melancholia.sweetsingularity
9. when
  • ประโยคจากปากฟินน์ทำผมหยุดชะงัก


    นิ้วที่จะกดปุ่ม shutter ค้างคากล้อง



    เด็กแว่นยักไหล่ ปล่อยมือจากผม

    “ไม่ได้บอกเป็นลางอะไร” ตาสีเขียวอ่อนดูงามยามพระอาทิตย์ใกล้ตกอย่างนี้ ร่างบางคงนั่งนิ่งข้างกาย

    “พูดความจริงก็เท่านั้น”


    ผมวางกล้องลงกับพื้นหญ้า ถอนหายใจ

    “...ฟินน์คิดงั้นหรอ”




    “ก็—“ ปากรสไวน์โรเซ่ที่ผมเพิ่งจูบชิมไปหมาดๆเผยอนิด เล่นเอาประสาทผมรวนไปหมด 

    แค่ไวน์ขวด 250 มิลสองขวดเล็กที่ฟินน์หยิบใส่ตระกร้า ตอนเราแวะซุปเปอร์มาร์เกตขนาดย่อม ก่อนจะล่องเรือข้ามฟากมาที่เกาะ ผมต้องเป็นถึงขนาดนี้

    แค่ไวน์​ หรือรสชาติ ผิวสัมผัสของริมฝีปากคู่นั้นกันแน่ ที่จับจองพื้นที่ในหัวผมไม่ยอมไปไหน



    “แค่คิด” เจ้าตัวหยิบปลาแซลมอนดิบรมควันเข้าปากอีกชิ้น (นั่นก็อร่อยและติดง่ายเป็นบ้า ผมกับฟินน์แทบจะเหมาไปครึ่งกิโลแล้ว) “บอกแล้วว่าผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรพวกนี้เหมือนกัน”


    เดือนกว่าๆ กับฟินน์ทำให้ผมพอจะเข้าใจว่า ‘เรื่องอะไรพวกนี้’ ในความหมายของเด็กหนุ่มคือ อะไรก็ตามระหว่างสองคน ที่อธิบาย จับรายละเอียดเป็นรูปเป็นร่างไม่ได้ อะไรที่ทั้งผมและฟินน์ไม่แน่ใจพอที่จะนิยาม


    “รูปน่ะถาวรจะตาย”  ฟินน์ว่า ตามองขอบฟ้าตรงหน้า สองมือเท้ากับพื้นหญ้า

    ผมเงียบฟัง 



    นอกจากเราสอง คนอื่นก็ไปปาร์ตี้แถวร้านอาหารในเกาะกันหมด (ได้ยินมาว่ามีคาราโอเกะด้วย แต่ฟินน์คงฆ่าผมตายถ้าเอ่ยปากชวน

    แต่ถ้าถามผม ถ้าถามใจผมจริงๆ

    ให้ได้ใช้เวลาที่อยู่กับฟินน์เท่าที่มี เท่าที่เขาพอจะให้ผมได้

    เวลาที่ผมได้อยู่ในโลกส่วนตัวของคนๆนี้ ได้ฟังเขาบ่นและตั้งคำถามปรัชญาปลายเปิดที่ผมไม่เคยนึกถึง
    ใจก็ไม่ได้อยากขออะไรมากไปอีก



    เพิ่งซึ้งเรื่องการประสบความรู้สึกในโลกอีกโลกของคนที่คบด้วยก็เพราะฟินน์)




    “ตอนนี้อาจไม่มีอะไร”  ท้องฟ้ากลายเป็นสีชมพูอมส้ม ขณะพระอาทิตย์ค่อยๆ ลดตัวต่ำลง


    อยากจะขอบคุณตัวเองที่ทำทุกวิถีทางจนเป็นส่วนหนึ่งของทริปเกาะสกาย*(อย่างไม่เป็นทางการ)ของโปรแกรมฟินน์


    (“รู้นะ จะไปทำอะไรน้อง” ไอ้แบร์เหล่ตามอง ดีดแขนผมดังป้าบ! “มึงเป็นอะไรขึ้นมาเพราะกาแฟร้านนี้ละกูไม่รับผิดชอบนะเว้ย”

    ผมกลอกตา หันขวับไปมองฟินน์ แล้วกลับมาชี้หน้าเพื่อนสนิท

    “จะไปทำคะแนนเพิ่ม!”  ผมตอบ “แ-่ง  ใครเค้ารุกเร็วอย่างมึงฟะ--“)



    เพราะจะว่าไปแล้ว นี่อาจเป็นวันจันทร์ที่สุขที่สุดในชีวิตผมก็เป็นได้




    “พอจบกันไป รูปมันก็เครื่องตอกย้ำดีๆนี่แหละ”

    “คิดมาก” ผมพูดทันที ลูบแก้มเขาช้าๆ 

    เด็กหนุ่มหลับตา

    ผมค่อยประทับปากลงแก้มฟินน์ ไล้ลิ้นตามสันกรามอย่างใจเย็น

    ขนลุกนิดๆกับเสียงหอบหายใจนั่น


    เหมือนหูจะฝาดไปเอง




    (“เอ้อ พี่แฮซพ่อพระ” ไอ้แบร์กระเดาะลิ้น “ยังกับมึงไม่คิด”)




    ริมฝีปากนุ่มจูบผมตอบกลับอย่างหิวกระหาย ใจที่เหลวไม่เป็นทรงในอกเต้นระรัวราวจะเตือนให้ผมรับรู้ทุกวินาทีที่ผ่าน

    มือสองข้างแตะเอวผม

    ลิ้นตวัดรัดพันกันโดยไม่สนไอร้อนในหมอกโดปามีนที่ก่อตัวในหัว



    ลืมตาขึ้นอีกทีฟินน์ก็คร่อมผมอยู่ แขนเนียนเสียดสีแขนผมพอดีกับใจที่หลุดหายไปไหนก็ไม่รู้ตอนนี้

    “ถ้า—“ ผมคว้าตัวฟินน์ลงมาแนบอก อดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงหัวใจผมไหม “--ถ้าเราจบกัน...”



    (“ก็คนป่ะวะ--“  ผมเบ้ปาก “มึงทำมาพูดดี”)



    "พี่คงไม่อยากย้อนกลับมา”

    กระบวนการคิดคำและสร้างประโยคของผมเริ่มถดถอยเต็มที ยิ่งโดนฟินน์จ้องจากกลางอกผมคงไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่

    “แต่ขอให้พี่ได้จำ--”

    จูบอีกครั้งที่ริมฝีปาก ไล่ลงมาที่ซอกคอ

    “--ว่ามันเคยเกิด”



    อยากจะสบถแรงกับเสียงครางนั่น แต่ร่างบางข้างบนขโมยเสียงผมไปหมดแล้ว


    “…อย่าเพิ่งคิดอะไรไกลตอนนี้เลย”.




    //

    อย่าลืมติดแทก #kpfic ติชมน้า




    ขอ dedicate บทนี้ ให้น้องดาว @_ddddow ค่ะ :)


    *Isle of Skye  (เกาะสกาย) ในไฮแลนด์ของสกอตแลนด์ เคยติดอันดับสี่ของเกาะน่าเที่ยวในโลกจาก National Geographic 


    ที่ๆ แฮซนั่งอยู่กับฟินน์คือบริเวณชมวิวที่เกาะ มองไปเห็นสะพานสกาย (Skye Bridge) ที่เชื่อมแผ่นดินกับเกาะ ตอนนั้นเหมือนนั่งเรือจาก Mallaig ข้ามมาสกาย


    พระอาทิตย์เวลาสามทุ่ม ยี่สิบห้า ในหน้าร้อนวันจันทร์

    คิดถึงมาก


    ถ้าจะพูดตรงๆ ก็ต้องเพลงพี่เอ็ดกันดื้อๆ แต่ตั้งแต่ฟังเพลงนี้ครั้งแรกก็คิดถึงแฮซฟินน์ละ



    มาคุย / ทักทายกันได้ที่ทวิตนะคะ <3


    ขอบคุณทุกกำลังใจเสมอค่า


    x


    ข้าวเอง.


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in