Athens - New York - AthensA 24-HOUR TALE
วันฮิปๆในเอเธนส์ Monastiraki, Plaka, Acropolis Museum
  • สิ่งที่เรากับเพื่อนเซอร์ไพรส์คือเอเธนส์คือเมืองที่โคตรอาร์ต มีความฮิป และมีความอาร์ทิสติก ดนตรี ศิลปะ ร้านกาแฟ เพ้นท์ติ้งบนผนัง ไม่ว่าจะพ่นมั่วๆหรือพ่นสวยๆ ก็มีอยู่ให้เห็นทั่วไป เอเธนส์ไม่ได้มีแค่วิหารบนอะโครโพลิส พาร์เทอนอน เสาโรมัน คบเพลิงโอลิมปิกส์ หรือถ้านึกถึงกรีซ คนก็จะคิดภาพ ซานโตรินี่ กันซะส่วนใหญ่ (ตามไปดูอะโครโพลิสได้ที่ลิ้งค์นี้เลย http://minimore.com/b/ls7lc/1 )  

    ถ้าใครอ่านโพสเราบ่อยๆจะรู้ว่า เราชอบถ่ายรูปมาก ถ่ายด้วยไอโฟน 7 นี่แหละ เดินไปกินไปถ่ายไป จนบางทีรู้สึกว่าลืมคุยกะคนข้างๆ เพราะมัวแต่หามุมอยู่ เอเธนส์ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่เราถ่ายรูปไม่หยุด พอๆกับลิสบอนหรือเอดินเบอระ

    **จะว่าไป ขออธิบายก่อนว่าเนื่องจากทริปนี้เป็น multisectors ซึ่งก็หมายความว่าแน็ตถึงเอเธนส์วันแรกไปอะโครโพลิส-Monastiraki-Plaka แล้วก็บินไปนิวยอร์ค 1 วัน แล้วก็กลับมาเอเธนส์วัดถัดมาซึ่งแน็ตก็ไป Acropolis Museum ค่ะ แต่แน็ตจะรวมทั้งสองวันมาอยู่ในโพสนี้โพสเดียวค่ะ ถ้างงว่า ทำไมเดินได้เยอะจัง หรือ เราสามารถเที่ยวหมดนี่ภายในวันเดียวเลยหรอ ไม่ต้องงง เพราะมันแยกวันกันค่ะ** 

    เอเธนส์วันที่ 1 
    จากตอนที่แล้ว หลังจากที่เราเที่ยวชมด้านบนของอะโครโพลิสเสร็จ (ยังอยู่ในวันแรกในเอเธนส์) เป้าหมายต่อไปคือหาของกินค่ะ เราเดินลงไปเรื่อยๆตามทาง จุดมุ่งหมายอยู่ที่ Monastiraki Square แหล่งรวมทุกอย่างตั้งแต่ร้านอาหารยันช๊อปปิ้ง มี Flea Market ด้วยนะ

    ตั้งแต่เดินลงมาจากเขา ไม่ถึงกิโล มีดนตรีเปิดหมวกร่วม 6 ชีวิต แต่เค้าเล่นแบบจริงจังนะ เพราะมาก เป็นเครื่องดนตรีกรีซโบราณมั่ง เหมือนขิมบ้านเราเลย ไม่ก็เป็นกีตาร์ตัวเล็กๆ (ขนาดใหญ่กว่าukulele นิดหน่อย) เสียงเพราะไปอีกแบบ (ขออภัยไม่มีภาพ ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีกลุ่มผู้ชายดูไม่น่าไว้วางใจมองๆจ้องๆอยู่ พวกเราเลยเก็บของมีค่า เดินจ้ำลงเขาอย่างเดียว)

    พอลงมาถึงตีนเขาก็ปลอดภัยแล้วค่ะ สองนางในรูปก็กำลัง ร้องเพลงเปิดหมวกอยู่ เพลงที่ชอบด้วย เด็ก 90's เท่านั้นนะที่จะรู้จัก Meridith Brooks - Bitch อยากบอกว่าตอนถ่ายคือเวลาทุ่มครึ่ง จ้าไปอีก
    หลังรั้วจะเป็น ruin ที่แน็ตจำไม่ได้ว่ามันเรียกว่าอะไร หาในแผนที่ก็ไม่เจอ ตามทางเดินลงมาเราจะเจอกับซากวิหารสถานที่สำคัญที่เค้าล้อมรั้วไว้ เปิดให้เข้าชมได้ในตอนกลางวันค่ะ ซึ่งถ้าซื้อบัตรคอมโบ้ก็เข้าชมได้เลย (แน็ตอธิบายเรื่องบัตรไว้ในลิ้งค์ด้านบนค่ะ) 
    อีกสิ่งหนึ่งที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกคือ graffiti ค่ะ ที่นี่มีเยอะมากกกกกกก เพื่อนไต้หวันเล่าให้ฟังว่า วันที่ออกมากับรุ่นพี่ไต้หวันอีกคนนึง เค้าถึงกับอารมณ์เสียว่าทำไมถึงต้องเพ้นท์อะไรกันเยอะแยะขนาดนี้ 555 บางอันก็สวยดีค่ะ แต่หาสวยยาก หรือแน็ตไม่ค่อยอินกับอะไรแบบนี้ก็ไม่รู้ 

    แล้วก็เดินไปถึง Monastiraki ค่ะ ซึ่งตรงนั้นมี subway สถานี Monastiraki เลยค่ะ มาไม่ยาก  สองข้างทางก็จะขายตั้งแต่ทอง รองเท้า โดยเฉพาะสานๆแนวๆ Gladiator เยอะมาก ชุดพริ้วๆ (ที่ราคาเว่อร์วังกว่ามาบุญครองบ้านเราอีก) ของที่ระลึกต่างๆ ผลิตภัณฑ์ที่คนแนะนำให้ซื้อกลับกันคือ ทุกอย่างที่ทำจาก Olive ค่ะ แน็ตได้สบู่ Olive Oil มาก้อนนึง ราคา 0.50 ยูโร ประมาณ 20 บาท เอากลับมาฝากคุณแม่ค่ะ คุณแม่บอกว่ากลิ่นมันธรรมชาติมาก ก็ไม่รู้ว่าดีจริงรึป่าว ต้องรอคุณแม่พิสูจน์ อันนี้แน็ตซื้อจากซูปเปอร์มาร์เก็ตแถวโรงแรมนะคะ ถึงจะได้ราคานี้ แถวๆนั้น Monastiraki หรือสถานที่ท่องเที่ยวจะขายแพงกว่านี้นิดนึงค่ะ
    พอผ่านซอยขายของมาก็จะเป็นโซนร้านอาหารค่ะ มีความน่ารักมุ้งมิ้ง ร่มรื่น กับแน็ตที่ส่วนตัวไม่ชอบดอกไม้ ยังว่าน่ารักเลย
    นักท่องเที่ยวก็ตรึมค่ะ ตอนแรกก็จะเดินเข้าร้านแถวนั้นกันแล้ว แต่ด้วยความที่เพื่อนไต้หวันอยากไปตาม Tripadvisor มากกว่า เราก็ไม่ขัดค่ะ หลังจากที่เดินวน 1 รอบถ้วนและเช็ครีวิว เราก็เลือกร้านที่ชื่อว่า The Grecos Project ได้ 4.5/5 จาก 1,122 รีวิวค่ะ ส่วนร้านอยู่ไหน อธิบายง่ายมาก ถ้าเดินลงมาจากอะโครโพลิสให้เดินไปหาเมโทร Monastiraki Station ค่ะ หรือไม่ว่าจะมาจากที่ใด หาสถานีให้เจอค่ะ มันจะเป็นเวิ้งกลมๆใหญ่ๆตรงกลาง ร้านอยู่ด้านซ้ายของเวิ้งค่ะ ไม่ต้องเลี้ยวเข้าซอยเลยนะคะ ป้ายใหญ่ๆ เห็นชัดเจน พอเราเข้าไปดูเมนู เราก็แอบคลีนอยากทานปลา เพราะร้านน่ารักๆ อันนั้นเค้ามีปลา สรุปที่นี่มีแต่ไก่-หมู-เนื้อ-แกะประมาณนี้ เราก็ถามว่า "Do you have any fish menu?" เค้าตอบว่า "No, we don't mix.  We're specialized in meat. We sell meat." หลังจากได้ยินแบบนั้น หันไปบอกเพื่อน เอาร้านนี้แหละยูวว ดูมีความมั่นใจดี 

    ที่นี่เค้ามีเมนูแบบเป็นภาพด้วยค่ะ ชอบมาก เพราะเรานึกภาพไม่ออกหรอก ถึงแม้จะเป็นภาษาอังกฤษถ้าเราไม่เคยทานเราก็คิดไม่ออกอยู่ดี

    เริ่มด้วย appetizer เป็น Fried Zucchini ค่ะ 
    จิ้มซอสเปรี้ยวๆคิดว่าน่าจะเป็น tartar sauce
    อร๊อยยยยยยยย ยอมทานของทอด
    จริงๆแน็ตว่ามันก็เป็นช้อยส์ที่เฮลท์ตี้กว่าถ้าเทียบกับ chips หรือ frenchfries นะ
    (แน็ตเล่นเวทอยู่ค่ะ พยายามงดของทอด เจออันนี้เบรคแตก)

    หลังจากนั้น main dish  ของเราก็มาค่ะ 
    ด้านบนเรียกว่า Souvlaki with Pita Bread and Fried Potato
    ด้านล่างเรียกว่า Moussaka
    Souvlaki เหมือนเนื้อเสียบไม้ปิ้งค่ะ มีเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อไก่ ให้เลือก แน็ตอยากเอาแบบเซฟๆสุดก็เลยเลือกไก่ เพื่อนเลือกหมู เพราะดูไบไม่มีหมู กินหมูดีกว่า จริงๆถ้าตามเมนูมันจะ mix ไม่ได้ ต้องลองขอเค้าดูค่ะ พนง ที่ร้านก็น่ารัก เป็นกันเอง ชอบๆ 
    ส่วน MOUSSAKA เป็นเมนูพืื้นเมืองของกรีซ ต้องลองค่ะ ตอนทานก็คิดว่า ส่วนข้างบนเด้งๆเหมือนพุดดิ้งนี่คือชีสหรืออะไร มีคนเคยบอกว่ามันเป็นชีส กรีซดังชีสค่ะ พอไปเสิร์ชดูมันมีหลายแบบมาก แต่จากที่แน็ตทาน แน็ตว่ามันเป็น Bechamel ค่ะ ซอสข้นๆขาวๆ ถ้าดูแล้วอ้วนก็ใช่อ่ะค่ะ 555 แต่อร่อยมากๆนะ ลองไว้ให้รู้ ซึ่งทานไม่หมดหรอกค่ะ หนักมากกกก ส่วนด้านล่างก็จะเป็นเนื้อ นี่คิดว่าเป็นเนื้อแกะ เพราะมันมีกลิ่นที่ทำให้คิดแบบนั้น แต่ไม่เหม็นน้าา โอเคอยู่ ผสมมันฝรั่ง อร่อยดี สรุปโดนกันไปคนละไม่กี่ยูโรค่ะ ร้านนี้ไม่แพงมาก บรรยากาศดี กระดาษรองโต๊ะสวย ชอบจานชามช้อนส้อมทุกอย่างบนโต๊ะ 555555555+ ถ้าไม่รู้จะทานอะไรลองทานร้านนี้ได้ค่ะ ผ่าน หรือถ้าชอบแบบ Kebab ก็มีนะ เต็มเลย จริงๆมีอีกร้านนึงที่ได้เกือบ 5 ดาวใน tripadvisor อีกร้านนึง แต่ขายแต่ Kebab วันนั้นไม่อยู่ใน mood ที่จะทาน Kebab ไว้รอบหน้าจะไปลองแล้วจะมาบอกค่ะ :)หลังจากที่อิ่มอร่อยก็หนังตาจะปิดล่ะค่ะ เหนื่อยกันมาทั้งวัน เราก็เรียก Uber กลับโรงแรมไปนอนเอาแรงเพราะวันถัดไปต้องบินไป นิวยอร์ค ค่ะ 

    เอเธนส์วันที่ 2
    กลับมาจากนิวยอร์คถึงเอเธนส์ประมาณบ่ายสี่ครึ่งค่ะ บอกเลยว่าพัง เพราะไข้ขึ้นจากที่อเมริกาค่ะ หนาวมากกกกก อยู่ดีๆอากาศเปลี่ยน ลมแรงฝนตก ที่พี๊คคือไม่ได้เอาเสื้อคลุมไปเลย น้ำมูกไหล พอไปเจอความแห้งบนเครื่อง แสบจมูกหนักมาก โชคดีที่ไฟลท์แค่ 9  ชม. ไทลินอลสองเม็ดเอาอยู่ค่ะ !

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลือแน็ต spent ที่ห้อง ไม่ออกไปไหนเลยค่ะ ถ้าต้องคอลซิคที่เอเธนส์คงไม่แฮปปี้เท่าไหร่ 

    ตื่นเช้ามาอาการดีขึ้นค่ะ มีมีนๆบ้างหลังทานอาหารเช้า แต่ก็เป็นกันหลายคนค่ะ ลูกเรือคนอื่นที่นั่งทานข้าวพร้อมกัน ทานเสร็จก็พร้อมใจกันร่วง ตัดใจแล้วว่าคงไม่ได้ออกไปไหนอีก จนเพื่อนลูกเรือไต้หวัน text มาค่ะ นางชวนไป Acropolis Museum บอกตรงๆว่าอยากไป ก็เลยตัดใจเดินออกไป ไปสูดอากาศเผื่อจะดีขึ้นเพราะน่าจะเป็นอาการเพลียมากกว่า ไม่ได้เป็นอะไรหนักมาก 

    และก็ดีขึ้นจริงๆค่ะ ไม่ได้ฟิต 100 เปอร์เซ็นต์แต่โอเคกว่าเดิมเยอะ รอบนี้เรามีเพื่อนไต้หวันอีกคนนึงไปกับเราด้วยค่ะ เค้าเพิ่งบินมาถึงเมื่อวาน ทำไฟลท์เดียวกันนี่แหละ แล้ววันนี้เค้าจะไปนิวยอร์ค อิจจจจจจจ

    วันนี้เพื่อนไต้หวันบอกว่า เดินไปกันเถอะ 18 นาทีเอง เอ่อออออ ก็ได้ๆ เราก็พยักหน้าแบบมึนๆ ก็ไม่นานจริงๆค่ะ แปปเดียวก็ถึง ไม่ต้องปีนเนิน เดินไปเม้าท์ไป สนุกดี มีการแวะซื้อกาแฟนิดหน่อย หอมมากๆ เสียดายแน็ตแพ้กาแฟ ดื่มแล้วน๊อค ใจสั่นทันที แต่ยังชอบดมอยู่ ทีนี่ espresso ดังค่ะ ควรค่าแก่การลอง 
    เพื่อนคนนึงก็ซื้อเมล็ดกาแฟไปฝากแฟนเค้าค่ะ จำได้ว่าถูกแต่จำราคาไม่ได้ ตอนเค้าบดนี่หอมมากกก กลิ่นฟุ้งทั่วร้าน
    เจ้าของร้านคือผู้ชายด้านซ้ายค่ะ เค้าถามว่าพวกเรามาจากไหน เราเลยบอกว่า ไต้หวันแอนด์ไทยแลนด์ ตอนเค้าได้ยินว่าไต้หวันก็ยังไม่ได้อะไร จนบอกว่า ไทยแลนด์ เค้าก็ทำหน้าแบบ เหมือนจะพูดอะไร แน็ตเลยพูดสวัสดีค่ะ พร้อมพนมมือไหว้สวัสดี 1 ที เหมือนเรียกความทรงจำเค้ากลับมาค่ะ เค้าก็บอกว่า โอ้ววว ไอไปเที่ยวมาหลายรอบแล้ว ไปเกาะโน้นเกาะนี้ เค้าไปเยอะกว่าแน็ตอีกอ่ะ สงสัยต้องเริ่มเที่ยวเมืองไทยบ้างล่ะ แน็ตกลัวแดดเลยไม่ค่อยไปทะเล 

    หลังจากนั้นก็ถึงเวลาเข้า มิวเซียม กันแล้วค่ะ ข้ามถนนไปถึงเลย แต่ตึกในรูปข้างล่างยังไม่ใช่เนอะ สวยดีเลยถ่ายไว้ 

    ถึงจริงๆแล้วค่ะ ACROPOLIS MUSEUM
    ซึ่งถ้าใครอยากจะมามิวเซียมก่อนขึ้นไปดูพาร์เทอน่อนบนอะโครโพลิสหรือถือบัตรคอมโบ้แล้วจะเข้าไปชมอะโครโพลิสอีกก็สามารถทำได้ค่ะ เพราะตรงข้ามทางเข้ามิวเซียมก็เป็นประตูขึ้นอะโครโพลิสค่ะ ถ้าเข้าประตูด้านนี้จะใกล้กับสถานที่สำคัญด้านล่างอย่าง Stoa of Eumenes, Sanctuary of Asclepius or Asclepieion, Theatre of Dionysus Eleuthereus, Odeon of Pericles และ Temenos of Dionysus Eleuthereus ถ้าซื้อบัตรคอมโบ้ 30 Euro เข้าได้หมดนี่เลยค่ะ ประตูที่แน็ตไปด้านที่แล้วจะใกล้กับทางขึ้นเขาค่ะ อยู่คนละด้านเลย 
    ตรงนี้เจ๋งมากกกกก ทางเดินที่ลงจากบันได เป็นกระจกซึ่งเราสามารถมองทะลุพื้น archaological site ด้านล่างได้
    ค่าเข้าชมมิวเซียมคนละ 5 ยูโรเท่านั้นเองค่ะ บัตรเก็บได้ ไม่ใช่สลิปใบเสร์จเหมือนทีได้ตรงอะโครโพลิส แน็ตทำหายไปไหนไม่รู้เลยไม่มีรูปให้ดูเลย ส่วนถ้าเป็น นักเรียนก็น่าจะได้ส่วนลดตามประเทศๆไปค่ะ เค้าไม่ได้บอกอะไรเพราะตอนเค้าถามว่าเป็นนักเรียนรึป่าว เราตอบไปว่า ไม่ใช่ค่ะ เค้าเลยไม่ได้บอกราคามา 

    มิวเซียมมีสามชั้นค่ะ ชั้นแรกจะเป็นโซน artifacts หิน อิฐ กระเบืื้อง รูปปั้น หม้อ ชาม ไห แท่นหิน มีทุกอย่างค่ะ สวยมากๆ แต่เค้าห้ามถ่ายรูปชั้นนี้ค่ะ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะทุกอย่างมีแค่หนึ่งเดียว รูปปั้น เทพ เซ็นทอร์ ทุกเทพจริงๆ 

    เด็กๆเยอะด้วยค่ะ คุณครูเหมือนพามาทัศนศึกษาทำกิจกรรมตามหารูปปั้นจากรูปภาพที่ได้รับ น่ารักดีค่ะ เด็กๆให้ความสนใจ เป็นการประวัติศาสตร์ที่ดูน่าสนุกดี 

    ชัั้นสองเป็นร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก หนังสือต่างๆ ส่วนที่ยื่นออกมาในภาพด้านล่าง มาจากชั้นสองค่ะ เป็นร้านกาแฟที่วิวดีมาก
    พอมาถึงชั้นสาม จะถ่ายยังไงก็ได้ แล้วแต่เลยค่ะ ตอนแรกก็ไม่รู้แต่เห็นคนหยิบกล้องกันออกมาทุกคนเลย เลยเอามั่ง เจ้าหน้าที่เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร วิวดีมากกกกกก เสียดายลง panorama ไซส์ออริจิรัลไม่ได้ ของจริงสวยมากกก อยากให้ทุกคนไปดูเอง เค้าออกแบบมิวเซียมนี้ออกมาได้ดีจริงๆค่ะ 
    รูปด้านบนคือภายในชั้นสามค่ะ ตามผนังแล้วที่อยู่บนเสาก็จะเป็นหินแกะสลัก มีรูปปั้นเล็กๆด้วย 
    รูปด้านล่างก็มาจากชั้นสามเช่นกันค่ะ ตรงจอนั้นจะมีแสดงคลิิปเล่าประวัติของอะโครโพลิส เหนื่อยๆเมื่อยๆก็ไปพักตรงนั้นได้ค่ะ 
    ในบริเวณชั้น 1 กับ ชั้น 2 ของมิวเซียมมี Wifi ให้ใช้ฟรีด้วยค่ะ แต่ชั้น 3 จะไม่มีแล้วค่ะ

    หลังจากมิวเซียม ตอนนี้เหลือกันสองคนทีมเดิมค่ะ จริงๆเพื่อนอีกคนแยกไปตั้งแต่ก่อนเข้ามิวเซียมแล้ว แพลนต่อไปคือเดินไปซื้อภาพวาดแถวๆ Monastiraki ค่ะ แต่ครั้งนี้เราเดินมาจากอีกทางนึงค่ะ สองข้างทางก็จะต่างออกไป เชื่อหรือไม่ว่า มันสวยมากๆ สวยกว่าลิสบอนที่คิดว่าสวยแล้ว ชมภาพค่ะ !

    ของจริงๆจะมีหลายสีมากกว่านี้ค่ะ แต่บางทีมันติดรถติดคนติดนี่นั่นทำให้ถ่ายออกมาไม่ได้ ไว้รอบหน้าจะพยายามใหม่ค่ะ คิดว่าอาจจะลองไป Anafiotika ด้วย เพิ่งไปเสิร์ชเจอ อารมณ์ใกล้ๆกับ ซานโตรินี่เลย

    และเราก็ผ่าน Roman Agora ค่ะ แน่นอนว่าบัตรคอมโบ้เข้าได้แน่นอน
    แต่แน็ตไม่ได้เข้าค่ะ ถึงตอนนั้นต้องใช้ hot chocolate ช่วยชีวิตแล้วรู้สึกพลังงานจะหมดตลอดเวลา
    จริงๆพื้นที่่ตรงนี้ก็เหมือนเก่าเนอะ อารมณ์อยุธยา มีซากเต็มไปหมดเลย แน็ตไม่แน่ใจว่ารูปด้านล่างคือ หอตรวจวัดอากาศรึป่าว ดูในแผนที่แล้วเหมือนจะใช่ แต่ไม่มั่นใจอยู่ดี ตอนนั้นมึน อะไรเป็นตัวหนังสือไม่เอาแล้วค่ะ
    ส่วนด้านขวาในรูปด้านล่างจะเป็น หอสมุด สมัยก่อน ซึ่งแน่นอน เป็นซากค่ะ ส่วนร้านด้านซ้ายขายงานอาร์ต รูปปั้น ภาพวาดสีน้ำมัน สวยดี แต่แน็ตเข้าไม่ถึงเท่าไหร่ เดินตรงไปจะเป็นทางเดินไป Monastiraki ที่แน็ตเดินไปวันก่อนค่ะ ทางจะมาบรรจบกันพอดี ตอนนั้นเรามาทางที่ใกล้กว่าเลยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่

    .......

    ขอจบโพสนี้ด้วยรูปนี้ล่ะกันเนอะ ไว้จะกลับมาเล่าความหนาวเหน็บในนิวยอร์คให้อ่านกันในโพสหน้าค่ะ :)
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in