Miscellaneous Thoughtskhuuun
earth is cancelled, welcome to Chromatica
  • หลังจากออกอัลบั้ม ArtPop ในปี 2013 และทัวร์ artpop ball จบในปี 2014 ก็นับเป็นเวลาหกปีได้ที่เลดี้กาก้าหันเหออกจากแนวเพลง dance-pop ไปสู่แนวเพลงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Jazz ที่เป็นความชอบในวัยเด็ก หรือไปทำคันทรี่ป๊อปแบบ Joanne (2016) จำได้ว่าหลังจากนั้นมีกระแสมากมายเรียกร้องให้เธอกลับมาทำเพลงป๊อปเหมือนเดิม แต่นางก็หาแคร์ไม่ นางหันไปเล่นหนังค่ะ A Star is Born ไปแต่ง/ร้องเพลงประกอบด้วย แล้วก็ปังมากจนได้ทั้งออสการ์ทั้ง golden globe สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีก แถมยังได้เข้าชิงนำหญิงอีกแหละ เรียกได้ว่า 2018 เป็นปีทองของเธอเลยทีเดียว จากนั้นก็มีโชว์ Enigma ในต้นปี 2019 และท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่ากาก้าจะออกอัลบั้ม ก็ออกจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่อัลบั้มแต่เป็นคอลเลคชั่นเครื่องสำอาง พร้อมเปิด Haus Labs ขายของอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็ขายของมาเรื่อยๆ จนปีนี้ แล้วก็ได้ฤกษ์ปล่อยซิงเกิ้ลแรก Stupid Love ในวันที่ 28 กุมภาฯ และประกาศว่า LG6 จะมีชื่อว่า Chromatica พอฟังจากซิงเกิ้ลแรกก็รู้แน่นอนเลยว่ากาก้าได้กลับมาจับแนว dance-pop ที่เธอถนัดอีกครั้ง


    ซึ่งตัวอัลบั้มก็ถูกวางคอนเซ็ปต์มาอย่างดีตั้งแต่อาร์ตเวิร์ค ชื่ออัลบั้ม ไปจนถึงการเรียงแทร็คแต่ละแทร็ค เรามาพูดถึงชื่ออัลบั้มและอาร์ตเวิร์คกันก่อน Chromatica ในที่นี้เป็นชื่อดวงดาวที่กาก้าตั้งขึ้น เป็นที่ที่ทุกสิ่งทุกคนมีความเท่าเทียมกันทั้งหมด chromatic (adj.) แปลว่า เกี่ยวกับสี และยังแปลว่าระดับเสียงด้วยเช่นกัน และดนตรีที่เป็นแกนสำคัญของอัลบั้มก็สร้างจาก chromatic scale (สเกลเสียงทางดนตรีที่มี 12 ระดับ) ดังนั้นคอนเซ็ปต์ของ Chromatica จึงหมายถึงทั้งสีและเสียง นอกจากนี้ Chromatica ยังพูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราประสบพบเจอ ซึ่งทุกอย่างรอบตัวเรารวมถึงสีและดนตรีก็ล้วนเกี่ยวพันกับคณิตศาสตร์ บนปกอัลบั้มของ Chromatica มี sine wave ที่เป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ของคลื่นเสียงอยู่ด้วย และสำหรับกาก้า เสียงดนตรีเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาเธอในหลายช่วงเวลาของชีวิต และช่วยให้เธอกลับมาทำอัลบั้มนี้ได้ กาก้าตั้งใจให้ Chromatica เป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่ต้องการการเยียวยาจิตใจ ผ่านเสียงดนตรี ผ่านความสุขในการเต้น เหมือนที่เธอได้รับจากการทำอัลบั้มนี้


    "So if you're in pain and listening to this music, just know that I know what it's like to be in pain. And I know what it's like to also not let it ruin your life." - Lady Gaga


    ตัวอัลบั้มเหมือนละครเรื่องหนึ่งที่ถูกแบ่งออกเป็นสามตอน โดยมี Interlude เป็นตัวเปิดเรื่องในแต่ละองก์ อย่างที่กาก้าได้ทวิตไว้ว่า Chromatica คือเรื่องราวของเธอ ควรจะฟังตั้งแต่ตั้งจนจบแบบไม่กดข้าม ส่วนตัวเราว่ากาก้าตั้งใจเล่าเรื่องตั้งแต่เข้าวงการ มีชื่อเสียง ผ่านคำวิจารณ์ ผ่านเรื่องราวกระทบกระเทือนจิตใจ ความทรงจำแย่ๆ จนถึงวิธีการเยียวยาตัวเอง เรื่องราวหนักหน่วงในชีวิตทั้งหลายมันถูกเคลือบไว้ด้วยดนตรีอิเล็กโทรนิคป๊อปจังหวะสนุกๆ ชวนเต้นในอัลบั้มนี้


    ต่อจากนี้จะเป็นรีวิว track by track
    Chromatica I
    จริงๆ ไม่คิดว่าจะได้ฟังอะไรแนวๆ orchestral จากกาก้านะ ความรู้สึกแรกที่ฟังคือเซอร์ไพรส์มาก และเป็นเพลงเปิดอัลบั้มที่ดีมาก มันยิ่งใหญ่สมเป็นฉากแรกของละครดีอะ กาก้าอธิบายในส่วนของ Chromatica I ไว้ว่า "ทุกการเดินทางเริ่มต้นด้วยชัยชนะ ฉันเคยประสบความสำเร็จและเคยล้มเหลว ทั้งสองสิ่งมีความหมาย ทั้งสองสิ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และให้บทเรียนที่สำคัญกับฉัน" ฉะนั้น Chromatica I ก็คือ Interlude ที่เป็นการเริ่มต้นด้วยความหวังจากบทเรียนของชัยชนะและความล้มเหลวในครั้งก่อนๆ

    Alice
    Alice เป็นเพลงเริ่มต้นอัลบั้มที่ดีนะ บีทดี ติดหู เนื้อเพลงไม่เยอะ ฟังแปบๆ ก็ร้องตามได้ กาก้าเวลานางเขียนเพลงเนี่ยนางโดดเด่นเรื่องเอานู่นนี่มาเปรียบเทียบมากเลย อย่างอันนี้ก็เปรียบการหลงทางและการตามหาตัวตน ตามหาความฝันของตัวเองกับเรื่อง Alice in Wonderland ซึ่งเราว่ามันเจ๋งดี

    Stupid Love

    "แรงผลักดันเบื้องหลังทุกสิ่งที่ฉันทำก็คือความรัก ฉันอยากได้มันอยู่ตลอด และไม่เคยเพียงพอ มีคนบอกว่าฉันเป็นพวกเสพติดความรัก แล้วมันผิดอะไร มันเป็นอิสระไม่ใช่หรอกเหรอในการได้รับรู้ว่าความต้องการความรักของฉันมันไม่มีที่สิ้นสุด"

    กาก้าก็คือกาก้า คนที่แสดงออกมาตลอดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่ต้องการความรักคนหนึ่ง Stupid Love คือเพลงร้องขอความรักในแบบฉบับของนาง ถึงจะเป็นรักโง่ๆ แต่นางก็ต้องการมันอยู่ดี 
    าวน์อัลบั้มนี้เป็น house music ที่เราค่อนข้างคุ้นเคยกันดี แต่ในความเก่ามันก็มีส่วนผสมบางอย่างที่สดใหม่ เป็นกาก้าคนเดิมแหละในเวอร์ชันที่ผ่านโลกผ่านการทำเพลงมาเยอะและหยิบจับส่วนผสมต่างๆ มาจัดวางได้อย่างลงตัว อย่าง Stupid Love ซิงเกิ้ลแรก ฟังครั้งแรกมันก็ดูเชยๆ จริง แต่เป็นความตั้งใจของกาก้าเองที่อยากให้ซาวน์เป็นแบบที่คนฟังคุ้นหู และ Stupid Love ก็เป็นซิงเกิ้ลที่อธิบายภาพรวมทั้งหมดของอัลบั้มได้ดี ความรู้สึกตอนฟังครั้งแรกคือเราเฉยๆ แบบเห้ยมาเป็นแบบนี้หรอ ก็โอเคนะแต่ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ แต่ พอฟังในอัลบั้มต่อจาก Alice คือเราว่าดีมากกลมกล่อมมาก ชอบมากขึ้นทันที

    Rain On Me (with Ariana Grande)
    แกฟังนะ เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลที่ปังมาก กะเทยทั่วโลกเย่วแตกปิ๊สกลางสายฝน ด้วยความป๊อป ย่อยง่าย ฟังสนุก รอบเดียวติดหู ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่แหละคือสิ่งที่เราเฝ้ารอ นี่คือไวบ์แบบ The Fame Monster หรือ Born This Way ที่เราคิดถึง เพลงนี้สะท้อนทัศนคติของกาก้าที่เริ่ดมากๆ ในการเผชิญกับคำวิจารณ์ต่างๆ คือก็ไม่ได้อยากรับรู้อะไรที่กระทบจิตใจหรอก แต่ก็มาสิ Rain. On. Me. อย่างน้อยทุกเสียงวิจารณ์ก็เป็นบทเรียนให้กับตัวเรา โอ๊ย ปังมาก รัก อีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเพลงนี้อาริมาร้องคู่ แล้วเสียงสองคนนี้เข้ากันมาก จังหวะที่อาริไต่เสียงสูงแล้วกาก้ากดเสียงต่ำประสานกันคือกรี๊ดเท่านั้น ขนลุก ปังไม่ไหว กลิตเตอร์ไหลออกหู กาก้าพูดถึงเพลงนี้ในอีกแง่หนึ่งของการเปรียบเปรยว่ามันหมายถึงการดื่มเพื่อระงับความเจ็บปวดของตัวนางเองด้วย "ฉันไม่ได้อยากจะดื่ม (I'd rather be dry) แต่ฉันก็ยังไม่ตายนี่ อย่างน้อยฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ เพราะงั้นฉันก็จะดื่มต่อไป เพลงนี้มันมีหลายมุมมอง"

    Free Woman
    อีกหนึ่ง Feminist anthem ในดนตรีที่ไม่หวือหวามากแต่เนื้อเพลง empower สุดๆ เพลงนี้เล่าเรื่องราวช่วงต้นของชีวิตในวงการ ท่อน I walk the downtown hear my sound / No-one knows me yet, not right now นี่ทำให้นึกถึงสมัยเดบิวต์ที่นางเดินถนนอยู่แล้วมีช่างภาพมาขอถ่ายรูปก่อนจะถามว่าคุณคือใคร แล้วนางตอบว่า "ฉันคือเลดี้กาก้า เป็นนักร้องและนักแต่งเพลง สักวันหนึ่งคุณจะรู้จักฉัน" ส่วนท่อน I'm still something if I don't got a man / I'm a free woman ทำให้เรานึกถึงสัมฯ นึงที่กาก้าบอกว่า "ฉันเคยมีแฟนที่บอกว่าฉันจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ จะไม่ได้มีชื่อเข้าชิงแกรมมี่ จะไม่มีเพลงฮิต และเขาหวังว่าฉันจะล้มเหลว ฉันบอกเขาว่า สักวันนะ วันที่เราเลิกรากันไปแล้ว เวลาที่คุณไปสั่งกาแฟที่ร้าน คุณจะต้องเห็นหน้าฉันหรือได้ยินเพลงของฉัน" Free Woman เหมือนจดหมายตอบกลับถึงแฟนเก่าคนนั้นว่าเธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายเพื่อให้เธอมีตัวตน เธอสามารถสร้างทุกอย่างด้วยตัวเองได้ นี่คือเลดี้กาก้า และกาก้าแปลว่าอิสระ

    Fun Tonight
    หลังจากตั้งแต่เริ่มค้นหาตัวเอง เริ่มทำตามความฝัน ผ่านสิ่งต่างๆ มาในแต่ละเพลงจนมาถึง Fun Tonight เพลงสุดท้ายในองก์แรก มันเป็นจุดที่ทุกอย่างไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว เพลงจังหวะสนุกชวนเต้น แต่เต้นทั้งน้ำตาเพราะเนื้อเพลงหน่วงมาก รู้สึกได้ถึงความกดดันที่ต้องแบกรับความคาดหวังจากสื่อจากแฟนคลับ เพลงต้องเปรี้ยงต้องปัง กาก้าเล่าว่า หลายครั้งคนที่รักนางพยายามบอกให้นางยิ้ม ให้นางหัวเราะ อยากให้นางมองโลกในแง่ดี แต่นางไม่สามารถมีความสุขได้ในตอนนั้นจริงๆ Fun Tonight จึงเป็นเพลงที่มีความหมายกับนางมากและเล่าออกมาแบบซื่อตรงมาก ฟีลแบบ กูเศร้าอะ กูยิ้มไม่ออก มาบอกให้มีความสุขกูทำไม่ได้หรอกนะ กูไม่สนุกแล้วอะ
    แล้วในตอนนางไปทำ Joanne นางมีความสุขมากนะแต่กระแสส่วนหนึ่งจากแฟนคลับดันไม่ค่อยดี หลายคนเรียกร้องให้นางกลับมาทำป๊อปเหมือนเดิม ซึ่งนางก็กลับมาในอัลบั้มนี้พร้อมกับท่อน You love the paparazzi, love the fame / Even though you know it causes me pain ลิตเติ้ลมอนสเตอร์ฟังแล้วเจ็บหัวใจมาก อยากกอดแล้วบอกว่าอยากทำอะไรทำเลย พร้อมซัพพอร์ตทุกอย่าง T__T

    Chromatica II
    จบองก์แรก ขั้นด้วย Chromatica II เราฟังแล้วแอบคิดถึงซาวน์แทร็ค Jaws ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือบังเอิญ 555 พอเริ่มดำเนินมาถึงกลางเรื่องแล้วใส่ Chromatica II มานี่เป็นอะไรที่ฉลาดมาก มันเป็น interlude ที่บิ้วด์ไคล์แมกซ์ได้ดีมาก ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังจะมีอะไรเกิดขึ้น และมันส่งต่อไป 911 ได้ ส มู ธ ม า ก ทรานซิชั่นระดับเทพ คือต้องฟังต่อกันเท่านั้นเพื่อความปังสูงสุด

    911
    อะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นที่กล่าวถึงไปในแทร็คก่อนหน้าก็คือความดราม่าระลอกใหม่ที่หนักหน่วงกว่าเดิมในองก์สอง 911 คือกาก้าในช่วงที่ใช้ยาต้านอาการทางจิต จากเนื้อเพลงจะเห็นว่านางเผชิญกับเสียงลบๆ ในหัว และมีอารมณ์สวิงเข้าสู่ภาวะ manic ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการของโรคไบโพลาร์ 911 เป็นหมายเลขสายด่วนฉุกเฉินแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายที่กาก้าเอามาเปรียบเทียบกับยา olanzapine ที่เธอกินเพื่อช่วยให้สงบลง เพลงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนฟังอิเล็กทรอนิกยุค 80 มีไวบ์ของ Kraftwerk อยู่หน่อยๆ อาจจะเพราะการเลือกใช้เสียงหุ่นยนต์ใน verse 1,2 เราว่าตรงนี้ฉลาดดีเพราะมันส่งเสริมกับเนื้อเพลง จากการใช้ยาที่ทำให้อารมณ์สงบจนไร้ความรู้สึกเหมือนกับว่ากลายเป็นหุ่นยนต์ไป นี่เป็นอีกเพลงนึงที่บีทดีมาก ติดหูมากและสมควรจะถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลต่อไปที่สุด (กด 911 สาธุ)

    Plastic Doll

    "วงการเพลงป๊อปทำให้ศิลปินถูกมองเป็นวัตถุด้วยการแปะป้ายและจัดหมวดหมู่เราไว้ในประเภทต่างๆ เพราะสิ่งนี้สังคมจึงคาดหวังให้เราแสดงออกตามแพทเทิร์นด้วยการขโมยเรื่องราวของเราไปและพยายามจะเขียนทับใหม่ 
    เราหลายคนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ฉันรับรู้ ว่าฉันคือตุ๊กตาพลาสติก ที่บางคนในโลกนี้เชื่อว่าฉันเป็นสมบัติของพวกเขาและพวกเขาจะเล่นกับฉันยังไงก็ได้ และมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด" 

    เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงที่ดนตรีไม่ได้หวือหวา เปิดมาแอบนึกถึง Daft Punk แต่เนื้อเพลงสะท้อนสังคมให้กลับไปคิดอีกแล้ว กาก้าพูดถึงความคาดหวังของคนส่วนใหญ่ที่คิดว่าป๊อปสตาร์ต้องเป็นแบบนี้ ต้องสวย ผมบลอนด์ ปากชมพู รวมถึงตัวเธอเองด้วยที่โดนคาดหวังว่าต้องแต่งตัวแปลกๆ แหวกชาวบ้านตลอด จากท่อน Tell me, who dressed you? Where'd you get that hat? คิดว่าหมายถึงหมวกสีชมพูที่ชอบใส่ตอนอัลบั้ม Joanne คือมีคนที่วิจารณ์การแต่งตัวของนางตอนนั้นว่าธรรมดาเกิน เรียบเกิน เป็นจุดต่ำสุดของชีวิตในวงการของนาง อยากให้กลับไปใส่ชุดอลังการเหมือนที่ผ่านมา Plastic Doll เป็น statement จากกาก้าว่าการที่สังคมลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของศิลปินลงมันทำให้เธอเจ็บปวด

    Sour Candy
    เพลงนี้เอา sample จากเพลง What They Say ของ Maya Jane Coles มาใช้ และได้เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง Blackpink มาร่วมร้องด้วย แล้วแบ่งท่อนให้ทุกคนได้ลงตัวมาก ปลื้ม ความพิเศษของเพลงนี้คือทั้งความเกาหลีจ๋าๆ และความตะวันตกมันปะทะกันเปรี๊ยะๆ แล้วมันออกมาลงตัวนะ ฟังแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นของฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ส่วนตัวรู้สึกเหมือนมันขาดอะไรไปนิดนึง อาจจะเพราะมันสั้นน่ะ แปบๆ ก็จบ แต่ด้วยความที่มันสั้น กราฟเพลงมันเรียบๆ ก็เลยฟังได้เรื่อยๆ กาก้านางบอกให้ listen twice ค่ะ

    Enigma
    เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ถูกเขียนขึ้นที่ทำให้อัลบั้มเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา กาก้านางเคยมีโชว์ ENIGMA ก่อนหน้าที่จะมาทำอัลบั้มนี้ แล้วในโชว์นั้นก็มีพาร์ทที่ ENIGMA ที่เป็น alter-ego ของตัวกาก้าเองปรากฏตัวขึ้น บอกว่าตัว ENIGMA คือปริศนาของกาก้า คือคำถามที่นางมีเกี่ยวกับตัวเอง และ ENIGMA จะทำหน้าที่ปกป้องส่วนหนึ่งของนางที่มักจะถูกเข้าใจผิด กาก้าก็เลยถามว่าแล้วทำไมเพิ่งมาปรากฏตัวตอนนี้ ENIGMA บอกว่า Because I have something to show you, the future เพลง Enigma จึงเป็นเรื่องราวต่อมาจากโชว์นั้น สื่อว่านางสามารถจะ break stigmas เกี่ยวกับตัวนางเองเมื่อไหร่ก็ได้ แม้ว่าตัวนางเองยังจะคงเป็นปริศนาอยู่ แต่นางก็เริ่มจะเข้าใจตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว นางจะถูกเข้าใจผิดอยู่เสมอเพราะว่านางต้องการให้เป็นแบบนั้น ส่วนตัวชอบฟีลลอยๆ ในช่วงเริ่มเพลงแล้วค่อยๆ มีเสียงเปียโนเสียงแซ็กโซโฟนแทรกเข้ามาเป็นระยะๆ รู้สึกอลังการเหมือนดูโชว์อยู่ แล้วก็ชอบการจับคู่คำว่า stigma กับ enigma มาวางใกล้ๆ กันด้วย เป็นอะไรที่ฟังแล้วสนุกหูดี

    Replay
    สังเกตว่าช่วงเพลงสุดท้ายก่อนจบแอคจะเป็นอะไรที่หน่วงอารมณ์มาก และ Replay นี่เป็นเพลงที่เนื้อเพลงหนักหน่วงที่สุดในอัลบั้มเลยก็ว่าได้ กาก้าเขียนเพลงนี้ก็เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้สึกทรมานจากภาวะ PTSD ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่เธอเคยโดนข่มขืน ทุกอย่างจากเหตุการณ์นี้รีพีทซ้ำๆ อยู่ในหัวกาก้ามาหลายปี เนื่องจากนางไม่เคยผ่านกระบวนการเยียวยา ไม่เคยได้พบจิตแพทย์ เพราะมันเป็นช่วงที่กาก้าเริ่มดังพอดีแล้วนางก็วุ่นวายอยู่กับการทัวร์ไปทั่วโลก ไม่มีเวลาได้รับมือกับเรื่องราวนั้นอย่างถูกต้อง และสิ่งนี้ก็เป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยเธอทั้งทางร่างกายและจิตใจ
    Replay เริ่มต้นด้วยบีทเบาๆ ก่อนจะโหมกระหน่ำเข้ามาหลังจบฮุค ซึ่งทุกอย่างติดหูมาก ท่อนฮุคอะใช้เวลาแปบเดียวก็จำได้ แต่ร้องตามแล้วสะเทือนใจ ;-; เพลงนี้ใช้ sample เพลง It's My House ของ Diana Ross ด้วยนะ ถ้าไปฟังตามก็ลองเพิ่มสปีดนิดนึง

    Chromatica III
    ชอบที่ outro เพลงนี้ french horn เด่นมากในช่วงสุดท้าย ให้ฟีลเหมือนแบบในที่สุดก็มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ฟีลของอัลบั้มเริ่มเบาขึ้น อย่างที่บอกว่ากาก้าทำอัลบั้มนี้เพื่อเยียวยาตัวเอง Interlude นี้ก็คือช่วงพักหลังจากผ่านเรื่องราวหนักๆ มามากและพายุเริ่มสงบแล้ว ส่งต่อไปสู่ช่วงท้ายที่เป็นการฮีลจิตใจของตัวนางเอง

    Sine From Above
    เพลงนี้เรียกได้ว่าเป็นคีย์สำคัญของอัลบั้มนี้เลย นางย้ำหลายครั้งมากว่าทำเพลงเพื่อฮีลตัวเอง อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าบนปกอัลบั้มมีสัญลักษณ์ sine ที่เป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ของคลื่นเสียง และชื่อเพลง Sine From Above ก็เป็นการเล่นคำว่า sine ที่แปลว่าคลื่นเสียง กับ sign ที่แปลว่าสัญญาณ, ลาง
    กาก้าเขียนเพลงนี้เป็น tribute ให้กับสิ่งที่ช่วยชุบชีวิตเธอขึ้นมาอีกครั้ง นั่นก็คือดนตรี เธออธิบายว่าดนตรีคือพระเจ้าของเธอ และเสียง (sine) ที่ได้ยินจากเบื้องบนก็ช่วยชีวิตของเธอไว้
    นี่คือการร่วมงานด้วยกันครั้งที่สองของกาก้าและเอลตันจอห์น เห็นโปรดิวเซอร์บอกว่าบันทึกเสียงกันผ่านสไกป์ สุดยอดมะ แล้วเอลตันก็แนวเปียโนบัลลาดอะเนอะ พอเนื้อเสียงทุ้มๆ ของแกมาอยู่ในเพลงแดนซ์ tropical house ก็แอบเซอร์ไพรส์หน่อยๆ แต่เราว่าเสียงแกรับกับเสียงสูงของกาก้าดีมาก อีกทั้งเนื้อเพลงเพลงนี้ท่อนของเอลตันและกาก้ามันเหมาะเจาะกันมากเลย นี่คือคนสองคนที่มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน เคยดิ้นรนและเคยหลงทางเหมือนกัน และถูกเยียวยาด้วยดนตรีเหมือนกัน อ่ะพูดตรงๆ นะสำหรับคนที่ชอบทั้งคลาสสิคร็อคทั้งป๊อป อันนี้คืองานคอลแลบที่เราประทับใจมากๆ แต่ขอพูดถึง outro หน่อย เราว่า outro เพลงนี้เป็นสิ่งที่งงที่สุดในอัลบั้ม ปกติมันจะส่งต่อไปหากันแบบสมูธใช่มะ แต่เพลงนี้คือ outro เดือดมาก ทำให้เพลงมีความ experimental หน่อยๆ ซึ่งเพลงต่อไปเป็นเพลงช้า ก็เลยงงว่ามันต้องเร่งจังหวะขนาดนี้เลยหรอคุณพี่ แต่ว่ามันก็ทำให้ติดใจดีนะ 555

    1000 Doves
    เพลงนี้เป็นเพลงจังหวะช้าๆ น่าจะช้าที่สุดในอัลบั้ม ฟีลแบบผับใกล้ปิด เริ่มด้วยทำนองเบาๆ แล้วค่อยๆ ใส่บีทเข้ามาไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ โยกได้เบาๆ โยกแบบมือถือทิชชู่ซับน้ำตาไปด้วย ดูเนื้อเพลงจะเห็นว่าเป็น cry for help song จากคุณแม่ค่ะ ฟังครั้งแรกดิชั้นน้ำตารื้นเลย เนื้อเพลงมันทัชใจเหลือเกิน กาก้าบอกว่าเพลงนี้เป็นสัญญาว่านางจะพยายามต่อไปในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เหมือนที่เคยทำมาแต่แรก และเราไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้ตลอดหรอก บางครั้งเราก็ต้องการความช่วยเหลือ and that's ok T___T

    Babylon
    เพลงนี้ออกสู่สาธารณะครั้งแรกในเวอร์ชันโฆษณาเปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอาง Haus Labs ของกาก้า ก่อนจะกลายมาเป็นเพลงปิดอัลบั้มสุดท้ายของ Chromatica ในที่สุด
    Babylon พูดถึงเรื่อง gossip ที่กาก้าเผชิญมาครึ่งค่อนชีวิตอย่างชาญฉลาด ด้วยการเอาไปเทียบกับเรื่องราวของหอคอยบาบิลอน ตามตำนานก็คือชาวบาบิลอนสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้าถึงสวรรค์ แต่ถูกพระเจ้าลงโทษด้วยการสร้างภาษาขึ้นมาหลายภาษาให้มนุษย์ไม่เข้าใจกันเพื่อเลี่ยงการถูกนินทา ซึ่งกาก้าก็เคยกลัวเหมือนกับที่พระเจ้ากลัว นางเคยถูกจองจำด้วยคำนินทาแต่นางมาถึงจุดที่เข้าใจว่ามันคือส่วนหนึ่งของการมีชื่อเสียงแบบไม่สามารถแยกจากกันได้ นางยอมรับและเป็นอิสระจากมัน
    Babylon มีกลิ่นอาย synth-pop ยุค 80 เยอะมากๆ อาจจะเพราะใช้ sample เพลง Confusion ของ New Order แต่ฟังครั้งแรกเรานึกถึง Vogue ของ Madonna เป็นเพลงที่เหมาะให้กะเทยเอาไปใช้ vogue battle กันมากๆ 555 แล้วการเล่นคำว่า babble-on ที่แปลว่าพูดพล่าม ซึ่งมันออกเสียงพ้องกับ Babylon แล้วความหมายมันไปด้วยกันได้กับเพลงพอดีอะ โอ้โหมันโคตรรรจะจีเนียส คิดได้ไง


    สรุป
    Chromatica เป็นละครบทใหญ่ของกาก้าที่เล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิตในวงการ ผ่านปัญหาต่างๆ จนถึงจุดจบที่นางใช้ดนตรีเยียวยาจนเป็นอิสระจากปัญหาเหล่านั้น ก็คือเป็นการเล่าเรื่องราวผ่านเพลงป๊อปแบบเดิมที่เคยทำ แต่มากด้วยประสบการณ์แล้ว ในด้านดนตรีอาจจะเป็นอะไรที่คุ้นหูกันอยู่แล้วกับแนว house แต่มันมีความสดใหม่อยู่นะ old but gold หลายๆ เพลงก็ติดหูตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง และพูดถึงการใช้เสียงร้องของกาก้าหน่อย อัลบั้มนี้นางใช้เสียงทุกโทนคุ้มมาก ไม่ว่าจะเป็น deep voice (ที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในบั้มนี้ และเราชอบมาก) เสียงสูง เสียงหลบ จังหวะที่ประสานเสียงกับศิลปินคนอื่นๆ เราว่าอันนี้โบนัสคนฟังมาก คือลิตเติ้ลมอนสเตอร์อาจจะได้ยินมาหมดแล้วแหละ แต่ในอัลบั้มนี้ทุกอย่างมันอยู่ถูกที่ถูกเวลาอะ ประทับใจ (อวยไปไหม นี่ยังได้มากกว่านี้อีกนะ) ส่วนตัวเราชอบอะไรที่มันอลังการ มีความ theatrical แบบนี้อยู่แล้ว ละเนื้อเพลงแต่ละเพลง เมสเสจแต่ละอันที่ส่งก็ดีมาก ถือว่าเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่สมการรอคอย ยิ่งพูดยิ่งอวยนะ ไปค่ะ ไปฟังเองกับหูว่ามันเป๊ะปังยังไง 


    ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ พูดคุยและร่วมหวีดได้ที่ทวิตเตอร์ @ofdustspace เหมือนเดิมค่า <3
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in