My Book Reviews & TRANSLATIONSparnbewtch
เล่านิยายวาย : 六爻 ลิ่วเหยา (BL)

  • เรื่อง: 六爻 ลิ่วเหยา  

    ผู้แต่ง: Priest หรือ พีต้า   

    ตัวละครหลัก: เหยียนเจิ้งหมิง (พระเอก) เฉิงเฉียน (นายเอก)

                            คู่รอง: ปรมาจารย์และอาจารย์มู่ชุน

    สำนักพิมพ์จีนแผ่นดินใหญ่: 北京时代华文书局

    วันที่ตีพิมพ์: 2018-08-01

    ยังไม่มีตีพิมพ์กับสนพไทย



    สวัสดีอีกรอบค่ะ  ~☆ เจอกันอีกแล้ว เดิมทีเราทวีตลิ่วเหยาไปนานแล้วพอควรแต่วันนี้จะรีอัปและพิมพ์ที่เคยหวีดใหม่ ย้อนกลับไปดูอันเก่า... สะเปะสะปะมากจะแปะเป็นรูปเหมือนเดิมก็ยาวเลยมาใส่ในบทความแทนไม่อยากใช้คำว่ารีวิวค่ะดูเป็นทางการไปเรารีวิวไม่เก่งชอบที่จะเล่าความรู้สึกตัวเองภาษาบ้านๆ มากกว่าวิเคราะห์มาเป็นข้อๆ  ขอออกตัวว่าเราเล่าโดยอ่านรวบยอดมาแล้วก็เล่าจากความคิดตัวเองเป็นภาษานิยายมีแทรกภาษาไม่เป็นทางการเล็กน้อยแล้วแต่อารมณ์ แต่ว่าตัวนิยายไม่ได้รวบรัดหรือบรรยายตามที่เราเล่านะคะ เผื่อมีคนเข้าใจไปอีกทางเลยดักคอก่อน 


    六爻 ลิ่วเหยา นิยายแนวจีนโบราณบำเพ็ญเซียน ของ Priest อีกชื่อที่นักอ่านจีนเรียกก็คือ พีต้า นักเขียนนิยายวายและชายหญิงชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของเว็บไซต์จิ้นเจียง เจ้าของผลงานที่ถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ก่อนจะได้รับกระแสตอบกลับดีมาก ๆ ก็คือ เจิ้นหุน นั่นเอง แต่ว่าเรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างจากเรื่องดังกล่าวเพราะเป็นเซ็ตติ้งโบราณทั้งเรื่องเลยจ้ะ 


    รูปประกอบเป็นรูปออฟฟิเชี่ยลดราม่าซีดี (แฟนเมด) ที่วาดขึ้นโดยคุณ 鹿森 

    สามารถนำไปรีอัป ตั้งปก ตั้งเดสก์ท็อปได้เพียงแต่ห้ามใช้ในเชิงพาณิชย์



    เนื้อหาที่จะเล่าต่อไปนี้ สปอยล์ หนัก มาก


    เตือนเผื่อว่าเป็นสปอยล์ช่วงแรก ๆ เฉิงเฉียน (นายเอก) เด็กชายวัยสิบขวบอาศัยอยู่กับครอบครัวที่มีพ่อแม่ และพี่น้องรวมตัวเขาสามคน เฉิงเฉียนเป็นบุตรคนรองเขาเติบโตช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันทำให้ไม่สามารถหาบฟืนทั้งหมดมาได้ในคราวเดียวต้องวิ่งไปมาหลายหน งานบ้านรวมถึงล้างจานทำอาหาร ก่อไฟ ตัดฟืนล้วนเป็นเฉิงเฉียนที่ต้องแบกรับเพียงคนเดียว 


    นายเอกพึ่งกลับมาจากด้านนอกที่หมู่บ้านมีถงเชิงบัณฑิตที่ไม่ผ่านการสอบขุนนางผู้หนึ่งเขาคัดเลือกนักเรียนและสอนอ่านด้วยด้วยนิสัยดังกล่าว (ประมาณว่าคัดนักเรียนที่มีเงินสิ่งของมาแลกเปลี่ยน) แม้บัณฑิตชราไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นอาจารย์ผู้ซึ่งสามารถความรู้แต่เพราะความชนบทไม่ง่ายเลยที่จะหาอาจารย์คนอื่นมาสอนให้เด็กๆ ด้วยสถานะครอบครัวสกุลเฉิงไม่มีปัญญาส่งลูกเข้าเรียนเฉิงเฉียนจึงซ่อนตัวและแอบฟังอยู่บนต้นไม้ดังเช่นลูกลิง 


    ยามนี้บิดาของเขาวุ่นอยู่กับการต้อนรับแขก ชายผู้เรียกตัวเองว่า มู่ชุนเจินเหริน ผิวขาวผอมกะหร่องไว้เคราแพะยาวผ่านทางมาขอพักกินน้ำเห็นนายเอกเข้าก็พูดจางมงายล่อลวงพ่อของนายเอก ซึ่งจังหวะเดียวกันกับที่ต้าหลาง พี่ชายคนโตของบ้านมาได้ยินเข้าก็ส่ายหน้าต้าหลางไม่ใช่คนหัวโบราณกำลังจะเปิดปากพูดแต่นึกไม่ถึงว่าบิดาของเขาจะเชื่อเรื่องไร้สาระจริงๆ

     

    ครอบครัวสกุลเฉิงไม่ได้ร่ำรวยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มารดาให้กำเนิดน้องคนสุดท้องตั้งแต่นั้นมาเธอก็อ่อนแอมากจนต้องนอนอยู่บนเตียงซ้ำร้ายการเก็บเกี่ยวของปีนี้ไม่ดีในช่วงหลายเดือนไม่มีฝนตก ต้าหลางรู้ว่าบิดามารดาคิดอย่างไรเขาทำทุกอย่างเพื่อให้ตนกลายเป็นความหวังของครอบครัวได้ในขณะที่น้องชายคนสุดท้องของเขายังคงเป็นทารกร้องงอแงอยู่ในห่อผ้า จึงเป็นการดีต่อเฉิงเฉียนหากเขาออกจากบ้านไปฝึกตนกับผู้บรรลุผู้นั้นแทนจบการเจรจาข้อตกลง มู่ชุนเจินเหรินทิ้งเงินไว้ให้สกุลเฉิง บ่ายวันนี้เฉิงเฉียนจะตัดขาดโลกภายนอก ออกเดินทางพร้อมกับอาจารย์ 


    ต้าหลางผู้เป็นพี่ชายรักและห่วงใยน้องชายคนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจแม้ว่าเขาจะไม่พูดมันออกมาเพราะช่องว่างระหว่างวัยที่ทำให้ไม่ค่อยสนิทสนมกันพี่ชายก็ตะหนักคิดนะว่าพวกเขาใจร้ายเกินไปหรือเปล่าหากจะต้องขายน้องชายคนนี้จริงๆ แต่ท้ายสุดก็ยึดมั่นว่ามีความจำเป็น  เฉิงเฉียนไม่ได้คร่ำครวญบิดาเริ่มทำงานตั้งแต่รุ่งสางยันค่ำพี่ใหญ่ออกไปทำงานตั้งแต่แสงสุริยันส่องหล้าจนกระทั่งดวงจันทร์เยือนนภา ส่วนมารดาหรือก็มีน้องเล็กต้องดูแล นายเอกพยายามไม่สร้างปัญหาสิ่งเลวร้ายอุกอาจที่เคยทำเห็นจะเป็นเรื่องปีนต้นไม้แอบฟังบัณฑิตเฒ่าสอนหนังสือเฉิงเฉียนทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียนเป็นทุกอย่างให้ครอบครัว ยกเว้น ลูกชายเด็กควรจะมีชีวิตชีวาพูดจ้อแต่เฉิงเฉียนกลับไม่เป็นเช่นนั้นเขานิ่งเงียบ สงบเสงี่ยม 


    หลังจากร่ำลาเสร็จเฉิงเฉียนก็เดินทางไปกับผู้บรรลุเฒ่าที่ตอนนี้กลายเป็นอาจารย์ของเขาระหว่างทางฝนตกลงมาห่าใหญ่มู่ชุนเจินเหรินอุ้มเข้าไว้ในอ้อมอกพาวิ่งไปหลับฝนที่วัดร้างแห่งหนึ่ง 


    รัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อนสำนักใหญ่หรือเล็กเริ่มผลิขึ้นทั่วราวกับเห็ดสกุลใหญ่ดังล้วนใช้เส้นสายทำทุกอย่างให้ลูกของพวกเขาได้เข้าไปร่ำเรียนฝึกวิชาในเวลานั้นผู้คนต่างเล่นแร่แปรธาตุมากกว่าทำอาหารหลายคนสวดมนต์มากกว่าเพาะปลูกมิจฉาชีพใช้โอกาสนั้นหาลู่ทางทำมาหากินฮ่องเต้เห็นแววอาณาจักรล่มสลายจึงออกคำสั่งให้กวาดล้างสำนักน้อยใหญ่ไม่ว่าจะจริงหรือปลอมล้วนต้องถูกจับกุมและถูกเนรเทศแต่ยังไม่ทันจะประกาศพระบรมราชโองการเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ก็พากันมานั่งคุกเข่าฝ่าบาททรงไตร่ตรองด้วยยยยยยยยยยยกันทั้งคืน 


    ฮ่องเต้พระองค์ก่อนถูกบีบบังคับให้ยกเลิกพระราชโองการวันรุ่งขึ้นเลยสั่งให้สำนักที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์จัดตั้งสาขาใหม่เพื่อมาดูแลในส่วนนี้การสร้างสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นสิ่งต้องห้ามโชคดีที่ความพยายามของฮ่องเต้พระองค์ก่อนไม่สูญเปล่า เมื่อมีการคัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วความปรารถนาที่จะฝึกตนก็ลดลงผู้คนกลับไปทำไร่ทำนานอกจากนี้ยังเป็นเพราะได้ยินว่าไม่มีใครฝึกตนสำเร็จ เมื่อฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองบัลลังก์แม้ว่าความนิยมในการฝึกตนบำเพ็ญเซียนจะยังคงอยู่หากแต่ไม่บ้าคลั่งเหมือนแต่ก่อนก็เลยแสร้งหลับหูหลับตา

     

    หลังจากวิ่งมาหลบฝนที่วัดทั้งคู่ก็ได้กลิ่นเนื้อลอยมาจากหลังวัดเป็นเด็กขอทานคนหนึ่งท่าทางอายุมากกว่าเฉิงเฉียนปีสองปีกำลังทำไก่ขอทานมู่ชุนกลืนน้ำลายลงคอดังอึก เขาเช็ดน้ำฝนออกจากหน้าทำท่าน่าเชื่อถือเป็นผู้หยั่งรู้เข้าไปพูดจาหลอกล่อจนและแล้วเฉิงเฉียนก็ได้ผู้ร่วมทางเพิ่มอีกหนึ่งคนเด็กขอทานถูกเรียกว่า หานเยวียน” หรือหานยวนก็ได้ แซ่หาน เป็นแซ่ของอาจารย์  หานเยวียนเป็นชื่อที่ตั้งให้ใหม่ 


    นับจากนี้หานเยวียนจึงเป็นศิษย์น้องสี่ของเฉิงเฉียน (ถึงจะอายุมากกว่าแต่ถ้าเข้าสำนักคำนับอาจารย์ช้ากว่าก็นับเป็นศิษย์น้อง) พวกเขาใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนจนกระทั่งมาถึงเขาลูกหนึ่งที่เป็นที่ตั้งของสำนักฝูเหยาต่างกับที่เฉิงเฉียนคาดไว้มากนักตอนแรกเด็กหนุ่มคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพวกต้มตุ๋นมากกว่าจะเป็นผู้บรรลุหรือเจ้าสำนักเทือกนั้นจึงไม่คาดหวังอะไรกับชีวิตมากนัก เป็นเด็กที่ปลงมันทุกเรื่อง55555 แต่พอเห็นป้ายที่มีสองตัวอักษรเขียนว่า ฝู เหยา ด้วยลายมือหวัดงดงามราวกับมังกรทะยานฟ้าและหงส์ที่กำลังร่ายรำก็แอบเปลี่ยนความคิด สถานที่ในสำนักก็ช่างงดงามราวกับภาพวาดเด็กสองคนถูกแยกเสวี่ยซิงนำทางเฉิงเฉียนไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะได้เตรียมพบกับ ศิษย์พี่คนที่หนึ่งของพวกเขา

     

    เหยียนเจิ้งหมิง (พระเอกมาแล้วว) ศิษย์พี่ใหญ่/ศิษย์คนที่หนึ่งของสำนักฝูเหยา เป็นบุตรชายของสกุลที่ร่ำรวยที่หนีออกจากบ้านเพราะปัญหาขี้ปะติ๋วแน่นอนว่าอีกฝ่ายที่เป็นถึงคุณชายย่อมมีคนพลิกฟ้าตามหาแต่เจิ้งหมิงกลับปฏิเสธด้วยนิสัยที่ถูกตามใจมาตั้งแต่ยังเล็กทำให้สกุลเหยียนไม่กล้าขัดความสนุกของเขาจึงไม่ห้ามปราม


    เหยียนเจิ้งหมิงนับเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของสำนักฝูเหยา เงินทองของหลายอย่างต่างมาจากสกุลเหยียนที่เป็นผู้หนุนหลัง นอกจากนี้เฉิงเฉียนยังพบว่าศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ช่างนิสัยประหลาดและอดที่จะตัดสินจากภายนอกตั้งแต่พบกันครั้งแรกไม่ได้ บุรุษงดงามอายุราวๆ พี่ชายคนโตของเฉิงเฉียนปล่อยผมยาวสีดำเงาสยายราวกับน้ำหมึกเขามักจะให้นางรับใช้มาหวีผมให้บ่อย ๆ ไม่งั้นก็นั่งหวีเองรอบตัวของเขาล้วนมีแต่สาวงาม (แค่สาวรับใช้ที่ต้องหน้าตางดงามสะอาดสะอ้านเพราะอิพระเอกเรื่องมากรักสะอาดเกินชายชาตรี ไม่ได้เอามาเป็นเครื่องมือรองรับทางเพศทำนองนั้น) 



    จะไปไหนก็ต้องมีเสลี่ยงหามนางรับใช้คอยประกบหน้าหลังพัดวี และดูจะไม่สนใจศิษย์น้องที่เจ้าสำนักหิ้วกลับมานัก เหยียนเจิ้งหมิงมักจะเข้าเรียนสายเป็นชั่วโมงถึงกระนั้นพอมาถึงเขาก็ยังเอาชายผ้าปิดปากหาวจะนั่งก็ต้องให้นางรับใช้นำนู่นนี่ของใช้ส่วนตัวมาปูรองจนเฉิงเฉียนคิดว่าช่างเป็นบุคคลที่ไร้ประโยชน์และไม่น่าเข้าหาเลย


     

    มาที่ความรู้สึกของเรา  ลิ่วเหยาเป็นนิยายที่ออกไปทางเซียนเสีย สำนักเซียน บำเพ็ญเซียน พล็อตของเรื่องค่อนข้างใหญ่และมีปมเยอะพอควรเรื่องราวจะเน้นไปที่เนื้อเรื่องหลักพัฒนาการของตัวละครหลัก เฉิงเฉียน’ และศิษย์ในสำนักฝูเหยาจากเด็กตัวเล็กๆ ในยุคที่ผ่านการกวาดล้างสำนักและผู้ฝึกเซียนไปจนเด็กเหล่านี้เติบใหญ่ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์น้องคนที่สาม (เฉิงเฉียนเป็นศิษย์น้องคนที่สาม)  มีทั้งสุข ทุกข์ การแตกหักระหว่างศิษย์ในสำนัก เนื้อเรื่องดำเนินไปเนิบๆ มันเนิบนะช่วงแรกอะ แต่สนุกค่ะ ทุกคนนนน อย่าพลาด อย่าอ่านแค่ของเราต้องอ่านนิยายแล้วตัดสินใจเอง!! ต้องบอกว่าเรื่องนี้สมกับเป็นงานของ Priest อย่างแท้จริง ไหนฉากอุ่นเตียงคะ ไม่มี๊! ไม่ได้ประชดเลยแม้แต่น้อย มีก็น้อยนิดมากและไม่ได้ละเอียดอะไร.. อ่านไปเอ๊ะ ฉันอ่านนิยายวายอยู่ใช่ไหม ค่อนข้างเหมาะกับกลุ่มนักอ่านที่เอียนฉากพระนายฟาดงวงอะ 


    เอาจริงสำนักฝึกเซียนตอนนี้ไม่รุ่งเรืองเหมือนเรื่องอื่นอะฝึกกันแบบ.. เราขอยืมวลีนี้มาใช้ เอารถลากไปไว้หน้าม้า ผิดหน้าผิดหลัง ไม่มีแบบแผน เป็นยุคที่ยังไม่มีคนไปถึงจุดสูงสุดของการเป็นเซียน มีแต่สำนักกิ๊กก๊อก พระเอกไม่ใช่พวกแกรี่ซูที่เก่งพร้อมทุกอย่างแต่เริ่มต้องฝึกฝนตัวเองแต่เพราะมีอุปสรรคแล้วเป็นพวกที่เออทำไม่ได้ลองทำอีกก็พลาด ไม่ลองแล้วโว้ยช่างมันแล้ว เท! แต่แรงผลักดันที่ทำให้พระเอกบ้าคลั่งการฝึกวิชาเพราะ ครอบดำตรงนี้เป็นสปอยล์  สูญเสียนายเอกไปค่ะ (สูญเสียแบบไหนด้านล่างมีสปอยล์นิดหน่อย)


    ขอเบรกชมตัวเล่มหน่อย

    ตัวหนังสือที่ซื้อมาเป็นของจีนแผ่นดินใหญ่ ประทับใจหลาย ๆ อย่างประเภทกระดาษที่ใช้พิมพ์เป็นกระดาษถนอมสายตา ลดแสงสะท้อนเวลาอ่าน ปกสวย เรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันความเรียบง่ายของมันกลับดูดีมีคลาสมาก สามารถหยิบขึ้นมาอ่านที่สาธารณะได้สบาย มีทั้งหมด 5 เล่มค่ะ 
    ที่เห็นเป็นปกกราฟฟิกนี่คือปกแจ็คเก็ต พอถอดออกมา ผ่าง ขาวสะอาดประหนึ่งหนึ่งหนังสือพระพุทธพระธรรม


    เฉิงเฉียน (นายเอก) ศิษย์คนที่สามของสำนักฝูเหยาเป็นเด็กฉลาดความจำดี ที่แสดงออกท่าทางเย็นชาไร้ความรู้สึกเพราะถูกเลี้ยงดูมากับครอบครัวที่ยากจน แม่สนใจแต่น้องคนเล็กพ่อก็เอาแต่ทำงาน ส่วนพี่ชายคนโตก็เป็นช่องว่างระหว่างวัยทำให้ไม่ค่อยสนิทกันเฉิงเฉียนเลยเป็นเด็กที่ไม่ค่อยพูดและเก็บงำความรู้สึกไว้ในใจแต่พอมาอยู่สำนักฝูเหยาก็เจอกับศิษย์ร่วมสำนักที่นิสัยแปลกประหลาดหลายคนก็เริ่มมีความรู้สึกเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาแล้วล่ะโดยเฉพาะตอนรับมือกับศิษย์พี่ใหญ่ของเขา…铜钱 ที่แปลว่าเหรียญทองแดงฟังดูคล้ายกับชื่อ 程潜 เฉิงเฉียนดังนั้น 铜钱 หรือ เหรียญทองแดงน้อย” เลยเป็นอีกชื่อที่ศิษย์พี่โมเมตั้งให้ เป็นเด็กที่เราเอ็นดูมาก ไม่ได้เป็นเด็กนิ่ง ๆ เรียบร้อยดั่งผ้าที่พับไว้ นับถือนักเขียนที่เติมแต่งความเป็นคนให้น้องอะ เป็นเด็กที่คิดทั้งแง่ลบและแง่บวก 

     

    เหยียนเจิ้งหมิง (พระเอก) ศิษย์คนที่หนึ่งของสำนักฝูเหยาเป็นบุตรของสกุลที่ร่ำรวยที่หนีออกจากบ้านเพราะปัญหาขี้ปะติ๋วนิสัยเจ้าสำอางจนตอนแรกเราคิดว่าเป็นนายเอกหรือตัวประกอบแต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขันกลับจริงจังและเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่พึ่งพาได้ถึงจะหวาดกลัว (นายเอกเห็นพระเอกมือสั่น) เราชอบจุดนี้ที่นักเขียนบรรยายค่ะเขาดูใส่ใจรายละเอียดเพราะเหตุการณ์นี้เป็นช่วงแรก ๆ ของนิยายพระเอกอายุราว ๆ 15 ปี (นายเอกอายุราว ๆ 10 ปี) เป็นแค่เด็กก็ต้องมีหวั่นเกรงบ้างแต่ถึงแบบนั้นก็ยังเอาตัวกันศิษย์น้องออกจากอันตรายต่างกับตอนปกติที่เป็นเพียงคุณชายเหยียนผู้ไม่เอาอ่าวเกียจคร้านถือพัด จะไปไหนก็ต้องให้คนหามเสลี่ยงแห่ยิ่งกว่าฮ่องเต้หนำซ้ำสาวใช้ยังต้องคอยแปรงผมให้เป็นเวลาหลงตัวเอง ปากร้ายและกวนเบื้องล่างมาก แฟนคลับชอบเปรียบพระเอกเป็นนกยูงพอสนใจศิษย์น้องก็เข้าโหมดนกยูงรำแพน จำกัดความสั้น ๆ ของพระเอกลิ่วเหยาก็คือค่อนข้างจะ himedere จนถูกแฟนนิยายล้อว่า แม่นางเหยียน พระสนมเหยียน (...)


    อิศิษย์พี่ช่วงที่มาติดน้อง (สมัยเด็กก่อนจะมีเรื่องวุ่นวาย) มันก็จะประมาณนี้..


    ส่วนนี่เป็นแปลแฟนซอง (เพลงที่แฟนคลับแต่งขึ้น) ของลิ่วเหยาค่ะ นายเอกชุดดำ พระเอกชุดขาว




    ด้านล่างนี้เป็นสปอยล์ที่กล่าวถึงข้างต้น

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    ช่วงที่ทำให้เราหลั่งน้ำตาคือช่วงที่เฉิงเฉียนตายค่ะไม่ขอพูดว่าแบบไหนอยากให้ตามในเรื่องเองเพราะเท่านี้ก็สปอยล์มากแล้วเป็นส่วนที่น่าเศร้าจากนิยายทั้งเล่มเพราะเหยียนเจิ้งหมิงพระเอกพึ่งตระหนักถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อศิษย์น้องและความจริงที่ว่าตัวเองยังอ่อนแอปกป้องกระทั่งเฉิงเฉียนไม่ได้เหยียนเจิ้งหมิงแทบสูญเสียจิตวิญญาณเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตทุกคนเป็นห่วงกลัวว่าเขาจะแตกสลาย แต่เพราะอาจารย์ (มู่ชุนเจินเหริน) ที่เป็นคนดูแลสำนักฝูเหยามาสลายไปแล้ว เหยียนเจิ้งหมิงที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่จึงต้องพยุงทุกคน หลังจากนั้นพ่อพระเอกก็ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน เราร้องไห้หนักมากเลยโฮรวๆๆ คู่หานมู่ชุน มู่ชุนมีอีกชื่อ อาจารย์กับปรมาจารย์ต้องไปอ่านต่อเอาเองนะ ลุ้น ๆ เอง อิอิ  แต่ ขอบอกก่อนว่าเป็นเรื่องราวในอดีตของทั้งคู่นั่นหมายความว่าปรมาจารย์ตายไปแล้วนั่นเอง... จริงๆ มู่ชุนก็ตายไปนานแล้วที่ยังอยู่เรียกว่าร่างอะไรซักอย่างนี่แหละค่ะ ตอนที่แกสลายไปพี่เจิ้งหมิงเลยใช้คำพูดว่า "ท่านอาจารย์ไปแล้ว" ร้อยปีผ่านไปพอเฉิงเฉียนฟื้นตอนนั้นสำนักฝูเหยาก็กลายเป็นสำนักที่มีชื่อเสียง (จากเดิมเป็นแค่สำนักธรรมดา ๆ มีครอบครัวพระเอกหนุนหลังเท่านั้นง่าย ๆ ค่ะดีแต่เขือมีแต่เงินเอามาตกแต่งสำนักให้สวยอย่างเดียว) 


    ด้านล่างนี้เป็นรูปมู่ชุนเจินเหรินกับปรมาจารย์สมัยนู้นจ้า เป็นภาพประกอบเรดิโอดราม่าสั้น ๆ เน้อ


    เอาเป็นว่าเรื่องนี้เป็นแนวสำนัก บำเพ็ญเซียนอีกเรื่องที่ชอบมากเลยค่ะ พระนายไม่ได้เก่งหรือเป็นอัจฉริยะมาตั้งแต่เกิดแต่ค่อย ๆ ฝึกปรือ ผ่านร้อนผ่านหนาวช่วยส่งเสริมกันจนเป็นยอดฝีมืออันดับต้นของยุทธภพ ถึงแม้ว่าจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่ชอบวอแวน้องมากกว่าก็เถอะ.. ภาพรวมของนิยายเรื่องนี้ถือว่าครบรสของประเภทนี้ ผู้เขียนคุมโทนเรื่องและปะติดปะต่อเรื่องราวออกมาได้อย่างลื่นไหลเป็นลำดับ คละกันอย่างลงจังหวะไม่ได้มุ่งเทไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจนสุดโต่งเกินไป อ่านเพลินแต่ก็ยังมีจังหวะที่เนิบนาบซึ่งไม่ค่อยยืดมากจนมองข้ามจุดนี้ไป การใช้คำศัพท์จีนยังสมกับเป็นพีต้า ยากฉิบหาย เขาใช้เฉิงอวี่ (สำนวน) และกวีมาแทรกได้เก่งมากค่ะ ชั้นร้องไห้ไปอ่านนิยายไปอยากอ่านต่อแต่มันช่างช้าเหลือเกิน เพราะต้องเปิดหาความหมายของเฉิงอวี่ที่พร่ำบนในใจว่าเจ้าสำนักไปขุดเอาจากไหนมา!


    และเรื่องนี้มีลิขสิทธิ์ในไทยแล้ว จะเป็นสนพไหนที่ได้ไปต้องลุ้นกัน 



    ทั้งนี้รีวิวอันนี้ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นจากรสนิยมการอ่านส่วนบุคคลเท่านั้น สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบกับการตัดสินใจได้แต่ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้ทั้งหมด

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in