไงก็ตามหมอ J ยังใช้วิธีปรับเปลี่ยนยาไปพร้อม ๆ กับการรักษาด้วยไฟฟ้าหมอยังมีความหวังอยู่เล็กน้อยในขณะที่ฉันรู้สึกหมดหวังไปแล้วในช่วงนั้นมีเพียงภาพการฆ่าตัวตายในสมองของฉันเต็มไปหมด

                ฉันไม่รู้ว่าที่โรงพยาบาลเก่าเป็นยังไงแต่ในโรงพยาบาลนี้มีระบบ เยี่ยมบ้านด้วย เยี่ยมบ้านคือการที่ผู้ป่วยออกไปอยู่บ้านสักระยะ อาจจะ 5 วัน, 1 สัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์แล้วแต่วินิจฉัยของแพทย์ประจำตัวเรื่องเยี่ยมบ้านนี้เป็น หนึ่งในแผนการรักษาของหมอ J เมื่อเห็นว่าฉันอารมณ์คงที่แล้ว(เศร้าอย่างคงที่) หมออนุญาตให้ฉันกลับมาเยี่ยมบ้านได้ 1 สัปดาห์บอกตรง ๆ ฉันไม่อยากกลับไปเยี่ยมบ้านเลย ฉันยังคงอยากคุยกับหมอ J และอยู่ในวอร์ดนี้โดยไม่ต้องสนใจโลกภายนอกใด ๆ อีก

                หลังจากที่ฉันหลับจากการเยี่ยมบ้าน 1 สัปดาห์ ฉันได้รู้ข่าวว่าหมอ J ต้องไปรักษาคนไข้ที่วอร์ดอื่นและมีหมอคนใหม่มารักษาฉันแทนจังหวะนี้ฉันรู้เลยว่าคนอกหักเขารู้สึกยังไง หมอคนใหม่ที่มารักษาฉันต่อจากหมอ Jคือ หมอ V เป็นแพทย์หญิงที่ทางไว้ตัว นิ่ง ๆเรียบ  ๆ สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆน้ำเสียงเรียบเฉย ทำให้ฉันรู้สึกเกร็งและไม่สะดวกใจจะพูดระบายต่างๆออกมาเลย

                “หมอจะให้เรากลับบ้านได้แล้วนะคะ”วันหนึ่งหมอ V เดินมาบอกฉันที่เตียงผู้ป่วย

                “หมายถึงให้กลับไปอยู่บ้านเลยเหรอคะไม่ต้องกลับมาแล้วเหรอคะ”

                “ใช่ค่ะ” หมอตอบเรียบเฉยเหมือนทุกที

                แย่แล้ว ฉันไม่มีที่พึ่งอีกแล้วฉันไม่เหลือใครในชีวิตแล้ว

                คำพูดเหล่านี้มันโจมตีสมองของฉันอย่างหนักตาโต ๆ รื้นขึ้นไปด้วยน้ำตา ฉันยังไม่พร้อมที่จะออกไปเจอโลกภายนอกในตอนนั้นฉันมองไปรอบตัวเห็นภาพห้องพักผู้ป่วยสีขาวสะอาด มองไปนอกระเบียงเป็นต้นไม้สีเขียวสดใสแต่ฉันอาจจะไม่ได้เห็นภาพนี้อีกแล้ว

                ฉันรีบหากระดาษและปากกาเท่าที่จะหาได้แล้วลงมือเขียนสดหมายถึงหมอJ

                ‘ถึง...หมอ J ที่เคารพขอบคุณมากนะคะที่ดูแลฉันอย่างดีมาตลอด ขอบคุณจริงๆค่ะเนื้อความในจดหมายก็ประมาณนี้ฉันรีบพับจดหมายเป็นห่อเล็ก ๆ ก่อนที่ฝากจดหมายให้พี่นักสังคมสงเคราะห์ส่งให้หมอ Jอีกที เพราะฉันคงไม่ได้เจอหมอ J อีกแล้วคนที่มาส่งฉันในวันนั้นมีเพียงพยาบาล, เพื่อนผู้ป่วย, หมอ V และนักสังคมสงเคราะห์เท่านั้น

                ฉันมารู้ทีหลังจากนั้นหลายเดือนว่าวันที่ฉันออจากโรงพยาบาลไปได้ไม่เท่าไหร่ หมอ J ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในวอร์ดและถามหาฉัน หมอ J อยากเจอฉันก่อนปล่อยให้ออกไปเจอโลกภายนอกน่าเสียดายที่ฉันย้อนเวลากลับไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นฉันจะย้อนเวลาไปบอกตัวเองว่า รอหมอ J อีกเดี๋ยวนึง

                ฉันเดินออกมาจากวอร์ดผู้ป่วยจิตเวชพร้อมการวินิจฉัยจากหมอJ ว่านอกจากโรคย้ำคิดย้ำทำแล้วฉันยังเป็นโรคซึมเศร้าอีกด้วยแม่ควงแขนของฉันเดินออกไปโดยไม่ให้หันหลังกลับมาดู

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in