THE DINING UNIVERSE จักรวาลควันโขมงSALMONBOOKS
บทนำ


  • ว่ากันว่า

    ความหลงใหลอันเข้มข้นของคนเรานั้นกระเตื้องขึ้นอย่างช้าๆ จากความประทับใจครั้งแรกๆ ของชีวิต ความประทับใจที่อาจเป็นเพียงจินตนาการอันสวยสดในโลกของคุณคนเดียว เป็นความงามด้านเดียวที่คุณก้าวเข้าใกล้โดยไม่มีใครล่วงรู้ ความประทับใจจึงกลายเป็นความน่าหลงใหลในห้วงคำนึง สะสมความสวยงามประทับลงในความรู้สึก จนรู้ตัวอีกครั้งคุณก็จมลงสู่ห้วงความหลงนั้นแล้วอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

    อย่างคราวที่ควันจากเตาถ่านพร่างพรายทำร้ายเด็กหญิงเป็นครั้งแรก

    ใจกลางความขมุกขมัวที่เด็กหญิงขลุกตัวอยู่ตรงนั้น เป็นดังจักรวาลอุดมด้วยแรงดึงดูดแน่นหนักผลักความสนใจของเธอให้โคจรห่างออกไปจากอะไรๆ ที่เด็กวัยเดียวกันต้องการ และถึงควันสีเทาเบาบางจะเรียกน้ำกลบตาจนย่าต้องคอยไล่หนี แต่สุดท้ายเด็กหญิงก็ดื้อดึงยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตาแล้วอาสาจับตะหลิวหิ้วกระทะเรื่อยมาอีกหลายต่อหลายปี

    ความหลงใหลในภาพแรกส่งต่อเป็นความใคร่รู้ตลอดหลายปีหลังจากนั้น ละอองม่านควันในสายตาของเด็กหญิงถูกเสริมเติมความประทับใจด้วยรายละเอียดน่าสงสัยไม่สิ้นสุด คำถามว่า รสชาติแบบนี้ต้องปรุงยังไง? เป็นการสงสัยใคร่รู้

    แรกๆ ที่แทรกอยู่ในสมอง ต้มข่าไก่ถ้วยโปรดกลายเป็นโจทย์ให้เด็กหญิงนั่งเท้าคางคิดว่าอะไรทำให้รสเปรี้ยวปะแล่มของต้มข่าออกมาแปลกใหม่กว่าแกงรสเปรี้ยวชนิดใดที่เคยชิม

    ยังไม่ต้องพูดถึงรสเค็ม เผ็ด หวาน เพราะแค่รสเปรี้ยวอย่างเดียวก็แตกกระสานซ่านเซ็นจากวัตถุดิบจำนวนมหาศาลของโลกจนยากแยก เปรี้ยวละมุนด้วยมะขามเปียก เปรี้ยวเข็ดฟันจากมะนาว หรือเปรี้ยวสดใสจากใบมะขามอ่อน ล้วนมีรายละเอียดแตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง มากไปกว่านั้น การจะเลือกรสชาติไหนใส่เมนูใดยังต้องใช้ความใส่ใจในระดับที่ทำให้เด็กหญิงคลั่งไคล้อยากเอาชนะให้ได้ทุกเมนู ไม่ว่าจะเป็นต้มยำน้ำใสใส่ใบมะขามอ่อนจากต้นในรั้วบ้านที่เปลี่ยนรสต้มยำธรรมดาให้สดชื่นเหมือนเช้าวันฝนตก หรือผัดเผ็ดเนื้อที่รวมเอาสมุนไพรหลากรสร้อนแรง ทั้งพริกแห้ง พริกไทย ใบยี่หร่า สาดใส่ผสมกันจนได้เมนูเรียกเหงื่อที่ทำให้เด็กหญิงต้องพิจารณาหาที่มาของรสเผ็ดแต่ละชนิดอย่างพินิจพิเคราะห์ไปจนตลอดบ่าย
  • ภารกิจชำแรกรสชาติดำเนินไปวันแล้ววันเล่า ท่ามกลางม่านควันและเสียงตะหลิวกระทบกระทะที่กลายเป็นจังหวะคอยจับความสนใจให้เด็กหญิงวิ่งเข้าไปซุกตัวอยู่ในห้องครัวได้ครึ่งค่อนวัน สร้างความสงสัยให้ใครต่อใครว่าทำไมพ่อแม่ถึงกล้าปล่อยให้ลูกอยู่ใกล้เตาไฟและคมมีดในระดับถูกกรีดจนเลือดออกอยู่บ่อยครั้งก็ไม่คิดห้าม

    เรามั่นใจในกันและกัน หลักการเลี้ยงดูเป็นแบบนั้น ซึ่งเป็นหลักเดียวกับการทำครัวที่เด็กหญิงพกติดตัวมาจนโตเป็นสาว

    ด้วยต้นกล้าแห่งความหลงใหลเติบโตขึ้นจากความมั่นใจในสิ่งที่กำลังจดจ่อตรงหน้า ไม่ว่าจะตอนจรดมีดกรีดพุงปลา หรือตอนตวัดน้ำตาลใส่แกงส้มชะอมกุ้ง ทุกท่วงท่ามาพร้อมความมั่นใจในระดับตัดสินใจเด็ดขาดเพียงครั้งเดียว และเสี้ยววินาทีที่เต็มปรี่ด้วยความมั่นใจนั่นเองที่ภาพประทับใจค่อยๆ ซึมซับเข้ามาในความทรงจำ

    เด็กหญิงขลุกอยู่ในครัวกับโจทย์ใหม่ที่ย่าและตัวเองสร้างขึ้นเพื่อซักไซ้กันและกัน อย่างคำถามเอาแต่ใจว่าเอาผลไม้ปรุงใส่อาหารคาวได้ไหม เป็นผลให้ย่าต้องจัดแจงแสดงกระบวนวิชาทำม้าฮ่อจากส้มเขียวหวานสดโปะทับด้วยหมูสับผัดกับถั่วคั่วและน้ำตาลมาให้ชิม ตามด้วยแจกโจทย์ให้เด็กหญิงคิดเมนูผลไม้มาลองเสนอ ราวกับวิ่งวนอยู่ในสนามเด็กเล่น ด้วยคำถามนั้นกลายเป็นจุดหมายให้เธอตามจับรสชาติใหม่มาผสมกันจนได้เรื่องเป็นครั้งแรก


  • ซุปไก่สับปะรดขิง เมนูสนองความหลงใหลในความฉ่ำชื่นจากสับปะรดของเด็กหญิงเพียงเท่านั้น ด้วยคิดเองเออเองว่าสับปะรดสดเปรี้ยวหวานชื่นน่าจะกลมกลืนกับความร้อนของขิงได้พอดี กว่านั้นกรดของผลไม้รสเปรี้ยวน่าจะช่วยลดความเหนียวของเนื้อไก่ให้ยุ่นยุ่ยเคี้ยวง่ายขึ้นหลายเท่า และหลังลองต้มสับปะรด ไก่ และขิงรวมกับเครื่องปรุงรสร้อนอย่างพริกไทยและหอมแดงอยู่หลายหม้อ สุดท้ายลิ้นของเด็กหญิงก็เออออกับรสชาติที่ตั้งใจในหม้อหนึ่ง พร้อมค้นพบเอกลักษณ์พิเศษของเมนูผลไม้ว่ามีฤทธิ์เย็นช่วยให้ผ่อนคลายไม่ว่าจะกลายเป็นเมนูคาวหรือหวานก็ตามที

    “อร่อยดี” คำชมสั้นง่ายจากย่าเป็นเหมือนคำการันตีว่าตำรับใหม่นี้จะมีที่ทางบนโต๊ะอาหารต่อไปอีกหลายมื้อ

    ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ จากการคิดสูตรใหม่ให้ออกมาได้ดั่งใจกลายเป็นรางวัลชุบชูใจ หลอกล่อให้เด็กหญิงยิ่งหลงใหลในการปรุงอาหาร ทั้งยังเพาะปลูกนิสัยชอบเอาชนะในตัวเธอให้เติบโตอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครล่วงรู้แม้แต่ตัวเอง แต่ก็กลับเป็นโชคดีอีกประการที่คนทำอาหารรู้กัน ด้วยวิถีของนักปรุงนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคให้ต้องเอาชนะอยู่เสมอ เหมือนคำว่า ‘ถ้าไม่กล้าก็ไม่ได้กิน’ ที่ย่าบอกตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่เด็กหญิงกระเถิบตัวเข้าไปแทรกอยู่ในครัวควันโขมง ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะความกลัวเจ็บจากเปลวไฟ หรือน้ำมันสีใสแต่ร้อนบรรลัยนั่นก็ตาม
  • ยังไม่รวมการเอาชนะความกลัวในการทำลายบางอย่างเพื่อก่อร่างบางสิ่ง ผ่านการเรียนรู้วิธีฆ่าปลาด้วยมือเปล่า เลยเถิดถึงการชำแหละเอาเครื่องในมาใช้ทำอาหาร กระบวนการที่สอนให้เธอรู้คุณค่าของลมหายใจที่ส่งต่อไปเป็นพลังงานให้ชีวิตอื่นฟื้นคืนจากความหิวโหย เป็นความเข้าใจลึกซึ้งถึงรายละเอียดของวัตถุดิบในอาหารที่เธอสัมผัส กลืนกิน บดย่อย และฝังแทรกอยู่ในทุกอณูของร่างกาย วินาทีชำระล้างอันเข้มข้นด้วยความตั้งใจอย่างตรงไปตรงมาจึงเทียบได้กับพิธีกรรมทำให้เด็กหญิงสัมผัสถึงความหมายของชีวิตในเบื้องแรก

    จากภาพประทับใจบ่มเป็นความหลงใหล เรื่อยไปจนกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญผนึกแน่นแยกยากจากชีวิต กระทั่งวันหนึ่งดวงตาของเด็กหญิงก็สู้รบกับควันไฟได้ในระดับอังหน้าเข้าใกล้ก็ไร้น้ำตา เธอเติบโตขึ้นช้าๆ พร้อมขยับวงโคจรเข้าหาจักรวาลรสชาติใหม่ตามวันวัยที่เพิ่มขึ้น บ้างเป็นจักรวาลรสชาติเรียบง่ายที่มีหมุดหมายเป็นชายคนหนึ่ง บ้างเป็นจักรวาลสีสันจัดจ้านจนเด็กหญิงต้องเว้นระยะห่างถอยล่าจนน้ำตาไหล วงโคจรชีวิตของเธอหมุนวนเลียบเคียงห้องครัวอยู่อย่างนั้นจนรู้อีกทีเด็กหญิงก็เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวแล้วอย่างสมบูรณ์

    ในโลกของเธอ การปรุงอาหารจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมทำเอาสนุก ทว่าเป็นกระบวนการขึ้นรูปตัวตนของคนคนหนึ่งผ่านเรื่องราวที่พบพานหน้าเตาไฟที่ผสมรวมไว้ทั้งแววตา และบทสนทนาจากบุคคลที่เธอแบ่งจ่ายเวลาชีวิตไปใช้ร่วมกัน จากนั้นชีวิตก็เคลื่อนไปอย่างเต็มสีสัน เมื่อความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ล้วนมีบางฉากบางตอนดำเนินผ่านม่านควันและหมอกไอที่ระเรี่ยอ้อยอิ่งอยู่ภายในครัว บางฉากซึ่งประทับเสริมเติมในทรงจำสะสมซ้ำอีกครั้งและอีกครั้ง กระทั่งกลายเป็นชีวิต ความนึกคิด และจิตวิญญาณ ที่เปลี่ยนถ่ายสู่รสชาติอาหารที่เธอส่งผ่านให้คนรอบตัว
  • อนึ่ง ราวกับตลกร้าย ด้วยความหลงใหลอันกอบกำเนิดจากภาพประทับใจเหล่านั้นคือความทรงจำ จริงแท้ของเธอแค่คนเดียว ความสัมพันธ์อันรวดร้าว หอมหวาน หรือซับซ้อนเกินสะสางต่างถูกตัดต่อ เติมแต่ง และใส่ความหมายผ่านแววตาความคิด และหัวใจของเธอเท่านั้น ทำนองเดียวกับการปรุงอาหารที่ล้วนไม่มีความอร่อยจริงแท้ของใครแค่คนใดคนหนึ่ง ด้วยทุกอย่างขึ้นอยู่กับปลายทางที่รสชาติเดินทางไปถึง มีประสบการณ์แบบไหน พบผ่านอะไรมา หรือจังหวะเวลาที่รสชาติเดินทางไปบรรจบนั่นก็อาจทำให้ความอร่อยที่พบแตกต่างกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนอย่างวันที่เธอเคยยี้ต้มจืดมะระขมปี๋ แต่รู้ตัวอีกทีความขมก็กลายเป็นเพื่อนสนิทร่วมโต๊ะอาหารของเธอแล้วอย่างไม่ทันรู้ตัว

    หากคำถามคือรสอร่อยของเธอเป็นแบบไหน? เด็กหญิงสามารถตอบเต็มเสียงว่าเป็นอย่างเรื่องราวถัดไปหลังจากนี้ แต่หากถามหญิงสาวว่ารสชาติอร่อยของเธอเป็นอย่างไร หญิงสาวอาจทำหน้าสงสัย ยักไหล่ พร้อมตอบอย่างจริงใจว่าความอร่อยของเธอนั้นไม่มีจริงอีกแล้ว

    ด้วยเธอเรียนรู้ว่าจังหวะชีวิตกำหนดให้ความอร่อยเปลี่ยนความหมายไปเรื่อยๆ—เหมือนอย่างเรื่องราวถัดจากนี้ที่เป็นความพอใจในเสี้ยวนาทีหนึ่งของชีวิต เป็นชั่วขณะความอร่อย ณ ตอนนั้นที่อีกวินาทีอาจเปลี่ยนผันเป็นรสขมปร่าฝาดคอจนต้องขอผลักตัวออกจากจักรวาลรสชาติเดิมเพื่อเดินทางสู่โคจรรสชาติใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นไปไม่มีวันสิ้นสุด

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in