สุสานความฝันwrrpages
เพดานคำตอบ
  •  

    “นี่ ไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น”

    .

    .

    .

    .

    .

    แววดาวนอนตะแคงขวา กอดหมอนข้างและซุกใบหน้ากับกลิ่นคุ้นเคยของน้ำลายและน้ำยาซักผ้า อากาศในห้องเย็นสบายเพราะเครื่องปรับอากาศ แม้เธอจะหนาวที่ปลายเท้าไปหน่อย แต่เธอก็ขี้เกียจเกินกว่าจะขยับผ้าห่มหรือเดินไปเพิ่มอุณหภูมิขึ้น เธอทนได้

    ใกล้ถึงเวลาที่เธอจะต้องตื่น เธอมักรู้ตัวก่อนนาฬิกาจะปลุกเสมอ อาศัยช่วงของความฝันกับความจริงอนุญาตให้ตัวเองโอ้เอ้บนเตียงได้ เธอพลิกตัวเข้าหาหมอนอีกข้าง และสลับมาข้างเดิมเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทุ่มเถียงกับตนเองในฝันว่าเหตุใดทำไมเธอถึงไม่เดินไปทางนั้น ก่อนที่ถนนจะเปลี่ยนเป็นอีกสาย ก่อนที่เธอจะได้เจอผู้ชายที่ทำให้เธออุ่นวาบชั่วขณะ ซึ่งเป็นชั่วขณะที่เธอไม่มีทางลืม

    กระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกฉุดเธอจากภาพสีเทาและเปียกชื้น แววดาวจึงต้องตัดใจพร้อมกับทำใจว่าไม่มีผู้ชายคนนั้น แต่มีเช้าวันใหม่ การจราจรติดขัด และภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่จริงในวันนี้

    อ้อ และความรู้สึกอิ่มเอมที่เกิดขึ้นจริงนั่นด้วย

    เธอยังนอนอยู่ท่าเดิม บิดตัวอีกสองสามครั้ง ไม่มีเวลาให้เธออู้อีกแล้ว แววดาวกวาดขาไปในอากาศ หาจุดที่วางเท้าแล้วเธอจะไม่ล้ม

    จะว่าไปเช้านี้มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นอยู่เหมือนกัน แววดาวคิดว่าอากาศในห้องเย็นกว่าปกติ มีเสียงกระทบของวัตถุที่ทำจากไม้กับเหล็กอยู่เบาๆ และเธอเพิ่งรู้ตัวว่ามีน้ำหยดลงมาจากเพดาน

    หนึ่งหยด.. สองหยด... สามหยด...

    ไม่ เธอไม่นับแล้ว หรือว่าแอร์จะเสีย... ไม่ แอร์ไม่ได้อยู่ที่หัวเตียง

    แล้วมันคืออะไร

    เธอเงยหน้าขึ้นมองเพดาน แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเจอผู้หญิงที่คล้ายกันกับเธอนั่งอยู่บนโต๊ะเก้าอี้ชุดเดียวกับของเธอบนนั้น!

    .

    .

    .

    .

    .

    “นี่เธอ จะมองฉันอีกนานไหมเนี่ย”

    แววดาวอึ้ง และเธอปล่อยให้ตัวเองมองผู้หญิงที่ถามเธออย่างยียวนไม่คลาดสายตา ใจเต้นดังอยู่ในกกหูทั้งสองข้าง ร่างกายเย็นเยียบขึ้นไปอีกเมื่อเห็นหล่อน ที่เธออยากเรียกเหลือเกินว่าภาพหลอน-ของตัวเธอเอง

    เธอคลำหาเสียงเจอ ถามประโยคไร้ความคิดแต่เป็นไปตามสัญชาตญาณโดยแท้อย่าง ไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น ไม่มีทางที่คนจะไปอยู่บนนั้นได้

    แววดาวกลับมามองเตียงนอน แล้วพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง เหมือนเดิม... ไม่ว่าจะชุดชั้นในที่ใช้แล้วเมื่อวานก็ยังวางอยู่ปลายเตียง หรือแม้แต่หนังสือวรรณกรรมที่หยิบมาจากห้องสมุดโดยที่เลยกำหนดวันคืนไปแล้ว มันยังอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอเหมือนเดิม

    แววดาวเงยหน้าขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง เธอเห็นสภาพห้องคล้ายคลึงกันอยู่บนนั้น ต่างกันที่มีของประดิดประดอยชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่วางระเกะระกะอยู่ตามพื้นห้อง หรือหากจะเรียกให้ดีคือติดกับที่ว่างบนเพดานห้องของเธอ

    “เรื่องบ้าอะไรเนี่ย...”

    “เธอนั่นแหละที่บ้า ไปทำอะไรอยู่ตรงนั้นยะ”

    หนอยแน่! ผู้หญิงคนนั้นกล้าดีอย่างไรมาพูดกับเธอแบบนี้กันนะ นี่มันห้องนอนของเธอ สิทธิขาดเดียวที่เป็นของเธออย่างแท้จริง เธอเพิ่งจ่ายหนี้ห้องงวดสุดท้ายไปเมื่อต้นเดือน หลังจากชนักการเงินที่ติดหลังมาห้าปีลอยไปแล้ว ทำให้ห้องนี้เป็นของเธอจริงๆ ก็เมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วหล่อนข้างบนนั้น เป็นหล่อนนั่นล่ะที่บุกรุกเอกสิทธิ์ของเธอ!

    “ห้องนี้เป็นห้องของฉัน ทำไมฉันจะอยู่ไม่ได้”

    “สภาพเธอตอนนี้ดูไม่ได้เลยนะ”

    แน่นอนสิ เธอเพิ่งตื่นนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ยังอมขี้ฟันข้ามคืนอยู่ในปาก ยังไม่ได้แต่งหน้าและสวมเสื้อผ้าอย่างที่หญิงสาวสมัยนี้นิยมกันเลย แต่เธอไม่มีอารมณ์จะเถียงหล่อนบนนั้นแม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงที่ถูกทักแบบนี้

    แววดาวไม่ตอบอะไรหล่อน แต่สำรวจลักษณะบางประการบนตัวผู้หญิงคนนั้นแทน นอกจากใบหน้าที่เหมือนกันทุกระเบียดนิ้ว ส่วนอื่นๆ ดูจะแตกต่างจากเธอโดยสิ้นเชิง หล่อนไว้ผมยาวทำสีแปลกประหลาด น้ำเงินเหลือบเขียวมรกต มีไฮไลท์สีเหลืองแทรกอยู่ด้วย เหมือนสีน้ำทะเลบนทรายขาวที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นทะเลตะวันตกที่เธอฝันอยากจะไป หล่อนใส่เสื้อสายเดียวสีดำ มองอย่างไม่มีมารยาท เธอรู้ว่าหล่อนไม่ได้สวมเสื้อชั้นใน กางเกงยีนส์ขาสั้น นั่งพับขาข้างหนึ่งบนเก้าอี้ไม้สีขาว โต๊ะทำงานมีกองหนังสือนับสิบวางขนาบทั้งซ้ายขวา ดูเหมือนว่ามันไม่ใช่ที่สำหรับทำงานเลยด้วยซ้ำ เป็นที่วางหนังสือเสียมากกว่า จะว่าไปข้างบนนั้นดูเหมือนห้องที่เธอต้องการให้เป็นมากกว่าห้องที่เธอเป็นเจ้าของเสียอีก มีกระถางใบไม้อยู่ข้างโต๊ะ เสื้อผ้าถูกจัดเป็นระเบียบอยู่ในถังไม้ มีกรอบรูปที่เธอเดาว่าหล่อนคงวาดเองอยู่ด้วยหลายรูป และมีอิสรภาพที่เธอไขว่คว้าล่องลอยอยู่บนนั้น

    เธอไม่เห็นสิ่งอันนามธรรมที่ว่า แต่เป็นเพราะใบหน้าและรูปลักษณ์บนตัวหล่อนเองที่บอกเธอ ความอิจฉาแล่นขึ้นมาท่วมหัวใจ ปรารถนาถึงความเป็นหล่อนที่เธอไม่เคยครอบครอง หล่อนจับวางทุกความฝันของเธอไว้บนพื้นห้องที่กลับตาลปัตร เหมือนภาพสะท้อนของเส้นทางที่เธอไม่มีวันเลือก เป็นผลลัพธ์ที่ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะธรรมดาและเงียบสงบได้เท่านี้

    น้ำที่หยดจากแก้วน้ำด้านบนตกลงมาบนใบหน้าของแววดาว มองเหมือนเธอกำลังร้องไห้ ไม่มีเสียงสะอื้นหรือเสียงสูดน้ำมูก มีแต่เสียงของเครื่องปรับอากาศและเสียงเหล่าดินสอไม้เท่านั้นเอง เธอไม่สนใจจะเช็ดมันออก บางทีนี่อาจเป็นหลักฐานถึงเรื่องราวประหลาดที่เธอกำลังเผชิญอยู่ เพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้เพ้อฝัน

    “ทำอะไรอยู่เหรอ”

    แววดาวถาม เห็นหล่อนเหลาดินสอเป็นแท่งที่สามแล้ว ทั้งที่ในกล่องทรงกระบอกซึ่งวางอยู่ข้างหนังสือมีดินสอแหลมพร้อมใช้รออยู่อีกเป็นสิบ

    “คิด”

    เธอเดาว่าหล่อนบนนั้นจะคิดถึงรายรับรายจ่ายน่าปวดหัวเหมือนเธออยู่ไหม หรืออาจจะคิดถึงแผนการประจำวัน การรบรากับหัวหน้า การเอาตัวรอดในที่ประชุม หรือหนี้บัตรเครดิตที่คั่งค้างอยู่

    “คิดว่าดินสอแท่งไหนที่ควรใช้ตอนนี้ ไม่คิดไกลไปขนาดนั้นหรอก”

    หล่อนมีเวทมนตร์หยั่งใจหรืออย่างไร ทำไมถึงพูดเหมือนรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ทำไมไม่ใช้ดินสอกดกันนะ ไม่ต้องมานั่งเหลาให้เสียเวลา เธอลองคิดในใจเล่น นึกเป็นเรื่องสนุกเผื่อว่าหล่อนจะรู้จริงๆ ว่าเธอคิดอะไร

    “แกล้งอะไรฉันอีกล่ะ”

    หล่อนมองเธอ ยิ้มเยาะแล้วหัวเราะหึออกมาครั้งหนึ่ง พร้อมกับเธอด้วย มันดูบ้าและไม่น่าเชื่อ แต่เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยกับผู้หญิงที่เพิ่งพบกันได้ไม่กี่นาทีเสียแล้ว ด้วยจุดเชื่อมโยงเธอกับหล่อนเอาไว้ ซึ่งคือความปรารถนาและความฝันไร้เดียงสาในวัยเด็กของเธอเอง มีชิ้นส่วนของมันหลุดลอยมาถึงแววดาวในวัยนี้ แต่เธอก็เก็บมันมาประกอบเป็นแรงจูงใจหลังวัยเกษียณไปแล้ว

    “รูปพระอาทิตย์ตกนั่นสวยดีนะ”

    แววดาวหมายถึงภาพวาดสีน้ำมันที่วางพิงกำแพงไว้ ภาพของพระอาทิตย์ตกน้ำ เป็นการวาดดั้งเดิมของนักเรียนศิลปะชั้นผู้น้อย กับวิสัยทัศน์ตื้นเขินของพวกเขา ปราดมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นอาทิตย์ที่ระยับไปบนท้องทะเล ไกลกว่านั้นคือขอบฟ้าทึบแสงที่ไล่จากสีน้ำเงินเข้มไปยังสีส้มอมเหลือง เธอชอบมัน แม้จะไม่มีเทคนิคพิเศษใด ไม่มีมุมมองอะไรเลยจากภาพนั้นให้ตีความนอกจากบันทึกเหตุการณ์ธรรมชาติของแต่ละวัน

    “เธอมองยังไงให้เป็นพระอาทิตย์ตก นี่มันพระอาทิตย์ขึ้นซะหน่อย”

    แววดาวเลิกคิ้ว แล้วก็เข้าใจได้ในเวลาต่อมา มองจากมุมของเธอย่อมเป็นภาพที่เธอคิดอยู่แล้ว แต่จากมุมของหล่อนมันคือการเริ่มต้น ใช่ ไม่มีอะไรเลยนอกจากการเริ่มวันใหม่บนโลก พระอาทิตย์ขึ้นทุกวันในห้องของหล่อน แตกต่างจากห้องของเธอที่มีอาทิตย์ตกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ชีพจรลงเท้าเพื่อล้มตัวปวดร้าวบนเตียงในทุกคืน

    น่าอิจฉาอีกแล้ว แววดาวคิดเสียงดังให้หล่อนรู้ตัว

    “อย่าน้อยใจไปเลยแววดาว เธอก็ดูมีความสุขนี่นะ”

    “รู้ชื่อของฉันได้ไง”

    “ไม่สำคัญหรอก ฉันรู้ก็แล้วกัน แต่ว่าฉันไม่รู้ว่าเธอคือใครนะ แค่ชื่อเท่านั้น เธอชอบ เธอเป็นอะไร ฉันไม่รู้หรอก”

    “ฉันเหมือนคนมีความสุขเหรอ”

    แววดาวรู้สึกถึงชัยชนะเปล่ากลวง เธอหวังให้คนคิดแบบอย่างว่าอยู่แล้ว หญิงผู้ประสบความสำเร็จ มีตำแหน่งแห่งที่และสถานะการเงินอันมั่นคง โดยไม่คำนึงว่าเสถียรภาพนั้นต้องแลกมาด้วยการปลดระวางความฝัน และยืนหยัดบนตารางเมตรของความคาดหวังของผู้อื่น

    “เหมือนจะนะ เธอก็รู้ใช่ไหม”

    จะว่าไปหล่อนบนนั้นดูคมเข้มกว่าเธอเล็กน้อย เมื่อเพ่งมองให้ดี เธอเห็นรอยย่นบนหัวคิ้วและมีกรอบหน้าคมชัด แม้จะมีริ้วรอยไปบ้าง แต่เธอคิดว่านั่นคือร่องรอยของความสุขอันแท้จริง หล่อนยิ้มบางเบาขณะที่ลงมือเขียนอะไรบางอย่างลงสมุด ข้างแก้มมีเส้นขึ้นสองสามเส้นเวลายิ้ม อาจเป็นสัญลักษณ์เพื่อใช้ผ่านเข้าไปในดินแดนที่เธอไม่เคยก้าวพ้น หล่อนเป็นเจ้าของคุณลักษณะตรงข้ามกับเธอแทบทุกข้อ

    “ความสุขมีไม่ยากหรอกนะ...”

    เสียงดินสอเงียบไป หล่อนพับสมุดลงและลุกขึ้นจากโต๊ะ โยนตัวอย่างแรงไปบนเตียงนอน หน้าคว่ำและจมหายไปในผ้าห่มหนานุ่ม กลิ้งไปกับกองผ้าแล้วม้วนตัวเข้าไปในห่อหุ้มของความเงียบ

    “ความคาดหวังคืออะไรรู้ไหมแววดาว... มันมีน้ำหนักมากกว่าความพอใจหรือเปล่า ฉันพอจะชั่งได้ถ้ามันหนักใกล้เคียงกันนะ แต่บางคนกลับบอกว่ามันหนักเท่าขนนก บางคนบอกว่าหนักเท่ากับโลกเลยล่ะ แต่สำหรับฉัน มันแทบจะไร้น้ำหนักเลย”

    หล่อนยิ้มให้กับเธอ ก่อนเป็นนิทรายาวนานที่ลักพาตัวหล่อนไปกลางกองผ้านั้น

    .

    .

    .

    .

    .

    แววดาวอยู่ในลิฟต์ระหว่างขึ้นไปยังชั้นสิบสี่ ใส่กระโปรงสีครีมยาวถึงเข่า สอดเสื้อเชิ้ตขาวไว้ในนั้น ส้นสูงที่สวมอยู่ทำให้เธอสง่าขึ้นเล็กน้อย และเครื่องสำอางทุกชิ้นบนใบหน้าทำให้เธอน่าหลงใหล

    เธอคิดถึงหล่อนบนนั้นที่ปราศจากการแต่งแต้ม ผู้ถามหาถึงความคาดหวังบนโลก แต่กลับไม่มีคำตอบที่แน่แท้ ผู้เป็นเจ้าของความสุขและบอกว่ามันมีได้ไม่ยาก

    ระหว่างนั้นเธอก้มหัวเล็กน้อยให้ผู้ชายข้างหน้าที่เผลอถอยหลังมาเหยียบเท้าเธอ ลิฟต์แน่นขนัด เวลาเร่งด่วนก็เป็นเช่นนี้ เธอไม่ถือสากับความผิดที่เกิดขึ้น มีเรื่องให้เธอตระหนักคิดมากกว่านั้น

    หนึ่งในคำถามที่สะท้อนกลับไปมาในหัว ซึ่งบางทีอาจมีคำตอบรออยู่ที่ไหนสักที่

    เธอมาทำอะไรอยู่ตรงนี้กัน

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in