The Kurt's CoffinFalseSurtr
Prologue
  • “คุณเคยได้ยินเรื่องของโซลด์เธน-เคิร์ทไหม”

    “แกกล่าวห้วนๆ แบบนี้เวลาพาดพิงคนแปลกหน้าหรือไร โอนิกซ์ โลงศพโอนิกซ์ซิวะ เออ แปลกดี”

    ผู้พันซดบรั่นดีอึกใหญ่อย่างกับรถใคร่น้ำมัน ตวัดดวงตาจากบุรุษใต้การควบคุมดูแลไปยังสารคดีสดใหม่ จอสี่เหลี่ยมฉายภาพความสวยงามของท้องทุ่ง ก่อนจะถูกตัดไปหานางกระจายข่าวซึ่งเป็นแขกใหม่ในวงสนทนาระหว่างเรา


    โอนิกซ์เป็นชื่อสามัญของแร่รัตนชาติสีขาบกระทั่งทมิฬ นิลกาฬอันสวยงามรามยามส่องดวงตาพิศ แล้วยังนับเป็นศัพท์อันสื่อความแทนถึงโลงศพเก่าครึสีโอนิกซ์ซึ่งถูกถอดมาบูรณะครึ่งหนึ่งของกรอบจนดูสวยงามมากกว่าน่าพังครืน บุรุษผู้ทอดกายตรงเด่ลงในนั้นแน่ว่าคือโซลด์เธน หรือชื่อที่ผู้คนขนานอย่างสนิทสนม เคิร์ท —เขาเป็นใคร ไม่มีผู้ใดทราบ รวมถึงที่มาของเขา นั่นก็ไม่พบข้อมูล ทุกสิ่งเกี่ยวกับโอนิกซ์หรือก็คือโซลด์เธนล้วนแล้วแต่ปกคลุมไปด้วยหมอกแห่งความลึกลับ กระนั้นแล้วความเเท้เกี่ยวกับเขาผู้ซึ่งสูญเสียชีวิตจริงออกไปก็ถูกหว่านโปรยไปด้วยมวลบุปผาแห่งเสน่ห์


    ความจริงที่ว่าน่าหารือเป็นสิ่งประเสริฐ ไม่มีผู้ใดสามารถโพนทะนาสุ่มสี่สุ่มห้าได้ว่าเรื่องอัศจรรย์นี้เป็นเพียงตำนานซึ่งอาจถูกประดิษฐ์ประดอยขึ้นจากแม่ม่ายเมื่อสองร้อยปีก่อน หากว่าความจริงคือการพิสูจน์โดยดวงตา สัมผัส แลประสบการณ์ นายหนุ่มไฟแรงก็ควรได้รับโอกาสนั้นดังที่เขาใจเด็ดกล้าเอ่ยเปิดบทสนทนา


    ผู้พันดันเตวางแก้วบรั่นดีลงเมื่อหาความน่าสนใจของเนื้อข่าวไม่ได้อีก เขาหมุนเก้าอี้วกกลับหาลิวตัสคนหนุ่ม 


    “โอนิกซ์ชอบเรื่องราวแต่ละปัจเจกบุคคล” 


    ผู้พันว่า แล้วเปิดโค้ทข้างหนึ่งเพื่อควานหากระดาษนามบัตรจากพิพิธภัณฑ์ของประหลาดไม่ธรรมดา และทันทีที่หามันพบ เขาก็ส่งสิ่งนั้นแหวกอากาศเข้าอุ้งมือของลิวตัสอย่างพอดิบพอดีในท่วงท่า 


    “ฉันว่างพฤหัสนี้เวลาบ่ายสาม แต่หากแกจะฉายเดี่ยว นั่นก็ไม่เป็นไร”

    ลิวตัสพยักหน้ากะพริบตาอ่านดูข้อความบนกระดาษขลิบผงสี 
    ดูท่าแล้วไอ้ผงสีดำนี่อาจมาจากการที่ผู้พันโยนเสื้อโค้ทลงเครื่องซัก โดยไม่แม้แต่จะตรวจดูว่ามีบางอย่างตกค้างในกระเป๋าไหม แต่เอาเถอะ กระดาษแผ่นนี้รอดมาได้ก็ดีอยู่ สภาพมันยับ ย่น เหี่ยว แต่ไม่แย่ เนื้อความโชคดีว่าอยู่ครบทุกส่วน ไม่ลอกเป็นขุยตามขอบของมัน


    ‘โลงศพของโอนิกซ์
    เปิดให้พบปะพูดคุย(มีเพียงฝ่ายคุณที่พูด) เวลาหกโมงเช้าจนถึงสองทุ่มครึ่ง ทุกวัน
    * พิพิธภัณฑ์เปิดหกโมงเช้าจนถึงสี่ทุ่มครึ่ง * ’


    ด้านหลังของนามบัตรสลักอักษรศิลป์เป็นประโยค’ด้วยความยินดีแก่คุณดันเต’ขนาดจิ๋ว ถัดมาเป็นตารางพิมพ์แบบสามคูณสาม พบหมึกตราประทับต่างลักษณะละลายไปกับเนื้อกระดาษสี่จุด 


    “ถูกใจแล้วค่อยทำบัตรใหม่ เผื่อแกไปไม่โอเคมันเปลืองทรัพยากรกระดาษ”


    ลิวตัสลูบเนื้อกระดาษแล้วเลิกคิ้ว เขาเงยหน้าสบตากับผู้พันดันเต ก่อนจะเปล่งถ้อยประโยคอันร้ายกาจ “คุณเลิกซักผ้าโดยถังซักเถอะครับ, ผู้พัน” ว่าจบก็อาณัติบัตรนั้นเข้ากระเป๋าเสื้อฝั่งนอกด้านซ้ายไป


    ผู้พันดันเตเลิกคิ้วบ้าง, หัวเราะ แล้วเปลี่ยนช่องไปหาสารคดีที่เขารัก

  • ลิวตัสทราบดีว่าเขามาก่อนเวลานัด กระนั้นแล้วก็ตามที ผู้พันมาถึงจุดหมายปลายทางหลังเวลานัดราวสี่สิบนาทีเห็นจะได้

    "โทษที, พอดีเมื่อคืนมีเรื่องไม่คาดคิดนิดหน่อย"

    และนั่นคือคำแก้ตัวของเขา

    .

    เรามาถึงพิพิธภัณฑ์ตอนบ่ายสี่โมงครึ่ง ผู้คนสวมชุดไปรเวทตามสไตล์ที่สรรหามาเพื่อตน ที่บาทวิถีอันก่อร่างสร้างขึ้นจากอิฐเรียบไกลลิบพบกลุ่มเด็กน้อยยูนิฟอร์มโรงเรียนยืนเรียงแถวคู่ ถ้าให้เดาเอาคงไม่พ้นทัศนศึกกษาประจำเทอมหรืออะไรเทือกนั้น และปฎิเสธไม่ได้เลยว่าแวบหนึ่ง ลิวตัสรู้สึกถึงความน่าผ่อนคลายท่ามกลางสิ่งสามัญเรียบโก้นั่นอย่างประหลาด 

    ผู้พันเรียกให้ตามตัวเขาเข้าไปในตอนที่ตรวจเช็คบัตรสำเร็จลุล่วง ลิวตัสทำอย่างนั้นทันที พลันดวงตากวาดต้อนเอาความสุนทรีย์เข้าประมวลในหัว เขาเองก็เป็นนายทหารที่เคยผ่านการแต้มสีบนผ้าใบอย่างโลดโผนมาบ้าง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอธิบายสไตล์งานของเออแฌน เดอลาครัวแก่ผู้พันได้อย่างคล่องปรื๋อ

    โลงศพของเคิร์ท--โอนิกซ์ป็อปปูลาร์กว่าที่คิด ถึงแม้พนักงานตรวจบัตรจะบอกกล่าวมาว่านี่เป็นเสมือนกับเป็นฤดูกาลของเขาผู้นั้นก็ตาม แต่ฝูงชนราวยี่สิบเอ็ดคนบนทางเดินข้างหน้านี้ดูชุลมุนวุ่นวายมากกว่าที่หล่อนสปอยล์มา บัตรในมือของลิวตัสสั่น เมื่อเขาก้มมองดูหมายเลขคิวที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดของวัน และได้ทราบว่าต้องต่อแถวยาวเหยียดรออีกราวๆ ยี่สิบคิวอย่างที่เห็น

    "ก็นะ, ปกติคนไม่เยอะอย่างนี้หรอก สงสัยว่าเราจะโดนแจ็กพอต" ผู้พันว่า ดวงตาจ้องมองลึกลงไปยังกลุุ่มคน "ครูบางคนก็เหมารวมเอาว่าเด็กน้อยทุกคนอยากพูดกับศพวิเศษ"

    ที่ส่วนภายหลังนั้นเป็นห้องกว้าง การจัดแต่งทำให้ดูผ่อนคลายราวกับเป็นสวนหลังบ้านคุณ รั้วแขวนโซ่เหล็กอันหนึ่งขวางกั้นทางเข้าไว้พอเป็นพิธี และถ้าหากมีสายตาที่เฉียบคมมากพอ จะสามารถมองเห็นส่วนเล็กจิ๋วของพระเอกในงานได้ที่ทางขอบๆ นอกจากนี้ ข้างหน้ายังมีคนคอยตรวจดูและเฝ้าระวังการแซงคิวยืนคุมอยู่คนหนึ่ง

    อย่างไม่ทันได้ตั้งตัวหรือประมวลผล ผู้พันสบตาเข้ากับชายภายใต้ยูนิฟอร์มของทางพิพิธภัณฑ์ผู้นั้น ทั้งสองโบกมือให้กันหน้าตื่น โดยไม่ลืมลากเจ้าลูกกระจ๊อกตัวแสบไปด้วย เราเป็นฝ่ายสาวเท้าเข้าไปหาเขา 

    "โอ ดันเต! นานแค่ไหนแล้ววะ" 

    คนแปลกหน้า(สำหรับลิวตัส)กล่าว ก่อนโผรับกอดจากผู้พัน แน่นอนว่าภาพนั้นช่างเป็นภาพที่ไม่คุุ้นเคยและน่าประหลาดใจสำหรับลิวตัสอย่างยิ่ง ผู้พันที่เขารู้จักเป็นเพียงตาลุงเสพติดสารคดี ไม่เคยมีความรัก หรือไม่เเน่ไม่เคยรู้จักความรัก เพื่อนในกรมเคยบอกว่าผู้พันดันเตเป็นพวกไร้เพื่อน และความสัมพันธ์ของเขากับคนอื่นๆ ก็ดูจะไม่เป็นอะไรที่น่าพิศมัยสักเท่าไร กระนั้นแล้วก็ตามที ตั้งแต่ที่ลิวตัสได้มีโอกาสคลุกคลีตีมงกับผู้พัน เขาก็ไม่ใช่คนแย่อะไรปานนั้น บางทีเหตุการณ์นี้เองก็อาจเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เขาลืมภาพผู้พันจอมขี้เกียจ รวมถึงเป็นพวกไร้เพื่อนออกไป

    จอร์จเป็นชื่อของนายคนตรวจตราแถวทางเข้าไปพบกับโลงศพ เขากับผู้พันเสวนากันออกรสออกชาติเกี่ยวกับเรื่องราวเก่าๆ ในอดีต ไม่แน่ว่าผู้พันอาจลืมไปแล้วว่าเป็นฝ่ายลากให้เขามาร่วมวงเสวนาด้วย แต่สิ่งที่เป็นในตอนนี้คือลิวตัสยืนโง่ๆ ทำหน้าที่เป็นตัวประกอบก็เพียงเท่านั้น โชคยังดีอยู่ที่ผู้พันพอจะแนะนำชื่อเขาให้จอร์จผู้นั้นทราบ

    เวลาผ่านมาเนิ่นนานราวสองสามชั่วโมงเห็นจะได้ ลิวตัสกลับมาพร้อมท้องที่อิ่มเอม ก่อนหน้านี้เขาขอตัวออกไปหาอะไรทาน และยินดีอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้เสียงสนทนาปราศรัยตามประสาทหารผ่านศึกดังก้องไปทั่วในบริเวณระหว่างที่เขาไม่อยู่ จนว่าเขากลับมา ผู้พันนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ถูกจัดมาไว้ให้กับจอร์จ ผู้คนหายไปจนหมด เหลือเพียงเราสามคน "นั่นถึงตาพวกนายแล้วเพื่อน เชิญอยู่ได้นานเท่าที่จะตามใจเลย" คงเป็นเพราะไม่มีใครมาต่อคิวหลังเราแล้ว จอร์จจึงว่าแบบนั้น 

    "ถึงเวลาเปลี่ยนกะพอดี , อ่า.. ลิวตัส? แล้วเจอกันใหม่ไอ้น้อง" หลังจากลุกขึ้นปลดโซ่ทางเข้าออกให้แล้ว  เขาก็ล้วงกุญแจรถขึ้นมาแกว่งขณะก้าวออกไปจนลับสายตา

    ลิวตัสหันมาสนใจกับสถานที่ตรงหน้า อย่างที่ได้มีโอกาสเห็นมาบ้างแล้วนิดๆ หน่อยๆ ที่นี่ถูกจัดแต่งในธีมสวนสวย พื้นถูกปูด้วยหญ้าใบเขียวซึ่งเขาไม่ได้สนใจนักว่ามันเป็นหญ้าปลอมหรือไม่ พอได้เข้ามาดูใกล้ๆ อย่างนี้แล้วถึงได้ทราบว่ามันวิเศษ ที่ส่วนกลางของห้องมีโลงศพขนาดทั่วไปตั้งอยู่ ผื้นผิวของมันดูหรูหราโก้หร่านกว่าที่สามัญชนคนหนึ่งจะสามารถได้รับ --เป็นที่ทราบกันดีว่าเคิร์ทเป็นบุคคลที่ร้างไร้ซึ่งประวัติอันแจ่มชัด รวมถึงลิวตัสเองก็ไม่ทราบเรื่องราวตื้นลึกหนาบางว่า ด้วยเหตุผลประเภทใดเคิร์ทจึงอิ่มหนำไปกับเรื่องราวที่เขาได้ยิน ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นเรื่องลวงโลก เขาไม่ทราบ-- ข้างกันมีเก้าอี้จัดวางไว้สำหรับผู้คนที่เดินทางมาพบเคิร์ท พื้นหญ้าส่วนข้างโลงของเขาพบดอกไม้แย้มกลีบหลากสี บ้างเป็นของพิพิธภัณฑ์เอง บ้างเป็นของคนที่ผ่านมาเยี่ยมเยือนและหนีจาก ถัดออกมาหน่อยที่ส่วนผนังของห้องสี่เหลี่ยมขนาดเกือบกว้างนี้ พบรูปวาดศิลป์และรูปถ่ายวางประดับ ส่วนใหญ่เป็นภาพความสวยงามของแหล่งธรรมชาติกับแมกไม้นานาพรรณ

    ลิวตัสมัวแต่อึ้งกับการจัดวางของประดับจนลืมเลือนเรื่องของเคิร์ท ผู้พันปล่อยให้เขาทำอย่างนั้นขณะที่ตนเองนั่งพักอยู่บนม้านั่ง พลางกัดกร้วมแซนด์วิชเบคอนที่เขาลอบนำเข้ามากิน กระทั่งลิวตัสมาหยุดอยู่ที่ป้ายแนะนำของเคิร์ท เขาอ่านข้อความบนนั้น หลบซ่อนความประหลาดใจอันสามารถปรากฎบนใบหน้าได้ทุกเมื่ออย่างเนืองๆ

    ' - เล่าเรื่องราวของคุณสิ นั่นทำให้ผมมีชีวิต -
    โซลด์เธน; เคิร์ท; โลงศพสีโอนิกซ์
    เคิร์ท เกิดที่รัฐสวิสต์เซลราวศตวรรษที่สิบแปด ไม่ค้นพบสาเหตุการเสียชีวิตของเขา เรื่องราววิเศษคือ ถึงแม้ว่าจะผ่านพ้นมาราวสองร้อยปีแล้ว ศพของเขาก็ยังคงไม่เน่าเสียหรือแห้งเหี่ยวไปตามกาลเวลาโดยแท้จริง โจแฮนนา หญิงสาวชาวไร่ขุดพบศพที่มีผิวเปล่งปลั่งของเขา หล่อนนำร่างไร้วิญญาณของเคิร์ทซุกซ่อนไว้ข้างกองฟางนานกว่าแปดปี หลังจากเป็นผู้ค้นพบว่า เคิร์ทหลงรักในเรื่องราวที่เขาพึงได้ยินจากหล่อน นั่นคือเขาเปล่งปลั่งกว่าเก่า พิศดูแล้วราวกับตกอยู่ในครรลองความฝันอันไม่อาจมีผู้ใดสามารถทำลายมันได้  และถ้าหากไม่มีใครคอยแบ่งปันเรื่องราวให้แก่เขา เคิร์ทย่อมร้างไร้ซึ่งความงดงามเหล่านั้น ราวกับว่าเขาเป็นคุณปู่ทวดที่ชอบฟังเรื่องราวของหลานแน่ะ'

    "นี่พยายามจะบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไง" 

    "ไม่แน่ ฉันเองก็ไม่ชอบข้อความบนแผ่นป้ายเหมือนกัน แต่ยอมรับเถอะว่านั่นเรื่องจริง" ผู้พันปัดเศษแซนด์วิช เขาลุกขึ้นแล้วยักไหล่ไปทางโลงศพ "ทำความรู้จักกับคุณปู่เสียสิ อย่าให้ฉันได้พาแกมาเสียเที่ยวเชียว"



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in